กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ปี ๒๕๖๙ > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนมีนาคม ๒๕๖๙

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 06-03-2026, 16:40
พิชวัฒน์'s Avatar
พิชวัฒน์ พิชวัฒน์ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Aug 2014
ข้อความ: 657
ได้ให้อนุโมทนา: 3,308
ได้รับอนุโมทนา 30,520 ครั้ง ใน 1,145 โพสต์
พิชวัฒน์ is on a distinguished road
Default เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๙

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๙


ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 35 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ พิชวัฒน์ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 07-03-2026, 01:27
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,983
ได้ให้อนุโมทนา: 162,350
ได้รับอนุโมทนา 4,535,127 ครั้ง ใน 37,601 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ภารกิจในวันนี้จะว่ามากก็มากเฉพาะในส่วนของการติดต่อประสานงานในกลุ่มไลน์ ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมก่อนโครงการธุดงค์ธรรมยาตราเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวาระเจริญพระชนมายุ ๗๕ พรรษา โดยกองการวิปัสสนาธุระแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์จะเริ่มขึ้น ซึ่งหลายต่อหลายท่านที่สมัครเข้าโครงการมานั้น พรรษาท่านยังไม่พ้น ๕ ถ้าไม่ได้มากับเจ้าอาวาส ก็ต้องมีหนังสือรับรองจากเจ้าอาวาส หรือหนังสือส่งตัวจากพระอุปัชฌาย์มา ทางเราจึงจะรับเข้าร่วมโครงการได้

ในส่วนนี้ท่านทั้งหลายอาจจะคิดว่ามากเรื่องเสียเปล่า ๆ แต่ความจริงแล้ว
เพื่อความสงบเรียบร้อยดีงามในหมู่สงฆ์แล้วเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้พระภิกษุส่วนหนึ่งที่บวชเข้ามานั้น มีความรู้ทางโลกมามาก คิดว่าสามารถเอามาใช้กับในทางธรรมได้ ซึ่งเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

ท่านที่มีความรู้ในทางโลกมามาก ถ้าตั้งใจศึกษาเรื่องของศีล เรื่องของพระวินัย และแนวทางในการปฏิบัติธรรม ท่านจะมีประสบการณ์ในการตัดสินใจได้ดีกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อท่านเห็นว่าดีงามต่างไปจากศีลพระ แล้วจะสามารถทำได้อย่างที่ตนเองคิด..!

เหมือนอย่างกับที่มี "ครูบา" แค่ ๒ พรรษา แต่ว่านำพาคณะบุคคลไปรุกที่ ส.ป.ก. เป็นจำนวนมาก จะอ้างว่าตนเองไม่รู้ก็ย่อมไม่ได้ เนื่องเพราะว่าท่านมีความรู้ทางโลกมามาก เพียงแต่ว่าขาดความรู้ในทางธรรมที่ว่า พระภิกษุยังไม่พ้น ๕ พรรษาไป ยังถือว่าเป็นผู้ใหม่ ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของพระอุปัชฌาย์อาจารย์ หรือถ้าหากว่าพระอุปัชฌาย์อาจารย์พิจารณาแล้วว่า ถึงเลย ๕ พรรษาไปแล้ว แต่ว่าการประพฤติปฏิบัติขัดเกลา กาย วาจา ใจ ของท่านนั้น ยังไม่เพียงพอ ก็จะไม่อนุญาตให้ได้รับ "นิสัยมุตตกะ" ก็คือพ้นจากการปกครองของครูบาอาจารย์

แต่ท่านทั้งหลายในปัจจุบันนี้ มักจะเอาความรู้ทางโลกที่มีมาก แล้วก็มาดูถูกในเรื่องของศีลของธรรมในพระพุทธศาสนาว่าล้าหลัง ทำให้เสียเวลา เสียโอกาสในชีวิต..!

ขอให้ท่านทั้งหลายลองตรองดูว่า ตั้งแต่แรกบวช ท่านก็ต้องปฏิญาณตนว่า "นิพพานัสสะ สัจฉิกะระณัตถายะ เอตัง กาสาวัง คะเหตวา" ซึ่งแปลว่า "ข้าพเจ้าขอรับผ้ากาสาวพัสตร์นี้มา เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน" ดังนั้น..การเสียเวลาและเสียโอกาสนั้นย่อมไม่มี เพราะว่าท่านต้องตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น เป็นการสลัด ตัด ละ สิ่งต่าง ๆ ออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ให้เหลือภาระหน้าที่การงานรัดตัวให้น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้

ไม่ใช่บวชเข้ามาก็ตะเกียกตะกายไปหาภาระมาใส่ตัว ไปเร่งรัดในการสร้างวัดสร้างวา สร้างบริวาร ซึ่งเรื่องพวกนี้มีแต่จะร้อยรัดตัวท่านให้จมอยู่กับวัฏฏะ ไม่สามารถที่จะหลุดพ้นได้ดังคำปฏิญาณในวันบวชของท่านทั้งหลาย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-03-2026 เมื่อ 02:06
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 30 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 07-03-2026, 01:30
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,983
ได้ให้อนุโมทนา: 162,350
ได้รับอนุโมทนา 4,535,127 ครั้ง ใน 37,601 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เรื่องพวกนี้นั้น คาดว่าในปัจจุบันนี้ พระอุปัชฌาย์อาจารย์น้อยรายที่จะตอกย้ำให้กับ "สัทธิวิหาริก" หรือ "อันเตวาสิก" ก็คือลูกศิษย์ที่ตนเองบวช หรือว่าลูกศิษย์ที่ตนเองรับไว้ เพื่ออบรมสั่งสอนได้รู้ตาม สิ่งทั้งหลายเหล่านี้นั้น ความจริงแล้วเป็นเครื่องช่วยชีวิต ก็คือทำให้ท่านรอดพ้นไป จนกระทั่งหลุดพ้นจากเส้นทางการเวียนว่ายตายเกิด

แต่เมื่อท่านไปประมาทไม่เห็นคุณค่า ท่านเองก็ย่อมตายคาอยู่กับเส้นทางนั้น ๆ เอง..!
เนื่องเพราะว่าพระภิกษุสงฆ์ของเรานั้น มีราคาแค่ไม่เกิน ๕ มาสก ซึ่งบ้านเราตีราคาว่า ๑ บาท สิ่งที่ท่านทั้งหลายทำ ไม่ว่าจะเป็นการหยิบฉวยด้วยตนเองก็ดี สั่งให้คนอื่นหยิบฉวยมาก็ตาม ถ้าราคาเกิน ๑ บาทตามพระธรรมวินัยตัดสินไว้ ท่านก็จะขาดจากความเป็นพระทันที..!

ดังนั้น..ในเรื่องของที่ดิน ส.ป.ก. คาดว่าราคาคงไม่ใช่ตารางวาละบาทเดียว..! จะต้องเกินจากนั้นอย่างแน่นอน แล้วทางราชการก็ไม่ได้ให้สิทธิ์ไว้ด้วย ทางราชการให้สิทธิ์เฉพาะเกษตรกรผู้ได้รับสิทธิ์เอาไว้ทำมาหากิน และโอนได้เฉพาะทายาทของตนเท่านั้น ไม่ใช่ให้จำหน่ายจ่ายโอน หรือว่าให้เอาไปจัดสรรเป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นแหล่งที่พัก ใครที่ทำผิดไปจากวัตถุประสงค์ ก็คือท่านกำลังเบียดบังหรือว่าโกงแผ่นดิน ซึ่งสิ่งที่ท่านโกงนั้นราคามากมายมหาศาลเท่าไร ?

แล้วส่วนที่น่ากลัวที่สุดก็คือ
อาบัติหรือว่าการที่ศีลขาดเพราะว่าล่วงละเมิดนั้น ขาดทันทีที่การล่วงละเมิดนั้นจบลง ก็แปลว่าต่อให้ท่านจะบอกว่ารอศาลตัดสินความผิดเสียก่อน รอให้คณะสงฆ์ตั้งกรรมการสอบสวนเสียก่อน ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะคืนความเป็นพระให้กับท่าน กลายเป็น "ตาลยอดด้วน" หรือ "กระเบื้อง (ถ้วยชาม) แตกที่ปากบ่อ" ตามสำนวนในวินัยมุข ก็คือไม่สามารถที่จะเจริญงอกงามต่อไป หรือไม่สามารถที่จะใช้งานต่อไปได้ พูดง่าย ๆ ว่าละเมิดเมื่อไรขาดความเป็นพระทันที..! ไม่ต้องรอให้ศาลตัดสิน ไม่ต้องรอให้คณะสงฆ์ตัดสิน ไม่ต้องรอให้สังคมตัดสิน จึงเป็นเรื่องที่อันตรายมาก ๆ

