|
#1
|
||||
|
||||
|
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๙
__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด (-/\-) (-/\-) (-/\-) |
| สมาชิก 26 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#2
|
||||
|
||||
|
วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๓๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นวันสำคัญยิ่งอีกวันหนึ่งของประชาชนชาวไทย เนื่องเพราะว่าเป็นวันครบ ๑๐๐ วันสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งได้บำเพ็ญคุณประโยชน์อย่างเอนกอนันต์ต่อพสกนิกรชาวไทย เป็นที่เลื่องลือกันไปทั่วโลก ซึ่งพระองค์ท่านได้รับรางวัลระดับโลกต่าง ๆ เป็นจำนวนมากต่อมากด้วยกัน
คณะสงฆ์อำเภอทองผาภูมินั้น ได้จัดพิธีสวดพระพุทธมนต์บำเพ็ญกุศลเพื่อถวายแด่พระองค์ท่านสองสถานที่ สถานที่แรกเป็นของคณะสงฆ์ธรรมยุต จัดที่วัดเวฬุวัน หมู่ที่ ๑ ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ในเวลา ๑๖.๐๐ น. สถานที่สองก็คือของคณะสงฆ์มหานิกาย จัดที่ศาลาเอนกประสงค์หลังใหม่ วัดปรังกาสี หมู่ที่ ๓ ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ในเวลา ๑๗.๐๐ น. โดยที่กระผม/อาตมภาพ ซึ่งเป็นพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์สูงสุดของอำเภอทองผาภูมิ ได้นำพระภิกษุสงฆ์ทรงสมณศักดิ์รวม ๑๐ รูป สวดพระพุทธมนต์ธรรมนิยามถวายเป็นพระราชกุศล โดยมีนายอนุสรณ์ สง่าแสง นายอำเภอทองผาภูมิ ได้เป็นประธานในงานทั้งสองแห่ง ในเรื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ประชากรชาวไทยของเราให้การเทิดทูนเป็นที่ยิ่ง โดยเฉพาะพระมหากรุณาธิคุณซึ่งมีต่อคณะสงฆ์ไทยมาตั้งแต่ต้น ถ้าหากว่าเราท่านทั้งหลายศึกษาการเผยแผ่ศาสนาต่าง ๆ ก็จะเห็นว่า ถ้าศาสนาใดได้รับการสนับสนุนจากผู้นำประเทศ ศาสนานั้นก็จะเจริญมั่นคงในประเทศนั้น ๆ เป็นต้น ศาสนาพุทธของเราถือว่าโชคดีมาก เนื่องเพราะว่าได้รับการสนับสนุนจากสถาบันพระมหากษัตริย์มาทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นสมัยทวารวดี ซึ่งยังไม่เป็นที่ยอมรับของนักประวัติศาสตร์ แต่ถ้าหากว่าดูตามหนังสือ "พุทธสาสนสุวัณณภูมิปกรณ" ของพระเดชพระคุณหลวงปู่อ่ำ - พระราชกวี (อ่ำ ธมฺมทตฺโต ป.ธ. ๖) วัดโสมนัส ราชวรวิหารแล้ว ก็จะเห็นว่า ทางด้านประเทศของเราในยุคนั้น ซึ่งก็คืออาณาจักรทวารวดี ได้มีพระภิกษุสงฆ์ซึ่งไปอุปสมบทในพระพุทธศาสนากลับมา แล้วได้ทูลเชิญองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จมาโปรดชาวแคว้นสุวรรณภูมิด้วย
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:50 |
| สมาชิก 19 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#3
|
||||
|
||||
|
หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดก็คือรูปองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปางสมาธิ ที่ถ้ำเขางู จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีอักษรจารึกไว้อย่างชัดเจนว่า บุญ วร ฤษี งู คิรฺ สฺมาธิคุปต พุทธพัสสา ๔๔ ก็คือฤๅษีปุณณะ หรือพระปุณณเถระ ได้มาปฏิบัติสมาธิอยู่ ณ ถ้ำเขางูแห่งนี้ เมื่อปี พ.ศ. ๔๔ ก็คือหลังพุทธปรินิพพานแล้ว ๔๔ ปี และได้สร้างพระพุทธรูปองค์นี้ไว้เป็นที่ระลึก
หรือว่าการที่พระเจ้าทับไทยทอง ได้อาราธนาพระสมณทูตสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช มาเผยแผ่พระพุทธศาสนา เมื่อตั้งมั่นอยู่ในอาณาจักรทวารวดีแล้ว ก็ยังมีการเผยแผ่ต่อไปยังอาณาจักรศรีวิชัย จนกระทั่งพระพุทธศาสนาเจริญมั่นคง มีศูนย์กลางอยู่ที่ปาเล็มบัง ประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบันนี้ หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดก็คือบุโรพุทโธ พระเจดีย์ทางพระพุทธศาสนาใหญ่โตมโหฬารนั่นเอง น่าเสียดายที่ว่าภายหลังมา ทางด้านอาณาจักรศรีวิชัยนั้น กษัตริย์ผู้ครองอาณาจักรได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามตามพระราชินีของตน เมื่อได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามแล้ว ทำให้ประชาชนนับถือศาสนาอิสลามตามไปเป็นส่วนใหญ่ อาณาจักรศรีวิชัยจึงถึงการล่มสลายลง เมื่อมาดูอาณาจักรต่อไปของเราก็คืออาณาจักรละโว้ หรือว่าอาณาจักรลพบุรี ซึ่งองค์กษัตริย์นับถือศาสนาพุทธ แล้วยอมเชื่อมสัมพันธไมตรีกับอาณาจักรหริภุญไชย ส่งลูกเลี้ยงก็คือเจ้าหญิงจามเทวี เสด็จขึ้นไปครองอาณาจักรหริภุญไชย แล้วก็เผยแผ่พระพุทธศาสนาจนตั้งมั่นในอาณาจักรหริภุญไชย ทำให้มีถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนา และวัดวาอารามต่าง ๆ นับร้อย ๆ แห่ง โดยเฉพาะเป็นต้นแบบในการสร้างพระเครื่องเพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพระรอด พระคง พระเปิมต่าง ๆ ซึ่งพระรอดลำพูนนั้นติด ๑ ในสุดยอดพระเครื่องของเมืองไทย ก็คือเป็น ๑ ในชุดเบญจภาคี ที่ได้รับการยอมรับนับถือไปทั่ว เมื่อมีประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนตั้งแต่สมัยสุโขทัย ตลอดจนกระทั่งกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ของเรา พระมหากษัตริย์ก็ให้การอุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนามาตลอด ซึ่งถ้าหากดูในศิลาจารึกจะได้เห็นข้อความว่า "ปู่ครูผู้หลวกกว่าครูทั้งหลาย ทุกตนลุกมาแต่เมืองนครศรีธรรมราช" คำว่า "ปู่ครู" ในที่นี้ก็คือพระสังฆราช คำว่า "หลวกกว่าครูทั้งหลาย" ก็คือฉลาดกว่าพระภิกษุทั้งปวง ทุกองค์ล้วนแล้วแต่มาจากนครศรีธรรมราช
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:53 |
| สมาชิก 19 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#4
|
||||
|
||||
|
หลายท่านก็งงว่า "ทำไมพระพุทธศาสนาที่สุโขทัย จึงต้องมาจากนครศรีธรรมราช ?" ก็เพราะว่าบรรดาเมืองท่าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเมืองตามพรลิงค์ก็ดี เมืองตะโกลาก็ตาม ตลอดจนกระทั่งเมืองศรีธรรมาโศกราชนั้น ก็ล้วนแล้วแต่อยู่ทางด้านริมฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นขอบเขตของจังหวัดนครศรีธรรมราชในปัจจุบันนี้
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พระภิกษุสงฆ์ของเราที่จะศึกษาพระธรรมวินัยในแผ่นดินพุทธภูมิก็ดี พระภิกษุสงฆ์จากลังกาประเทศ หรือว่าอินเดียตอนใต้ที่ศึกษาดีแล้วในแดนพุทธภูมิก็ตาม ย่อมเดินทางไปมาหาสู่กับสุวรรณภูมิ และต้องมาขึ้นลงเรือที่บริเวณนครศรีธรรมราชกันทั้งนั้น เมื่อมาแล้ว ได้ทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังไปจนถึงสุโขทัย ซึ่งตอนนั้นเป็นประเทศหรือว่าอาณาจักรทางด้านตอนบน เมื่อเป็นเช่นนั้น องค์กษัตริย์จึงได้ส่งทูตมาอาราธนาพระเถระ ซึ่งได้ชื่อว่าเชี่ยวชาญชำนาญในพระไตรปิฎก ไปสั่งสอนประชาชนที่อาณาจักรสุโขทัย แล้วก็วางรากฐานในการปกครองสุโขทัยสืบ ๆ มา โดยที่มีบรรดา "พระครูหัวเมือง" หรือ "พระครูต่างจังหวัด" ช่วยในการบริหารคณะสงฆ์ เหล่านี้เป็นต้น ทำให้การปกครองคณะสงฆ์สมัยนั้น สืบทอดรูปแบบมาถึงอาณาจักรอยุธยา ดังที่เราจะเห็นว่าบรรดาพระเจดีย์ในอาณาจักรสุโขทัยก็ดี อาณาจักรอยุธยาก็ตาม จะมีรูปแบบที่เรียกกันว่า "พระเจดีย์ทรงลังกา" ดังนั้น..การที่พระมหากษัตริย์ให้การอุปถัมภ์ค้ำชู ย่อมทำให้พระพุทธศาสนาซึ่งได้รับการอุปถัมภ์นั้น เจริญรุ่งเรืองมั่นคงสืบเนื่องกันมา จนถึงยุคกรุงธนบุรี ก็จะเห็นพระราชปณิธานของ "สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี" หรือที่พวกเราเรียกกันว่า "สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช" ซึ่งได้จารึกเอาไว้ชัดเจนว่า "อันตัวพ่อ ชื่อว่า พระยาตาก ทนทุกข์ยาก กู้ชาติ พระศาสนา ถวายแผ่นดิน ให้เป็น พุทธบูชา แด่ศาสนา สมณะ พระพุทธโคดม ให้ยืนยง คงถ้วน ห้าพันปี สมณะพราหมณ์ชี ปฏิบัติ ให้พอสม ฯ" เหล่านี้เป็นต้น ครั้นมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ของเรา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ มาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน คือองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญมั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งหนึ่งประการใดซึ่งพอจะกระทำในลักษณะกตเวทิตา เพื่อตอบแทนคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ ทางคณะสงฆ์ของเราก็จะจัดอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและตอบแทนพระคุณ ที่ให้การอุปถัมภ์ค้ำชูมาโดยตลอด ดังนั้น..ญาติโยมบางส่วนซึ่งตั้งคำถามว่า "สถาบันพระมหากษัตริย์มีไว้ทำอะไร ?" "พระสงฆ์มีไว้ทำอะไร ?" ถ้าบุคคลที่ไร้ปัญญาขนาดนั้น ก็ปล่อยให้ไปตามทางของเขา ถ้าพูดแบบไม่เกรงใจก็คือ "ปล่อยเขาไปที่ชอบ..ที่ชอบเถิด" ท่านทั้งหลายซึ่งมีปัญญาเพียงพอ เห็นว่าสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ สร้างความเจริญมั่นคงให้กับประเทศชาติของเราอย่างไร เราก็ทำการอุปถัมภ์ค้ำชูและแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีของเรา โดยที่ไม่ต้องไปสนใจคำถามจากบุคคลโง่เขลาเบาปัญญาเหล่านั้น เมื่อพวกเรากระทำดีจนถึงที่สุดแล้ว ก็ย่อมเห็นเองว่า ธรรมดาของบุคคลผู้ไร้ปัญญา ก็ย่อมมีแต่ลงไปในทางต่ำ บุคคลที่มีปัญญาย่อมแสวงหาทางขึ้นสู่ที่สูงของตนเอง สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๓๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:00 |
| สมาชิก 21 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
![]() |
| ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 2 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 2 คน ) | |
|
|