กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ปี ๒๕๖๙ > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนมีนาคม ๒๕๖๙

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า เมื่อวานนี้, 19:53
ตัวเล็ก's Avatar
ตัวเล็ก ตัวเล็ก is offline
กรรมการเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Mar 2009
ข้อความ: 11,746
ได้ให้อนุโมทนา: 229,439
ได้รับอนุโมทนา 835,682 ครั้ง ใน 41,268 โพสต์
ตัวเล็ก is on a distinguished road
Default เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๙

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๙


__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด
(-/\-) (-/\-) (-/\-)
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 14 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า วันนี้, 00:37
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,999
ได้ให้อนุโมทนา: 162,416
ได้รับอนุโมทนา 4,535,672 ครั้ง ใน 37,615 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

วันนี้ตรงกับวันพุธที่ ๑๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ถ้าหากว่ามีเสียงฝนแทรกเข้าไปในการบันทึกเสียง ก็ต้องขออภัยต่อทุกท่านด้วย เนื่องเพราะว่าอากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรงมาก และไม่นึกว่าฝนจะตกหนักขนาดนี้ เนื่องเพราะว่าปีนี้ความจริงจะเป็นปีที่แล้งจัดมาก

วันนี้ตรงกับวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ วันตรุษไทย คำว่าตรุษมาจากภาษาสันสกฤต แปลว่าตัดขาดหรือหมดสิ้นไป ก็คือสิ้นปีเก่า จะเริ่มก้าวเข้าสู่ปีใหม่ในวันพรุ่งนี้ ก็คือจากปีมะเส็ง (งูเล็ก) พรุ่งนี้พอได้อรุณก็จะเป็นปีมะเมีย (ปีม้าไฟ) ถ้าถือตามแบบโบราณ ลูกใครหลานใครเกิดปีนี้ ต่อให้เป็นตี ๕ ครึ่ง ถ้าไม่ได้อรุณ โบราณก็ยังนับเป็นวันเก่าอยู่ ก็ต้องใช้ปีมะเส็งไปก่อน พอได้อรุณแล้วถึงจะเป็นปีมะเมีย

คราวนี้โบราณเขามีคำว่า "ตรุษ ๔ สงกรานต์ ๕ สารท ๑๐ "หมายถึงว่าวันตรุษไทยตรงกับสิ้นเดือน ๔ วันสงกรานต์จะอยู่ช่วงเดือน ๕ และวันสารทไทยจะอยู่สิ้นเดือน ๑๐ แต่ด้วยความที่ว่าสมัยที่ยังอยู่วัดท่าซุง นายสง่า สาโรจน์ อดีตมัคคทายกวัดท่าซุงตีความคำโบราณผิด จึงได้ขอหลวงพ่อฤๅษีฯ ว่าขอทำบุญวันตรุษไทย ๔ วัน และวันสงกรานต์ ๕ วัน จึงโดนหลวงพ่อท่านด่าไปว่า "ให้โคตรพ่อโคตรแม่มึงไปทำเอง ทำบุญวันตรุษไทยวันเดียว วันสงกรานต์ ๓ วันก็พอแล้ว พระไม่ได้ว่างเหมือนมึง"

สมัยก่อนนั้น ช่วงวันตรุษไทย วันสงกรานต์ และวันสารทเป็นวันที่สำคัญมาก เพราะว่าประเพณีเก่า ๆ หนุ่มสาวแทบไม่มีโอกาสได้เจอกัน นอกจากช่วงวันตรุษ วันสงกรานต์ และวันสารทเท่านั้น หรือไม่ไปเจอกันอีกทีก็ตอนลงแรงเกี่ยวข้าว

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น การทำบุญสมัยก่อนจึงมักจะทำกัน ๓ วัน โดยเฉพาะตรุษไทยนั้นจะมีการกวนข้าวเหนียวแดงและกาละแม ซึ่งถ้าบ้านไหนมีลูกสาวสวยก็แทบไม่ต้องออกแรงเลย เพราะว่าหนุ่ม ๆ จะแห่กันมาช่วยชนิดข้ามวันข้ามคืน พูดง่าย ๆ ว่าสาวจะรักใครชอบใครก็ไม่รู้ ต้องแสดงความเก่งกล้า ความขยันของตนเองออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

เราจะเห็นว่าประเพณีสมัยก่อนนั้น โอกาสที่หนุ่มสาวจะออกนอกลู่นอกทางนั้นยากมาก เนื่องเพราะว่าอยู่ในสายตาพ่อแม่ตลอดเวลา ต่อให้เป็นช่วงตรุษสารทที่เขามาช่วยงานบ้าน ถ้าไม่อยู่บนเรือนก็อยู่ใต้ถุนเรือน

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น โอกาสที่จะเสียหายจึงมีน้อยมาก แล้วความเสียหายที่เกิดขึ้น เขาก็มักจะโทษว่าผู้หญิงไม่รักนวลสงวนตัว สมัยที่กระผม/อาตมภาพเรียนชั้นมัธยมปีที่ ๓ มีรุ่นพี่คนหนึ่งท้องในระหว่างที่เรียน ถึงขนาดต้องย้ายหนีลงปักษ์ใต้ไปเลย เนื่องเพราะว่าถ้ายังอยู่ในจังหวัด เขาลือกันทั้งจังหวัด กลายเป็นว่าสภาพสังคมช่วยกันควบคุม ทำให้คนไม่กล้าออกนอกลู่นอกทาง
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า วันนี้, 00:43
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,999
ได้ให้อนุโมทนา: 162,416
ได้รับอนุโมทนา 4,535,672 ครั้ง ใน 37,615 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

แต่คราวนี้ด้วยความที่ว่าถ้าสาวสวยมีหนุ่มหมายปองจำนวนมาก ถ้ารู้ว่าความรู้ความสามารถหรือหน้าตาตนเองสู้ใครไม่ได้ ก็ต้องใช้ "วิธีมู" ของเด็กสมัยนี้ ที่เขาว่าไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องเอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ ก็ต้องเล่นด้วยคาถา

แบบเดียวกับที่ขุนช้างไปหลอกนางพิมพิลาไลย ว่าขุนแผนออกศึกตายแล้ว ไม่ทราบว่าไปขุดกระดูกใครมาใส่หม้อส่งให้ นางพิมพิลาไลยก็ร้องห่มร้องไห้เสียใจ เพราะสมัยก่อนไม่ได้มีโทรศัพท์หรือไลน์อย่างทุกวันนี้ ขุนแผนไปรบถึงต่างบ้านต่างเมือง อย่างศึกเชียงใหม่เป็นต้น เดินทางไปกลับบางทีก็ครึ่งค่อนปี

ถ้าการรบติดพัน สมัยท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ไปรบข้างเขมรและญวนต่อเนื่องกัน ไม่ได้กลับบ้านถึง ๑๓ ปี ในหลวงรัชกาลที่ ๓ ต้องมีพระราชสาส์นไป บอกว่าให้พักรบยั้งทัพเอาไว้ กลับมาเยี่ยมบ้านบ้าง ลูกโตแล้วยังไม่ได้เห็นหน้าพ่อเลย ก็คือคลอดตอนที่กำลังจะไปทัพ พ่อกลับมาลูกโตเป็นหนุ่มแล้ว

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ทางบ้านก็กลัวว่าจะโดนริบราชบาตร ก็คือทรัพย์สมบัติตลอดจนกระทั่งลูกเมียจะโดนยึดเป็นของหลวง จึงได้บังคับนางพิมพิลาไลยให้แต่งงานกับขุนช้าง แล้วคนสมัยหลังก็ไปด่าว่าเป็นนางวันทองสองใจ โดยที่ไม่ได้ดูว่าสภาพสังคมเป็นอย่างไร

มากล่าวถึงในเรื่องเดิมก็คือในเมื่อตนเองไม่สามารถที่จะสู้หนุ่มอื่นได้ บางคนก็เล่นเครื่องรางของขลัง บางคนก็เล่นเวทมนตร์คาถา แล้วแต่ว่าใครมีครูดี สมัยกระผม/อาตมภาพเด็ก ๆ ก็เห็นรุ่นพี่ที่โตเป็นหนุ่ม พยายามที่จะท่องคาถา เสกแป้งผัดหน้าก่อนไปหาสาว ทุกวันนี้ยังจำคาถาได้ ยาวฉิบหายวายป่วง ยังคิดว่ากว่ามันจะท่องจบสาวเขาอาจจะไปถึงต่างตำบลแล้วก็ได้

ได้ยินเขาท่องว่า "โอมศรีกูงามคือฟ้า หน้ากูงามพระแมน แขนกูงามคือพระนารายณ์ ฉายกูงามคือพระอาทิตย์ ฤทธิ์กูงามคือพระจันทร์" แล้วก็อีกมากมายเยอะแยะ จำได้แต่ขี้เกียจท่อง เพียงแต่สงสัยว่ามันจะไปจีบสาวหรือมันจะไปตีกับคนอื่น เพราะคาถามันไม่ได้ออกแนวมหาเสน่ห์ มันเตรียมจะแผลงฤทธิ์กันแล้ว

หลายคนก็ใช้วิธีพกวัตถุมงคล ซึ่งถ้าเป็นแถวบ้านสมัยก่อน เขาหาปลัดขิกหลวงพ่อวุ่น วัดบางซอ เพราะว่าแถวใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นสุพรรณบุรี กาญจนบุรี นครปฐม อยุธยา หลวงพ่อวุ่นท่านร้อนวิชา แทนที่จะอยู่วัดเหมือนคนอื่นก็ต้องลอยเรือพายไปเรื่อย ๆ วนไปวนมา แม้กระทั่งจำพรรษาก็ต้องอธิษฐานอยู่ในเรือ เพราะว่าท่านสร้างปลัดขิกแล้วขลังมาก

บางท่านก็ไปขอในส่วนของสีผึ้งบ้าง แป้งผัดหน้าบ้าง น้ำมันเจิมหน้าบ้าง บางคนก็ไปให้ครูบาอาจารย์ลงนะหน้าทอง ลงสาริกาลิ้นทอง ที่หนักกว่านั้นเลยก็โน่น ไปขอให้หมอผีทำน้ำมันพราย เพียงแต่ว่าน้ำมันพรายนั้น ถ้าผู้หญิงโดนเข้าไปแล้วมักจะเสียสติป้ำ ๆ เป๋อ ๆ เพราะว่าโดนผีคุมนานจนเกินไป

รุ่นของกระผม/อาตมภาพไม่ได้เห็นด้วยตนเอง แต่ว่าหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านได้เห็นด้วยตนเอง เพราะว่าตั้งใจจ้างหมอผี ๒๕ บาทสมัยนั้น บอกว่าทำให้ดูหน่อย จนกระทั่งหมอผีเขาได้ข่าวว่ามีผู้หญิงตายวันเสาร์ และตายทั้งกลม ก็มาแจ้งข่าวแล้วนัดแนะเวลากัน หลวงพ่อท่านเป็นรองเจ้าคณะ ๔ อยู่ที่วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ก็ต้องเดินข้ามสะพานพุทธไปกับหมอผีนั่น

ท่านบอกว่าหมอผีจะวงสายสิญจน์รอบหลุมศพ แล้วก็ให้หลวงพ่อนั่งอยู่ข้างใน บอกว่าเกิดอะไรขึ้นให้ดูอย่างเดียว ห้ามทัก ห้ามวิ่งเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นถ้าตายจะไม่รับรอง
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 1 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
กานดา (วันนี้)
  #4  
เก่า วันนี้, 00:47
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,999
ได้ให้อนุโมทนา: 162,416
ได้รับอนุโมทนา 4,535,672 ครั้ง ใน 37,615 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

หลวงพ่อท่านบอกว่าหมอผีนั่งเสกคาถางึมงัมอยู่ แล้วลมก็พัดแรงขึ้น ๆ ผีผู้หญิงดันโลง ดินแตกโผล่ขึ้นมานั่ง แล้วก็ขยายตัวใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น จนสูงเป็นวา ทั้ง ๆ ที่อยู่ในท่านั่ง หมอผีก็เสกคาถาไปเรื่อย จนมันหดลงมาเท่าตัวคนปกติ แล้วก็เอาเทียนลนคาง กระผม/อาตมภาพก็ยังสงสัยว่าทำไมต้องลนคางด้วย ถ้าลนพุงมันน่าจะได้น้ำมันเยอะกว่า แต่คาดว่าเพื่อให้ความสะดวกตอนที่น้ำมันหยดลงมา

หมอผีเขาลนไปภาวนาไป จนน้ำมันหยดลงในขวดเล็ก ๆ ได้ ๓ หยด ก็ปิดฝาขวด ดับเทียน แล้วว่าคาถา จนกระทั่งผีหดกลับลงไปในโลงตามเดิม กลบเสร็จสรรพแล้วก็ถอนพิธี เก็บไม้เก็บสายสิญจน์กลับ หลวงพ่อท่านก็จ่ายเงิน ๒๕ บาทสมัยนั้นให้ ลองคิดดูก็แล้วกันว่าทองคำราคาเท่าไรก็ไม่แน่ใจ แต่ข้าวเกวียนละบาทเดียว หมอผีเอาน้ำมันพรายให้ ถามหลวงพ่อท่านว่า "ได้ลองใช้หรือเปล่า ?" ท่านบอกว่า "ไอ้ของระยำอย่างนี้จะไปใช้ท่าไหน เดินข้ามสะพานพุทธก็โยนลงแม่น้ำไปแล้ว"

ดังนั้น เรื่องพวกนี้ถ้าหากว่าเป็นสมัยก่อน ก็อยู่ที่ว่าครูใครดีกว่า แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีกฎเกณฑ์ก็คือ ถ้าหากว่าได้ใครแล้วต้องรับเลี้ยงเขา ห้ามทิ้งขว้างเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นของจะเข้าตัวเอง เราจะเห็นว่าแม้แต่เรื่องไสยศาสตร์ เขาก็ยังมีข้อห้ามที่เป็นกฎเกณฑ์ของศีลธรรมอยู่ แต่ว่าในสมัยของเรา เด็ก ๆ สมัยนี้เขาบอกว่า "ผู้ชายจะเป็นอย่างไรก็ช่าง ขอให้นิสัยรวยก็ใช้ได้" ฟังดูตอนแรกนึกว่าให้นิสัยเข้ากันได้ก็ใช้ได้ มันบอกว่าให้นิสัยรวยก็ใช้ได้ ได้ยินแล้วเครียด

ดังนั้น ในเรื่องประเพณีตรุษสารทในยุคปัจจุบันที่ได้รับความสำคัญน้อยลงก็เพราะว่าสมัยนี้เด็ก ๆ เขาอิสระมากกว่าที่เราคิด พระภิกษุสามเณรของเราก็ต้องเป็นภาระอบรมกันต่อไป ส่วนอบรมแล้วจะรอดมาได้สักกี่คน ไม่สามารถที่จะรับประกันได้

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้



พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันพุธที่ ๑๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 3 คน ( เป็นสมาชิก 2 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
กานดา, ลูกแม่แดง

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 00:52



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว