กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ปี ๒๕๖๙ > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนมกราคม ๒๕๖๙

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า เมื่อวานนี้, 19:32
พิชวัฒน์'s Avatar
พิชวัฒน์ พิชวัฒน์ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Aug 2014
ข้อความ: 622
ได้ให้อนุโมทนา: 3,308
ได้รับอนุโมทนา 29,396 ครั้ง ใน 1,110 โพสต์
พิชวัฒน์ is on a distinguished road
Default เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๙

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๙



แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย พิชวัฒน์ : เมื่อวานนี้ เมื่อ 20:08
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 22 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ พิชวัฒน์ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า วันนี้, 00:36
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,643
ได้ให้อนุโมทนา: 160,357
ได้รับอนุโมทนา 4,524,580 ครั้ง ใน 37,259 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เบิกฤกษ์กันด้วยวันครู คือวันพฤหัสบดี ก็แปลว่าปีนี้ต้องใช้ปัญญาให้มากเข้าไว้ ถ้าหากว่าใครรักษาน้ำหนักเอาไว้ได้จะรวย..! เพราะว่าดาวพฤหัสเป็นดาวใหญ่ เข้ามาถึงทุกอย่างจึงต้องใหญ่หมด เผลอกินมากเกินเมื่อไรได้ใหญ่แน่นอน..!

พวกเราได้ส่งท้ายปีใหม่ไปแล้ว ต้อนรับปีใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อก็เกือบจะเป็นลมขายหน้าชาวบ้านเขาไปแล้ว..! ไม่นึกว่านักท่องเที่ยวจะมารุมใส่บาตรกันมากขนาดนั้น โดยปกติก็มักจะไปสิ้นสุดอยู่บริเวณอนุสาวรีย์ปูราชินี แต่วันนี้วนมาจนกระทั่งถึงบันไดกลับวัดท่าขนุน จะข้ามสะพานแขวนหลวงปู่สายแล้ว คนยังไม่หมดเลย..!

ญาติโยมทั้งหลายมักจะลืมคิดถึงพระว่า พระไม่ได้ฉันตั้งแต่หลังเที่ยง กว่าจะถึง ๖ โมงเช้าก็ ๑๘ ชั่วโมง แล้วยังต้องเดินบิณฑบาตจน ๘ โมงครึ่ง โอ้พระเจ้า..จึงออกอาการหน้ามืดนิด ๆ น้ำตาลในเลือดต่ำไปหน่อย

แต่ก็ไม่เป็นไร ดีใจที่ญาติโยมทั้งหลายยังรู้จักสร้างบุญสร้างกุศลใส่ตัว เนื่องเพราะว่าบุญเป็นสิ่งที่จำเป็นในทุกเมื่อ เพราะว่าบุญส่งผลแต่ในด้านดีด้านเดียวเท่านั้น เพียงแต่ว่าหลายต่อหลายท่านชั่วเกิน ๗ ที ดีเกิน ๗ หน เพราะว่าสร้างบุญไม่ต่อเนื่อง ทำบุญบ้าง ทำบาปบ้าง เดี๋ยวดีเดี๋ยวชั่ว

อย่างพวกเราส่วนใหญ่ก็ผ่านประสบการณ์นี้มาแล้วทั้งนั้น อยู่ในระหว่างกำลังพัฒนาตนเอง จากดีก็ดีไม่ทั่ว ชั่วก็ชั่วไม่หมด พยายามที่จะหันมาดีให้ทั่ว แต่ก็ยังดีไม่ได้อย่างใจ ต้องค่อย ๆ ทำกันไป วันคืนเปลี่ยนไปเป็นปกติของทางโลก สมมติของทางโลกเขาว่าปีใหม่เป็นของดี ควรที่จะทำสิ่งดี ๆ ให้กับตัวเอง เราก็เร่งทำไป ควรที่จะคิด จะพูด จะทำแต่เรื่องดี ๆ ให้กับคนอื่น เพื่อที่จะได้มีความสดชื่น รื่นเริง รับเอาสิ่งที่เป็นมงคลดีงามใส่ชีวิตตนเองก็ทำไป


เรื่องของบุญเรื่องของความดี ทำเมื่อไรก็ได้บุญเมื่อนั้น ทำเมื่อไรก็ดีเมื่อนั้น แต่สิ่งสำคัญก็คือต้องทำให้ต่อเนื่อง ไม่อย่างนั้นแล้วถ้าปล่อยให้ขาดช่วงลง ผลบาปที่รออยู่จะเข้ามาส่งผล เราก็จะลำบากเดือดร้อนด้วยประการต่าง ๆ แล้วก็เที่ยวไปโทษฟ้าโทษดินว่า ปีนี้ปีชงบ้าง ปีนี้เคราะห์ไม่ดี ต้องไปสะเดาะเคราะห์บ้าง ชื่อมีตัวกาลกิณีต้องไปเปลี่ยนชื่อบ้าง เปลี่ยนมา ๗ - ๘ ชื่อแล้วไม่เห็นว่าจะดีขึ้นเลย ก็เพราะว่าแทนที่จะเปลี่ยนความประพฤติดันไปเปลี่ยนชื่อ..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:30
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 19 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า วันนี้, 00:46
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,643
ได้ให้อนุโมทนา: 160,357
ได้รับอนุโมทนา 4,524,580 ครั้ง ใน 37,259 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เนื่องจากว่าพระพุทธศาสนาของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้จริงว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเรานั้นมาจากผลการกระทำของตัวเอง มนุษย์เราโคตรเก่งเลย เก่งตรงไหน ? สร้างนรกได้ทุกขุม สร้างสวรรค์ได้ทุกชั้น สร้างพรหมได้ทุกชั้น แล้วท้ายที่สุด สร้างได้กระทั่งพระนิพพาน เพราะว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อรองรับการกระทำของทุกคน ถ้าเราเลิกทำดีทำชั่ว สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็ไม่มี..!

แต่ด้วยการที่เราทำดีทำชั่วมาโดยตลอด สิ่งทั้งหลายเหล่านี้จึงเกิดขึ้นมารองรับกรรมดีกรรมชั่วของเรา ก็คือเราทำเอง แล้วเราก็รับเอง..นักเลงพอ..!
ดังนั้น..เราจะเห็นว่า แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ พระองค์ท่านจึงยอมที่จะตรากตรำพระวรกายอยู่ถึง ๔๕ ปีเต็ม ๆ ในการตรัสสอนสัตว์โลกทั้งหลาย โดยหวังความพ้นทุกข์เป็นหลัก

แต่หลักธรรมของพระองค์ท่านไม่ได้เน้นไปเรื่องของธรรมะบริสุทธิ์ ปฏิบัติแล้วพ้นทุกข์อย่างเดียว ธรรมะของพระองค์ท่านมีทั้งเบื้องต้น เบื้องกลาง เบื้องปลาย ก็คือเพื่อความสุขในปัจจุบัน เพื่อความสุขในอนาคต และความสุขสูงสุดในอนาคตก็คือหลุดพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพาน พระองค์ท่านจึงตรัสกับพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายว่า ให้แสดงธรรมที่งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง และงามในที่สุด สัตว์โลกทั้งหลายซึ่งธุลีในจักษุน้อยนั้นมีอยู่ จักรู้ทั่วถึงธรรมนั้น ดูแล้วมีความหวังไหม ? อย่ามองภาพรวมอย่างกระผม/อาตมภาพ มองเมื่อไรหมดกำลังใจเมื่อนั้น..!

ตอนนี้ศาสนาพุทธอยู่อันดับ ๔ ของโลก เขาบอกว่ามีศาสนิกชนอยู่ประมาณ ๔๐๐ ล้านคน ถ้าถามว่าทำไมหมดกำลังใจ ? พุทธศาสนิกชน ๔๐๐ ล้านคนนี่ เฉพาะมหายานในประเทศจีนก็ว่าไปเกินครึ่งแล้ว ทำไมถึงต้องย้ำคำว่ามหายาน ? ก็เพราะว่ามหายานไม่ได้ปรารถนาความหลุดพ้น เขาต้องการช่วยคนอื่นให้พ้นทุกข์ และสร้างโพธิจิตให้เกิดแก่ตน จนบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งในอนาคต

แล้วนอกจากประเทศจีนล่ะ ? เกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม มหายานทั้งนั้นเลย บวกฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย สิงคโปร์ ยังโชคดีที่ยังพอมีเถรวาทแทรก ๆ อยู่บ้าง ดังนั้น..เถรวาทที่เขาเรียกว่าหีนยาน ก็คือยานเล็ก บรรทุกได้เฉพาะตัวคนเดียว ก็คือเอาตัวเองให้หลุดพ้นก่อน แล้วค่อยช่วยคนอื่น ก็เลยกลายเป็นบุคคลส่วนน้อย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:44
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 18 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า วันนี้, 00:51
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,643
ได้ให้อนุโมทนา: 160,357
ได้รับอนุโมทนา 4,524,580 ครั้ง ใน 37,259 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เราดูแค่ในประเทศไทยของเรา ประชากรตอนนี้ ๖๘ ล้านคนเศษ ๆ มีแต่จะลดน้อยถอยลงนะ เพราะว่าอัตราคนเกิดตอนนี้ติดลบ เดี๋ยวก็จะเหลือ ๖๗ ล้านคน ๖๖ ล้านคน ลดน้อยไปเรื่อย เพราะว่าคนใหม่ไม่เกิดน้อย แต่คนเก่าตายไปเรื่อย..อนาถชีวิต..ๅ

ตั้งแต่สมัยกระผม/อาตมภาพยังเป็นเด็ก ตอนนั้นประชากรไทยมีอยู่ประมาณ ๑๐ กว่าล้านคนเท่านั้น ใครทันยุคนั้นบ้าง ? ที่เพลงเขาบอกว่า "๑๘ ล้านภูมิใจ เทิดไทไชโย" เยอะโคตรเลยนะยุคนั้น ๑๘ ล้านคน หาเลี้ยงแทบจะไม่พอปากพอท้อง ยากจนกันอย่าบอกใคร
กระผม/อาตมภาพถึงขนาดต้องกินของอื่นแทนข้าวมาหลายปี ประชากรไทย ๖๘ ล้านคน ถามจริง ๆ เถอะ รู้จักพระนิพพานกี่คน ? คนที่หวังจะหลุดพ้นจากกองทุกข์ ถ้าไม่รู้จักพระนิพพานนี่ไม่ต้องหวัง ยังห่างไกลมาก..!

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราทั้งหลายจึงกลายเป็นส่วนแปลกแยกในสังคม ทนให้เขา "บูลลี่" ต่อไปเถอะ ไอ้พวกไม่เหมือนชาวบ้านเขา ถึงเวลาปีใหม่ สงกรานต์ ตรุษ สารท แทนที่จะไปเที่ยวหัวหกก้นขวิด หาเรื่องให้รถชนตายบนถนน กลับเข้าวัดปฏิบัติธรรม แต่สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เราทำเพราะเรารู้ว่าดี เราถึงทำ ก็ต้องบอกว่าเป็นส่วนที่น่าสรรเสริญและน่าสนับสนุน

แต่ถ้ามองภาพรวมแล้วไม่ไหว แม้กระทั่งในวงการสงฆ์ของเรา ใน ๒ แสนกว่ารูป/คน กลายเป็นสายปริยัติไปเกือบ ๒ แสนรูป เหลือสายปฏิบัติอยู่เท่าไร ? เดี๋ยวนี้วัดป่าที่ว่าเคร่งครัดนักหนานี่ ก็ชักจะออกนอกลู่นอกแนวกันยกใหญ่แล้ว เริ่ม "สิ้นคิด" กันมากขึ้นเรื่อย ๆ ออกนอกแนวครูบาอาจารย์เมื่อไร โอกาสที่จะได้มรรคได้ผลก็จะน้อยลงไปเรื่อย..!

เนื่องเพราะว่ารุ่นเก่า ๆ เขาหักล้างถางพง จนกระทั่งสร้างซูเปอร์ไฮเวย์ให้แล้ว โดยเฉพาะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้อง ๘ สายนี้เท่านั้น ก็คือมรรคมีองค์ ๘ หลุดจากนี่เมื่อไรไปไม่รอด..! ที่พระองค์ท่านตรัสไว้ในมหาปรินิพพานสูตร ซึ่งสุภัททปริพาชกมาทูลถามว่า "ครูทั้ง ๖ สำนักนั้น มีสำนักใดเป็นพระอรหันต์ที่แท้จริงบ้าง ?"

พระพุทธเจ้าตรัสว่า "อย่าเลยสุภัททะ พระธรรมวินัยของศาสดาใดถ้าประกอบด้วยมรรคมีองค์ ๘ พระธรรมวินัยนั้นก็จะมีสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ พระธรรมวินัยใดถ้าไม่มีมรรคมีองค์ ๘ พระธรรมวินัยนั้นก็ปราศจากสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔" ก็คือไม่มีพระโสดาบัน ไม่มีพระสกทาคามี ไม่มีพระอนาคามี ไม่มีพระอรหันต์

สุภัททปริพาชกซึ่งเป็นคนฉลาดมาก และไปสัมผัสมาทุกสำนักแล้ว ได้ยินพระพุทธเจ้ายืนยันอย่างนั้นก็มั่นใจ ประกาศขอถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง รับเอาหลักธรรมไปปฏิบัติ บรรลุอรหันต์ตอนเช้าที่มืดที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานพอดี บาลีเขาเรียกว่า "ปัจฉิมสักขีสาวก" ก็คือเป็นพระสาวกองค์สุดท้าย ซึ่งทันองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเฉพาะได้รับการอุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา พระพุทธเจ้าต้องเสด็จไปไกลถึง ๖๐ โยชน์ เพื่อไปโปรดสุภัททปริพาชกเป็นรูปสุดท้าย ไม่อย่างนั้นแล้วนอนสบาย ๆ ปรินิพพานกลางทางไปนานแล้ว..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:43
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 17 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า วันนี้, 00:58
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,643
ได้ให้อนุโมทนา: 160,357
ได้รับอนุโมทนา 4,524,580 ครั้ง ใน 37,259 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พวกเราควรที่จะภูมิใจในความเป็นผู้แปลกแยกในสังคม ใครเขาจะ "บูลลี่" ก็ช่างหัวมัน..! กระผม/อาตมภาพโดนมาตั้งแต่เด็ก จะปฏิบัติธรรมไปถึงไหน "นั่งสมาธิมาก ๆ เดี๋ยวบ้านะมึง..!" ไม่ใช่แต่เพื่อนฝูง แม้แต่ครูบาอาจารย์หรือคนในครอบครัวก็พูดแบบนี้เหมือนกัน

แต่
กระผม/อาตมภาพรู้ดีว่าตัวเองทำอะไร ทำแล้วได้อะไร จึงไม่สนใจคำทั้งหลายเหล่านั้น แม้ว่าแรก ๆ ยังวางไม่ได้ จะเครียดบ้าง ปล่อยมัน..มีปากให้มันพูดไป เราก็ตั้งหน้าตั้งตาทำของเราไป ปัจจุบันนี้เป็นที่ภูมิใจอยู่อย่างหนึ่งว่า จากบุคคลที่กระจัดกระจายทั้งบ้าน เพราะว่าโยมแม่มีลูก ๑๓ คน ตายไปตั้งแต่เด็กคนหนึ่ง ที่เหลือเลี้ยงรอดมาทุกคน แต่มาสูญพันธุ์ตรงช่วงกระผม/อาตมภาพนี่แหละ ไม่ได้แต่งงาน แล้วไอ้บรรดาน้อง ๆ ก็ "รอหลวงพี่แต่งก่อน" มึงรอไปเถอะ ๔๐ ปีผ่านไปแล้ว..!

ในเมื่ออยู่ในลักษณะแบบนี้ จึงต้องต่อสู้ฟันฝ่าหนักมาก แต่พอมาถึงปัจจุบันแล้ว พี่น้องทุกคนเข้าวัด จากที่หลายต่อหลายคนว่ากล่าวเสีย ๆ หาย ๆ อย่างเช่นพระน้องชาย ก็คือพระครูธรรมธรแสงชัย กนฺตสีโล
กระผม/อาตมภาพกับน้องชายนอนห้องเดียวกัน ตัวเองฝึกกสิณ ก็จะติดดวงกสิณไว้รอบห้อง แม้กระทั่งเพดานมุ้ง พูดง่าย ๆ ว่าพลิกไปทางไหนต้องเห็น

ส่วนน้องชายเขาไม่เอาด้านนี้ เขาไปฝึกเพาะกาย บอดี้บิวดิ้ง สมัยนั้นอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ดังระเบิดเถิดเทิง ครองตำแหน่งมิสเตอร์ยูนิเวิร์ส ๓ ปีซ้อน หลังจากที่บวชมาหลายปี พระน้องชายก็ปรารภว่า "ถ้าผมทำอย่างหลวงพี่ผมก็สบายไปแล้ว" กระผม/อาตมภาพก็เลยตอบกลับไปว่า "ก็ตอนนั้นมึงว่ากูบ้าไม่ใช่หรือ ?"

สิ่งที่พวกเราทั้งหลายทำกัน เป็นการฝืนกระแสโลก ขณะที่คนอื่นเขาลอยตามน้ำไป สบาย ๆ เราไปทวนน้ำอยู่คนเดียว ก็ต้องโดน เขาก็ต้องว่าเราบ้า..! แต่เราควรที่จะรู้ว่า ถ้าเราทวนขึ้นไปถึงต้นน้ำแล้วจบ ขณะที่คนอื่นลอยตามน้ำ ออกทะเล ออกมหาสมุทร ไม่รู้วนกี่รอบโลก ไม่รู้จักจบจักสิ้นเสียที..!

การที่ท่านทั้งหลายมาปฏิบัติธรรมในช่วงปีใหม่ ก็ถือว่าเป็นการสร้างกุศลใส่ตัว คนมีบุญมาก เหมือนคนมีเงินมาก ทำอะไรก็จะสะดวกคล่องตัวกว่าคนอื่น แต่ต้องทำให้ต่อเนื่องตามกัน อย่าไปทำ ๆ ทิ้ง ๆ เพราะว่าถ้าบุญขาดช่วงลง กรรมมาสนอง ชีวิตเราก็เยินอีกตามเคย..!

ในเรื่องของวิมังสา คือการไตร่ตรอง ทบทวนอยู่เสมอ ๆ จึงเป็นเรื่องที่นักปฏิบัติธรรมจะขาดไม่ได้ จะต้องอยู่ในลักษณะของการไตร่ตรองว่าเราทำอะไร ? เพื่ออะไร ? ตอนนี้ยังตรงเป้าหมายหรือไม่ ? ห่างจากจุดมุ่งหมายใกล้ไกลเท่าไร ? ต้องใช้ความเพียรพยายามอย่างไร ? แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตา "วิริยะ" พากเพียรทำต่อไป เบื่อไม่ได้ หน่ายไม่ได้ ยอมเหนื่อยเพื่อจบ ถ้าหากว่าไม่ยอมเหนื่อยแล้วไม่จบ จึงต้องเหนื่อยยากกันต่อไปไม่รู้จบ..! ฟังแล้วงง ๆ นะ

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันพฤหัสบดีที่ ๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:43
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 19 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 2 คน ( เป็นสมาชิก 1 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
ประยงค์

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 12:11



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว