#1
|
||||
|
||||
![]() เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๘
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย พิชวัฒน์ : เมื่อวานนี้ เมื่อ 17:17 |
สมาชิก 24 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ พิชวัฒน์ ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
#2
|
||||
|
||||
![]()
วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๒๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ กระผม/อาตมภาพเดินทางไปวัดหินแท่นลำภาชี หมู่ที่ ๓ ตำบลหนองไผ่ อำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี ตั้งแต่ตี ๕ เพื่อเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการตรวจประเมินเพื่อยกบ้านหินแด้น ขึ้นเป็นหมู่บ้านรักษาศีล ๕ ต้นแบบ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๘
คำว่า "หินแด้น" ก็คือ "หินแท่น" นั่นเอง เพียงแต่ว่าคนกาญจนบุรีหลายต่อหลายอำเภอนั้น จะพูดสำเนียงค่อนข้างเหน่อ ซึ่งกระผม/อาตมภาพเห็นว่า เป็นความน่ารักของแต่ละท้องถิ่น แต่ด้วยความที่บุคคลไม่คุ้นชิน พอได้ยินพูดคำว่า "หินแท้น" ก็เลยไปเขียนว่า "หินแด้น" กลายเป็น "บ้านหินแด้น" แต่ว่าทั้งวัดและโรงเรียนก็คือวัดหินแท่นลำภาชี และโรงเรียนบ้านหินแท่น ในเมื่อเป็นเช่นนั้น จึงกลายเป็นหมู่บ้านซึ่งมีคนละชื่อกับวัดและโรงเรียนไปโดยไม่รู้ตัว แบบเดียวกับ "บ้านเขาสะพายแล่ง" ในปัจจุบันนี้ ซึ่งสำเนียงเหน่อเมืองกาญจน์แถวพนมทวนจะออกเสียงว่า "เข้าสะพายแล้ง" แต่คนที่ไม่เคยชินกับสำเนียงเมืองกาญจนบุรี แทนที่จะฟังเป็น "เขาสะพายแล่ง" ก็ฟังเป็น "เขาสะพายแร้ง" ซึ่งไม่รู้ว่าจะสะพายไปทำอะไร ? เพราะว่านกแร้งเป็นนกที่เหม็นที่สุดในโลก แถมไม่มีใครเอาไปกินเสียด้วย ยกเว้นว่าจะเอากระดูกนกแร้งมาทำยาเท่านั้น อย่างเมื่อวันก่อนที่ "บ้านหนองเพียร" ตำบลบางงาม อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรีก็เช่นกัน หมู่บ้านนี้แต่เดิมชื่อว่า "หนองปลาตะเพียน" เมื่อเรียกไปนาน ๆ ก็กร่อนลงเหลือ "หนองตะเพียน" อย่างที่ท่านทั้งหลายอาจจะเคยเห็น "บ้านหนองปลาดุก" "บ้านหนองปลาไหล" "บ้านหนองงูเหลือม" เหล่านี้เป็นต้น แล้วพอนานไป จาก "หนองตะเพียน" ก็กร่อนลงเหลือแค่ "หนองเพียน" แต่เมื่อบุคคลเอามาเขียนเป็นตัวหนังสือแทนคำพูด กลับกลายเป็น "หนองเพียร" ก็คือมีความพากเพียร ขยันขันแข็งขึ้นมา เรื่องของชื่อบ้านนามเมืองที่ผิดเพี้ยนไปจากความหมายเดิมยังมีอีกมากมาย ถ้าจะยกตัวอย่างขึ้นมาก็พูดกันไม่รู้จบ
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:41 |
สมาชิก 19 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
#3
|
||||
|
||||
![]()
สำหรับการตรวจยกบ้านหินแด้นขึ้นเป็นหมู่บ้านรักษาศีล ๕ ต้นแบบของอำเภอด่านมะขามเตี้ย หรือว่าของจังหวัดกาญจนบุรีนั้น ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่สมควรอย่างยิ่ง เนื่องเพราะว่าท่านพระครูสมคิด (พระครูถาวรกาญจนธรรม) เจ้าอาวาสวัดหินแท่นลำภาชี เจ้าคณะตำบลหนองไผ่นั้น ท่านสร้าง "อุโบสถสำเภาแก้วร้อยล้าน" เป็นที่เลื่องลือในหมู่นักท่องเที่ยวมานานแล้ว
ช่วงก่อนที่เชื้อไวรัสโควิด ๑๙ จะระบาดนั้น บรรดานักท่องเที่ยวแห่แหนกันไปชมอุโบสถร้อยล้านของท่าน อย่างชนิดที่เรียกว่ามืดฟ้ามัวดินกันอยู่ทุกวัน เพราะว่าท่านสร้างเป็นอุโบสถสีขาวที่มีฐานเป็นลำเรือ แล้วก็ทาสีพื้นเป็นสีน้ำเงินแบบน้ำทะเล จะว่าไปแล้ว บ้านหินแด้น หรือว่า วัดหินแท่นลำภาชี นั้น ต้องบอกว่า "อยู่ไกลปืนเที่ยง" ก็คือเกือบจะติดไปทางอำเภอจอมบึงของจังหวัดราชบุรีอยู่แล้ว แต่ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อมีสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตงดงามขึ้นมา กลับทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาได้ทั้งจังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดราชบุรี เรียกง่าย ๆ ว่าการคมนาคมสมัยนี้ ช่วยให้ความสะดวกสบายในการเดินทางมีมากกว่าสมัยโบราณ แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือท่านพระครูสมคิด ท่านได้ช่วยดูแลชาวบ้านทั้ง ๓ หมู่ ก็คือบ้านหนองปากดง บ้านหนองไผ่ และ บ้านหินแด้น ซึ่งอยู่ในตำบลหนองไผ่นี้อย่างทั่วถึงกัน เป็นที่พึ่งให้ทั้งชาวบ้านตลอดจนกระทั่งโรงเรียนทุกแห่ง จึงสมควรที่จะได้รับการยกขึ้นเป็นหมู่บ้านรักษาศีล ๕ ตัวอย่างมานานแล้ว เพียงแต่ว่าเพิ่งจะได้รับเลือกเข้าสู่โครงการในปีนี้เอง โดยเฉพาะในส่วนของศาลาตรวจประเมินนั้น ก่อนหน้านี้มีแต่ต้นเสา เมื่อได้ข่าวว่าท่านจะต้องเป็นเจ้าภาพ มีการทดสอบเสียงในศาลาเก่าแล้ว ปรากฏว่าสะท้อนในทุกรูปแบบ ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ ถ้าหากว่าใช้ไมโครโฟนเมื่อไร เสียงก็จะอื้ออึงจนแทบจะฟังกันไม่รู้เรื่อง ท่านจึงมาจัดการมุงหลังคาบริเวณที่ตั้งใจจะสร้างเป็นศาลาสำหรับปฏิบัติธรรมอีกหลังหนึ่ง โดยที่เปิดโล่งรอบด้านเอาไว้ก่อน สามารถที่จะมุงหลังคาได้เสร็จเรียบร้อยทันงานพอดี ส่วนเรื่องความไม่เรียบร้อยของต้นเสานั้น ชาวบ้านหินแด้นสามารถที่จะช่วยเหลือกัน ด้วยการเอาผ้ามาพันต้นเสาเสียสวยงาม เป็นการปกปิดไม่ให้เห็นว่าเสายังหล่อไม่เสร็จ เรียกว่าแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปได้ดีมาก
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:44 |
สมาชิก 19 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
#4
|
||||
|
||||
![]()
โดยเฉพาะในส่วนของคณะสงฆ์นั้น ท่านพระครูศรีศาสนกิจ เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรีฝ่ายธรรมยุต ได้ขนเอาพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นซึ่งความสามัคคีกลมเกลียวกันในระหว่างพระภิกษุสงฆ์มหานิกายและธรรมยุต
กระผม/อาตมภาพเองอยากจะคุยด้วยความภูมิใจว่า จังหวัดกาญจนบุรีนั้นควรที่จะเป็นจังหวัดตัวอย่าง ในการที่ท่านทั้งหลายจะได้เห็นความสามัคคีของคณะสงฆ์ เนื่องเพราะว่ามีทั้งคณะสงฆ์มหานิกาย คณะสงฆ์ธรรมยุต คณะสงฆ์จีนนิกาย และคณะสงฆ์อนัมนิกาย ซึ่งทั้งหมดก็ออกงานร่วมกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เป็นเรื่องซึ่งสถานที่อื่นไม่สามารถที่จะทำได้ แล้วยังมีการประสานงามร่วมกันทางด้านศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลามอีกด้วย โดยเฉพาะโต๊ะอิหม่ามของมัสยิดทองผาภูมินั้น ตั้งแต่คนก่อนก็คือบังนิด (นายนรินทร์ อายุบเคน) ซึ่งสนิทสนมกับกระผม/อาตมภาพมาก สมัยก่อนเวลาจัดงานเปิดมัสยิด ก็ไปยืมข้าวของเครื่องใช้จากวัดท่าขนุน จนกระทั่งมาถึงโต๊ะอิหม่ามท่านปัจจุบัน ก็ยังคงร่วมงานกับทางคณะสงฆ์ทองผาภูมิเป็นปกติ ในงานตรวจประเมินโครงการ วัด ประชา รัฐ สร้างสุข ด้วยหลัก ๕ ส. ของวัดปรังกาสี ท่านโต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดทองผาภูมิก็ยังไปร่วมงาน และให้ความเห็นในการตรวจยกอย่างมีหลักเกณฑ์และคมคายมาก โดยเฉพาะในส่วนของทางศาสนาคริสต์นั้น มีการจัดโครงการร่วมกัน โดยที่ยกให้กระผม/อาตมภาพเป็นผู้นำ แล้วศาสนาคริสต์กับศาสนาอิสลามเป็นส่วนเสริม ในการทำโครงการนำหลักธรรมเข้าสู่ใจของบรรดาผู้ต้องขังในเรือนจำทองผาภูมิ เป็นต้น ความจริงจะว่าไปแล้ว ในเรื่องของศาสนาทุกศาสนา ก็ล้วนแล้วแต่สอนให้คนเป็นคนดีทั้งสิ้น แต่ถ้าหากว่าทุกคนสามารถร่วมงานกันด้วยความจริงใจ หวังดี ปรารถนาดี ต่อประชาชน อยากให้มีความสุขโดยถ้วนหน้ากัน ก็ควรที่จะทำงานกันในลักษณะนี้ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าในปัจจุบันนี้ มีหลายต่อหลายท่านนำเอาศาสนาก็ดี นำเอานิกายก็ตาม มาเป็นเครื่องแบ่งแยก อยู่ในลักษณะที่ว่าเอาเปรียบได้ก็เอาเปรียบ สามารถที่จะเหยียบย่ำได้ก็เหยียบย่ำ โดยที่ไม่ได้เห็นประโยชน์ของศาสนิกหมู่มากเป็นเกณฑ์ ซึ่งผิดไปจากหลักการเผยแผ่ศาสนา ที่ทุก ๆ ศาสดาต่างก็สั่งสอนให้บุคคลเป็นคนดี
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:46 |
สมาชิก 18 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
#5
|
||||
|
||||
![]()
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นที่น่าหนักใจว่าศาสนาหรือว่าศาสนิกของศาสนาอื่น ที่ไม่เข้าใจตรงจุดนี้ ไม่สามารถที่จะเปิดใจให้กว้าง รับเอาศาสนาอื่นซึ่งเป็นประชาชนชาวไทยด้วยกัน เข้ามาอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขได้ ก็อาจจะเกิดความคิดแบ่งแยกกันขึ้นมา ทำให้แตกความสามัคคีกันเสียเปล่า ๆ
สำหรับวันนี้ทางการตรวจยกหมู่บ้านหินแด้นขึ้นเป็นหมู่บ้านรักษาศีล ๕ ต้นแบบนั้น เราก็มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็คือนางสาวชุติญา แก้วมณี รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และนางพัชรินทร์ พัดทอง ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เดินทางมาร่วมด้วย ตรงจุดนี้ทำให้ทุกคนเห็นว่า ความจริงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินั้น ทุ่มเทให้กับงานคณะสงฆ์มากทีเดียว แต่ด้วยความที่ว่าเป็นหน่วยราชการ อาจจะตกอยู่ภายใต้แรงกดดันต่าง ๆ ที่จะต้องประสานประโยชน์ทั้งทางคณะสงฆ์และหน่วยงานของตนเอง จึงทำให้บางทีต้องคล้อยตามเรื่องราวต่าง ๆ ที่ไม่สมควรไปได้ เพียงแต่ว่าเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ไม่ควรที่จะนำมาเป็นประเด็น โดยเฉพาะกระผม/อาตมภาพเป็นคนที่จดจำบุญคุณ ไม่จดจำความแค้นเสียด้วย ดังนั้น..ใครทำความดีมา ก็รอเวลาว่าเมื่อไรจะได้ตอบแทนเขา ถ้าหากว่ายังไม่สามารถตอบแทนที่เป็นรูปธรรมได้ อย่างน้อยหลังเจริญกรรมฐานหรือสวดมนต์ไหว้พระแล้ว ก็แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศล หวังให้ทุกท่านได้มีความสุขความเจริญ ทั้งโลกนี้และโลกหน้า ใครก็ตามถ้าสามารถทำกำลังใจในลักษณะแบบนี้ได้ ท่านก็จะสามารถทำงานในท่ามกลางความขัดแย้งได้ โดยที่มีความขัดแย้งกับคนอื่นน้อยที่สุด สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:47 |
สมาชิก 21 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
![]() |
ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 2 คน ( เป็นสมาชิก 1 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน ) | |
นายธนเดช |
|
|