กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เทศน์ในวาระสำคัญต่าง ๆ

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #21  
เก่า 15-01-2026, 02:18
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,775
ได้ให้อนุโมทนา: 160,604
ได้รับอนุโมทนา 4,528,033 ครั้ง ใน 37,391 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

สุดยอดปรมาจารย์การให้หวยก็คือ หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี (พระครูโกวิทสมุทรคุณ) อาจารย์ปู่นั่นเอง เพราะว่าหลวงพ่อสาย วัดท่าขนุน เคยไปศึกษาวิชากับท่านเป็นเดือน ๆ หลวงพ่อเนื่องให้หวยตลอดชีวิต สามสิบกว่าปี วันที่ท่านมรณภาพ หลวงพ่อวัดท่าซุงบอกว่า "คนมันขอหวยพระอรหันต์จนตายไปทั้งองค์ ไม่มีใครไปขอธรรมะเลย..!"

กราบเรียนถามหลวงพ่อว่า "ทำไมหลวงพ่อเนื่องให้หวยได้ ทั้ง ๆ ที่ทุกคนวาระบุญวาระกรรมไม่เท่ากัน ?" ท่านบอกว่า "ถ้าหากคนรู้เคล็ด ก็จะได้ไปเอง" ก็คือถ้าได้เลขมา ต้องการจะเล่นงวดนั้น ก็ให้ตัดท้ายเล่นตัวเดียว แต่ถ้าใครอยากจะถูกทั้งสามตัวหรือสองตัว ท่านให้เล่นงวดนี้สิบบาท ถ้าไม่ออกงวดต่อไปเล่นยี่สิบบาท ถ้าไม่ออกงวดต่อไปเล่นสามสิบบาท ทบไปเรื่อย ๆ ไม่เกิน ๑๒ งวดจะมาตรง ๆ

วิธีนี้กระผม/อาตมภาพเคยไปบอกพี่ชาย ซึ่งหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ท่านจะให้หวยประมาณปีละครั้ง แต่ดันมาห้ามอาตภาพให้ตลอดชีวิต..! ส่วนใหญ่ท่านจะให้ช่วงกฐิน พอดีปีนั้นท่านบอกว่า "ใครมีเงิน ๓๙๖ บาท เอามาถวายกฐินหน่อยโว้ย..!" พวกก็เฮกันทั้งศาลา ได้หวยแล้ว..! ปรากฎว่าไปเล่นสามตัวตรงไม่ออก หวยออก ๓๙ งวดที่สองเล่นใหม่ หวยออก ๖๓ ที่เหลือตามไปเถอะไม่ออก แต่พี่ชายได้วิธีการไปแล้ว ตามไปเรื่อยจนถึงงวดที่เก้า มาตรง ๆ ตอนนั้นยังถามพี่ชายว่า "ถ้า ๑๑ งวดแล้วไม่มา ?" พี่ชายบอกว่า "งวดที่ ๑๒ ผมขายบ้านเล่นเลย..!"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 15-01-2026 เมื่อ 03:36
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 14 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #22  
เก่า 15-01-2026, 02:24
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,775
ได้ให้อนุโมทนา: 160,604
ได้รับอนุโมทนา 4,528,033 ครั้ง ใน 37,391 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เพียงแต่ว่าบุคคลที่รู้จริงขนาดหลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี ไม่ได้มีมากมายขนาดนั้น ถึงเวลาหลวงพ่อเนื่องมรณภาพ เฉพาะเงินในกุฎิท่านมีอยู่ ๒๐ กว่าล้าน ลองนึกถึงสมัยนั้นดู ว่าค่าเงินมหาศาลขนาดไหน ทองคำบาทละไม่ถึง ๔,๐๐๐ บาทดี เพราะว่าคนส่วนใหญ่ก็จะเอาเงินไปถวายท่านทั้งปึก แล้วท่านก็จะดึงคืนให้หนึ่งใบ ซึ่งส่วนใหญ่เลขจะอยู่ในนั้น แล้วเงินละ ? ท่านก็โยนโครมไปข้างหลัง กองพะเนินเทินทึกอยู่ตรงนั้น

หลวงพ่อเจ้าคุณอิฏฐ์ วัดจุฬามณี (พระสมุทรวชิรโสภณ วิ., ดร.) ปัจจุบันเป็นพวกกัน ท่านเล่าให้ฟังว่า "ผมขึ้นกุฎิหลวงพ่อหลังจากมรณภาพแล้ว ต้องใส่ไปแต่สบงตัวเดียว" ถามว่า "ทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วย ?" ท่านบอก "คนมันจ้องจับผิดว่าผมจะไปขโมยเงินหลวงพ่อ ก็คือคนมันอยากได้ ลงจากกุฎิหลวงพ่อมาผมต้องปลดหัวสบง ขยับเบี่ยงซ้ายเบี่ยงขวาให้มันดูว่าไม่มีอะไร แล้วค่อยนุ่งกลับไปตามเดิม"

ท่านบอกว่าท่านเลื่อมใสหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง มากที่สุด ทั้ง ๆ ที่อยู่กับหลวงพ่อเนื่อง ถามว่า "ทำไมเป็นอย่างนั้น ?" ท่านบอกว่า "ตอนนั้นผมยังไม่เป็นโล้เป็นพายอะไรเลย ไปกราบหลวงพ่อฤๅษีฯ ที่วัดท่าซุง หลวงพ่อบอกว่า "อิฏฐ์..ตั้งใจศึกษาวิชาการหลวงพ่อเนื่องให้ดี ต่อไปแกต้องรับภาระแทน ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่าจะรับไปได้อย่างไร ? ในเมื่อผู้ช่วยเจ้าอาวาสมีอยู่ตั้งหลายรูป" แล้วตัวท่านเองก็เป็นพระใหม่

ทุกวันนี้ก็เห็นอยู่ว่า ภาระของวัดตกลงบนบ่าท่านตั้งแต่หนุ่ม ๆ มาจนป่านนี้ อายุก็ไม่ได้มากมายไปกว่ากระผม/อาตมภาพเลย แต่ว่าท่านโด่งดังมาเกิน ๒๐ ปีแล้ว จึงทำให้ท่านเคารพรักหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง มากที่สุด เพราะว่าทุกอย่างที่ทำนาย ตรงอย่างชนิดเปลี่ยนเป็นอื่นไม่ได้

วันนี้ที่มาบอกกล่าวพวกเราก็เพราะว่า ถ้าปฎิบัติไปแล้วเกิดจิตสงบถึงระดับ กรุณาจัดการให้ถูก ไม่อย่างนั้นเสียหมามาเยอะแล้ว..!

ลำดับต่อไปสมาทานพระกรรมฐานกัน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 15-01-2026 เมื่อ 03:39
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 14 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #23  
เก่า 16-01-2026, 02:08
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,775
ได้ให้อนุโมทนา: 160,604
ได้รับอนุโมทนา 4,528,033 ครั้ง ใน 37,391 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงบ่าย วันเสาร์ที่ ๓ มกราคม ๒๕๖๙

(เสียงตามสายจบ) สรุปว่าหลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านเทศน์ว่าอะไร ? ฟังตั้งแต่ต้นจนจบแต่จำไม่ได้..!?

หลวงพ่อท่านเทศน์เรื่องของ "กรรมบถ ๑๐" ก็คือคนที่รักษาศีล ๕ ได้แล้ว ควรที่จะเพิ่มความละเอียดให้มากขึ้น อย่างเช่นว่าปกติศีล ๕ เราไม่ฆ่าสัตว์ แต่อาจจะมีการทำร้ายสัตว์โดยทำไม่ถึงตาย แต่ถ้าเป็นกรรมบถ ๑๐ เราไม่ฆ่าสัตว์ แล้วก็ไม่ทำร้ายสัตว์ให้ลำบากด้วยเจตนา เป็นต้น ถ้าหากว่าศีล ๕ เราไม่ลักขโมย ถ้าเป็นกรรมบถ ๑๐ แม้แต่คิดอยากได้ของเขาก็ไม่มี ซึ่งความละเอียดส่วนนี้ที่เพิ่มขึ้นมา ถ้าศีล ๕ เป็นคุณสมบัติของพระโสดาบัน กรรมบถ ๑๐ ก็เป็นคุณสมบัติของพระสกทาคามี

เรียกว่าฟังไม่ได้ศัพท์ ไม่สามารถจับเอามากระเดียดได้ ในเรื่องของการปฏิบัติธรรม อะไรที่เรายังทำไม่ถึง ฟังแล้วจะเหมือนกับผ่านหูไปเฉย ๆ อะไรที่ฟังแล้วสะดุดหู รู้สึกว่าตรงใจ นั่นคือสิ่งที่เรากำลังทำอยู่

ในยุคสมัยการปฏิบัติธรรมแรก ๆ กระผม/อาตภาพอ่านตำราหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ก็ไปขีดเน้นว่าตรงนี้สำคัญ..ตรงนี้สำคัญ หลังจากนั้นพออ่านทวนไปเรื่อย ๆ ก็ อ้าว..ตรงนี้ก็สำคัญ แล้วทำไมคราวที่แล้วเราไม่ได้ขีดเอาไว้ ? ก็เพราะว่ากำลังใจยังไปไม่ถึงจุดนั้น ก็เลยไม่เข้าใจว่าความสำคัญคืออะไร อ่านไปอ่านมาสำคัญทั้งเล่ม..!

ต้องกราบขอขมาพระรัตนตรัย ขออภัยเป็นอย่างสูงที่บังอาจไปขีดเน้นว่าตรงนี้สำคัญ ตรงโน้นเว้นไว้เพราะไม่สำคัญ ก่อให้เกิดโทษกับตัวเองเสียเปล่า ๆ..

นั่นคือพัฒนาการอย่างหนึ่งของนักปฏิบัติธรรม ที่ทำแล้วต้องปรากฏสิ่งดี ๆ ขึ้นอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ว่าถ้าโดยประสบการณ์ส่วนตัวของพวกเรา บางอย่างก็อาจจะติดอยู่เป็นปี ๆ หรือว่าหลายปี เพราะเหตุสองประการ

ประการแรก ไม่เข้าใจเคล็ดลับหรือวิธีการที่จะก้าวผ่านไป
ประการที่สอง กำลังยังไม่เพียงพอที่จะก้าวข้ามจากจุดนั้น


อย่างเช่นว่าถ้าเราทรงความเป็นพระโสดาบันหรือพระสกทาคามีได้ ด้วยอำนาจของปฐมฌานละเอียด อย่าลืมว่าแค่ปฐมฌานละเอียดเท่านั้น เราก็ทรงความเป็นพระอริยเจ้าได้สองระดับ แต่ฌานเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีศีล มีปัญญา เป็นเครื่องช่วยอีก โดยเฉพาะด้านปัญญา
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 16-01-2026 เมื่อ 03:51
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 13 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #24  
เก่า 16-01-2026, 02:12
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,775
ได้ให้อนุโมทนา: 160,604
ได้รับอนุโมทนา 4,528,033 ครั้ง ใน 37,391 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เราจะก้าวข้ามจากความเป็นพระโสดาบันหรือสกทาคามี ไม่ว่าจะขึ้นไปเป็นพระอนาคามีหรือว่าพระอรหันต์ก็ตาม อย่างน้อยต้องได้ฌาน ๔ ละเอียด ไม่อย่างนั้นแล้วกำลังไม่เพียงพอที่จะตัดกิเลส

ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่า ท่านทั้งหลายกำลังยังไม่พอที่จะก้าวข้ามจากจุดเดิมขึ้นไป ส่วนท่านที่กำลังเพียงพอแล้วแต่ไม่รู้เคล็ดลับไม่รู้วิธีการ ก็ค่อย ๆ คลำไป ๒๐ - ๓๐ ปีเดี๋ยวก็รู้เอง..!

ความเป็นครูสำคัญตรงนี้เอง เพราะว่าครูก็คือผู้ที่ก้าวข้ามจุดนั้นไปก่อน ถึงเวลาใครมาสอบถามก็จะบอกได้ เหมือนกับการปีนเขาชัน ๆ ทำอย่างไรจะขึ้นให้ถึงยอด โดยไม่ตกลงมาตาย ครูก็จะบอกว่าตรงนั้นมีร่องให้ยึดได้ ตรงนี้มีที่วางเท้าได้ เราก็ตะกายไปตามช่องทางนั้น เดี๋ยวก็ขึ้นไปถึงยอดเอง ไม่อย่างนั้นให้ตะเกียกตะกายหาเองก็นาน หรือไม่ก็พลาดก็ลงมากองอยู่ตีนเขา ไม่สามารถที่จะรีสตาร์ท (restart) แล้วก็เริ่มต้นใหม่ ชีวิตจริงนี่ตกเขาตายแล้วตายเลย..!

ดังนั้น..ในเรื่องของการปฏิบัติ กัลยาณมิตรจึงแทบจะเป็นทั้งหมดในชีวิต นี่บาลีพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดเจน แต่คำว่า กัลยาณมิตรนั้น ท่านหมายถึงบุคคลที่เป็นครู ไม่ใช่กัลยาณมิตรก็คือเพื่อนฝูงที่คอยบอกบุญอย่างน้อยเดือนละสามรอบ..! ท่านบอกว่ากัลยาณมิตรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ?

๑. ปิโย เป็นผู้ที่ควรแก่การรักการนับถือ สิ่งนี้จะต้องคลุกคลีด้วยเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ถึงจะมั่นใจได้

๒. ครุ ประกอบไปด้วยความหนักแน่น ก็คือ หูหนัก ใจหนัก ไม่ฟังคำคนแล้วลอยตามลมปากง่าย ๆ พิจารณาทุกอย่างโดยรอบคอบ ไม่ใจเร็วด่วนได้

๓. ภาวนีโย เป็นผู้ใฝ่ความเจริญ ก็คือหมั่นขัดเกลาฝึกฝนตนเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ทำตัวเป็นบุคคลประเภทน้ำเต็มแก้ว คือ พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ

๔. วัตตา เป็นผู้รู้จักใช้คำพูด ก็คือใครสมควรที่จะได้รับคำพูดประเภทไหน ที่จะส่งเสริมกำลังใจของเขาให้รักการปฏิบัติธรรม หรือว่าพากเพียรในการปฏิบัติธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป ถ้าตามหลักนักเทศน์ท่านบอกว่า ต้องพูดได้แจ่มแจ้ง ต้องพูดจูงใจให้เขาอยากปฏิบัติ ต้องพูดแล้วเขารู้สึกรื่นเริงในธรรม และพูดแล้วเขาอยากมอบกายถวายชีวิตให้กับพระธรรม

๕. วจนักขโม เป็นผู้ทนต่อวาจาคนอื่น ใครจะ "บูลลี่" อย่างไรกูไม่สน มีปากก็ปล่อยให้พูดไป กูไม่ได้เหนื่อยด้วย..!

๖. คัมภีรัญ จะ กถังกัตตา สามารถอธิบายข้อธรรมที่ลึกซึ้งให้แจ่มแจ้งได้

๗. โน จัฏฐาเน นิโยชเย ข้อนี้สำคัญที่สุด ไม่ชักนำศิษย์ไปในทางที่เสียหาย ไม่ชวนไปเข้า ดิ ไอคอน ไม่ชวนไปเข้าสำนักที่ถึงเวลาแล้วก็เรียกรับแต่ผลประโยชน์..!

ดังนั้น ..คุณสมบัติทั้ง ๗ ประการของกัลยาณมิตร ซึ่งความจริงก็คือคุณสมบัติของผู้เป็นครู ที่ทุกคนจะต้องมีทั้ง ๗ ข้อนี้ มากบ้าง น้อยบ้าง บางท่านถนัดข้อไหนก็จะมีข้อนั้นเด่นกว่าข้ออื่น แต่ในส่วนของการอธิบายข้อธรรมที่ลึกซึ้งให้แจ่มแจ้ง และไม่ชักนำศิษย์ไปในทางเสียหาย จำเป็นต้องมีทุกคน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 16-01-2026 เมื่อ 03:57
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 13 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #25  
เก่า 17-01-2026, 00:36
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,775
ได้ให้อนุโมทนา: 160,604
ได้รับอนุโมทนา 4,528,033 ครั้ง ใน 37,391 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

การปฏิบัติธรรมของเรานั้น ความจริงแล้วเป็นการปฏิบัติของบุคคลเดียว ที่บาลีท่านว่าเอาไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร ซึ่งเป็นหลักสูตรสำคัญมาก มีทั้งในทีฆนิกาย มีทั้งในมัชฌิมนิกาย มีทั้งในคัมภีร์วิสุทธิมรรค เนื้อหาเหมือนกันหมด ต่างกันตรงรายละเอียด ยาว สั้น กว่ากันเท่านั้น เนื้อหาไม่ได้ขาดแต่บางทีก็กระชับ เหมือนอย่างกับเนื้อกับกระดูกล้วน ๆ แทะยาก ควรใส่เนื้อใส่น้ำไปหน่อยหนึ่ง บาลีบอกว่า

เอกายโน อะยัง ภิกขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี่คือหนทางหนึ่ง

มัคโค สัตตานัง วิสุทธิยา เป็นทางที่นำหมู่สัตว์ทั้งหลายเข้าถึงความบริสุทธิ์

โสกะปริเทวานัง สะมะติกกะมายะ สามารถก้าวข้ามความทุกข์โศกร่ำไรทั้งหลายได้

ทุกขะโทมะนัสสานัง อัตถังคะมายะ สามารถทำให้ความทุกข์ความโทมนัสเสียใจตกล่วงไปได้

ญายัสสะ อะธิคะมายะ ทำให้หลักธรรมต่าง ๆ เจริญขึ้น

จัตตาโร สติปัฏฐานา นี่คือสติปัฏฐานทั้ง ๔

กะตะมา จัตตาโร ทั้งสี่อย่างประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ?

ขืนว่าต่อเดี๋ยวหมดทั้งพระสูตร..! บรรดานักปราชญ์รุ่นปัจจุบันมักจะแกล้งโง่แปลผิด..! ไปแปลว่าเป็นหนทางเดียวที่จะนำสัตว์ทั้งหลายไปสู่ความบริสุทธิ์ พูดง่าย ๆ ว่าทางอื่นไม่ใช่.. ถ้าหากว่าเป็นอย่างนั้น แล้วพระพุทธเจ้าจะตรัสถึงมรรคมีองค์แปดไปทำอะไร ? แล้วตรัสถึงหลักธรรมต่าง ๆ ตั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ไปทำอะไร ? ในเมื่อถ้าเป็นทางเดียวก็พูดอย่างเดียวไม่ดีกว่าหรือ ?

เอกะคือ หนึ่ง อายนะคือ หนทาง นี่เป็นหนทางหนึ่ง (ในหนทางทั้งหลาย) ไม่ใช่หนทางเดียว

รู้สึกว่านักปราชญ์รุ่นปัจจุบันเก่งกว่าอดีตเยอะมาก สามารถแปลเข้าข้างตัวเองได้ตลอด เพราะว่าตัวเองศึกษามาอย่างนี้ เพราะฉะนั้น..ของกูต้องเจ๋งที่สุด เอามันหนทางเดียวเลย คนอื่นไม่ต้องไปกัน..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 17-01-2026 เมื่อ 01:37
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 11 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #26  
เก่า 17-01-2026, 00:44
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,775
ได้ให้อนุโมทนา: 160,604
ได้รับอนุโมทนา 4,528,033 ครั้ง ใน 37,391 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถ้าพวกเราดูเนื้อหาในมหาสติปัฏฐานสูตรทั้ง ๔ บรรพ มาจากคำว่า ปัพพะ คือตอน เราจะเห็นว่าประกอบไปด้วย

อานาปานปัพพะ คือลมหายใจเข้าออก ตอนเดียวก็จบได้แล้ว

อิริยาปถปัพพะ กล่าวถึงอิริยาบถและสัมปชัญญะ คือการรู้ตัวทั่วพร้อม ไม่ว่าจะยืน จะนั่ง จะเดิน จะพูด จะคุย มีสติอยู่เสมอ เป็นต้น

ไล่ไปเรื่อยถึงสัมปชัญญปัพพะ

แล้ววิกายะ ในส่วนของกายานุปัสสนาสติปัฏฐานก็จะไปจบลงที่นวสีวถิกาปัพพะ ก็คือดูสภาพร่างกายที่เหมือนซากศพ ๙ อย่าง

เฉพาะตอนแรกก็ว่าไปเป็นสิบ ๆ หนทางแล้ว แล้วไหนบอกว่าเป็นหนทางเดียว ? เพราะฉะนั้น..ใครอยู่ใกล้ ๆ แล้วเขาบอกว่าเป็นหนทางเดียว ทางอื่นไม่ใช่ ก็ช่วย "โบก" ให้คว่ำเลย..! แล้วบอกว่าหลวงพ่อวัดท่าขนุนฝาก "โบก" มา เพราะฉะนั้น..เราไม่ผิด เราแค่รับฝากมา "โบก" ให้..!

คราวนี้เราจะเห็นว่า ในส่วนของอานาปานปัพพะในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน พระพุทธเจ้าขึ้นลมหายใจเข้าออกก่อนเพื่อนเลย ก็แปลว่าไม่ว่าเราจะประพฤติปฏิบัติหลักไหนก็ตาม จะทิ้งลมหายใจเข้าออกไม่ได้ เพราะว่าสมาธิเกิดจากลมหายใจเข้าออก คือการตามดู..ตามรู้..ลมเข้า ตามดู..ตามรู้..ลมออก อานาปา อานากับอาปานะ..หายใจเข้ากับหายใจออก รวมกันแล้วก็เลยเป็นอานาปานะ อานาปานสติคือสติที่ไปกับลมหายใจเข้าและลมหายใจออก

พวกเราส่วนใหญ่ที่ทำผิดวิธีการ ก็มักจะเกิดจากการบังคับลมหายใจ ให้หายใจตามปกติ แค่เอาสติทั้งหมดของเราตามดูตามรู้เข้าไปจนสุด ตามดูตามรู้ออกมาจนสุดเท่านั้น มีหน้าที่อยู่แค่นี้ อย่างอื่นไม่ใช่

เมื่อเราทำอย่างนั้นแล้วก็จะเกิดอาการต่าง ๆ เกิดขึ้นกับร่างกาย ตามจิตที่ละเอียดขึ้น อย่างเช่นว่าขนลุก น้ำตาไหล ร่างกายโยกโคลง หรือดิ้นตึงตังโครมครามเหมือนผีเจ้าเข้าสิง บางคนก็รู้สึกว่าตัวพอง ตัวแตก ตัวระเบิด ตัวรั่วเป็นรู บางคนก็ลอยขึ้นทั้งตัว ลอยไปไกล ๆ พวกนี้ยังไม่ได้ขึ้นชั้นประถมหนึ่งเลย ที่ฝรั่งฮือฮานักหนาว่า พระลามะนั่งขัดสมาธิไม่ถึงครึ่งนาทีก็ลอยพ้นพื้นมาเป็นเมตร นั่นแค่เป็นอุเพ็งคาปีติ ก็คือปีติขั้นที่สี่เท่านั้น
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 17-01-2026 เมื่อ 01:43
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 11 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #27  
เก่า 17-01-2026, 00:49
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,775
ได้ให้อนุโมทนา: 160,604
ได้รับอนุโมทนา 4,528,033 ครั้ง ใน 37,391 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ในส่วนนี้บางทีสิ่งที่เกิดขึ้น ก็เหมือนกับคุณวิเศษ ที่คนอื่นทำไม่ได้ ทำไม่ถึง แล้วไปตื่นเต้นกัน แต่เป็นการจับปลายรูด ก็คือคิดว่านี่คือแก่นสารแล้ว แต่ความจริงแก่นสารจริง ๆ คือโคนไม้ที่โตอย่างน้อยสามคนโอบ..! ไปจับยอดไม้หน่อยเดียว รูดไป อ้า..อันนี้สุดยอดแล้ว ทั้ง ๆ ที่ความจริงยังไม่ทันจะขึ้นอนุบาล ๑ เลย..!

ถ้าทุกคนตั้งใจปฏิบัติจริง ๆ เรื่องของปีตินี่คาดว่าครึ่งวันน่าจะได้กันหมด เพียงแต่ว่าเราทำไม่จริงเท่านั้น หายใจเข้า..พุท ไม่ทันจะออก..โธ เราก็ไปคิดฟุ้งซ่านเรื่องอื่นแล้ว..! แล้วจะเอากำลังใจที่ไหนไปสู้กิเลส..?

ดังนั้น..ในวาระนี้ ขอย้ำกับทุกคนว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม อย่าทิ้งลมหายใจเข้าออก เพราะว่าลมหายใจเข้าออกเป็นพื้นฐานของกองกรรมฐานทั้งปวง กรรมฐานอื่นถ้าไม่มีลมหายใจเข้าออกช่วยกำกับ อย่างเก่งก็ตั้งมั่นได้ครู่เดียวก็พังแล้ว ต้องอาศัยลมหายใจเข้าออกควบไปด้วยเสมอ

บุคคลผู้ที่ปฏิบัติหวังมรรคผล อย่างน้อยต้องได้ปฐมฌานละเอียดขึ้นไป เพราะว่าสามารถตัดสังโยชน์เบื้องต้นในระดับพระโสดาบันและพระสกทาคามีได้ ถ้าใครทำถึงฌาน ๔ ละเอียดก็หวังสูงกว่านั้นได้

เดี๋ยวพวกเราสมาทานพระกรรมฐาน แล้วเข้าสู่รอบการปฏิบัติช่วงบ่ายต่อไป

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
ปกิณกธรรมช่วงบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรม ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ๒๕๖๙ ณ วัดท่าขนุน
วันพุธที่ ๓๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ - วันอาทิตย์ที่ ๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย ทะเล และ นาทาม)

__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 17-01-2026 เมื่อ 01:45
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 13 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 15:22



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว