|
#1
|
||||
|
||||
|
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๙
__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด (-/\-) (-/\-) (-/\-) |
| สมาชิก 16 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#2
|
||||
|
||||
|
วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๑๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ช่วงนี้ก็มี "ดราม่า" ซึ่งพระไปนั่งเรือบานาน่าโบ๊ท ต้องบอกว่าความจริงแล้วไม่มีอะไรเลย แต่ด้วยความที่คนเราส่วนใหญ่พอเห็นอะไรที่คิดว่าใช่ ก็มักจะชิงวิพากษ์วิจารณ์กันไปก่อน
ถ้าหากว่าข่าวคราวไม่ผิดพลาด คณะพระท่านเดินทางไปกิจนิมนต์บวงสรวงที่บึงโขงหลง แต่ปรากฏว่าหลังจากที่เสร็จสิ้นกิจนิมนต์แล้ว รอเรืออยู่เป็นชั่วโมงก็ยังไม่มารับ เจ้าของบานาน่าโบ๊ทก็เลยอาสาไปส่ง แล้วพระท่านก็นั่งกันเรียบร้อย แต่พอมีคนถ่ายรูปออกมา กลายเป็น "ดราม่า" สนั่นโซเชียลไปได้..! เรื่องของพระเราต้องระมัดระวังเป็นอย่างสูง เพราะว่าหลายต่อหลายอย่างเราอยู่ในสายตาชาวบ้านยังไม่พอ พวก "เกรียนคีย์บอร์ด" ยังมากอีกด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือวิพากษ์วิจารณ์เอาไว้ก่อน โดยที่ไม่สนใจว่าความเป็นจริงเป็นอย่างไร ประมาณว่าได้กระทืบพระแล้วกูจะมีความสุข..! อยากจะบอกว่าเอ็งมีความสุขแค่ชาตินี้แหละ ตายเมื่อไรแล้วจะรู้ว่านรกเป็นอย่างไร..!? ถ้าเราดูในธรรมบทจะเห็นว่า การที่ฆราวาสไปด่าว่าพระภิกษุที่ต้องอาบัติปาราชิกแล้วต้องลงนรก ทั้ง ๆ ที่พระท่านต้องอาบัติปาราชิกขาดความเป็นพระไปแล้ว แต่คนที่ไปด่านั่นมีจิตประกอบด้วยโทสะ พาตัวเองลงนรกทั้ง ๆ ที่ไม่สมควรจะต้องลงเลย..! ดังนั้น..คนสมัยก่อนจึงถือคติปลอดภัยไว้ก่อน โดยใช้คำว่า "ชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์" คำว่า "ชี" ในที่นี้สมัยก่อนหมายถึงพระ ก็คือหมายถึงนักบวช ใช้คำว่า "ชีบานาสงฆ์" มาระยะหลังคำว่า "ชี" ของเรา ความหมายเหลือแต่อุบาสิกาที่โกนหัวบ้าง ไม่โกนหัวบ้าง แล้วบวชเข้ามา ดังนั้น..ในเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ถือเป็นบทเรียนให้พวกเราได้รู้ว่า สังคมในยุคนี้ไม่ได้มองพระเหมือนเดิมอีกแล้ว..! กระผม/อาตมภาพเดินในกรุงเทพฯ เด็กรุ่นใหม่ไม่หลีกพระแล้ว พระต้องเป็นฝ่ายหลีกให้ ก็คือถ้าไม่หลีกเด็กก็เดินชนเลย..! สมัยกระผม/อาตมภาพยังเด็กอยู่ ถ้าหากว่าพระเดินสวนมา เราต้องหลีกลงข้างทาง ถ้าหลายท่านสังเกตจะเห็นว่า พี่น้องมอญพม่ารุ่นเก่า ๆ ยังทำแบบนี้อยู่ ก็คือผู้ชายจะหลีกชิดทางไปเลย ส่วนผู้หญิงก็จะนั่งลงกับพื้น นั่นคือลักษณะของการให้ความเคารพต่อตัวแทนของพระรัตนตรัย แต่ว่ารุ่นหลังของเรามา สภาพจิตที่หยาบกระด้างขึ้นไปเรื่อย พูดง่าย ๆ ว่า "ไม่รู้ดีรู้ชั่ว" อะไรกันแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องไปเกรงใจใคร ขนาดวิพากษ์วิจารณ์ก็ใช้คำว่า "โล้น" นั่น "โล้น" นี่ มานานแล้ว..! แม้กระทั่งพระของเราเองก็พลอยเป็นไปด้วย อย่าลืมว่าการบวชต่อให้บวชพร้อมกัน ชุดเดียวกัน แต่ถ้าญัตติก่อนก็คือพี่ เราจะต้องให้ความเคารพตามพระธรรมวินัย แต่สมัยนี้ต่อให้พระอาจารย์คู่สวดหรือพระอุปัชฌาย์ บางคนก็เห็นเป็นเพื่อน ก็คือไม่ได้ให้ความเคารพเท่าที่ควร ในเมื่อเราเป็นพระภิกษุสามเณรแล้ว ในส่วนอย่างนี้ยังไม่ได้ทำตนเป็นแบบอย่าง แล้วญาติโยมที่ไหนเขาจะเอาแบบอย่างไปเลียนตามได้ ?
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:28 |
| สมาชิก 5 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#3
|
||||
|
||||
|
ท่านอาจารย์องอาจ เดชสาร ครูนอกราชการ เพราะว่าเกษียณอายุมาหลายปีแล้ว เวลาอยู่ในงานเห็นพระภิกษุกราบไหว้กันตามพรรษา อย่างเช่นหลวงพ่อพระครูวรกาญจนโชติ, ดร. เจ้าคณะอำเภอทองผาภูมิ ท่านกราบกระผม/อาตมภาพ เป็นต้น ท่านจะย้ำเสมอว่านี่คือความงดงามในพระพุทธศาสนาของเรา ก็คือไม่ได้เอาเรื่องยศเรื่องตำแหน่งเป็นใหญ่ แต่ว่าเอาพระธรรมวินัยเป็นใหญ่
เพียงแต่ว่าระยะหลัง ในเมืองหรือว่าในกรุงเทพฯ บรรดาพระหนุ่มพรรษาน้อย แต่มีสมณศักดิ์สูงกว่า มักจะตีหน้าด้าน ๆ รับการกราบจากพระเถระ ซึ่งมีอายุพรรษามากกว่า ถ้าลักษณะแบบนั้นก็คือต้องอาบัติทุกครั้งที่ทำ..! พระของเราจะมีคุณสมบัติของความเป็นสงฆ์ ส่วนหนึ่งก็คือต้องรักษาพระธรรมวินัยให้สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในเมื่อไปตั้งใจทำให้ศีลตัวเองบกพร่องแบบนั้น แล้วจะเอาคุณงามความดีที่ไหนเหลือมาให้ญาติโยมกราบไหว้บูชา ? แต่นั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของใครของมัน..! กระผม/อาตมภาพเองเวลากราบพระเถระบางรูปที่ท่านอายุพรรษามากกว่า ๑ พรรษา หรือ ๒ พรรษา ท่านมักจะบอกว่า "ไม่ต้องกราบ" กระผม/อาตมภาพบอกว่า "ขอทำตามระเบียบวินัยก่อนครับ" ก็คือกราบไหว้กันตามพระวินัยเสียก่อน แล้วหลังจากนั้น คุณจะนับญาตินับเพื่อนกันอย่างไรค่อยว่ากันทีหลัง แต่ในเรื่องของการเคารพตามพระธรรมวินัย เราจะขาดไม่ได้ ในเมื่อพระเราเป็นตัวอย่างที่ดีน้อยลงไปทุกวัน แล้วจะไปหวังให้ญาติโยมเขาแสดงความเคารพเราเหมือนก่อนนี้ก็เป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะญาติโยมรุ่นหลัง ๆ ที่มีการศึกษามาก ยิ่งเรียนจบจากเมืองนอกเมืองนามา ก็ยิ่งแล้วกันไปใหญ่ เพราะว่ามักจะไปถือเรื่องสิทธิเสรีภาพความเท่าเทียมกันในสังคม โดยที่ไม่ได้ดูเรื่องคุณสมบัติ เรื่องของวัยวุฒิ เรื่องของคุณวุฒิ มักจะเอาความคิดของตนเองเป็นใหญ่ แล้วท่านทั้งหลายเหล่านี้พอบวชเข้ามา ก็แบกเอาความคิดแบบนั้นเข้ามาในพระธรรมวินัยด้วย ก็จะทำให้เกิดความวุ่นวายมากขึ้น เพราะว่าขาดความเคารพกันตามอาวุโสภันเต
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:31 |
| สมาชิก 5 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#4
|
||||
|
||||
|
บางท่านศึกษามาสูงกว่า ก็ดูถูกกระทั่งพระอุปัชฌาย์อาจารย์ โดยที่ลืมนึกไปว่าตัวเองเป็นสงฆ์ขึ้นมาได้เพราะใคร ? ซึ่งสมัยก่อนเขาถือพระอุปัชฌาย์และพระอาจารย์คู่สวด เปรียบเหมือนกับพ่อแม่ในทางธรรม บางท่านที่เคร่งครัดมาก ๆ อย่างหลวงปู่รอด วัดบางน้ำวน จังหวัดสมุทรสาคร ท่านบวชให้แล้วไม่ยอมสึกให้ใคร ท่านบอกว่าท่านสามารถบวชคนเป็นสงฆ์ขึ้นมาได้ แต่จะให้ท่านทำลายสงฆ์ด้วยการกลับคืนเพศฆราวาส ท่านไม่ทำ ใครบวชกับท่านแล้ว อยากจะสึกต้องไปสึกที่วัดอื่น นั่นก็คือความเคารพในพระรัตนตรัยอย่างถึงที่สุด..!
เพียงแต่ว่ารุ่นใหม่ของเราเองไม่ค่อยจะยึดถือ เราจะสังเกตว่าคนรุ่นเก่าทำอะไรก็ขลัง แต่คนรุ่นใหม่ของเราหาขลังได้ยากมาก ส่วนใหญ่เกิดจากการเชียร์กันเอง หรือไม่ก็ลูกศิษย์ช่วยโฆษณาให้ แต่ประเภทดีเด่นดังด้วยความสามารถของตัวเองจริง ๆ น้อยลงไปทุกวัน ก็เพราะว่าเราก้าวออกจากทางของศีล สมาธิ ปัญญา ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางเอาไว้ ซึ่งเรื่องพวกนี้ถ้าทำไป ทำไป สม่ำเสมอ จะเกิดฤทธิ์ขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ เอาแค่ว่าตี ๓ ครึ่ง ลุกมาครองผ้าเตรียมเจริญกรรมฐานและทำวัตรเช้า คนที่มีฤทธิ์ก็คือทำจนเป็นปกติ ท่านก็ไม่รู้สึกว่าหนักอะไร ส่วนหลายต่อหลายคนก็ "นอนหลับไม่รู้ นอนคู้ไม่เห็น" พยายามปลอบใจตนเองเท่าไรก็ลุกไม่ไหว เพราะว่าความขี้เกียจมีมากกว่า ไม่เห็นคุณค่าหรือประโยชน์ของการชำระใจตนเองให้ห่างจากกิเลส แล้วแบบนี้จะไปหวังความขลัง จะไปหวังความดีเด่นดัง ชาติหน้าไม่รู้ว่าจะหวังได้หรือเปล่า ? จึงขอเตือนท่านทั้งหลายว่า ด้วยความที่อยู่ในสายตาของชาวบ้าน เราจึงต้องระมัดระวัง กาย วาจา ใจ ของเราให้ดี ค่อย ๆ ขัด ค่อย ๆ เกลา เพื่อสร้างความเลื่อมใสในพระศาสนาให้เกิดขึ้น อย่างที่กระผม/อาตมภาพเคยย้ำอยู่บ่อย ๆ ว่า ถ้าเราไม่สามารถที่จะทำให้พระพุทธศาสนาเจริญขึ้นมาได้ ก็อย่าทำให้พระพุทธศาสนาต้องพังลงไปเพราะมือของเราเอง..! สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร. เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:34 |
| สมาชิก 7 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
กมลโกศลจิต (วันนี้), กฤษฎากร (วันนี้), กานดา (วันนี้), ฉันชื่อวรัญญา (วันนี้), พุทธภูมิ (วันนี้), เล็กเจษฎา (วันนี้), สุธรรม (วันนี้)
| ||
![]() |
| ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน ) | |
|
|