กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ปี ๒๕๖๙ > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 04-02-2026, 19:35
ตัวเล็ก's Avatar
ตัวเล็ก ตัวเล็ก is offline
กรรมการเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Mar 2009
ข้อความ: 11,510
ได้ให้อนุโมทนา: 227,715
ได้รับอนุโมทนา 827,935 ครั้ง ใน 40,908 โพสต์
ตัวเล็ก is on a distinguished road
Default เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙


__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด
(-/\-) (-/\-) (-/\-)
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 28 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 04-02-2026, 23:59
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,842
ได้ให้อนุโมทนา: 161,010
ได้รับอนุโมทนา 4,530,267 ครั้ง ใน 37,458 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

วันนี้ตรงกับวันพุธที่ ๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศยามเช้าที่โรงแรม Beijing North Star Continental Grand Hotel อยู่ที่ - ๔ องศาเซลเซียส

เมื่อวานนี้พวกเราออกจากภัตตาคารแล้ว ฝ่ารถติดจนกระทั่งมาถึงโรงแรมแห่งนี้ ซึ่งเราจะต้องพักอยู่ตลอดทั้ง ๔ คืน เพียงแต่ว่าชื่อโรงแรมที่ติดอยู่บนตัวตึก กับชื่อโรงแรมที่อยู่ทางด้านหน้าประตูนั้น ต่างกันตรงคำว่า North Star หรือว่า "ดาวเหนือ" ซึ่งไม่ทราบเหมือนกันว่ามีความผูกพันอะไรกับดวงดาว เนื่องเพราะว่าท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่งต้าซิง ก็มีความหมายเช่นเดียวกันว่า "มหาดาราแห่งเมืองเหนือ" น่าจะเกี่ยวอะไรกับเรื่องของฮวงจุ้ยหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ?

กระผม/อาตมภาพได้ห้องนอนที่ชั้น ๑๒ ซึ่งแต่ละชั้นนั้น เราซึ่งถือกุญแจคีย์การ์ดอยู่ จะสามารถขึ้นได้เฉพาะชั้นของตนเท่านั้น เมื่อวางข้าวของเสร็จเรียบร้อยและปลดเอาเครื่องกันหนาวต่าง ๆ ออกแล้ว โผล่ออกมาเพื่อที่จะชวน "มาดามชวง" (นางสาวไพรินทร์ สุวิชชาญพันธุ์) ไปเดินดูสนามกีฬาโอลิมปิกแห่งชาติจีน ซึ่งเรียกกันง่าย ๆ ว่า "สนามรังนก"

ก็เจอ "มาดามชวง" กำลังช่วย "ท่านอาจารย์มหาสมคิด" (พระมหาสมคิด อตฺถสิทฺโธ ป.ธ. ๗) รองเจ้าคณะอำเภอโพธาราม เจ้าอาวาสวัดหนองโพ จังหวัดราชบุรี กำลังหาห้องพักอยู่ กระผม/อาตมภาพถามว่า "ห้องเบอร์อะไร ?" อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า "๓๓" กระผม/อาตมภาพจึงชี้ห้องพักที่อยู่ข้าง ๆ กัน บอกว่า "อยู่ตรงนี้" ท่านอาจารย์มหาสมคิดก็ยังถามว่า "แน่ใจนะ" กระผม/อาตมภาพก็บอกว่า "แน่สิวะ..!" อีกฝ่ายหนึ่งก็ยังลังเลแล้วลังเลอีก รอจน "มาดามชวง" เดินไปสุดตึกฝั่งโน้นแล้ว ก็ยังไม่ยอมมาเสียที กระผม/อาตมภาพบอกว่า "มาซะทีสิโว้ย..ขี้เกียจยืนรอ..!" อีกฝ่ายจึงได้ลากกระเป๋ามาแบบไม่แน่ใจ

เมื่อเห็นเบอร์ ๓๓ เข้าก็ยังทำหน้าพิสดาร ก็คืออธิบายไม่ถูกว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ? กระผม/อาตมภาพถามว่า "ลองใช้กุญแจแตะดูหรือยัง ?" อีกฝ่ายจึงเอาคีย์การ์ดแตะประตูแล้วเปิดได้จริง ๆ กระผม/อาตมภาพจึงถามอีกครั้งว่า "ทำไมถึงไปทางด้านโน้น ?" อีกฝ่ายชี้ให้ดูป้ายทางด้านบน แล้วก็เห็นอย่างชัดเจนว่า ป้ายนั้นชี้ว่าห้องเบอร์ ๓๓ - ๓๔ นั้นไปทางด้านที่ "มาดามชวง" เดินไปหาอยู่นั่นเอง ทำเอาพวกเรา "หัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออก"

เมื่อแต่งตัวชนิดจัดเต็มเพื่อป้องกันความหนาวแล้ว กระผม/อาตมภาพกับ "มาดามชวง" ก็ออกจากโรงแรม เดินเท้าไปยังสนามกีฬารังนก ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่มากนัก ต้องข้ามถนนไปอยู่หลายช่วงเหมือนกัน สิ่งที่ต้องระมัดระวังก็คือ ประเทศจีนนั้นมีรถไฟฟ้าเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นรถจักรยานไฟฟ้า รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า หรือว่ารถยนต์ไฟฟ้า แต่ละคันวิ่งกันเงียบกริบชนิดไม่มีเสียงเลย มาถึงตัวแล้วก็ยังไม่รู้ว่ามาถึง..!

โดยเฉพาะคนจีนหลายท่านนั้นไม่สนใจเรื่องของไฟเขียวไฟแดง เห็นว่าถนนว่างกูก็ไปอย่างเดียว..! จึงต้องระมัดระวังกันเป็นอย่างสูง กระผม/อาตมภาพเห็นว่าถนนว่างอยู่ก็จริง แต่ก็ต้องรอจนไฟเขียวคนเดินข้ามเสียก่อน เนื่องเพราะ "มาดามชวง" กำชับหนักหนาว่า ประเทศจีนนั้นกล้องวงจรปิดมีแทบทุกฝีก้าว โดยเฉพาะเป็นระบบสแกนใบหน้าด้วย ถ้าเรามาทำความผิดอะไรอยู่ที่นี่ อาจจะโดนไปรวบตัวอีกเมืองหนึ่ง ถ้าโดนห้ามไม่ให้เข้าประเทศด้วยแล้วจะซวยไม่รู้จบ..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 02:44
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 23 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า เมื่อวานนี้, 00:05
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,842
ได้ให้อนุโมทนา: 161,010
ได้รับอนุโมทนา 4,530,267 ครั้ง ใน 37,458 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เมื่อข้ามไฟแดงไปสองแห่ง ก็มาถึงบริเวณด้านข้างสนามกีฬารังนก ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรองรับกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนปี ๒๐๐๘ ปรากฏว่าแม่น้ำทางด้านข้างสนามกีฬาทั้งหมดเป็นน้ำแข็ง แล้วก็ยังมีหิมะปกคลุมอยู่อีกด้วย เพียงแต่ว่าด้านบนนั้นได้รับการทำความสะอาดเรียบร้อยไปแล้ว พวกเราจึงเดินหามุมถ่ายรูปกัน

เหตุที่ต้องมาตอนกลางคืนทั้ง ๆ ที่อากาศหนาวมาก ช่วงที่เดินอยู่นั้นอุณหภูมิอยู่ที่ ๒ องศาเซลเซียสเท่านั้น ก็เพราะทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า สนามกีฬาแห่งนี้จะสวยก็เฉพาะตอนกลางคืน เนื่องเพราะว่าเขาเปิดไฟทางด้านใน และจะปิดไฟหลังจาก ๔ ทุ่มไปแล้ว ถ้ามากลางวันก็จะไม่สวยประทับใจ กระผม/อาตมภาพจึงต้องเสี่ยงดูว่าเป็นอย่างไร ?

แต่ปรากฏว่าอากาศ ๒ องศาเซลเซียสนั้นทำให้ร้อนจนเหงื่อตก..! เป็นเรื่องที่ตลกดีเหมือนกัน เมื่อ ๑๐ กว่าวันก่อน ซึ่งไปยังภูเขาหิมะมังกรหยก ที่แชงกรีล่า เมืองจีนอีกมุมหนึ่งนั้น ด้วยความที่สภาพของพื้นที่นั้นสูงถึง ๕,๐๐๐ กว่าเมตร อากาศเบาบางจนหายใจแทบไม่ได้ และช่วงนั้นอากาศก็ติดลบอยู่ตั้งแต่ - ๔ ถึง - ๗ องศาเซลเซียส น่าจะไปกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันในร่างกายกระผม/อาตมภาพให้ฟื้นคืนมาใหม่

ช่วงระยะที่ผ่านมา ทุกคนจึงสังเกตว่า กระผม/อาตมภาพนั้นใช้หน้ากากอนามัยน้อยมาก แม้กระทั่งพระภิกษุสามเณรที่วัดท่าขนุนก็ยังถามถึง กระผม/อาตมภาพบอกว่า "ขอทดลองระบบดูหน่อย" ถ้าร่างกายฟื้นระบบภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ไม่นึกว่าร่างกายที่ฟื้นระบบคืนมา จะทำให้รู้สึกร้อนทั้ง ๆ ที่อากาศแค่ ๒ องศาเซลเซียส..!

ตรงนี้ต้องกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์บ๊ะ (พระอาจารย์ศิริชัย ชยธมฺโม) วัดโพธิลังการ์ อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรีเป็นอย่างยิ่ง ที่ท่านแนะนำตัวยาให้ไปฟื้นฟูปอดของตนเอง เพราะว่ากระผม/อาตมภาพนั้นออกอาการปอดทำงานข้างเดียว เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าเป็นริดสีดวงจมูกมาตั้งแต่เด็ก ๆ ทำให้หายใจด้วยจมูกข้างเดียวมาเกือบตลอดชีวิต ในเมื่อได้รับยาแล้วปอดฟื้นฟูขึ้นมา ทำให้อาการหนาวนั้นค่อย ๆ จางลงไป หรือไม่ก็สู้หนาวได้มากขึ้นนั่นเอง

เมื่อถ่ายรูปจนครบทุกซอกทุกมุมแล้วก็เดินกลับมา เจอร้านขายของที่ระลึก โดยเฉพาะมีหมวกกันหนาวที่ทำเป็นรูปหมีแพนด้าบ้าง สุนัขจิ้งจอกบ้าง เจ้าหมวกใบที่น่ารักที่สุดนั้นทำเป็นรูปหัวสิงโตจีนที่เขาเชิดเล่นกัน ดูแล้วน่าซื้อมาก แต่ถ้าขืนใส่เอง คนคงโห่กันทั้งคณะเป็นแน่..!

ระหว่างที่เดินกลับมา ทางด้านหน้าของสนามกีฬานั้น เจอหินก้อนใหญ่มหึมาอยู่ ด้วยความที่ไม่รู้ว่าคืออะไร กระผม/อาตมภาพจึงถ่ายรูปเอาไว้ก่อน "มาดามชวง" ชี้ให้ดูป้ายเล็ก ๆ ทางด้านล่าง ซึ่งมีทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ อ่านแล้วถึงได้รู้ว่าหินก้อนนี้นั้นก็คือหยกจากประเทศจีนนั่นเอง มาจากเมืองเหอเถียน เทือกเขาคุนหลุนซาน ซึ่งเป็นแหล่งหยกที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศจีน ที่เรียกกันภาษาชาวบ้านว่า "หยกมันแพะ" แต่เจ้าหยกมันแพะก้อนนี้ต้องเป็นมหาแพะขนาดยักษ์ เพราะว่าน้ำหนักถึง ๒๑ ตันเลยทีเดียว..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 02:49
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 23 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า เมื่อวานนี้, 00:11
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,842
ได้ให้อนุโมทนา: 161,010
ได้รับอนุโมทนา 4,530,267 ครั้ง ใน 37,458 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ระหว่างที่เดินทางกลับก็ชมการประดับไฟต่าง ๆ เพื่อเตรียมต้อนรับตรุษจีน ซึ่งปีนี้ของจีนก็คือ "ปีม้าไฟ" แต่กระผม/อาตมภาพอยากจะบอกว่าเป็น "ปีม้าศึก" ก็คือชวนให้รบราฆ่าฟันกันทั่วโลกมากกว่า..! ระหว่างเดินกลับก็สวนกับคณะญาติโยมที่มากับพวกเรา แต่ว่าเตรียมตัวช้า เพิ่งจะเดินออกมากันตอนนี้เอง กระผม/อาตมภาพกลับถึงที่พักแล้ว ก็น้อมจิตกราบพระ ส่งใจขึ้นไปบนพระนิพพานแล้วภาวนาจนหลับไป

สำหรับเช้านี้เขานัดกันที่ ๖ - ๗ - ๘ ก็คือ ปลุกเวลา ๖ โมงเช้า รับประทานอาหารที่ห้องอาหารชั้นล็อบบี้ตอน ๗ โมง และ ๘ โมงก็จะเดินทางไปยังพระราชวังต้องห้าม

๖ โมงเช้าตรงเวลา เสียง morning call ก็เรียกขึ้น แต่กระผม/อาตมภาพตื่นนานแล้วจึงปิดเสียงไป หลังจากนั้นก็ล้างหน้าแต่งตัว ลงไปทางด้านล่าง เพิ่งจะสังเกตว่าโรงแรมแห่งนี้ล็อบบี้มีที่นั่งอยู่แค่เก้าอี้ ๔ ตัวเท่านั้น สักครู่หนึ่ง "หลวงพ่อสำเนียง" (พระครูสุขุมปัญญากร) เจ้าอาวาสวัดทุ่งกฐิน จังหวัดสุพรรณบุรีก็ลงมาถึง หลวงพ่อท่านใส่ถุงเท้ารองเท้าแบบลูกเสือมาเลย แบบนี้ไม่น่าจะกันอะไรได้ ทางด้านนอกนั้นใส่เสื้อฮีตเท็คทับอยู่ ๑ ตัว น่าจะมีบุคคลในคณะของเราสละให้

จึงเรียนท่านว่า "หลวงพ่อครับ เสื้อแบบนี้ต้องใส่ชั้นในติดกับเนื้อของเรา จึงจะสามารถป้องกันความหนาวได้" ท่านบอกว่า "ข้างในใส่อยู่ ๒ ชั้นแล้ว ไม่อยากถอดเข้าถอดออก" กระผม/อาตมภาพไม่ทราบเหมือนกันว่าจะพูดอย่างไรให้พระแก่หัวรั้นฟัง จึงต้องปล่อยเลยตามเลย ให้ท่านได้รับบทเรียนด้วยตนเองจะดีกว่า..!

พรรคพวกและญาติโยมค่อย ๆ ทยอยกันลงมา จนกระทั่ง ๗ โมง ทางด้านห้องอาหารถึงยอมเปิด ปกติที่อื่นนั้นเราสามารถเข้าไปป่วนก่อนเวลาได้ แต่ที่นี่ตรงเวลามาก กลายเป็นว่าตรงเวลาแล้วเสียคน เนื่องเพราะว่าเครื่องบันทึกการเข้าออกที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์เกิดเสียขึ้นมา กระผม/อาตมภาพขำก็ขำ ฉิวก็ฉิว ท้ายที่สุด เขาก็แค่ถามหมายเลขห้อง แล้วก็ปล่อยให้เข้าไปรับประทานอาหารเช้าได้

เพียงครู่เดียว กระผม/อาตมภาพก็จัดการกับทุกอย่างเสร็จสรรพ เมื่อ "คุณปุ๊" (นางสาวเสาวลักษณ์ วงศ์วานิช) และ "คุณยอด" (นายธนณัฏฐ์ ฉันวัฒนาชัย) สองทัวร์ลีดเดอร์ของเรามาถึง ถามว่า "หลวงพ่อต้องการอะไรเพิ่มบ้าง ?" กระผม/อาตมภาพก็อิ่มเสียแล้ว จึงกลับขึ้นห้องไป นำเอากระบอกน้ำร้อนมาส่งให้ "มาดามชวง" ซึ่งทำหน้าที่ชงน้ำชาให้ในตอนเช้า โดยอาศัยน้ำร้อนชงกาแฟในห้องอาหารนี่เอง ส่วนตนเองก็กลับออกไปทางด้านนอก จัดแจงแต่งตัวใหม่จนเรียบร้อย เนื่องเพราะว่าได้ถือหมวก ปลอกคอกันหนาว ตลอดจนกระทั่งถุงมือและผ้าคลุมไหล่ลงมาด้วย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 02:52
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 23 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า เมื่อวานนี้, 00:16
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,842
ได้ให้อนุโมทนา: 161,010
ได้รับอนุโมทนา 4,530,267 ครั้ง ใน 37,458 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เมื่อเรียบร้อยแล้วก็ออกไปเดินทางด้านนอก เห็นรถบัสของเรามารออยู่แล้ว แต่พวกเรากลับไม่ตรงเวลา จึงทำให้กระผม/อาตมภาพต้องเดินวนตากอากาศหนาว ชมรถสวย ๆ ในลานจอดรถของโรงแรม แล้วก็เห็นว่าคนรวยประเทศจีนก็เหมือนกับคนรวยประเทศไทย ก็คือมักจะซื้อแต่รถต่างประเทศมาขี่อวดบารมีกัน..!

จนกระทั่งประมาณ ๐๘.๒๐ น. ทุกอย่างจึงพร้อมเพรียง โชเฟอร์นำพวกเรามุ่งตรงไปยังพระราชวังโบราณกู้กง ซึ่งพระราชวังโบราณนั้นจะต้องซื้อตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ก่อนล่วงหน้าอย่างน้อย ๗ วัน จึงสามารถที่จะเข้าได้ รถไม่สามารถจะไปจอดให้พวกเราในระยะใกล้ชิด ต้องจอดอยู่ค่อนข้างที่จะห่าง แล้วก็เดินไปเป็นกิโลเมตรเลยทีเดียว คูน้ำรอบพระราชวังกลายเป็นน้ำแข็งหมดแล้ว ถ้าหากว่าเด็ก ๆ ลงไปได้คงลื่นไถลกันอย่างสนุกสนานเลยทีเดียว

พวกเราได้รับวิทยุหูฟังติดตามตัว ซึ่งถ้าหากว่า "คุณหยาง" มัคคุเทศก์ท้องถิ่นพูดอะไร พวกเราทั้ง ๓๙ รูป/คน ก็จะได้ยินโดยพร้อมเพรียงกัน เมื่อรับแจกหูฟังและใส่กันเรียบร้อยแล้ว ก็เดินเลาะประตูข้างเข้าไป เพราะว่าประตูที่เรามานั้นคือประตูตะวันออก ซึ่งเป็นประตูที่ฮ่องเต้สวรรคตเมื่อไร ถึงจะเคลื่อนพระบรมศพออกจากวัง จึงไม่ใช่ช่องทางเข้า เพราะเขาถือว่าผิดหลักฮวงจุ้ย..!

พวกเราต้องเดินเลาะคูเมืองไปเป็นระยะทางที่ยาวไกลเป็นกิโลเมตร กว่าจะไปเข้าถึงประตูทางเข้าด้านใน เมื่อไปถึงด้านในแล้ว ก็เห็นคนล้านเจ็ดสิบเอ็ดแสนเต็มไปหมด พวกเราต้องรอจนกระทั่งมาพร้อมกัน แล้วก็เข้าไปทำการสแกนพาสปอร์ต ซึ่งถ้าหากว่าใครติดกระเป๋าติดเป้มา ก็ต้องไปผ่านทางด้านที่มีเครื่องเอ๊กซเรย์ แต่กระผม/อาตมภาพนั้น ถือติดมาแต่โทรศัพท์และกระบอกน้ำร้อนเท่านั้น จึงผ่านเข้าไปได้รวดเร็วมาก ทำเอา "คุณยอด" บอกว่า "ถ้าทุกคนเป็นอย่างหลวงพ่อก็ดีมากเลยครับ"

เมื่อเข้าไปทางด้านในแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ถ่ายรูป ซึ่งมีแต่หัวคนเต็มไปหมด..! จากนั้นก็ตรงไปยังห้องน้ำ ปรากฏว่า "หลวงพ่อสำเนียง" ท่านก็มาด้วย เห็นบ่นว่าท้องไส้ไม่ค่อยจะดี เมื่อออกมาแล้ว พวกเราก็ฟังบรรยายจาก "คุณหยาง" แล้วก็ข้ามสะพานเข้าไปยังด้านในทีละชั้น ทีละตำหนัก ตั้งแต่ด้านนอกสุดเข้าไปด้านใน

เมื่อถึงบริเวณพระตำหนักไท่เหอเตี้ยน ก็ได้ทำการถ่ายรูปหมู่ร่วมกัน จากนั้นใครจะทำการถ่ายรูปตรงไหนก็เชิญ แต่ให้อยู่ในระยะที่ได้ยินเสียงของ "คุณหยาง" ด้วย ขนาดพวกเรามาแบบ "ชะโงกทัวร์" ก็คือ เข้าไปทีละชั้น ๆ ไม่ได้หยุดที่ไหนเนิ่นนาน ขนาดนั้นก็ยังใช้เวลาเป็นชั่วโมง ๆ กว่าที่จะหลุดออกมาจนถึงพระตำหนักด้านหลัง ซึ่งเป็นที่ประทับของฮองเฮาและเหล่าพระสนมลำดับชั้นต่าง ๆ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 02:57
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 23 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #6  
เก่า เมื่อวานนี้, 00:21
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,842
ได้ให้อนุโมทนา: 161,010
ได้รับอนุโมทนา 4,530,267 ครั้ง ใน 37,458 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เมื่อออกมาถึงทางด้านประตูหลังแล้ว ก็ยังต้องมารอการรวมพลกันอีก เพราะว่าแต่ละคนนั้น พอมีเวลาเมื่อไรก็แว่บหายไป ไม่ถ่ายรูปส่วนตัวก็วิ่งไปซื้อของที่ระลึก กลายเป็น "จับปูใส่กระด้ง" ต้อนกันแล้วต้อนกันอีก กว่าที่จะออกมาทางด้านนอกได้ แล้วยังต้องเดินมาเพื่อขึ้นรถไฟฟ้าของทางด้านพระราชวัง พาพวกเราวิ่งไปจนไกลลิบ ส่งพวกเราลงแล้วก็ยังไม่เจอรถของเรา ต้องเดินต่อไปอีกไกลมาก จนถึงบริเวณอนุสาวรีย์รูปม้าไฟ ซึ่งเขาเพิ่งจะตั้งขึ้นมา ถึงได้เจอรถของเราจอดรออยู่ที่บริเวณนั้น

เมื่อขึ้นรถแล้วพวกเราต้องวิ่งไปอีกเกือบครึ่งชั่วโมง จึงมาถึงภัตตาคาร เข้าไปทางด้านในแล้ว ทุกคนที่หิวจนซมซานไปตาม ๆ กัน โดยเฉพาะบางท่านที่ฉันแต่กาแฟถ้วยเดียวในตอนเช้า เมื่ออาหารลงมา กระผม/อาตมภาพจึงไม่สามารถที่จะถ่ายรูปไว้ได้ เพราะว่าคนละหมุบคนละหมับ ก็คีบกันจนหมด..! จนกระทั่งถึงอย่างที่ ๘ ที่ ๙ จึงได้เพลา ๆ ลงบ้าง

แล้ว "คุณหยาง" ก็มาบอกว่า เขากำลังแล่เป็ดปักกิ่งให้ ขอให้ใครที่อยากได้รูปหรือวิดีโอ ออกไปถ่ายรูปได้ เห็นเขาค่อย ๆ บรรจงแล่เหมือนอย่างกับจะให้เราฉันกันพรุ่งนี้ก็ไม่ปาน..! เมื่อส่งมาแล้วจึงได้เห็นว่าจานที่ใส่เป็นปักกิ่งนั้น เป็นรูปก้านและใบกุหลาบ เขาแล่เนื้อเป็ดมาแล้ววางเป็นรูปดอกกุหลาบ กระผม/อาตมภาพคีบมาชิ้นเล็ก ๆ ชิ้นเดียว บอกกับพรรคพวกว่า "ใครจะฉันก็ห่อแป้ง แล้วก็ใส่ซอสลงไปก่อนนะครับ ส่วนผมขอชิมแค่นี้แหละ เพราะไม่เคยเห็นเลยว่าเป็ดปักกิ่งจะอร่อยกว่าเป็ดพะโล้บ้านเรา..!"

เมื่ออาหารมาครบถ้วนทุกอย่างแล้ว ก็ยังมีของหวานที่ทางธรรมจารีทัวร์นำมาจากเมืองไทยด้วย เป็นขนมไข่ ไม่ทราบเหมือนกันว่าของร้านไหน แต่รสชาติดีทีเดียว อิ่มแล้วกระผม/อาตมภาพก็ออกมารอรถด้านนอก สักพักหนึ่งพรรคพวกเพื่อนฝูงก็ตามกันออกมา

เมื่อครบแล้ว "คุณหยาง"ก็พาพวกเราเดินไปบริเวณที่ซึ่งจอดรถได้ แล้วโทรให้รถของพวกเรามารับ ขึ้นรถกันเรียบร้อยเวลาเกือบบ่าย ๒ โมง วิ่งตรงไปยังจตุรัสเทียนอันเหมิน แต่เขาไม่ให้เราเข้าไปข้างใน ต้องจอดอยู่ไกลมาก เดินข้ามไฟแดงไป ๒ แยก แล้วก็มารอขึ้นรถเมล์ วิ่งไปได้ ๑ ป้ายเต็ม ๆ ก็ลงมาอยู่บริเวณที่เรียกว่า "เฉียนเหมิน"

เข้าไปที่เต็นท์ซึ่งมีตำรวจกั้นทางเป็นทางยาวเหยียด คอยตรวจพาสปอร์ตและบัตรประชาชนจากนักท่องเที่ยว ถ้าใครมีกระเป๋ามีเป้มา ก็ต้องคุยกันยาวนานทีเดียว พอได้ยินว่าเป็นคณะทัวร์ไทย เขาก็ขอแค่บัตรของ "คุณหยาง" คนเดียว เพื่อที่เอาไปลงข้อมูล เนื่องจากว่าจะสามารถได้ข้อมูลอื่น ๆ ทั้งหมดจากบัตรของ "คุณหยาง" นี่เอง..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 03:03
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 23 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #7  
เก่า เมื่อวานนี้, 00:31
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,842
ได้ให้อนุโมทนา: 161,010
ได้รับอนุโมทนา 4,530,267 ครั้ง ใน 37,458 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พวกเราเดินเข้าไป ผ่านตำรวจด่านแล้วด่านเล่า จนกระทั่งมาติดที่ด่านสุดท้ายนานมาก ได้ยินเสียงคุยกันโล้งเล้งอยู่พักใหญ่ บอกว่า "ไท่กั๋วเหริน ไท่กั๋วเหริน" ไม่นานเขาก็บอกว่าให้เราเดินย้อนกลับไป เขาจะเปิดช่องพิเศษให้ แต่ปรากฏว่าให้แต่ญาติโยมหญิงชายผ่านไปก่อน ส่วนพระทั้ง ๑๑ รูปต้องมายืนรอ เพราะว่าเขาไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้ชายมาตรวจร่างกายให้..!

กว่าเจ้าหน้าที่ผู้ชายจะมาได้ ก็ผ่านไปครึ่งค่อนชั่วโมง กระผม/อาตมภาพถอด "กระเป๋าจิงโจ้" ออกจากเอวส่งให้เขา บอกว่า "เฉียนเปา" ก็คือกระเป๋าเงิน แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้สนใจที่จะตรวจดูในกระเป๋าเลย หากแต่มาลูบ ๆ คลำ ๆ ที่ตัวว่า ได้พกเอาอาวุธหรือว่าวัตถุต้องสงสัยอะไรมาหรือเปล่า ? เมื่อไม่มีก็ให้พวกเราเดินลอดลงใต้อุโมงค์ ข้ามไปยังทางด้านประตูเมืองหลวงแห่งที่ ๒

เมื่อมากันครบแล้ว จึงเดินตรงไปยังบริเวณจตุรัสเทียนอันเหมิน ผ่านอาคารซึ่งตั้งสังขารของท่านประธานเหมา แต่ว่าเลยเวลาเข้าชมไปแล้ว จากนั้นด้านซ้ายมือก็เป็นมหาศาลาประชาคม ซึ่งตอนนี้ยังสามารถชมได้ เดือนหน้าจะมีการประชุมคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์ ถ้าถึงตอนนั้น เขาจะปิดไม่ให้คนเข้าใกล้เลย ส่วนทางด้านขวามือเป็นอนุสาวรีย์วีรชน ซึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อสดุดีวีรชนตั้งแต่โบราณถึงปัจจุบัน ที่เสียสละจนสามารถตั้งประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นมาได้

เมื่อถ่ายรูปหมู่กันตรงนี้แล้ว ถึงได้เห็นว่า "หลวงพ่อสำเนียง" นั้นหายไป พวกเราก็คิดว่าท่านเดินเลยไปทางด้านอาคารที่ติดรูปท่านประธานเหมา แต่พอไปถ่ายรูปตรงนั้นก็ไม่เจออีก ลมก็แรงขึ้นทุกที อากาศก็เย็นลงฮวบฮาบ กระผม/อาตมภาพจึงแจ้งกับ "คุณปุ๊" ว่าสองคนกับ "มาดามชวง" จะเดินย้อนกลับออกไปก่อน เพราะว่าตรงนี้ลมแรงหนาวเกินไป เครื่องไม้เครื่องมือกันหนาวก็ถอดทิ้งไว้บนรถทั้งหมด ไม่ได้คิดว่าพวกเราจะต้องใช้เวลานานจนขนาดนี้ แค่โดนเขาตรวจอย่างเดียวก็เป็นชั่วโมง ๆ แล้ว..!

เมื่อเดินออกมาได้ไม่ไกล "คุณปุ๊" ก็วิ่งตามมา บอกว่าให้เลี้ยวออกทางด้านขวามือได้ ตรงนั้นมีร้านขายของที่ระลึกและห้องน้ำ พวกเราจึงไปเข้าห้องน้ำและดูของที่ระลึกกัน แต่ว่าดูแล้วดูเล่าเฝ้าแต่ดู สงสัยว่าทำไมเขาไม่เคลื่อนขบวนเสียที ? ปรากฏว่า "หลวงพ่อสำเนียง" หายไป ไม่ว่า "มัคคุเทศก์ยอด" หรือ "มัคคุเทศก์หยาง" จะเดินกลับไปตามอย่างไรก็ไม่เจอ ขอให้ตำรวจเขาช่วยตรวจสอบให้ ตำรวจก็บอกว่าให้เข้าไปตรวจสอบกับตำรวจท่องเที่ยวทางด้านในจตุรัสโน่น..! เล่นเอาทั้งสองคนเดินกันจนขาฉิ่งไปเลย..!

ท้ายที่สุด พระมหาสมคิด อตฺถสิทฺโธ ป.ธ. ๗ ซึ่งจะว่าไปแล้วคือเจ้าของทัวร์ที่แท้จริงของงานนี้ กับ พระมหาเจริญ จิรวุฑฺโฒ ป.ธ. ๘ เจ้าคณะอำเภอบ้านบึง เจ้าอาวาสบ้านถ้ำ จังหวัดชลบุรี บอกพวกเราว่าจะเดินไปดูตรงทางออกก่อน พักเดียวเท่านั้นก็กลับมาบอกพวกเราว่า ตำรวจบอกว่า "หลวงพ่อสำเนียง" เดินออกไปทางด้านนอกโน่นแล้ว..!

อีกสักพักหนึ่ง "หลวงพ่อสำเนียง" ก็เดินดุ่ม ๆ กลับเข้ามา บอกว่าเดินไปหาห้องน้ำ เพราะว่าท้องไส้ไม่ค่อยดี แต่พวกเราทั้งหมดที่อยู่หน้าห้องน้ำ ท่านกลับไม่เห็น เดินเลยออกไปถึงทางออกด้านนอกโน่น..! เมื่อท่านทำธุระเสร็จเรียบร้อย พวกเรายังต้องรอกันนานสองนาน กว่าที่ "มัคคุเทศก์ยอด" กับ "มัคคุเทศก์หยาง" จะกลับมา พาพวกเราเดินย้อนออกมาไกลมา แล้วข้ามถนนไปแย่งคนจีนนั่งรถเมล์ ลงรถเมล์แล้วถึงเดินย้อนกลับออกไปบริเวณที่สามารถจอดรถบัสของเราได้

เมื่อขึ้นรถแล้ว คนขับพาพวกเราไปยัง "ถนนคนเดินหวังฝู่จิ้ง" ซึ่งเคยเป็นถนนที่มีเชื้อพระวงศ์ตั้งตำหนักตั้งจวนกันอยู่มากมาย แต่ว่าปัจจุบันนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งช็อปปิ้ง นัดแนะว่า ประมาณ ๑๙.๑๕ น. ของทางเมืองจีน ก็ให้พวกเรามารอกันที่บริเวณอาคารจำหน่ายสินค้าของบริษัทหัวเหว่ย

กระผม/อาตมภาพกับ "มาดามชวง" เข้าไปทางด้านในอาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งตกแต่งในสไตล์เก่า ๆ สมัยคุณปู่ยังเด็ก เข้าไปแล้วก็ชอบใจมาก เนื่องเพราะว่าสิ่งต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่คุ้นเคยทั้งนั้น แต่การเข้าไปนั้นต้องเสียค่าเข้าคนละ ๓๐ หยวน แล้วที่ขำที่สุดก็คือเดินวนดูสินค้าจนรอบแล้ว ก็ได้แต่ซื้อสินค้าปีม้าไฟ ราคา ๕๙ หยวนออกมาชิ้นเดียว เข้าไปเสีย ๖๐ หยวน ซื้อของออกมา ๕๙ หยวน..! เดินหัวเราะกันมายังจุดนัดพบ ได้ยินว่าเวลานัดนั้นก็คือเวลาที่จะพาคนไปรับประทานอาหารค่ำกัน กระผม/อาตมภาพจึงฉวยโอกาสบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนเอาไว้ก่อน

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันพุธที่ ๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 03:14
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 03:56



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว