|
#1
|
||||
|
||||
|
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙
|
| สมาชิก 12 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ พิชวัฒน์ ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#2
|
||||
|
||||
|
วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศยามเช้าที่โรงแรม Sotetsu Hotels จังหวัดนากาโนะ อยู่ที่ ๑ องศาเซลเซียส ไม่ถือว่าหนาว
หลังจากที่ภาวนาจนครบชุดแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ไปล้างหน้าแต่งตัว จัดเก็บข้าวของทุกอย่างจนเรียบร้อย แล้วมาทำการตรวจแก้ไขบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ซึ่งบางคำที่กระผม/อาตมภาพพูดไปนั้น บางทีผู้ถอดเสียงก็อาจจะเข้าใจผิดและถอดเสียงออกมาผิด จึงต้องแก้ไขกันอยู่ตลอดเวลา อย่างเช่นมีอยู่ครั้งหนึ่ง กระผม/อาตมภาพพูดคำว่า "พาสเวิร์ด" ปรากฏว่าผู้ถอดเสียงถอดออกมาเป็น "พระสวด" จึงทำให้ต้องคอยระมัดระวังแก้ไขอยู่ตลอดเวลา และสำนวนบางอย่าง ถ้าอ่านแล้วไม่รื่นหูรื่นตา ก็อาจจะต้องมีการตัดออกบ้าง จนกระทั่งได้เวลา ๖ โมงครึ่ง พวกเราก็ลงไปที่ห้องอาหารชั้น ๕ ซึ่งกระผม/อาตมภาพหอบกระเป๋าลงมาเลย เพราะว่ามีกระเป๋าถือเพียงใบเดียว ส่งบัตรให้กับเจ้าหน้าที่ห้องอาหารแล้ว ก็เข้าไปตักอาหารบุฟเฟ่ต์ได้ตามใจตัวเอง ในลักษณะแบบนี้ เราจะฉันอะไรก็เลือกเอาเองตามสบาย เมื่ออิ่มแล้วก็มาทำการเช็คเอาท์กับเครื่องอัตโนมัติ ซึ่งมีให้เลือกทั้งภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่น จึงไม่ลำบาก แค่กดคำว่าภาษาอังกฤษและกดคำว่าเช็คเอาท์ จากนั้นก็สอดบัตรเข้าไปในช่อง เครื่องจะรับไปตรวจสอบโดยอัตโนมัติ แล้วก็แจ้งเราว่าเช็คเอาท์ให้เรียบร้อยแล้ว เราก็แค่กด OK เท่านั้นเอง จากนั้นพวกเราก็มาขึ้นรถ วิ่งตรงไปยัง "วัดเซ็นโคจิ" ที่ห่างออกไปแค่ ๙ นาทีเท่านั้น เมื่อจอดรถเรียบร้อยแล้ว เดินเข้าไปข้างในก็ต้องร้องโอ้โฮ..! เนื่องเพราะว่ามหาวิหารหลังใหญ่มหึมาและสร้างจากไม้ทั้งสิ้น เห็นแล้วก็ยังทึ่งว่าคนโบราณทำไมมีความพากเพียรขนาดนี้ ? แถมยังก่อสร้างได้สวยงามอลังการอีกด้วย "คุณนายโย" (นางสาวทัศน์วรรณ พิพัฒน์รังสรรค์) งวดนี้มีหน้าที่ไปจ่ายเงินค่าตั๋วการเข้าชมทุกแห่ง ซึ่งมีหลายคนบ่นว่า "มากับหลวงพ่อ คุณนายโยยอมให้เข้าทุกที่ ถ้ามากันเอง บางทีแม่เจ้าประคุณบอกว่าเปลืองตังค์..! ให้เดินดูแต่ข้างนอกเท่านั้น" "กระผม/อาตมภาพได้ยินแล้วยังหัวเราะ..!
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 00:39 |
|
#3
|
||||
|
||||
|
เมื่อเดินเข้าไปทางด้านใน เสียงพระกำลังสวดมนต์ทำวัตรเช้าอยู่ มีพุทธศาสนิกชนหลายสิบคนร่วมสวดมนต์อยู่ด้วย เมื่อส่งตั๋วให้กับเจ้าหน้าที่ อีกฝ่ายบอกว่า "Sorry" แล้วก็ให้หยุดรอ จากนั้นก็หยิบเงินจำนวน ๖๐๐ เยนคืนมาให้ บอกว่าเป็นนักบวชไม่ต้องจ่ายค่าตั๋ว..!
กระผม/อาตมภาพเข้าไปก็จัดแจงถ่ายรูปการทำวัตรของพระ มีเจ้าหน้าที่เดินมาบอกว่า "Sorry, No Photo..!" กระผม/อาตมภาพก็รับทราบด้วยความเคารพ แล้วรับเอาพวงมาลัยแก้ว พร้อมกับพานแก้วจาก "คุณนายโย" ที่เตรียมเอาไว้ ไปกราบสักการะหลวงพ่อสุโขทัย ซึ่งอัญเชิญมาจากประเทศไทยเนิ่นนานแล้ว เป็นพระพุทธรูปหน้าตักประมาณ ๗ นิ้วเท่านั้น แต่ว่างดงามมาก ๆ หลังจากที่กราบสักการะและถวายพวงมาลัยแก้วแล้ว ก็ไปเข้าห้องทดสอบจิตใจ ซึ่งเป็นห้องที่มืดสนิท ลงบันไดไปแล้ว ต้องเดินเป็นระยะทางที่ไกลมาก ด้วยความที่กระผม/อาตมภาพไม่กลัวอะไร จึงเดินนำทุกคนลิ่ว ๆ ไป ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นระยะทางใกล้ไกลเท่าไร รู้แต่ว่าเลี้ยวโค้งไป ๑ ครั้ง และเป็นทางโค้งเล็ก ๆ อีก ๓ ครั้ง จากนั้นก็เริ่มมองเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ เมื่อเดินออกมาก็เป็นบันไดขึ้นมาทางด้านบน ใกล้เคียงกับทางเข้านั่นเอง เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนการทำวัตรสวดมนต์ พวกเราจึงเดินออกมาทางด้านนอก ซึ่งสถานที่กว้างขวางใหญ่โตมาก ได้ยินว่าเป็นส่วนของวัดเซ็นโคจินี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นศาลเจ้าก็ดี ศาลา อาราม วิหารต่าง ๆ หลายต่อหลายหลังก็ตาม คำว่าวัดในที่นี้ก็คือมีศาลา มีพระพุทธรูป หรือว่ารูปพระสงฆ์ให้เข้าไปกราบสักการะ ตลอดจนกระทั่งร้านค้าของที่ระลึกต่าง ๆ ซึ่งพวกเรามาเช้าเกินไป จึงมีร้านแค่สองร้านที่เปิดจำหน่ายของที่ระลึก ประเภทลูกประคำ ตลอดจนกระทั่งของขลังต่าง ๆ แต่ว่าราคาค่อนข้างจะดุ ก็คือหมื่นกว่าเยนขึ้นไปถึงสองหมื่นกว่าเยน ถ้าเป็นพระพุทธรูปไม้แกะก็เป็นแสนเยนขึ้นไป..! พวกเราจึงได้แต่ชมด้วยสายตาและถ่ายรูปกันเท่านั้น จากนั้นก็เดินไปตาม "ถนนคนเดิน" ออกไปทางด้านหน้าวัด ซึ่งตอนขาเข้ามานั้น เราวิ่งมาจนเกือบถึงอยู่แล้ว แต่เขาบังคับให้เลี้ยวซ้ายออกไปวนหาที่จอดด้านหลัง อากาศตอนนี้ค่อนข้างจะเย็น เพราะว่าลมแรงมาก พวกเราถ่ายรูปกับซุ้มประตูและบรรดาวิหารต่าง ๆ มีสิ่งสำคัญอยู่ก็คือพระพุทธเจ้าปางปรินิพพาน ซึ่งมีชาวประมงลากอวนติดขึ้นมา จึงถวายไว้ที่วัดนี้ เป็นพระความยาวน่าจะไม่เกิน ๒ เมตรครึ่งเท่านั้น เมื่อพวกเราสักการะ และทำบุญกันแล้ว ก็เดินชมสถานที่ ตลอดจนกระทั่งศาลเจ้าที่เขาขอพรกัน ซึ่งมีหลังเล็ก ๆ ใหญ่ ๆ เต็มไปหมด และทั้งหมดก็เป็นของวัดด้วยกันทั้งสิ้น
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 00:43 |
|
#4
|
||||
|
||||
|
จนกระทั่งย้อนกลับมาทางด้านใน เพราะว่าหนาวได้ที่ จึงเข้าไปในร้านกาแฟชื่อดังของอเมริกัน ซึ่งบุกมาทุกสถานที่สำคัญของญี่ปุ่น กระผม/อาตมภาพรับชาเขียวร้อนฉ่า ซดเข้าไปจนรู้สึกว่าตัวละลายดีแล้ว ค่อยเดินย้อนกลับเข้าไปด้านใน ซึ่งตอนนี้ร้านค้าต่าง ๆ เปิดแล้วเป็นส่วนมาก
พวกเราเลี้ยวซ้ายมือของขาเข้า ซึ่งมีลักษณะเหมือนอย่างกับเป็นสังฆาวาส (สถานที่พักของพระภิกษุสงฆ์) แต่ก็มีศาลาทำบุญ มีสถานที่ไหว้พระต่าง ๆ เมื่อเข้าไปทางด้านใน เขาห้ามถ่ายรูป "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) จึงบูชาเทียนมาให้ ๑ ต้น ราคา ๑,๐๐๐ เยน ให้กระผม/อาตมภาพตามถวายเป็นพุทธบูชา จากนั้นก็เดินเข้าไปอีกสถานที่หนึ่ง ซึ่งมีการให้สร้างบุญด้วยการหมุนตู้พระไตรปิฎกใหญ่มหึมาที่น่าจะเรียกว่าหอไตรมากกว่า..! โดยที่เราต้องซื้อตั๋วแล้วเข้าไปหมุน แต่ด้วยความที่ว่าเจรจากันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง เนื่องเพราะว่าผู้เฝ้านั้นพูดได้แต่ภาษาญี่ปุ่นเป็นส่วนมาก ได้ยินแต่ว่า "อาโน่..อาโน่" กระผม/อาตมภาพขี้เกียจรอจึงเดินออกมาด้านนอก ได้ยินว่า "คุณนายโย" ต้องไปหมุนตู้พระไตรปิฎกอยู่คนเดียว..! เมื่อเดินวนกลับมาทางด้านใน พวกเราเลี้ยวซ้ายออกไปทางหอพิพิธภัณฑ์ของวัด ซึ่งเมื่อซื้อตั๋วเข้าไปแล้ว เขาห้ามถ่ายรูปอีกตามเคย สถานที่ด้านบนนั้นเป็นหอสวดมนต์ แต่ว่าด้านล่างเดินลึกเข้าไป เป็นสถานที่เก็บวัตถุโบราณต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป รูปพระโพธิสัตว์ รูปพระสงฆ์ ตลอดจนกระทั่งเทพพิทักษ์พระพุทธศาสนาต่าง ๆ โดยเฉพาะเจ้าวัวตัวสำคัญ ซึ่งได้ยินว่าใช้แรงงานในการสร้างวัดนี้มาตั้งแต่ต้น จนเขาหล่อรูปไว้เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดไปเลย..! เมื่อชมกันจนทั่วแล้ว พวกเราก็เดินวนออกมา อ้อมมหาวิหารไปเพื่อเข้าห้องน้ำก่อน ครั้นเดินวนออกมาด้านนอก ก็แทบเขกหัวตัวเอง..! เนื่องเพราะว่าทางข้างพิพิธภัณฑ์นั้น สามารถเดินไม่กี่ก้าว ก็ออกมายังลานจอดรถเลย เรียกว่า "โง่มาก่อนฉลาด..!" จากนั้นพวกเราก็วิ่งตรงไปในเมืองเพื่อหาอาหารรับประทาน มาจอดที่ลานจอดรถอาซุซากาวะเพื่อเข้าห้องน้ำและฉันเพล เราสามารถมองเห็นยอดเขาหิมะไกล ๆ สอบถามเจ้าของสถานที่แล้ว เขาเรียกว่ายอดเขาม้าขาว เนื่องเพราะว่าบรรดายอดเขาหิมะสูง ๆ ต่ำ เหมือนกับม้าสีขาวควบตามกันไป
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 00:48 |
|
#5
|
||||
|
||||
|
เมื่ออิ่มแล้ว พวกเราก็วิ่งต่อมาเติมน้ำมัน ซึ่งต้องบริการตัวเอง ปัจจุบันนี้อาศัยแอพฯ แปลภาษาช่วยได้มาก เนื่องเพราะว่าสามารถอ่านภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทย แล้วก็เดาเอาว่าเขาพยายามสื่อความหมายอย่างไร ? จึงสามารถที่จะกดปุ่มเติมน้ำมันและจ่ายเงินได้ถูกต้อง
จากนั้นก็วิ่งเข้าอุโมงค์ไปครั้งแล้วครั้งเล่า บางช่วงก็ต้องผ่านทะเลสาบ ซึ่งน่าจะเป็นส่วนของพื้นที่น้ำเหนือเขื่อน บางแห่งก็เป็นสะพานเหล็กสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ รู้สึกว่าพวกเราวิ่งเข้าป่าเข้าดงไปเรื่อย สอบถามแล้วถึงได้รู้ว่าทางด้านที่เรามุ่งตรงไปนั้น ไม่มีทางด่วนให้ไปได้ จึงวิ่งมาจนกระทั่งถึงจุดพักรถซาวันโดะ มีลานหิมะกว้างขวางมาก เจอคณะคนไทยที่นี่ด้วย พวกเราเข้าห้องน้ำแล้วก็วิ่งตรงไปยังเมืองสำคัญคือทากายามะ ใช้เวลาเดินทางค่อนข้างจะนาน จนกระทั่งบ่าย ๒ โมงกว่าจึงมาถึงลานจอดรถ เมื่อจอดได้แล้วก็เข้าไปสักการะศาลเจ้าประจำเมือง กระผม/อาตมภาพล้วงเอาเหรียญที่ทางด้านวัดเซ็นโคจิคืนมาให้ ถวายให้ที่ศาลเจ้าแห่งนี้ จากนั้น "คุณนายโย" ก็ไปซื้อตั๋ว เพื่อที่จะให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ศิลปศาสตร์และประวัติศาสตร์ของเมืองทากายามะ พอเข้าไปแล้วก็แทบร้อง "โอ้โฮเว้ย..!" เนื่องเพราะว่าเขาจำลองสถานที่มรดกโลก ก็คือตำหนักของท่านโชกุนโทกุกาวะ อิเอยาสุ ที่เมืองนิกโกะ ซึ่งเราชมทีละหลังก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ที่นี่เขาย่อส่วนเล็กลงมาในอัตราส่วนที่สามารถขยายเท่าของจริงได้ ไม่ทราบเหมือนกันว่าอยู่ในอัตรา ๑ : ๓๐ หรือเปล่า ? แต่เมื่อเห็นทุกหลังพร้อมกันแล้ว ถึงได้รู้ว่าพระตำหนักจริงนั้นอลังการงานสร้างขนาดไหน..?! โดยเฉพาะงานฝีมือแต่ละชิ้น ละเอียด ประณีต และถอดแบบของจริงมาทุกกระเบียด โดยทราบทีหลังว่า ช่างที่สร้างพระตำหนักโชกุนทั้งหมดนั้น เป็นชาวเมืองฮิดะ หรือว่าปัจจุบันนี้คือเมืองทากายามะนั่นเอง ชมแล้วชมเล่า วนแล้ววนเล่า ถ่ายรูปเท่าไรก็ไม่รู้จักเบื่อเสียที เนื่องเพราะว่าสามารถที่จะดูได้อย่างใกล้ชิด ไม่เหมือนกับของจริงที่เป็นหลังใหญ่จนดูได้ไม่ทั่วถึง..! จนกระทั่งต้องตัดใจเดินออกมาเข้าพิพิธภัณฑ์อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งด้านนี้เป็นราชรถ ราชยาน และพระยานมาศ ได้ยินว่าเป็นขบวนแห่พระเกียรติยศในสมัยก่อน ปัจจุบันนี้ในงานประจำปีก็ยังเอาออกมาแห่เป็นปกติ เขาสร้างประตูไว้ใหญ่โตมโหฬาร เพื่อที่จะเอาบรรดาราชรถ ราชยานนี้ออกมาได้ ต้องขออนุโมทนาที่ท่านทั้งหลายมีใจรักในประวัติศาสตร์และศิลปศาสตร์ สามารถเก็บรักษาสิ่งสำคัญที่งดงามเหล่านี้เอาไว้ ให้ลูกหลานเหลนทั้งหลายได้ชื่นชมกัน
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 00:54 |
|
#6
|
||||
|
||||
|
จากนั้นพวกเราก็วิ่งต่อมายังลานจอดรถแห่งหนึ่ง เพื่อที่จะเข้าไปยังวัดไดโอจิ แต่ว่าเป็นลานของเอกชนที่มีบุคคลเช่าที่จอดเต็มหมดแล้ว ต่อให้ว่างอยู่ เราก็เข้าไปจอดไม่ได้ ยังโชคดีที่ "มัคคุเทศก์พิเศษ" ของเรา ชี้ไปยังสถานที่ว่างสำหรับจอดรถได้ ๓ คัน ไม่ทราบว่าเป็นของมูลนิธิอะไรเพราะว่าฟังไม่ถนัด ให้เข้าไปจอดตรงที่นั้นได้ ต้องงัดข้อกันว่า "จะจอดได้จริงหรือ ?" เพราะว่าอยู่ในลานจอดนี้เหมือนกัน อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า "วันนี้เป็นวันอาทิตย์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิหยุดทำงาน" พวกเราจึงจอดฟรี ไม่ต้องเสียเงิน..!
เมื่อเข้าไปใน "วัดไดโอจิ"แล้ว ทางที่เราเข้านั้นเป็นประตูเล็กด้านข้าง มีรูปเศียรพระพุทธรูปอยู่เศียรหนึ่ง ไม่ว่าเราจะเดินไปทางด้านไหน ท่านก็หันมองตามโดยตลอด จนไม่สามารถที่จะถ่ายภาพนิ่งได้ชัดเจน จึงต้องถ่ายเป็นวิดีโอไปแทน เข้าไปข้างในมีพระพุทธรูปองค์หนึ่งเก่าแก่มาก ตั้งอยู่กลางแจ้ง ได้ยินว่าสร้างเพื่อขับไล่โรคระบาดในสมัยนั้น และ,องกันไม่ให้โรคกำเริบอีกต่อไป อยู่ในลักษณะของ "พระนิรโรคันตราย" กระผม/อาตมภาพจึงกราบสักการะ ถวายปัจจัยไป ๕๐๐ เยน ขอฝากโรคทั้งหลายไว้กับท่านด้วย..! พวกเราเดินชมสถานที่และถ่ายรูปกันจนพอใจแล้ว ก็วิ่งต่อไปอีกไม่ไกล ผ่านถนนสองสาย ซึ่งเขารักษาบ้านเมืองเก่า ๆ สมัยเอโดะเอาไว้ จัดให้เป็นถนนคนเดิน แต่ว่าเราไม่ได้แวะ มาแวะจอดที่ลานจอดรถ ใกล้จวนอดีตเจ้าเมืองฮิดะ หรือว่าเมืองทากายามะในปัจจุบันนี้ ซึ่งเจ้าเมืองแห่งนี้ขึ้นตรงกับรัฐบาลเอโดะ มีหน้าที่ในการปกครองพื้นที่ เก็บภาษี ว่าความ ตลอดจนกระทั่งจัดการเรื่องการเงินการคลัง สถานที่กว้างขวางใหญ่โตทีเดียว เขาจัดให้พวกเราเดินวนดูอยู่ทางด้านใน สิ่งต่าง ๆ ที่แสดงอยู่นั้นก็คือความเป็นอยู่ในสมัยเอโดะนั่นเอง พวกเราเดินดูกันอยู่นาน กว่าที่จะครบครันทุกห้อง ออกมาถ่ายรูปหมู่กันแล้ว คราวนี้ก็วิ่งยาวไปยังบ้านชิราคาวาโกะ หรือหมู่บ้านหิมะนั่นเอง ต้องเข้าอุโมงค์ไปครั้งแล้วครั้งเล่า โดยเฉพาะก่อนถึงหมู่บ้านนั้นเป็นอุโมงค์ยาวถึง ๑๗ กิโลเมตร..! เมื่อโผล่ออกมาทางด้านนอก มีแต่หิมะขาวโพลนไปหมด พวกเราเลี้ยวขวาแล้วเห็นมีทางอยู่แทบจะกึ่งกลางภูเขา..! นึกว่าต้องขึ้นไปแต่ไม่ใช่ เนื่องเพราะว่าวิ่งมาถึงสามแยกไฟแดง ก็เห็นโรงแรมที่พักของเราอยู่ตรงหน้าแล้ว ชื่อว่า "โรงแรม Onyado Yui no Sho"
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:09 |
|
#7
|
||||
|
||||
|
สิ่งแรกที่ทำเมื่อเข้าไปถึงก็คือ ต้องถอดรองเท้าฝากล็อกเกอร์เอาไว้ก่อน จากนั้นก็ส่งกระเป๋าให้พนักงานของโรงแรมเช็ดล้อให้สะอาดสะอ้าน ยังสงสัยอยู่ว่า "อะไรจะปานนั้น ?" แต่พอเช็คอินแล้ว พวกเราเดินเข้าไปข้างในถึงได้รู้ เพราะว่าเขาปูเสื่อเอาไว้ทั่ว สะอาดสะอ้าน เดินนุ่มสบายเท้าทีเดียว..!
"คุณนายโย" ถามว่า "หลวงพ่อจะแช่น้ำร้อนก่อนหรือไม่ ?" เพราะว่ามีห้องว่างพอดี กระผม/อาตมภาพจึงอาศัยความคล่องตัวแวบเข้าไปก่อน สถานที่แห่งนี้เป็นห้องออนเซ็นส่วนตัว ใครเร็วใครได้ เมื่อเข้าไปแล้วถึงเห็นอ่างขนาดใหญ่ ที่มีน้ำร้อนไหลลงไปตลอดเวลา แล้วก็มีช่องเปิดขนาดกว้างสามารถที่จะชมวิวทิวทัศน์ต่าง ๆ ด้วย กระผม/อาตมภาพแช่อยู่ประมาณ ๑๐ นาทีเท่านั้น อุณหภูมิใกล้เคียงกับ "พุน้ำร้อนหินดาด" เลยทีเดียว..! เมื่อแต่งตัวแล้วออกมานอกห้อง สอบถามว่า "มีใครจะแช่ต่อหรือไม่ ?" แต่ว่าทุกคนไปเข้าห้องกันแล้วเป็นส่วนมาก เหลือแต่เพียง"ตากล้องเอ๋" (นายสุรชาติ บุญเจริญ) และ "เถ้าแก่ตี๋" (นายชวาลภพ วิทูรสุนทร) ช่วยพากระผม/อาตมภาพไปยังห้องพัก เห็นแล้วก็ยังตกใจ เนื่องเพราะว่าเป็นห้องใหญ่โตมโหฬารมาก พักได้ถึง ๔ คน มีห้องอาบน้ำ ห้องส้วมตลอดจนกระทั่งห้องนั่งเล่นอีกต่างหาก ได้ยินว่าราคาคืนหนึ่ง ๕๖,๔๐๐ กว่าเยน ตีเป็นเงินไทยราว ๆ ๑๓,๐๐๐ บาท..! แต่ "คุณนายปุ๊ก" (นางสาวพิกุลฉัตร พิจารณ์จิตร) ซึ่งเป็นนายทุนในการเดินทางครั้งนี้ ไม่ทราบเหมือนกันว่ามาบ่อยหรืออย่างไร ? จนกระทั่งได้ส่วนลด แจ้งว่าเหลือประมาณคืนละ ๑๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น ถึงขนาดนั้นกระผม/อาตมภาพได้ยินแล้วยังต้องกลืนน้ำลายเอื๊อก..! เมื่อจัดข้าวของทุกอย่างเข้าที่และต้มน้ำร้อนเรียบร้อยแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งก็ส่งสัญญาณมาทางกลุ่มไลน์ นัดแนะเวลาในการรับประทานอาหารเช้า เมื่อทราบว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไรแล้ว กระผม/อาตมภาพก็มาทำการส่งงานในกลุ่มไลน์ เสร็จเรียบร้อยจึงบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุน พรุ่งนี้เช้าไม่ทราบเหมือนกันว่าจะได้รับความเมตตาจากเจ้าที่เจ้าทาง ในการสรรหาหิมะมาให้หรือไม่ ? สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร. เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:16 |
![]() |
| ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 2 คน ( เป็นสมาชิก 1 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน ) | |
| มารวย๙ |
|
|