|
#1
|
||||
|
||||
|
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๙
__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด (-/\-) (-/\-) (-/\-) |
| สมาชิก 18 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#2
|
||||
|
||||
|
วันนี้ตรงกับวันพุธที่ ๔ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณพระภิกษุสามเณรวัดท่าขนุนของเรา ที่ช่วยกันจัดเก็บสถานที่จนเรียบร้อย ต้องบอกว่าวัดท่าขนุนของเราถือว่าเป็นวัดลำดับต้น ๆ ที่ทำงานเร็ว จนบางทีคนคิดว่าวัดนี้ไม่เคยมีงานมาก่อน เนื่องเพราะว่ามาหลังงานแค่ประมาณชั่วโมงเดียว ทุกอย่างก็โดนเก็บเรียบไปแล้ว..!
ในระหว่างที่ท่านทั้งหลายเก็บกวาดสถานที่อยู่ กระผม/อาตมภาพก็สารพัดงานเหมือนเดิม อันดับแรกเลย ก็ต้องออกหนังสือเชิญประชุมคณะกรรมการสภาวัฒนธรรมอำเภอทองผาภูมิ ซึ่งจะประชุมกันในวันที่ ๑๒ มีนาคมนี้ ความจริงคุณครูรอยพิมพ์ สุทธิบานเย็น กระตุ้นให้ออกหนังสือมาหลายวันแล้ว แต่งานอื่นสำคัญและเร่งด่วนมากกว่า อย่างที่กระผม/อาตมภาพเคยบอกพวกเราหลายต่อหลายครั้งแล้วว่า ถ้าเราสามารถลำดับความก่อนหลังเร็วช้า และความสำคัญของงานได้ ตรงหน้าเราก็จะมีงานเดียวอยู่เสมอ ซึ่งจะไม่หนักเกินกำลังที่เราจะทำไหว แต่ถ้าเราลำดับงานไม่ได้ เอาหลาย ๆ งานมาหมกรวมกัน ก็จะกลายเป็นงานมาก แล้วก็ยุ่งวุ่นวายไปหมด ถ้าทุกท่านมีตำแหน่งหน้าที่การงาน ๓๐ - ๔๐ ตำแหน่งอย่าง กระผม/อาตมภาพแล้ว คาดว่าคงจะจัดการไม่ไหวเช่นกัน แค่ช่วงที่อยู่วัดท่าซุงไม่กี่ปี เมื่อกระผม/อาตมภาพออกมาแล้ว ทางด้านหลวงพ่อเจ้าคุณอนันต์ (พระราชภาวนาโกศล วิ.) ตอนนั้นยังเป็นพระครูปลัดอนันต์ พทฺธญาโณอยู่ ต้องหาคนไปทำงานแทนถึง ๕ คน นี่ก็อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ว่า คนเราไม่สามารถที่จะแยกแยะความก่อนหลังเร็วช้า และความสำคัญของงานได้ เมื่อรับผิดชอบงานใดงานหนึ่ง ก็ไม่สามารถแบ่งความคิด แบ่งกำลังใจไปดูแลงานอีกส่วนหนึ่งได้ เรื่องพวกนี้กระผม/อาตมภาพเจอมาตั้งแต่ฆราวาสยันพระ สมัยรับราชการทหารอยู่ ลากลับบ้าน ๑๐ วัน กลับถึงหน่วยเมื่อไร ก็ต้องนั่งตูดด้านอยู่อย่างน้อยก็ ๒ - ๓ วัน เพื่อทำงานในช่วง ๑๐ วันที่ผ่านมา แต่พอเพื่อนฝูงลา กระผม/อาตมภาพทำแทนได้หมด ยังบ่นกับ "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) เลขานุการส่วนตัวว่า "สงสัยว่าเราจะเกิดมากเกินไป จนกระทั่งไม่มีอะไรที่ไม่เคยทำเลย..!" ดังนั้น..งานหลายอย่างแค่มองก็ทำเป็นแล้ว ขณะที่คนอื่นฝึกแล้วฝึกอีก แทบล้มประดาตายกว่าจะทำเป็น..! จะบอกว่าเป็นความภาคภูมิใจก็ใช่ที่ แต่น่ารำคาญเสียมากกว่า คือบางทีก็เผลอไปเกิดความรู้สึกว่า "ทำไมมันถึงได้โง่ขนาดนี้วะ..!?" พอคิดขึ้นมาได้ก็ต้องรีบวางความคิดนั้นลง เพราะว่านั่นก็คือสักกายทิฏฐิ กำลังเอามาเปรียบกับตัวเอง ในเมื่อคนเราสร้างบารมีมาไม่เหมือนกัน สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือต้องเร่งรัดฝึกฝน ไม่ใช่วันแล้ววันเล่าก็ทำตัวเป็นปลาตาย ลอยตามน้ำ ไม่คิดจะขยับเขยื้อนอะไรเลย
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:40 |
| สมาชิก 8 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
กมลโกศลจิต (วันนี้), กฤษฎากร (วันนี้), นาย ธีรัตน์ บุญศรี (วันนี้), เผือกน้อย (วันนี้), พุทธภูมิ (วันนี้), ไพเดช (วันนี้), มารวย๙ (วันนี้), สุธรรม (วันนี้)
| ||
|
#3
|
||||
|
||||
|
โดยเฉพาะในช่วงที่เราเป็นพระ ถือว่ามีเวลาฝึกฝนขัดเกลากาย วาจา ใจ ของตัวเองมากที่สุด ไม่ว่าเราจะบวชมาด้วยวัตถุประสงค์อะไรก็ตาม ถ้าอยากจะอยู่สุขอยู่เย็น ไม่ฟุ้งซ่านมาก อย่างน้อย ๆ กรรมฐานเราก็ทิ้งไม่ได้ ตอนที่ "อดีตใบฎีกาโม" (พระใบฎีกาอมรชัย เมตฺติโก)ของเรายังอยู่ เหมาเข้าเวรอย่างเดียวตลอด ๒ ปีกว่า..! กระผม/อาตมภาพก็ยังด่าไปหลายรอบว่า "ถ้าทำอย่างนี้ไม่รอดหรอก..เดี๋ยวก็สึก..!" เนื่องเพราะว่าไม่คิดที่จะสร้างคุณงามความดีอะไร ที่อยู่ในลักษณะช่วยคุ้มครองใจของตนเองเลย คิดว่าเข้าเวรอย่างเดียวก็อยู่ได้ แล้วท้ายสุดก็สึกไปจริง ๆ..!
ถ้าหากว่ากำลังใจของเราไม่เอาการภาวนา หรือว่าภาวนาแล้วฟุ้งซ่านมาก รำคาญมาก ก็ต้องหางานทำ ไม่อย่างนั้นแล้วเราก็จะยิ่งฟุ้งหนักเข้าไปอีก หลักการง่าย ๆ ก็คือ "เวลาทำงานเอาใจจดจ่ออยู่กับงาน เวลาเลิกงานเอาใจจดจ่ออยู่กับการภาวนา" ใครทำได้แค่นี้ก็อยู่สุขอยู่เย็นในพระพุทธศาสนาแล้ว ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่ส่วนใหญ่แล้ว พวกเราทั้งหลายทำไม่ได้แบบนี้ มักจะฟุ้งซ่านล่วงหน้าไปไกล มีหลายรายถามมาในกลุ่มไลน์ว่า "ภาวะสงครามจะทำให้ลำบากเดือดร้อนมากน้อยแค่ไหน ?" กระผม/อาตมภาพตอบง่าย ๆ ว่า "รอดู..