กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กระดานสนทนาวัดท่าขนุน (https://www.watthakhanun.com/webboard/index.php)
-   เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนมกราคม ๒๕๖๙ (https://www.watthakhanun.com/webboard/forumdisplay.php?f=172)
-   -   เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๙ (https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=11459)

ตัวเล็ก 29-01-2026 19:52

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๙
 
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๙



เถรี 30-01-2026 00:32

วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ จากที่ไปร่วมงานฌาปนกิจศพหลวงตาซุย กิตฺติสาโร พระลูกวัดทองผาภูมิ เห็นญาติโยมจำนวนนับร้อย ๆ ไปร่วมงานกันอย่างคับคั่งแล้ว กระผม/อาตมภาพยังปรารภกับปลัดแป๊ะ (พระปลัดวินัย ชาคโร) เจ้าอาวาสวัดพุทธมณฑลอรัญญิกาวาส ว่า "ถ้าผมตายแล้วมีคนมาร่วมงานศพมากขนาดนี้ก็น่าพอใจแล้ว" เพียงแต่ว่าส่วนใหญ่ที่ไปนั้น ประกอบไปด้วยความเศร้าโศกอาลัย โดยเฉพาะญาติพี่น้อง ต่างก็ร้องไห้อาลัยรักถึงผู้ที่จากไป

เรื่องพวกนี้นั้นจะว่าไปแล้ว เป็นไฟที่เผาผลาญสภาพร่างกายจิตใจของเราให้ทรุดโทรมลง อย่างถ้าใครดูนิยายจีนก็มีเรื่อง "นางพญาผมขาว" เศร้าโศกเสียใจคืนเดียว เป็นสาวอยู่แท้ ๆ ผมหงอกหมดทั้งหัวเลย..! ดังนั้น..ถ้าหากว่าใครสามารถทำกำลังใจของตัวเองให้มั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งกระทบต่าง ๆ นา ๆ ได้ ยิ่งทำได้มากเท่าไร ก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น เพราะว่าสภาพจิตไม่ขึ้น ๆ ลง ๆ

การที่สภาพจิตขึ้น ๆ ลง ๆ นั้น เป็นภาระหนักกับร่างกายเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหัวใจ เนื่องเพราะว่าในแต่ละอารมณ์ หัวใจของเราเต้นไม่เท่ากัน ยิ่งอายุมาก สภาพหัวใจเสื่อมโทรมลง ถ้าดีใจเสียใจแรง ๆ บางทีก็ถึงขนาดเป็นลม หรืออาจจะหัวใจล้มเหลว ตายไปเลยก็ได้..!

ท่านที่เรียนนักธรรมเอกมาแล้ว จะเห็นว่ามี "ไวพจน์" คือคำที่ใช้แทนคำว่า "วิราคะ" คือ "ความสิ้นราคะทั้งปวง" ประกอบไปด้วย

"มทนิมฺมทโน" รุ่นของกระผม/อาตมภาพ แปลว่า "ย่ำยีเสียซึ่งความเมา" รุ่นใหม่ปัจจุบันเห็นเขาแปลว่า "ธรรมอันยังความเมาให้สร่าง" ฟังไม่รู้เรื่องพอกัน..!

ความเมาในที่นี้ไม่ว่าจะเป็น "เมาในชีวิต" ก็คือไม่เคยคิดว่าตัวเองจะตาย "เมาในร่างกาย" ก็คือ เห็นว่าตนเองยังหนุ่มยังสาวอยู่ เหล่านี้เป็นต้น ถ้าหากว่าสามารถเข้าถึงวิราคะ ก็คือความสิ้นไปแห่งราคะทั้งปวง ความเมาพวกนี้ก็เท่ากับหมดไปเองโดยอัตโนมัติ

เถรี 30-01-2026 00:45

ต่อไปก็คือ ปิปาสวินโย บาลีแปลว่า นำเสียซึ่งความระหาย ปัจจุบันคำว่า ระหาย เรามาใช้คำว่า กระหายแทน ก็คือความอยากที่คอยกระตุ้นให้เราทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อตอบสนองต่อตนเอง อย่างเช่นกระหายน้ำ ก็ต้องหาน้ำมาดื่ม เป็นต้น

ต่อไปก็คือ อาลยสมุคฺฆาโต ถอนเสียซึ่งความอาลัยทั้งปวง ก็คือไม่ไปห่วงหาอาวรณ์กับสิ่งต่าง ๆ แล้ว เพราะเห็นชัดเจนว่าไม่มีอะไรเที่ยง ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา ถ้าหากว่าเห็นอย่างเดียวยังไม่ถือว่าใช้ได้ ต้องเห็นแล้วปล่อยวางได้ ถึงจะถือว่าเข้าถึงอย่างแท้จริง

ข้อต่อไปคือ วฏฺฏูปจฺเฉโท ตัดขาดซึ่งวัฏฏะ สภาพจิตมาถึงตรงนี้จะไม่ปรุงไม่แต่งอะไรแล้ว เรียกง่าย ๆ ว่าสิ้นคิด รู้ว่าอะไรดีก็ทำ รู้ว่าอะไรชั่วก็ละ ไม่เกาะทั้งดีทั้งชั่ว ในเมื่อเป็นเช่นนั้น กิเลสก็ไม่สามารถบงการให้เรากระทำสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นกรรมได้ ในส่วนที่ทำก็สักแต่ว่าทำ ในเมื่อไม่มีกรรมเป็นตัวกำหนด วัฏฏะคือการเวียนว่ายตายเกิด ก็ขาดไปเองโดยอัตโนมัติ

ต่อจากนั้นไปก็คือ ตณฺหกฺขโย ถอนเสียซึ่งความอยากทั้งปวง ไม่ว่าจะอยากมี อยากได้ อยากเป็น ไม่อยากมี ไม่อยากได้ ไม่อยากเป็น ซึ่งเราต้องเข้าใจว่าความไม่อยากนั้น ความจริงก็คืออยากนั่นเอง อย่างเช่นว่าไม่อยากแก่ คืออยากจะไม่แก่ ไม่อยากเจ็บไข้ได้ป่วย ก็คืออยากจะไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่อยากตาย ก็คืออยากจะไม่ตาย เพียงแต่ใช้คำพูดตรงกันข้ามเท่านั้น ที่ภาษาบาลีท่านใช้คำว่า วิภว ก็คือสภาพที่ต่างออกไป แต่ความหมายยังคงเป็นอันเดียวกัน

ดังนั้น...ในส่วนของการถอนเสียซึ่งความอยากทั้งปวง ก็เกิดจากการที่เราไม่กระทำนั่นเอง คำว่าไม่กระทำในที่นี้ก็คือการไม่กระทำด้วยสภาพจิตที่ปรุงแต่ง

สักแต่ว่าทำ เพราะว่าสภาพร่างกายนี้ยังคงต้องรักษาเอาไว้ หิวก็หาให้กิน กระหายก็หาให้ดื่ม เจ็บไข้ได้ป่วยก็รักษาพยาบาล แต่สภาพจิตไม่ได้ไปยึดในร่างกายนี้แล้ว สักแต่ว่าเป็นที่พึ่ง สักแต่ว่าเป็นที่อาศัย ตายเมื่อไรก็จบกัน

ก็จะเข้าถึงอีกระดับหนึ่งก็คือนิโรโธ ความดับสนิท ปราศจากเชื้อ ก็คือไม่เหลืออะไรที่จะก่อให้เกิดได้อีกแล้ว

เถรี 30-01-2026 00:51

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จะเข้าถึงตัวสุดท้ายก็คือ นิพฺพานํ ที่บาลีแปลว่า ธรรมชาติที่หาความเสียดแทงมิได้ ก็คือวารณะ สภาพเหมือนลูกศรที่แหลมคม ที่คอยทิ่มแทงให้เราเจ็บปวดอยู่เสมอ นิระคือไม่มี เพียงแต่ว่าของเรามาใช้ภาษาบาลี ไม่ใช่สันสกฤต ดังนั้น นิระ + วารณะ จึงเหลือแค่นิพพานะ หรือนิพพาน คือการเข้าถึงความดับ ชนิดที่หาความเสียดแทงต่าง ๆ ไม่ได้ สภาพจิตก็จะมั่นคง ไม่ไหลไปกับการปรุงแต่งทั้งปวง รู้ว่าดีก็ทำ รู้ว่าชั่วก็ละ แต่ไม่เกาะทั้งดีทั้งชั่ว

ตรงจุดนี้ นักปฏิบัติธรรมต้องระวังให้จงหนัก อย่างแรกก็คือสภาพจิตที่สงบระงับแบบนี้ เกิดจากอำนาจของฌาน หรือว่าเกิดจากการที่เรามีปัญญาเข้าถึงและปล่อยวางได้จริง ๆ

ลำดับต่อไปก็คือ ความสงบระงับนั้นเป็นความสงบระงับอยู่ในระดับใด ? ท่านที่เข้าถึงปฐมฌานละเอียด บางทีก็นึกว่าตนเองเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว เพราะว่ามีสติ รู้เท่าทันกิเลสอยู่ตลอดเวลา สมาธิทรงตัว ไม่ต้องบังคับก็อยู่กับลมหายใจเข้าออก หรือการภาวนาโดยอัตโนมัติ บางทีเราก็จะหยุดอยู่แค่นี้ ไม่ไปต่อ เพราะคิดว่าเข้าถึงแล้ว

ข้อต่อไปก็คือต้องระมัดระวังว่าเป็นอุปกิเลสหรือเปล่า ลองไปศึกษาอุปกิเลสดู ตั้งแต่โอภาส ปีติ ปัสสัทธิ ไล่ไปเรื่อย ก็คือบางอย่างเกิดแสงสว่างขึ้น ซึ่งเป็นอำนาจของสมาธิขั้นต้นเท่านั้น แต่คนส่วนหนึ่งไปคิดว่าตนเองบรรลุมรรคผลแล้ว

หรือเกิดปีติ มีความอิ่มเอิบใจชุ่มชื่นใจ ปฏิบัติธรรมแบบไม่เบื่อไม่หน่าย ข้ามวันข้ามคืนก็อยู่ได้สบาย ๆ ไปคิดว่าตนเองบรรลุแล้วก็มี

ปัสสัทธิ คือเข้าถึงความสงบระงับของจิต รัก โลภ โกรธ หลงเกิดไม่ได้ชั่วคราว คิดว่าบรรลุแล้วก็มี

ปัคคาหะ มีความเพียรเป็นอย่างยิ่ง ปฏิบัติกันหามรุ่งหามค่ำ ๗ วัน ๗ คืน ไม่คลอนแคลนไปไหน คิดว่าตนเองบรรลุแล้วก็มี เหล่านี้เราต้องระมัดระวังให้จงหนัก


ที่หลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุงท่านบอกว่า อย่าคิดว่าเราดีแล้ว ตราบใดที่ยังมีร่างกายนี้อยู่ ยังหาความดีจริงไม่ได้ ก็คืออย่าไปด่วนสรุปว่าเราน่าจะเป็นอย่างนั้นแล้ว น่าจะเป็นอย่างนี้แล้ว

เถรี 30-01-2026 00:56

กระผม/อาตมภาพเจอมาด้วยตนเอง ก็คือเช้ามืดวันหนึ่ง เมื่อปฏิบัติธรรมไป สภาพจิตทุกอย่างสว่างไสว กิเลสทุกประเภทนิ่งสงบหมด ไม่เกิดการปรุงแต่งใด ๆ เลย คิดว่าตนเองบรรลุมรรคผลแล้ว จึงไปพิจารณาไล่เทียบกับสังโยชน์ ๑๐ ว่าเป็นจริงตามนั้นหรือเปล่า

ยังโชคดีที่ว่าสมาธิที่เข้าถึงละเอียดมาก จึงทำให้เห็นกิเลสละเอียดที่นอนนิ่งอยู่เฉย ๆ เพราะว่าสภาพจิตทรงสมาธิระดับสูง จนกระทั่งเหมือนกับน้ำที่ผ่องใส โดยที่ไม่มีความขุ่นมัว แต่ความจริงแล้ว ตะกอนต่าง ๆ นอนก้นอยู่เท่านั้น ถ้าหากว่ากระทบเข้าเมื่อไร ก็พร้อมที่จะฟุ้งกระจายอีกเมื่อนั้น สรุปว่าจากที่พิจารณาว่าตนเองจะบรรลุมรรคบรรลุผลหรือเปล่า สรุปว่าสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ตัว ติดมันทั้ง ๑๐ ตัวเลย

จึงเป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลายต้องใช้ความเพียรพยายามในการปฏิบัติให้ได้และเข้าให้ถึง ก็คือชำระศีลของเราทุกสิกขาบทให้บริสุทธิ์บริบูรณ์อยู่เสมอ ตั้งกำลังใจของเราเอาไว้ว่าเราต้องตายแน่นอน ถ้าหากว่าตายเมื่อไร เราขอไปพระนิพพานอย่างเดียว แล้วทบทวนเอาไว้ทุกบ่อย

โดยเฉพาะเมื่อเจออารมณ์กระทบแล้ว ยังหวั่นไหวหรือไม่ ? สภาพจิตในแต่ละวันยังมีนิวรณ์เข้ามาก่อกวนได้หรือไม่ ? หรือจะพิจารณาเลยไปว่าสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ยังร้อยรัดเราอยู่หรือไม่ก็ได้ ขอให้พิจารณาแบบไม่เข้าข้างตัวเองเท่านั้น ถ้าใครสามารถทำได้ ก็ถือว่าท่านทั้งหลายจะเป็นผู้มีความทุกข์น้อย ตายเมื่อไรโอกาสที่จะหมดทุกข์ล่วงเข้าสู่พระนิพพานก็มีมาก

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้



พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 01:52


ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว