|
#1
|
||||
|
||||
|
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๖๙
__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด (-/\-) (-/\-) (-/\-) |
| สมาชิก 26 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#2
|
||||
|
||||
|
วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๑๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศที่ โรงแรม King World Xishaungbanna Hotel อยู่ที่ ๑๒ องศาเซลเซียส แต่กลับรู้สึกว่าไม่หนาวเลย ต้องกราบขอบพระคุณหลวงปู่ไห่ทง และเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าถ้าปล่อยให้อากาศหนาวขนาดนี้ ดีไม่ดี อาการมาลาเรียเรื้อรังของกระผม/อาตมภาพอาจจะกำเริบก็เป็นได้..!
เมื่อวานนี้ในช่วงที่บันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ในห้องน้ำของสถานีรถไฟความเร็วสูงเมืองคุนหมิงนั้น เมื่อโดนทุบประตูโครมครามประท้วง กระผม/อาตมภาพก็เบี่ยงตัวไปดูว่าใครบังอาจทำเช่นนั้น แล้วก็เลยไม่รู้ตัวว่าปลายผ้าสังฆาฏิหล่นลงไปในโถชักโครก ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกก็ตั้งใจขยับหลบเป็นอย่างดีแล้ว เผลอตัวหน่อยเดียวเท่านั้นเอง..! พอบันทึกเสียงเสร็จ ลุกขึ้นมาก็เย็นวาบไปทั้งตัว เนื่องเพราะว่าอากาศช่วงนั้น แม้จะเป็นเวลาบ่าย ๒ โมงกว่าแล้วก็ตาม ยังอยู่ที่ ๙ องศาเซลเซียสอยู่เลย เมื่อกลับมานั่งรอรถไฟ กระผม/อาตมภาพจึงบิดน้ำออกมาได้เกือบลิตร..! ยังโชคดีที่ว่าได้กดชักโครกทำความสะอาดเป็นอย่างดีไปแล้ว ไม่เช่นนั้นก็คงดูไม่จืดเลยทีเดียว..! พวกเรานั่งรอรถไฟซึ่งจะมาในเวลา ๑๕.๓๖ น. ครั้นใกล้เวลา กระผม/อาตมภาพก็นำทุกคนไปรอที่ประตูทางออกหมายเลข 18B หลังจากที่ถ่ายรูปหมู่แล้ว ก็เข้าแถวเป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อรอผ่านประตูเข้าไปด้านในสถานี ปรากฏว่ารออยู่พักใหญ่ เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นความผิดปกติ คือคณะของเรามีธง ซึ่งแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเป็นกรุ๊ปทัวร์ จึงเดินมาสอบถาม แล้วรีบพาพวกเราลัดแซงหน้าบรรดาอาเฮียอาแจ้ทั้งหลายเข้าไป เพราะว่าต้องสแกนพาสปอร์ตกันทุกคน จึงทำให้คณะของเราผ่านเข้าไปทางด้านในได้เร็วกว่าคนอื่น ไม่เช่นนั้นแล้วถ้ามัวแต่ช้าอยู่ ก็อาจจะขึ้นรถไฟไม่ทัน..! เมื่อลงบันไดไป และหลุดออกมาบริเวณสถานี พวกเราก็สะท้านเฮือกทีเดียว เพราะว่าลมค่อนข้างที่จะแรง บรรดาพวกเราส่วนใหญ่เดินแห่ไปทางด้านใน ซึ่งไกลหนักเข้าไปอีก..! ทำเอาคุณน้ำทิพย์มัคคุเทศก์ท้องถิ่น ต้องตะโกนภาษาไทยแบบ "เจ๊กพูดไทย" เรียกให้กลับมา เพราะว่าขบวนที่ ๒ หรือว่าตู้ที่ ๒ ตามภาษาชาวบ้านนั้นอยู่ทางด้านท้ายรถ ทางด้านหัวรถที่เดินไปนั้น จะเป็นตู้ที่มีตัวเลขมากขึ้นไปตามลำดับ แทนที่พวกเราจะเดินออกไปไกล ก็เลยต้องเดินกลับลึกเข้ามาอีก แล้วก็ยืนรอกันอยู่ที่นั่น ท่านปิง (พระกวีศิลป์ วิสุทฺธิกุโล) เห็นกระผม/อาตมภาพทำท่าหนาวสะท้าน ก็เลยอาศัยร่างที่ใหญ่กว่ายืนบังให้ ไม่เช่นนั้นแล้วกว่ารถไฟจะมา กระผม/อาตมภาพอาจจะมาลาเรียขึ้นเสียก่อนเป็นแน่..!
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:57 |
|
#3
|
||||
|
||||
|
เมื่อรถไฟจอดเรียบร้อยและพวกเราขึ้นไปแล้ว ก็ยังต้องวุ่นวายกันอีกครู่ใหญ่ เนื่องเพราะว่าบรรดาอาเฮีย อาแจ้ อาตี๋ อาหมวย ทั้งหลาย แกนั่งให้มั่วไปหมด..! เนื่องจากว่ามีคนตีตั๋วยืนมาด้วย ทางด้านประเทศจีนนั้น ถึงจะเป็นรถไฟความเร็วสูงก็ตาม แต่ถ้าหากว่าขายตั๋วหมดแล้ว ยังมีคนอยากที่จะไปด้วย เขาก็จะขายตั๋วยืนให้ ซึ่งราคาเท่ากับตั๋วนั่งทุกประการ..! บรรดาท่านทั้งหลายเหล่านี้ก็จะเสี่ยงดวง ประมาณว่าขึ้นไปแล้ว ถ้าปลาย ๆ ทางมีคนจองเอาไว้ ที่นั่งนั้นก็จะว่าง เขาก็เข้าไปนั่งก่อนได้
หลังจากที่วุ่นวายอยู่พักใหญ่แล้ว ก็ยังมีปัญหาที่ว่าหมายเลขที่นั่งของ "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) นั้นซ้ำกับของคนอื่น ทำให้ "ลูกกิฟท์" (นางสาวอันตรา ลักษณะ) เจ้าของเติมเต็มทราเวล ตลอดจน "แม่หญิงเปิ้ล" ต้องมาช่วยกันเคลียร์พื้นที่ให้ แล้วท้ายที่สุดก็หาเจอว่าเป็นที่นั่งตรงหน้านั่นเอง เพียงแต่ว่าแทนที่จะเป็นหมายเลข 7C อย่างที่เขียนไว้ ก็เป็นหมายเลข 8C แทน..! รถไฟออกตัวด้วยความนุ่มนวล พอ ๆ กับนั่งรถเบ็นซ์ S Class เลยทีเดียว และความเร็วที่ทำนั้นดูเหมือนว่าจะไม่เร็ว แต่ความจริงแล้วเร็วมาก สองข้างทางนั้นมีแต่เรือนโรงสำหรับปลูกพืชผักต่าง ๆ อยู่ในลักษณะของการปลูกผักปลอดสารพิษของบ้านเรา แต่ที่นี่ไม่ใช่การปลูกผักปลอดสารพิษ หากแต่ว่าเป็นการควบคุมอุณหภูมิเพื่อให้ผักได้โตเร็วอย่างที่ต้องการ ไม่เช่นนั้นถ้าหนาวมาก ๆ ตลอดจนถึงหิมะตก ผักหญ้าต่าง ๆ อาจจะโดนน้ำค้างแข็งหรือว่าหิมะลวกจนสุกหมดก็จบกันเท่านั้น..! รถไฟมีการจอดรับผู้โดยสารตามสถานีต่าง ๆ เป็นระยะไป และส่วนใหญ่แล้วจะมุดเข้าอุโมงค์ที่ทำให้คลื่นของอินเตอร์เน็ตขาดช่วงลง จนกระผม/อาตมภาพต้องเปิดสลับไปมา ระหว่าง eSIM ที่ "ไอ้ตัวเล็ก" (นางสาวพัชรภรณ์ หยกอุบล) ซื้อถวาย และ Roaming ที่ "ไอ้อ้วน" (นางสาวดวงฤทัย ตั้งวรกุลกิจ) เมตตาเปิดให้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก เนื่องเพราะว่าที่ไหนซึ่ง eSIM ใช้งานไม่ได้ Roaming กลับทำงานได้ดี ที่ไหนที่ Roaming หมดสภาพ eSIM กลับใช้งานได้ กลายเป็นอะไรที่ดีมาก เพราะว่าทำงานได้โดยที่ไม่มีการสะดุด..!
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:04 |
|
#4
|
||||
|
||||
|
พวกเรามาถึงสถานีรถไฟสิบสองปันนา เวลา ๑๙.๑๕ น. ของทางประเทศจีน ถ้าเป็นเวลาบ้านเราก็เป็นเวลา ๑๘.๑๕ น. นั่นเอง กระผม/อาตมภาพรีบเข้ารายการเสียงธรรมจากมหาจุฬาอาศรม แล้วแจ้งเข้าไปในช่องแช็ตว่า อยู่ในระหว่างเดินทางในประเทศจีน ขออนุญาตปิดหน้ากล้อง เพราะว่าถ้าภาพส่ายไปส่ายมา คนดูอาจจะเวียนหัวก็ได้ เมื่อลงมาข้างล่าง พวกเราก็ใจชื้นขึ้นมาก เพราะว่าอากาศที่นี่อยู่ที่ ๑๔ องศาเซลเซียส รู้สึกว่าอุ่นสบายทีเดียว จนกระทั่ง "หมอมุก" (แพทย์หญิงรุจิรา งามพฤกษ์วานิชย์) วิ่งหาซื้อไอศกรีมมากินเสียอย่างนั้น..!
เมื่อพวกเราพร้อมแล้วก็ตรงไปยังโรงละครแห่งชาติเมืองสิบสองปันนา ไปถึงก็เข้าห้องน้ำก่อนเป็นอันดับแรก เสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว "แม่หญิงเปิ้ล" ก็ทำการนัดหมายว่า ออกมาแล้วจะต้องรอกันที่ตรงไหน ? ใครที่จะเดินช็อปปิ้งบริเวณตลาด ๙ จอม ๑๒ เชียง ให้แยกไปรอที่ตรงไหน ? ใครที่จะขึ้นรถกลับไปโรงแรมที่พักเลย ต้องไปรอทางด้านไหน ? และแจ้งว่ารถตู้ซึ่งบรรทุกกระเป๋าตามเรามานั้น ยังมาไม่ถึงโรงแรม เนื่องเพราะว่ารถไฟนั้นมาถึงเร็วกว่าหลายชั่วโมง แล้วก็พาพวกเราเข้าไปชมการแสดงโชว์พาราณสี ซึ่งเป็นการแสดงโชว์ของบรรดาชาติพันธุ์ต่าง ๆ จำนวนมากมายที่อยู่อาศัยในเมืองสิบสองปันนาแห่งนี้ ปกติแล้วการแสดงโชว์นั้นจะมีแค่รอบเดียว แต่ว่าวันนี้ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น "แม่หญิงเปิ้ล" ใช้คำพูดว่า "คณะของเราโชคดีมีพระนำ" เขาก็เลยมีอีกรอบหนึ่ง แต่ว่าเปิดเวลา ๒ ทุ่มครึ่งของทางประเทศจีน ก็คือเวลาทุ่มครึ่งของบ้านเรา ตอนแรกพอเข้าไป คุณน้ำทิพย์ก็จะให้ไปนั่งตั้งแต่หัวแถวเบอร์แรกมาจนถึงท้ายแถว แต่กระผม/อาตมภาพถามว่า "บริเวณนี้เป็นที่นั่งของคณะเราทั้งหมดหรือไม่ ?" เมื่อทราบว่าเป็นที่นั่งของคณะของเราทั้งหมด ก็เลยขอเขาขยับไปที่นั่งซึ่งมองเห็นกลางเวที โดยที่ "คุณวีรวัฒน์" (นายวีรวัฒน์ ตะล่อมสิน) แฟนของ "คุณไก่" (โสภา ตั้งอธิคม) มานั่งปิดด้านหนึ่ง "ทิดเทิด" (นายเทิดพงศ์ สุวรรณเพ็งมาก) ไปนั่งปิดอยู่อีกด้านหนึ่ง แล้วบรรดาสุภาพสตรีทั้งหลายก็นั่งต่อทั้งด้านหัวและด้านท้าย การแสดงนั้นตรงเวลาก็จริง แต่เป็นการเริ่มต้นด้วยการประมูลลายมือหนังสือจีน ซึ่งเขียนเป็นคำมงคลต่าง ๆ ประมาณว่า "บ่วงสื่ออยู่อี่" ในภาษาแต้จิ๋ว หรือ "หวั่นซื่อหรูอี้" ในภาษาจีนกลาง ก็คือสรรพสิ่งสมปรารถนา เหล่านั้น เป็นต้น มีการกระตุ้นเร้าให้บรรดาท่านผู้ที่ต้องการมีอารมณ์ร่วมอีกต่างหาก แล้วก็เลยกลายเป็นว่าแย่งชิงกันยกมือหรือตะโกน ใครเร็วกว่าคนนั้นก็ได้ไป..!
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:14 |
|
#5
|
||||
|
||||
|
เมื่อประมูลเสร็จแล้ว ก็เป็นการนำเข้าสู่การแสดงชุดต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วยระบำสิบสองปันนา ระบำนกยูงทอง ระบำสงกรานต์บ้านเรา ซึ่งบรรดานักแสดงวิ่งลงมาตามทางเดินของเวทีที่คนดูนั่งอยู่ เต้นรำให้ดูอย่างใกล้ชิด ทำเอากระผม/อาตมภาพแทบจะถ่ายรูปนักแสดงไม่ได้ เพราะว่าแม่เจ้าประคุณเต้นอยู่ติดกล้องเลย..!
โดยเฉพาะการแสดงของเขานั้น สายตาเราต้องละเอียดจริง ๆ เนื่องจากว่ามีการเลียนแบบอิริยาบถต่าง ๆ ของสิ่งที่ตนแสดงอยู่ อย่างเช่นระบำนกยูง ถ้าท่านทั้งหลายเคยสังเกตเห็นตอนนกยูงรำแพน จะมีการเขย่าตัวเอง เพื่อที่จะสั่นหางให้รำแพนออกไปในมุมที่ดีที่สุด และสวยที่สุด บรรดานักแสดงต่าง ๆ ก็จะสั่นตัวเองในลักษณะคล้ายคลึงแบบนั้น ถ้าเราไม่เคยเห็นอิริยาบถของนกยูง ก็จะไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องสั่นแบบนั้นด้วย ? ต่อด้วยระบำลาหู่ก็คือเผ่ามูเซอดำ ระบำเผ่าไต ซึ่งมีการแสดงช่วงฝนตก โดยที่มีสายฝนโปรยปรายลงมาจริง ๆ แต่ว่าโปรยลงมาในมุมที่พวกเราเห็นเหมือนอย่างกับฝนตกทั้งเวที ความจริงแล้วเป็นม่านน้ำกั้นอยู่ระหว่างคนดูกับคนแสดงเท่านั้น ระบำชุดสุดท้ายเป็นระบำกลองยาว ที่บรรดานักแสดงมีการโดดขึ้นไปอยู่บนกลองที่ตั้งสูงจากพื้นอีกด้วย ส่วนที่ประทับใจที่สุด ทั้ง ๆ ที่หลายคนหมดสภาพ พร้อมที่จะหลับตลอดเวลาก็คือ อยู่ ๆ บรรดาภาษาบรรยาย ซึ่งมีแต่ภาษาจีนและภาษาไตลื้อ ที่เราฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง กลับกลายเป็นเพลง "น้องเป็นสาวขอนแก่น ยังบ่เคยมีแฟน บ้านอยู่แดนอีสาน ฯลฯ" ร้องออกมาได้ชัดเจนเกือบจะเท่าต้นฉบับ..! ทำเอาทุกคนหูตาสว่างไปเลยทีเดียว ตอนแรกกระผม/อาตมภาพก็นึกชมว่า "นักแสดงของเขาเปลี่ยนชุดได้เร็วมาก" แต่พอถึงฉากสุดท้าย ปรากฏว่าบรรดานักแสดงทุกชุดแห่ออกมาพร้อมเพรียงกัน ถึงได้รู้ว่าแต่ละชุดนั้นเป็นเอกเทศต่างหากจากกันไป..!
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:19 |
|
#6
|
||||
|
||||
|
เมื่อปิดการแสดงแล้ว พวกเราออกมาทางด้านนอก "แม่หญิงเปิ้ล" สอบถามความต้องการแล้ว ทุกคนสละสิทธิ์ในการเดินช็อปปิ้ง..! เนื่องเพราะว่าเป็นเวลา ๔ ทุ่มกว่าของประเทศจีนเข้าไปแล้ว ขอไปยังโรงแรมที่พักเลยดีกว่า
เมื่อไปถึง โรงแรม King World Xishaungbanna Hotel กระผม/อาตมภาพได้ห้องหมายเลข ๘๖๐๒ "ท่านปิง" นำหน้าไปด้วยความมั่นใจ กดลิฟท์ขึ้นไปถึงชั้น ๘ ผลปรากฏว่ากลายเป็น VIP Lounge ซึ่งเป็นที่จัดเลี้ยงอาหารต่าง ๆ..! ถามเจ้าหน้าที่แล้ว เจ้าหน้าที่บอกว่า "ที่นี่แหละ..!" แต่ดันไม่บอกว่าเป็นที่ไหน..!? จนกระทั่งเดินอ้อมไปเจอฝ่ายประชาสัมพันธ์ เขาถึงได้บอกว่า "ลิ่วโหลว" ก็คือชั้น ๖ แปลว่าทะลึ่งเอาเลข ๘ ที่เป็นเลขมงคลของเขาเอามาขึ้นหน้าไว้เฉย ๆ แล้วลิฟท์ก็ดันมีชั้น ๘ อีกต่างหาก พวกเราก็เลยหลงทางไปเกือบทุกรูป..! กระผม/อาตมภาพมาถึงห้องพักของตนเองแล้ว ไม่สามารถที่จะเปิดเครื่องปรับอากาศได้ ครั้นตรวจสอบแล้วจึงเห็นว่า ทางโรงแรมเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทแทน แล้วตอนนี้อากาศก็อยู่ที่ ๑๔ องศาเซลเซียส แต่รู้สึกอุ่นสบายเหมือนอย่างกับมีฮีตเตอร์..! จึงทำการบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนเอาไว้ แล้วจัดการต้มน้ำร้อนไว้สำหรับฉันในคืนนี้ จากนั้ขึ้นสู่ที่นอน อุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้าที่เจ้าทางทั้งหลายที่ช่วยอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เห็น "ท่านปู่ท้าวเวสสุวรรณ" และ "ท่านพี่อสุรินทราหู" ซึ่งตั้งใจเชิญมาโดยตรงตั้งแต่ก่อนเดินทาง ตลอดจนกระทั่งบรรดาเจ้าที่เจ้าทางต่าง ๆ ที่คอยดูแลอยู่รอบที่พัก ก็รู้สึกเบาใจ ส่งจิตขึ้นไปกราบพระบนพระนิพพาน สำหรับเช้านี้พวกเรานัดปลุกกันตอน ๖ โมงเช้า วางกระเป๋าที่ล็อบบี้ตอน ๗ โมง แล้วไปรับประทานอาหารด้วยกัน ตอน ๘ โมงล้อจะหมุน นำพวกเราไปขึ้นรถไฟความเร็วสูงกลับไปยังเมืองคุนหมิง แต่ไม่ได้พักที่คุนหมิง หากแต่ว่าจะเลยไปพักที่เมืองฉู่ฉง ซึ่งจะต้องวิ่งต่อไปอีกอย่างน้อย ๒ ชั่วโมง เมื่อถึงเวลาแล้ว มีอะไรก็จะได้ "บอกเล่าเก้าสิบ" ให้พวกเราได้ฟังกันต่อไป สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๑๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:25 |
![]() |
| ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 24 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 24 คน ) | |
|
|