เดี๋ยวก็เห็นเอง" รู้ล่วงหน้าไปแล้วมีประโยชน์อะไร ? รู้ไปแล้วก็วางกำลังใจไม่เป็น ฟุ้งซ่านเสียเปล่า ๆ..! ฝรั่งเขาก็บอกว่า "Whatever will be, will be" อะไรจะเกิดก็ช่างหัวมัน..! หน้าที่ของเราก็คือรักษาใจให้มั่นคงที่สุด อะไรที่สมควรบอก กระผม/อาตมภาพบอกไปหมดแล้ว ถ้าหากว่าไม่ทำก็ถือว่าเป็นวาระกรรมที่เขาจะต้องพบ จะต้องเจอ จะต้องผจญกันไป ไม่ใช่ภาระหน้าที่ที่กระผม/อาตมภาพจะต้องไปแบกคนทั้งประเทศ..! ในเมื่อเป็นเช่นนั้น สิ่งที่เราจำเป็นที่สุดก็คือรักษากำลังใจของเราให้มั่นคง อย่าไหลไปตามกระแสข่าวต่าง ๆ เนื่องเพราะว่าไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม ล้วนแล้วแต่ออกข่าวเฉพาะด้านที่ให้ประโยชน์ต่อตนเองเท่านั้น ด้านที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อตนเองก็ทำเป็นลืม..ไม่ต้องพูดถึง ในเมื่ออยู่ในลักษณะนี้ เรื่องที่เราอยากรู้จะไม่ได้รู้ เขาให้เรารู้เฉพาะเรื่องที่เขาอยากให้เรารู้เท่านั้น..! ดังนั้น..ในปัจจุบันนี้ แม้ว่าเรื่องราวข่าวคราวต่าง ๆ ไปถึงกันได้เร็วมาก แต่ความเป็นจริงมีน้อยมาก ถ้าปัญญาไม่พอก็โดนเขาแหกตาอีกต่างหาก..! อย่างเช่นตอนนี้ สถานีบริการน้ำมันหรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า "ปั๊ม" บางแห่งก็โลภมาก ประกาศว่าน้ำมันหมด ก็คือรอให้ขึ้นมากกว่านี้แล้วค่อยขาย บุคคลประเภทนี้มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย ด่าไปก็เสียกำลังใจเราเองเปล่า ๆ..! สมัยกระผม/อาตมภาพเด็ก ๆ บรรดาผู้ใหญ่เขาเล่าให้ฟังในเรื่องสมัยสงครามโลกว่ามีการ "เซ็งลี้" ซึ่งคำนี้เป็นภาษาจีน ถ้าแปลไทยง่าย ๆ ก็คือ "ทำธุรกิจ" กับสงคราม ซึ่งตอนนั้น บรรดาพวกโลหะและข้าวของเครื่องใช้เครื่องอุปโภคบริโภคต่าง ๆ ราคาแพงสาหัส ใครมีอยู่สามารถขายได้ราคามากกว่าปกติหลายเท่า แล้วที่เขาทำ "เซ็งลี้" กันก็คือ สมมติคนที่ ๑ ว่าขายให้คนที่ ๒ ราคา ๑๐ บาท คนที่ ๒ ไปขายให้คนที่ ๓ ราคา ๑๒ บาท คนที่ ๓ ไปขายให้คนที่ ๔ ราคา ๑๕ บาท ไล่ไปเรื่อย ท้ายที่สุดบางทีข้าวของยังไม่ทันจะขนออกจากบ้านหรือจากโกดังเลย โดนขายต่อไป ๒๐ - ๓๐ มือแล้ว พอไปถึงมือท้าย ๆ ของทุกอย่างก็แพงหูดับตับไหม้ พูดง่าย ๆ ว่าที่เดือดร้อนก็คือคนจน ยังโชคดีที่ว่ายุคสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั้น บ้านเราเมืองเรายังอุดมสมบูรณ์มาก ไม่ว่าจะผักหญ้าข้าวปลาอะไร พอที่จะหาได้จากทุ่ง จากท่า จากป่า จากเขา คนทั่วไปตาดำ ๆ จึงไม่เดือดร้อนมากนัก
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:46 |
| สมาชิก 8 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
กมลโกศลจิต (วันนี้), กฤษฎากร (วันนี้), นาย ธีรัตน์ บุญศรี (วันนี้), เผือกน้อย (วันนี้), พุทธภูมิ (วันนี้), ไพเดช (วันนี้), มารวย๙ (วันนี้), สุธรรม (วันนี้)
| ||
|
#4
|
||||
|
||||
|
ปี ๒๕๒๔ กระผม/อาตมภาพไปแนวหน้าพร้อมกับหน่วยงาน รับหน้าที่ดูแลพื้นที่ทางด้านชายแดนเขมร ตอนนั้นบุหรี่ถ้าจำไม่ผิดจะมีอยู่สองยี่ห้อก็คือ "กรุงทอง ๘๕" กับ "กรองทิพย์" ซองละ ๖ บาท แต่ราคาที่ชายแดนตอนนั้น บุหรี่สองยี่ห้อนี้ซองละ ๑๒๐ บาท..! "ซิปวีนัส" ตัวยาวประมาณคืบหนึ่ง น่าจะอยู่ประมาณ ๗ - ๘ นิ้ว ตัวละ ๖๐ บาท..! ไม่ต้องไปพูดถึงข้าวของอื่นเลย และเหตุการณ์ที่นั่นแหละ ที่ทำให้กระผม/อาตมภาพมาบวชอยู่ตรงนี้..! ก็เพราะว่าทำหน้าที่ในการขนของเถื่อน ซึ่งยึดมากจากพวกพ่อค้าเอาไปส่งคลังกองพล
ด้วยความที่ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา รับมากี่ชิ้น ลงบัญชีไว้หมด ส่งไปกี่ชิ้น ต้องตรวจนับเรียบร้อยแล้วเซ็นรับด้วย จากที่ปกติมักจะหายกันเกินครึ่งกลับเข้าไปในตลาดมืด ก็ไม่มีใครทำอะไรได้อีก กลายเป็นว่าเราไม่กินคนเดียว เขาเดือดร้อนกันหมดทั้งขบวนการ จึงมีการฟ้องร้องผู้บังคับบัญชาว่า กระผม/อาตมภาพยักยอกสินค้าเถื่อนไปขาย เอาเงินเข้ากระเป๋า พรรคพวกที่เป็น "จ่ากองพัน" แอบมาถามว่า "มึงไปทำอะไรวะ ? เจ้านายเขาตรวจสอบมึงฉิบหายวายป่วงหมด ธนาคารกี่ธนาคารเขาก็ไปถาม แม้กระทั่งไปรษณีย์ก็ไปถามว่า มีส่งธนาณัติ มีส่งตั๋วแลกเงินกลับบ้านหรือเปล่า ?!" ตอนแรกกระผม/อาตมภาพก็ยังไม่ได้คิดอะไร แต่พอมีหนังสือเรียกตัวไปเพื่อสอบสวนที่กองพล ก็รู้ทันทีว่าโดนเล่นงานแล้ว..! เพราะว่าเราไม่กินคนเดียว พาคนอื่นเขาอดกันหมด ก็เลยคิดว่า "ในเมื่อผู้บังคับบัญชาไม่ไว้วางใจเรา กูก็ไม่ควรที่จะอยู่รับใช้มันอีก..!" จึงพิมพ์ใบลาออกจากราชการใส่ซองยัดอกเสื้อไปด้วย พอถึงเวลาเขาประกาศผลการสอบสวนว่าเราบริสุทธิ์ กระผม/อาตมภาพก็วางใบลาปังลงบนโต๊ะเลย "ผมลาออกตั้งแต่วินาทีนี้..!" ทำเอาเจ้านายตกใจกันหมด..! บางคนถึงขนาดออกปากว่า "มึงอย่าออกเลย ทำงานให้กูก็ได้" เนื่องเพราะว่าหลักการทำงานของกระผม/อาตมภาพก็คือ "ทุกอย่างจะไม่ให้เดือดร้อนไปถึงเจ้านาย จะต้องจบลงตรงเรานี่เอง" พูดง่าย ๆ ก็คือถ้ามีเราอยู่เขาจะสบาย แต่กระผม/อาตมภาพเป็นคนพูดอะไรแล้วทำจริง สะบัดตูดได้ก็ไปเลย..! แม้กระทั่งเงินเดือนงวดสุดท้าย ๘,๐๐๐ บาทก็ไม่ได้เบิกมา..! สรุปตรงนี้ว่า "เพื่อนรู้จักเรามากกว่าเรารู้จักเพื่อน" คือเขารู้ว่าถ้าเราโดนแบบนี้เราไม่อยู่แน่ แล้วพวกเขาก็จะเสียบแทน หลังจากนั้นก็ได้กินกันทั้งขบวนการต่อไป ส่วนเราไม่รู้จักเพื่อน ก็คือไม่คิดว่าจะแทงข้างหลังกันแบบนี้ "มึงบอกดี ๆ กูก็ลาออกให้ มึงอยากจะทำหน้าที่ตรงนี้ก็ทำไป แต่ให้กูโกงกูไม่ทำ..!" ก็ถือว่าโชคดีที่ไม่ต้องไปปวดหัวกับพวกนี้อีก พอมาบวชก็ปวดหัวกับเรื่องของพระต่อไป..! เมื่อครู่นี้กระผม/อาตมภาพก็เพิ่งโวยวายสำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดไป ทำรายงานการปฏิบัติงานของสำนักปฏิบัติธรรมวัดท่าขนุนส่งไป เขาตอบกลับมาว่า "ขอแบบใหม่" ซึ่งไอ้แบบใหม่ของเขาก็คือแบบเก่าที่หลายปีก่อนเราเคยทำ แต่พอเปลี่ยนตัวผู้บังคับบัญชา ก็ออกแบบใหม่มาให้ทำรายงานว่าต้องแบบนี้ถึงจะได้ พอทำแบบนี้ไป มาปีนี้บอกว่าขอแบบใหม่ ก็คือย้อนกลับไปแบบเดิมอีก..! สรุปก็คือต้องมาทำงานใหม่อีกรอบหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่กระผม/อาตมภาพเองไม่เคยส่งงานช้า ก็เลยด่ากลับไปว่า "ถ้าอยากได้แบบอื่นอีก เจอหน้าจะฆ่าแม่..เลย..! ปีนี้จะเอาแบบนั้น ปีนั้นจะเอาแบบนี้ ใครจะไปสนองความต้องการของมึงไหว อยากได้ก็ทำเองสิวะ..!" เรื่องพวกนี้จะว่าไปแล้วก็คือ แต่ละคนมาก็ต้องการแสดงศักดานุภาพของตนเอง ว่ากูจะเอาแบบนี้..! เพราะฉะนั้น..ช่วงที่ผ่านมาทุกคนจะเห็นว่า กระผม/อาตมภาพไม่เคยของบประมาณส่วนราชการเลย เพราะว่าเข็ดจากที่เขาให้มา ๒,๕๐๐ บาท แล้วเราต้องทำรายงาน ๔ ไตรมาสส่งไป แค่ค่าพิมพ์และกระดาษ ๒,๕๐๐ บาทก็ไม่พอแล้ว..! ยังจะเอางานอื่นอะไรอีก..!? ทุกวันนี้ไอ้ที่เขามาแปะอยู่กับวัดท่าขนุน เพราะว่ามาแล้วได้งานแน่นอน เนื่องจากว่าเขาให้งบประมาณหรือไม่ให้ เราก็ทำอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าลำบากที่ท่านทั้งหลาย จะต้องมาเหนื่อยกับกระผม/อาตมภาพเท่านั้นเอง เพราะว่าทุกวันนี้เริ่มแก่ชราทำเองไม่ค่อยไหว ได้แต่อาศัยเรี่ยวแรงของพวกท่านแทน แล้วงานก็มีแต่มากขึ้น ๆ รู้สึกจะบ่นมากจนเกินเวลาแล้ว..! สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร. เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๔ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:56 |
| สมาชิก 9 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
กมลโกศลจิต (วันนี้), กฤษฎากร (วันนี้), นาย ธีรัตน์ บุญศรี (วันนี้), เผือกน้อย (วันนี้), พุทธภูมิ (วันนี้), ไพเดช (วันนี้), มารวย (วันนี้), มารวย๙ (วันนี้), สุธรรม (วันนี้)
| ||
![]() |
| ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 34 คน ( เป็นสมาชิก 1 คน และ บุคคลทั่วไป 33 คน ) | |
| ชุณหพงศ์ |
|
|