ระเบียบวินัยมีไว้เพื่อข่มบุคคล "ผู้เก้อยาก" หรือพูดภาษาไทยว่า "คนหน้าด้าน" เนื่องเพราะว่าคนทั้งหลายเหล่านี้มักจะรู้มาก ซึ่งสมัยกระผม/อาตมภาพยังเด็ก เขาเรียกว่า "พวกหัวหมอ" คำว่า "หัวหมอ" ในที่นี้ก็คือหมอความหรือว่าทนาย ซึ่งสามารถพลิกขาวเป็นดำ พลิกดำเป็นขาว เพื่อประโยชน์ของลูกความตนเอง โดยไม่ได้สนใจในเรื่องของศีลธรรมจรรยา แม้กระทั่งหมอความของต่างชาติก็เป็นในลักษณะนี้

จึงมีเรื่องนิทานฝรั่งเล่ากันขำ ๆ ว่า ซาตานได้เปิดเฟสใหม่ของนรก แต่ไปรุกล้ำพื้นที่ของสวรค์ เทพสวรรค์จึงไปต่อว่า พร้อมกับบอกว่าถ้าซาตานไม่ถอยออกไปจากเขตของสวรรค์ ตนเองก็จะฟ้องร้องต่อพระผู้เป็นเจ้า ซาตานได้ยินแล้วหัวเราะ บอกว่า "ท่านแน่ใจแล้วหรือว่าจะฟ้องร้อง เนื่องเพราะว่าทนายเก่ง ๆ นั้นอยู่กับผมทั้งหมดเลย..!"

นี่คือสิ่งที่แม้แต่ต่างประเทศก็มีความเห็นเช่นเดียวกันว่า บรรดา "หมอความ" นั้น ถ้าหากว่าไม่ใช่ยึดมั่นต่อสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแบ่งพระราชอำนาจมาให้ ในการเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจทางตุลาการ แล้วทำหน้าที่ของตนอย่างซื่อสัตย์เที่ยงตรงแล้ว น้อยคนนักที่จะรอดไปได้ อย่างที่ท่านทั้งหลายได้เห็นว่า ในปัจจุบันนี้ ทนายทั้งหลายที่ออกมาชี้นำสังคมอยู่ระยะหนึ่ง ตอนนี้หายไปจากสังคมเรียบร้อยแล้ว..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-03-2026 เมื่อ 02:12
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 24 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 07-03-2026, 01:40
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,983
ได้ให้อนุโมทนา: 162,350
ได้รับอนุโมทนา 4,535,127 ครั้ง ใน 37,601 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ดังนั้น..การที่ท่านจะมา "หัวหมอ" ถกเถียงโดยอ้างข้อกฎหมาย ขอยืนยันว่าในทางคณะสงฆ์นั้น พระธรรมวินัยต้องก่อน ลำดับต่อไปจึงเป็นกฎหมายบ้านเมือง แล้วถึงจะเป็นจารีตประเพณี ในเมื่อตัวท่านเองนั้นทำผิดทางวินัยสงฆ์ ก็คือออกจากการดูแลของพระอุปัชฌาย์ตั้งแต่ก่อนพรรษาพ้น ๕ หรือว่าก่อนได้รับอนุญาตจากพระอุปัชฌาย์อาจารย์ แล้วก็ยังไปดำเนินการสิ่งต่าง ๆ อยู่ในลักษณะของการละเมิดพระธรรมวินัย ก็กลายเป็นว่าผิดซับผิดซ้อน ถ้าภาษาบาลีเขาเรียกว่า "ปุนัปปุนัง" ก็คือแล้ว ๆ เล่า ๆ ไม่รู้จักจบจักสิ้น

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น โอกาสที่ท่านจะเอาความรู้ทางโลกมาถกในทางธรรม จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เพราะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ขนาดพระองค์เป็นสัพพัญญู คือผู้รู้รอบรู้จริงในทุกเรื่อง พระองค์ท่านยังไม่ได้บัญญัติศีลมาเพื่อป้องกันคนหน้าด้าน หากแค่ "กดข่ม" ไว้เท่านั้น เนื่องเพราะรู้ว่าศีลจะดีขนาดไหนก็ตาม แต่ว่าคนหน้าด้านก็สามารถละเมิดได้ โดยไม่สนใจว่าศีลนั้นเป็นอย่างไร จึงมีจุดมุ่งหมายการบัญญัติศีลอีกข้อหนึ่งว่า "เพื่อความอยู่สุขของบุคคลผู้มีศีลเป็นที่รัก" ถ้าหากว่าท่านตั้งหน้าตั้งตารักษาศีล ปฏิบัติธรรม ย่อมอยู่สุขอยู่เย็นไร้ "วิปฏิสาร" คือ ความเดือดเนื้อร้อนใจ

ดังนั้น..องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ไม่ทรงบัญญัติสิ่งต่าง ๆ ล่วงหน้าทั้ง ๆ ที่พระองค์ท่านรู้ทุกเรื่อง ก็เพราะไม่มีใครจะเชื่อว่าบุคคลเราจะแหกคอกไปได้มากมายขนาดนั้น แค่ศีลบางข้อ เมื่อ "มูลบัญญัติ" ก็คือตั้งศีลขึ้นมาแล้ว ยังมี "อนุบัญญัติ" คือข้อห้ามเพิ่มเติมมาอีกนับสิบนับร้อยข้อ ซึ่งใครจะไปเชื่อว่าคนเราจะแหกคอกไปได้มากมายขนาดนั้น..!

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด
ไม่ว่าทางฆราวาสต้องการจะเปลี่ยนรัฐธรรมนูญเท่าไรก็ตาม ถ้าคนยังเป็นคนอยู่ เปลี่ยนให้ตายก็ไร้ประโยชน์ นอกจากคนนั้นจะละอายชั่วกลัวบาป รักผลประโยชน์ของชาติมากกว่าตนเอง ถึงจะตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

ในขณะเดียวกัน เรื่องของพระ ต่อให้เพิ่มกฎหมายทางโลกมามากมายเท่าไรก็ตาม ท่านก็คงไม่ละเอียดรอบคอบเท่ากับศีล ที่บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายต้องปฏิบัติตามในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนอยู่แล้ว ดังนั้น..ในเรื่องของทางโลกยังจัดการทางโลกไม่ได้ จะเอากฎหมายทางโลกมาจัดการกับพระภิกษุสามเณร ก็กลายเป็นว่าจัดการได้เฉพาะบุคคลผู้ละอายชั่วกลัวบาปเท่านั้น

ท่านทั้งหลายจะเห็นว่าในวันสองวันที่ผ่านมา มีการให้ออกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และมีการไล่ออกผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด ๒ จังหวัด แล้วท่านทั้งหลายเห็นว่ามีใครไปขุดคุ้ยเรื่องพวกนี้บ้าง ? ทั้ง ๆ ที่การทุจริตของท่านทั้งหลายเหล่านั้นก็ทำกับวัด ทำกับพระสงฆ์สามเณร แต่พอพระภิกษุสงฆ์สามเณรผิดหน่อย ช่วยกันรุมกระทืบชนิดต้องตายคาตีนกูถึงจะเลิก..!

สังคมของเราจะวิปริตผิดเพี้ยนอย่างนี้ไปอีกนานเท่าไร ก็ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของท่านทั้งหลายเอง ว่าจะเสพเสวยในเรื่องเลวร้ายเหล่านี้ต่อไป ให้คนทั้งหลายเหล่านั้นได้มีที่ยืนในสังคม แล้วมาช่วยกันทำลายพระพุทธศาสนาของเรา หรือว่าจะเลิก ปล่อยให้เขาทั้งหลายเหล่านั้น "ไปไม่เป็น" แล้วก็ค่อย ๆ ตายไปในทางสังคมเอง ก็อยู่ที่ทุกท่านจะพินิจพิจารณาและประพฤติปฏิบัติ..!

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันศุกร์ที่ ๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-03-2026 เมื่อ 02:17
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 33 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 04:56



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว