|
#1
|
||||
|
||||
|
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๙
__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด (-/\-) (-/\-) (-/\-) |
| สมาชิก 16 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#2
|
||||
|
||||
|
วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ จากที่ไปร่วมงานฌาปนกิจศพหลวงตาซุย กิตฺติสาโร พระลูกวัดทองผาภูมิ เห็นญาติโยมจำนวนนับร้อย ๆ ไปร่วมงานกันอย่างคับคั่งแล้ว กระผม/อาตมภาพยังปรารภกับปลัดแป๊ะ (พระปลัดวินัย ชาคโร) เจ้าอาวาสวัดพุทธมณฑลอรัญญิกาวาส ว่า "ถ้าผมตายแล้วมีคนมาร่วมงานศพมากขนาดนี้ก็น่าพอใจแล้ว" เพียงแต่ว่าส่วนใหญ่ที่ไปนั้น ประกอบไปด้วยความเศร้าโศกอาลัย โดยเฉพาะญาติพี่น้อง ต่างก็ร้องไห้อาลัยรักถึงผู้ที่จากไป
เรื่องพวกนี้นั้นจะว่าไปแล้ว เป็นไฟที่เผาผลาญสภาพร่างกายจิตใจของเราให้ทรุดโทรมลง อย่างถ้าใครดูนิยายจีนก็มีเรื่อง "นางพญาผมขาว" เศร้าโศกเสียใจคืนเดียว เป็นสาวอยู่แท้ ๆ ผมหงอกหมดทั้งหัวเลย..! ดังนั้น..ถ้าหากว่าใครสามารถทำกำลังใจของตัวเองให้มั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งกระทบต่าง ๆ นา ๆ ได้ ยิ่งทำได้มากเท่าไร ก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น เพราะว่าสภาพจิตไม่ขึ้น ๆ ลง ๆ การที่สภาพจิตขึ้น ๆ ลง ๆ นั้น เป็นภาระหนักกับร่างกายเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหัวใจ เนื่องเพราะว่าในแต่ละอารมณ์ หัวใจของเราเต้นไม่เท่ากัน ยิ่งอายุมาก สภาพหัวใจเสื่อมโทรมลง ถ้าดีใจเสียใจแรง ๆ บางทีก็ถึงขนาดเป็นลม หรืออาจจะหัวใจล้มเหลว ตายไปเลยก็ได้..! ท่านที่เรียนนักธรรมเอกมาแล้ว จะเห็นว่ามี "ไวพจน์" คือคำที่ใช้แทนคำว่า "วิราคะ" คือ "ความสิ้นราคะทั้งปวง" ประกอบไปด้วย "มทนิมฺมทโน" รุ่นของกระผม/อาตมภาพ แปลว่า "ย่ำยีเสียซึ่งความเมา" รุ่นใหม่ปัจจุบันเห็นเขาแปลว่า "ธรรมอันยังความเมาให้สร่าง" ฟังไม่รู้เรื่องพอกัน..! ความเมาในที่นี้ไม่ว่าจะเป็น "เมาในชีวิต" ก็คือไม่เคยคิดว่าตัวเองจะตาย "เมาในร่างกาย" ก็คือ เห็นว่าตนเองยังหนุ่มยังสาวอยู่ เหล่านี้เป็นต้น ถ้าหากว่าสามารถเข้าถึงวิราคะ ก็คือความสิ้นไปแห่งราคะทั้งปวง ความเมาพวกนี้ก็เท่ากับหมดไปเองโดยอัตโนมัติ
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:51 |
|
#3
|
||||
|
||||
|
ต่อไปก็คือ "ปิปาสวินโย" บาลีแปลว่า "นำเสียซึ่งความระหาย" ปัจจุบันคำว่า "ระหาย" เรามาใช้คำว่า "กระหาย" แทน ก็คือ ความอยากที่คอยกระตุ้นให้เราทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อตอบสนองต่อตนเอง อย่างเช่น กระหายน้ำ ก็ต้องหาน้ำมาดื่ม เป็นต้น
ต่อไปก็คือ "อาลยสมุคฺฆาโต" "ถอนเสียซึ่งความอาลัยทั้งปวง" ก็คือ ไม่ไปห่วงหาอาวรณ์กับสิ่งต่าง ๆ แล้ว เพราะเห็นชัดเจนว่าไม่มีอะไรเที่ยง ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา ถ้าหากว่าเห็นอย่างเดียวยังไม่ถือว่าใช้ได้ ต้องเห็นแล้วปล่อยวางได้ จึงจะถือว่าเข้าถึงอย่างแท้จริง ข้อต่อไปคือ "วฏฺฏูปจฺเฉโท" แปลว่า "ตัดขาดซึ่งวัฏฏะ" สภาพจิตมาถึงตรงนี้ จะไม่ปรุงไม่แต่งอะไรแล้ว เรียกง่าย ๆ ว่า สิ้นคิด รู้ว่าอะไรดีก็ทำ รู้ว่าอะไรชั่วก็ละ ไม่เกาะทั้งดีทั้งชั่ว ในเมื่อเป็นเช่นนั้น กิเลสก็ไม่สามารถที่จะบงการให้เรากระทำสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นกรรมได้ ในส่วนที่ทำก็สักแต่ว่าทำ ในเมื่อไม่มีกรรมเป็นตัวกำหนด วัฏฏะคือการเวียนว่ายตายเกิด ก็ขาดลงไปเองโดยอัตโนมัติ ต่อจากนั้นไปก็คือ "ตณฺหกฺขโย" แปลว่า "ถอนเสียซึ่งความอยากทั้งปวง" ไม่ว่าจะอยากมี อยากได้ อยากเป็น ไม่อยากมี ไม่อยากได้ ไม่อยากเป็น ซึ่งเราต้องเข้าใจว่าความไม่อยากนั้น ความจริงแล้วก็คืออยากนั่นเอง อย่างเช่นว่าไม่อยากแก่ คือ อยากจะไม่แก่ ไม่อยากเจ็บไข้ได้ป่วย ก็คือ อยากจะไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่อยากตาย ก็คือ อยากจะไม่ตาย เพียงแต่ใช้คำพูดตรงกันข้ามเท่านั้น ที่ภาษาบาลีท่านใช้คำว่า "วิภว" ก็คือสภาพที่ต่างออกไป แต่ความหมายยังคงเป็นอันเดียวกัน ดังนั้น..ในส่วนของการถอนเสียซึ่งความอยากทั้งปวง ก็เกิดจากการที่เราไม่กระทำนั่นเอง คำว่าไม่กระทำในที่นี้ก็คือ การไม่กระทำด้วยสภาพจิตที่ปรุงแต่ง สักแต่ว่าทำ เพราะว่าสภาพร่างกายนี้ยังคงต้องรักษาเอาไว้ หิวก็หาให้กิน กระหายก็หาให้ดื่ม เจ็บไข้ได้ป่วยก็รักษาพยาบาล แต่สภาพจิตไม่ได้ไปยึดในร่างกายนี้แล้ว สักแต่ว่าเป็นที่พึ่ง สักแต่ว่าเป็นที่อาศัย ตายเมื่อไรก็จบกัน ก็จะเข้าถึงอีกระดับหนึ่งก็คือ "นิโรโธ" แปลว่า "ความดับสนิท ปราศจากเชื้อ" ก็คือไม่เหลืออะไรที่จะก่อให้เกิดได้อีกแล้ว
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:56 |
|
#4
|
||||
|
||||
|
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จะเข้าถึงตัวสุดท้ายก็คือ "นิพฺพานํ" ที่บาลีแปลว่า "ธรรมชาติที่หาความเสียดแทงมิได้" ก็คือ "วารณะ" สภาพเหมือนลูกศรที่แหลมคม คอยทิ่มแทงให้เราเจ็บปวดอยู่เสมอ "นิระ" คือ ไม่มี เพียงแต่ว่าของเรามาใช้ภาษาบาลี ไม่ใช่สันสกฤต ดังนั้น.. "นิระ + วารณะ" จึงเหลือแค่ "นิพพานะ" หรือ "นิพพาน" คือ "การเข้าถึงความดับ ชนิดที่หาความเสียดแทงต่าง ๆ ไม่ได้" สภาพจิตก็จะมั่นคง ไม่ไหลไปกับการปรุงแต่งทั้งปวง รู้ว่าดีก็ทำ รู้ว่าชั่วก็ละ แต่ไม่เกาะทั้งดีทั้งชั่ว
ตรงจุดนี้ นักปฏิบัติธรรมต้องระวังให้จงหนัก อย่างแรกก็คือสภาพจิตที่สงบระงับแบบนี้ เกิดจากอำนาจของฌาน หรือว่าเกิดจากการที่เรามีปัญญาเข้าถึงและปล่อยวางได้จริง ๆ ลำดับต่อไปก็คือ ความสงบระงับนั้นเป็นความสงบระงับอยู่ในระดับใด ? ท่านที่เข้าถึงปฐมฌานละเอียด บางทีก็นึกว่าตนเองเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว เพราะว่ามีสติ รู้เท่าทันกิเลสอยู่ตลอดเวลา สมาธิทรงตัว ไม่ต้องบังคับก็อยู่กับลมหายใจเข้าออก หรือการภาวนาโดยอัตโนมัติ บางทีเราก็จะหยุดอยู่แค่นี้ ไม่ไปต่อ เพราะคิดว่าเข้าถึงแล้ว ข้อต่อไปก็คือต้องระมัดระวังว่าเป็นอุปกิเลสหรือเปล่า ? ลองไปศึกษาอุปกิเลสดู ตั้งแต่โอภาส ปีติ ปัสสัทธิ ไล่ไปเรื่อย ก็คือบางอย่างเกิด "โอภาส" แสงสว่างขึ้น ซึ่งเป็นอำนาจของสมาธิขั้นต้นเท่านั้น แต่คนส่วนหนึ่งไปคิดว่าตนเองบรรลุมรรคผลแล้ว หรือเกิด "ปีติ" มีความอิ่มเอิบใจชุ่มชื่นใจ ปฏิบัติธรรมแบบไม่เบื่อไม่หน่าย ข้ามวันข้ามคืนก็อยู่ได้สบาย ๆ จึงไปคิดว่าตนเองบรรลุแล้วก็มี "ปัสสัทธิ" คือ เข้าถึงความสงบระงับของจิต รัก โลภ โกรธ หลง เกิดไม่ได้ชั่วคราว คิดว่าบรรลุแล้วก็มี "ปัคคาหะ" มีความเพียรเป็นอย่างยิ่ง ปฏิบัติกันหามรุ่งหามค่ำ ๗ วัน ๗ คืน ไม่คลอนแคลนไปไหน คิดว่าตนเองบรรลุแล้วก็มี เหล่านี้เราต้องระมัดระวังให้จงหนัก ที่หลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุงท่านบอกว่า อย่าคิดว่าเราดีแล้ว ตราบใดที่ยังมีร่างกายนี้อยู่ ยังหาความดีจริงไม่ได้ ก็คืออย่าไปด่วนสรุปว่าเราน่าจะเป็นอย่างนั้นแล้ว น่าจะเป็นอย่างนี้แล้ว
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:00 |
|
#5
|
||||
|
||||
|
กระผม/อาตมภาพเจอมาด้วยตนเอง ก็คือเช้ามืดวันหนึ่ง เมื่อปฏิบัติธรรมไป สภาพจิตทุกอย่างสว่างไสว กิเลสทุกประเภทนิ่งสงบหมด ไม่เกิดการปรุงแต่งใด ๆ เลย คิดว่าตนเองบรรลุมรรคผลแล้ว จึงไปพิจารณาไล่เทียบกับสังโยชน์ ๑๐ ว่าเป็นจริงตามนั้นหรือเปล่า ?
ยังโชคดีที่ว่าสมาธิที่เข้าถึงละเอียดมาก จึงทำให้เห็นกิเลสละเอียดที่นอนนิ่งอยู่เฉย ๆ เพราะว่าสภาพจิตทรงสมาธิระดับสูง จนกระทั่งเหมือนกับน้ำที่ใส โดยที่ไม่มีความขุ่นมัวเลย แต่ความจริงแล้ว ตะกอนต่าง ๆ นอนก้นอยู่เท่านั้น ถ้าหากว่ากระทบเข้าเมื่อไร ก็พร้อมที่จะฟุ้งกระจายอีกเมื่อนั้น..! สรุปว่าจากที่พิจารณาว่าตนเองจะบรรลุมรรคบรรลุผลหรือเปล่า ? สรุปได้ว่า สังโยชน์ทั้ง ๑๐ ตัว ติดทั้ง ๑๐ ตัวเลย..! จึงเป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลาย ต้องใช้ความเพียรพยายามในการปฏิบัติให้ได้และเข้าให้ถึง ก็คือชำระศีลของเราทุกสิกขาบทให้บริสุทธิ์บริบูรณ์อยู่เสมอ ตั้งกำลังใจของเราเอาไว้ว่าเราต้องตายแน่นอน ถ้าหากว่าตายเมื่อไร เราขอไปพระนิพพานอย่างเดียว แล้วทบทวนเอาไว้ทุกบ่อย โดยเฉพาะเมื่อเจออารมณ์กระทบแล้ว ยังหวั่นไหวหรือไม่ ?สภาพจิตในแต่ละวันยังมีนิวรณ์เข้ามาก่อกวนได้หรือไม่ ? หรือจะพิจารณาเลยไปว่าสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ยังร้อยรัดเราอยู่หรือไม่ ? ก็ได้ ขอให้พิจารณาแบบไม่เข้าข้างตัวเองเท่านั้น ถ้าใครสามารถทำได้ ก็ถือว่าท่านทั้งหลายจะเป็นผู้มีความทุกข์น้อย ตายเมื่อไรโอกาสที่จะหมดทุกข์ล่วงเข้าสู่พระนิพพานก็จะมีมาก สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:03 |
![]() |
| ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 2 คน ( เป็นสมาชิก 1 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน ) | |
| นิรันตราย |
|
|