|
#1
|
||||
|
||||
|
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๙
__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด (-/\-) (-/\-) (-/\-) |
| สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#2
|
||||
|
||||
|
วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ แค่ไฟฟ้าดับจากพายุฤดูร้อนไม่นาน พวกเราบางคนก็ทำอะไรไม่ถูกแล้ว ทุกท่านต้องเข้าใจว่าในช่วง "หน้าศึกหน้าสงคราม" แบบนี้ ถ้าหากว่าสงครามประชิดติดบ้านเข้ามา สิ่งหนึ่งที่คู่ต่อสู้ของเราจะทำก็คือ ทำลายการสาธารณูปโภค..!
อย่างในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็มีการทิ้งระเบิดใส่โรงไฟฟ้าวัดเลียบ ทิ้งระเบิดใส่สถานีรถไฟหัวลำโพง หรือว่าสะพานพุทธฯ เพื่อตัดการขนส่ง ตลอดจนกระทั่งระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ จนกระทั่งคู่ต่อสู้ทำอะไรไม่ได้ แล้วต้องยอมแพ้ไปโดยปริยาย แม้กระทั่งช่วงสงครามไทยกับเขมร ๕ วันที่ผ่านมา เราก็มีการทิ้งระเบิดทำลายสะพานชัยชนะของเขมร เพื่อป้องกันอีกฝ่ายหนึ่งขนอาวุธและขนคนมาเพิ่มเติม คราวนี้สงครามใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้น ต่อให้เราไม่ใช่คู่ศึกโดยตรง แต่ถ้าหากว่าขาดแคลนเชื้อเพลิง พวกแก๊ส พวกน้ำมัน ก็อาจจะทำให้ไฟฟ้าไม่พอใช้ หรือว่าจะต้องดับไปเลย แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น ก็มีโอกาสที่น้ำประปาจะหมดสภาพไปด้วย เพราะว่าต้องใช้ระบบไฟฟ้าในการกรองและในการส่งเข้าสู่ระบบ เรื่องสาธารณูปโภคเหล่านี้ถือว่าเป็นหัวใจของคนรุ่นหลัง ๆ พวกเราส่วนใหญ่ได้รับความสะดวกสบายจนเคยชิน ทำอะไรลำบากไม่เป็นแล้ว แต่ถ้าเป็นกระผม/อาตมภาพเอง เรื่องพวกนี้ยังสร้างความกระทบกระเทือนอะไรให้ไม่ได้ เนื่องเพราะว่าตั้งแต่เด็กเกิดมาก็ไม่มีไฟฟ้า จนอายุ ๑๐ กว่าขวบ ซึ่งอายุ ๑๐ กว่าขวบที่ว่า ไม่ใช่ไฟฟ้าเข้าถึงบ้าน หากแต่ไปทำงานในกรุงเทพฯ ถึงได้รู้จักว่าเตาไฟฟ้า หม้อไฟฟ้า หน้าตาเป็นอย่างไร ? เพราะว่าปกติอยู่บ้านนอกก็ใช้เตาแกลบ ซึ่งเป็นเตา "ก่ออิฐ สอปูน" ไม่รู้จักภาษาโบราณก็พยายามไปค้นดูว่า ที่กระผม/อาตมภาพพูดแปลว่าอะไร ? ใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิง ต้องคอยเขี่ยกันบ่อย ๆ ไม่อย่างนั้นความร้อนก็ไม่พอใช้งาน หลังจากนั้นก็เป็นการใช้เตาฟืน ซึ่งก็จะเป็นเตาดินเผา มารุ่นหลัง ๆ มีการล้อมสังกะสีเพื่อความแข็งแรงขึ้นมา โดยยุคแรก ๆ ก็มี "เชิงกราน" ก็คือส่วนที่ยื่นออกมาเพื่อรองรับไม้ฟืนที่เราสอดเข้าไป นอกจากจะเป็นเชื้อเพลิงแล้ว ยังป้องกันไม่ให้ไฟส่วนที่เหลือ ลุกลามพ้นออกมาแล้วไหม้พื้นบ้านได้ โดยด้านบนก็จะมี "รังผึ้ง" ซึ่งเป็นตัวกันไม่ให้ฟืนและถ่านร่วงหล่นลงไปข้างล่าง ที่เขาเรียกว่า "รังผึ้ง" เพราะว่ามีรูให้ขี้เถ้าหล่นลงไปด้านล่าง ป้องกันไม่ให้อุดตันจนอากาศไม่ถ่ายเท การใช้เตาฟืนส่วนใหญ่ ก็ต้องหากะละมังก้นทะลุมาวางไว้ก่อน แล้วค่อยวางเตา หรือว่าวางกระทะหม้อไหลงไป ป้องกันไม่ให้ควันจากฟืนมาจับด้านข้างพวกภาชนะต่าง ๆ จนดำดูไม่ได้..!
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:57 |
| สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#3
|
||||
|
||||
|
ถัดจากนั้นมาถึงได้มีเตาถ่าน ซึ่งก็คือเตาแบบเดียวกับฟืน เพียงแต่ว่าเปลี่ยนมาใช้ถ่านเป็นเชื้อเพลิง การจุดเตาถ่านถือว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง คนที่ติดเตาถ่านไม่เป็นจะสิ้นเปลืองมาก แต่ถ้าคนที่ใช้เป็น ถ้าไม่ใช้กาบมะพร้าวแห้ง ซึ่งตัดมาสักชิ้นหนึ่ง วางซุกเข้าไปในกองถ่านแล้วจุดไฟที่กาบมะพร้าว ซึ่งจะค่อย ๆ ลุกติด เราต้องคอยพัดเร่งเพื่อให้ไปติดถ่าน
มาระยะหลังพอมี "ไต้" ซึ่งก็คือเครื่องมืออย่างหนึ่งในการให้แสงสว่างยามค่ำคืน ถ้านึกอะไรไม่ออก ก็นึกถึงเทียนต้นใหญ่ ยาวประมาณศอกหนึ่ง แต่ว่าไต้นั้นทำจากขี้เลื่อยผสมกับยางไม้ แล้วก็ห่อด้วยเปลือกสีเสียดบ้าง ใบจากบ้าง มัดเป็นปล้อง ๆ ภาษาอีสานเรียกว่า "กระบอง" ทำเอาหนุ่มภาคกลางวิ่งหนีว่าที่พ่อตามาแล้ว ไปบ้านสาวเวลาใกล้ค่ำ พ่อตาก็ "อีหนู..มีผู้ชายมาหามึง เอากระบองให้พ่อหน่อย..!" เล่นเอาหนุ่มภาคกลางวิ่งกันตีนพลิก ก็ใช้ขี้ไต้ซึ่ง "บิ" ออกมาสักชิ้นหนึ่ง เพราะว่าเป็นส่วนของยางชันผสมกับยางไม้ จุดไฟแล้วก็ซุกเข้าไปใต้กองถ่าน มาระยะหลังพอเริ่มเจริญขึ้นมาก็มีรองเท้า การใส่รองเท้าครั้งแรกโคตรจะทุกข์ทรมาน..! เพราะว่าไม่ว่ามุมไหนก็โดน "รองเท้ากัด" เด็กบ้านนอกจะเกลียดรองเท้ามาก แต่ที่โดนบังคับใส่เพราะว่าต้องไปโรงเรียน รองเท้าฟองน้ำหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "อีแตะ" ถึงเวลาขาดจนซ่อมไม่ได้แล้วเป็นเชื้อเพลิงที่ดีที่สุด "ฝาน" เป็นชิ้นบาง ๆ จุดไฟแล้วยัดเข้าไป จะเป็นฟืนเป็นถ่าน ก็ลุกไหม้ได้หมด..! เมื่อมากรุงเทพฯ ถึงได้เจอเตาไฟฟ้า เตาไฟฟ้าเป็นเตาที่มีขดลวด ถึงเวลาเสียบปลั๊กแล้วก็ติดแดงโร่ เผลอเอามือไปโดนก็ไหม้เลย..! จะใช้ก็ต้องระมัดระวัง แล้วก็มาหม้อข้าวไฟฟ้า ซึ่งในยุคแรก ๆ "ลูกเล่น" ยังมีน้อย สามารถที่จะหุงข้าว แล้วตัดระบบเมื่อข้าวสุกได้ที่แล้วเท่านั้น มาระยะหลัง สามารถตั้งอุณหภูมิ สามารถตั้งอุ่นได้ บางทีก็สามารถสั่งให้หุงข้าวด้วยเสียงได้อีกต่างหาก..! เพียงแต่ว่าเตาไมโครเวฟมาช้าเกินไป บวชไปหลายพรรษาแล้วถึงมา ก็เลยไม่เคยใช้ แล้วก็คงไม่มีโอกาสที่จะใช้ เนื่องเพราะว่า "พระเราห้ามหุงต้มอาหารด้วยตนเอง" ใครที่ลวกบะหมี่สำเร็จรูปน่าจะอยู่ในเกณฑ์นี้..! ยกเว้นว่าเอ็งจะลวกน้ำเปล่าเฉย ๆ ไม่ใส่เครื่องปรุง ซึ่งก็คงจะไม่กินอีกนั่นแหละ..! ในเมื่อเป็นเช่นนั้น กระผม/อาตมภาพจึงไม่สามารถที่จะใช้เตาไมโครเวฟเป็น แต่ถ้าหากว่าภาวะสงครามทำให้ทุกอย่างขาดแคลน คาดว่ากระผม/อาตมภาพน่าจะตายช้าหน่อย..! เนื่องเพราะว่าอยู่ป่าอยู่ดง หาอะไรกินก็ได้ รู้จักของกินมาก แล้วในขณะเดียวกัน ถ้าหมดท่าขึ้นมา แม้แต่เอาไม้ไผ่มาสีไฟก็ทำเป็น ซึ่งบุคคลที่สามารถสีไฟด้วยไม้ไผ่นั้น ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งนาทีไฟก็ติดแล้ว ซึ่งคนรุ่นใหม่ ๆ ไม่เข้าใจ ไปเอาไม้เนื้อแข็งมาสีกัน ชาติหน้าบ่าย ๆ โน่นคงจะติดให้หรอก..!
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:03 |
| สมาชิก 24 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#4
|
||||
|
||||
|
พวกเราจะเห็นว่า พอเราขาดเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ แล้ว ก็เหมือนอย่างกับว่าชีวิตขาดหายไป โดยเฉพาะส่วนที่น่ากลัวที่สุดก็คือ "ขาดสติ" พอพวกเราขาดสติก็มักจะละล้าละลัง ทำอะไรไม่ถูก คนที่มีสติ ถึงเวลาก็จะตั้งท่าแก้ไขเหตุการณ์ให้ดีที่สุด แต่คนขาดสติ บางทีก็เตลิดเปิดเปิง ทำอะไรไม่ถูก ไม่สมควรตายก็ไปตายได้..!
อย่างเพื่อนที่สมัยฝึกทหารอยู่ เขามีการฝึกทางยุทธวิถี ลอดวิถีกระสุน ซึ่งจะใช้ปืนกลเบา M60 ถ้านึกหน้าไม่ออกก็นึกถึง "ไอ้แรมโบ้" ที่ถือไปแล้วมีกระสุนเป็นสาย ๆ นั่นแหละ เขาจะยิงกราดกดเอาไว้ ให้พวกเราคลานลอดเข้าไป แล้วยังต้องไปลอดกระโจมลวดหนาม เพื่อบุกยึดฐานข้าศึกอีกต่างหาก..! ในระหว่างนั้นก็มีระเบิดที่เขาฝังไว้ แล้วก็กดระเบิดเป็นระยะ ๆ ไป..! รุ่นของกระผม/อาตมภาพรอด เพราะว่าตัวเองเป็นหัวหน้า "ตอน" ทหาร คอยตะโกนเตือนสติเพื่อน แต่รุ่นน้องไม่รอด เพราะว่าพอเขากดระเบิดใกล้ตัว จริง ๆ แล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ความซวยก็คืองูดันพรวดออกจากรูมาเพราะเสียงระเบิด ไอ้เจ้านั่นตกใจงู ผวาขึ้นมาหน่อยเดียว ขาดสะพายแล่งอย่างกับขวานจามเลย..! เพราะฉะนั้น..ถ้าหากว่าเราขาดสติ โอกาสที่เราจะแก้ไขเหตุการณ์จากร้ายให้เป็นดีก็ยาก ดังนั้น..ในสถานการณ์ "หน้าสิ่วหน้าขวาน" คือเรื่องฉุกเฉินเกิดขึ้นใกล้ตัว สิ่งสำคัญที่สุดก็คือทำอย่างไรจะตั้งสติได้ ก็แปลว่าต้องฝึกฝนขัดเกลาตัวเองกันอย่างหนัก ไม่เช่นนั้นแล้ว อาจจะทำให้เราเสียชีวิตในสถานการณ์ที่ไม่สมควรอย่างที่เล่ามา คราวนี้ถ้าหากว่าทุกคนมีการเตรียมตัว อย่างที่กระผม/อาตมภาพบอกใบ้มาเป็นระยะที่ค่อนข้างจะยาวนาน ป่านนี้ก็คงจะพร้อมรับทุกสภาวะแล้ว แต่ถ้าหากว่าฟังเป็นเสียงลมผ่านหู เป็นเรื่องห่างตัว มาเตรียมตัวตอนนี้ก็ราคาแพงหน่อย..! แล้วยิ่งภาวะสงครามถ้าลากไปยาว ๆ ก็ยิ่งแพงหนักขึ้นไปอีก แต่ก็จะได้เป็นบทเรียนให้รู้ไว้ว่า บางสิ่งบางอย่างถ้าเราเตรียมพร้อมเอาไว้ ถึงเวลาต่อให้ไม่ได้ใช้ก็ยังอุ่นใจ แต่ถ้าหากว่าไม่ได้เตรียมพร้อมเอาไว้เลย ถึงเวลามาเตรียม นอกจากจะไม่ทันการแล้ว อาจจะต้องใช้งบประมาณมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า..! สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร. เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:07 |
| สมาชิก 26 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
![]() |
| ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 3 คน ( เป็นสมาชิก 1 คน และ บุคคลทั่วไป 2 คน ) | |
| นะมะพะทะ |
|
|