กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กระดานสนทนาวัดท่าขนุน (https://www.watthakhanun.com/webboard/index.php)
-   เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนมีนาคม ๒๕๖๙ (https://www.watthakhanun.com/webboard/forumdisplay.php?f=174)
-   -   เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๙ (https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=11531)

พิชวัฒน์ 06-03-2026 16:40

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๙
 
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๙



เถรี 07-03-2026 01:27

วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ภารกิจในวันนี้จะว่ามากก็มากเฉพาะในส่วนของการติดต่อประสานงานในกลุ่มไลน์ ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมก่อนโครงการธุดงค์ธรรมยาตราเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวาระเจริญพระชนมายุ ๗๕ พรรษา โดยกองการวิปัสสนาธุระแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์จะเริ่มขึ้น ซึ่งหลายต่อหลายท่านที่สมัครเข้าโครงการมานั้น พรรษาท่านยังไม่พ้น ๕ ถ้าไม่ได้มากับเจ้าอาวาส ก็ต้องมีหนังสือรับรองจากเจ้าอาวาส หรือหนังสือส่งตัวจากพระอุปัชฌาย์มา ทางเราจึงจะรับเข้าร่วมโครงการได้

ในส่วนนี้ท่านทั้งหลายอาจจะคิดว่ามากเรื่องเสียเปล่า ๆ แต่ความจริงแล้ว
เพื่อความสงบเรียบร้อยดีงามในหมู่สงฆ์แล้วเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้พระภิกษุส่วนหนึ่งที่บวชเข้ามานั้น มีความรู้ทางโลกมามาก คิดว่าสามารถเอามาใช้กับในทางธรรมได้ ซึ่งเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

ท่านที่มีความรู้ในทางโลกมามาก ถ้าตั้งใจศึกษาเรื่องของศีล เรื่องของพระวินัย และแนวทางในการปฏิบัติธรรม ท่านจะมีประสบการณ์ในการตัดสินใจได้ดีกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อท่านเห็นว่าดีงามต่างไปจากศีลพระ แล้วจะสามารถทำได้อย่างที่ตนเองคิด..!

เหมือนอย่างกับที่มี "ครูบา" แค่ ๒ พรรษา แต่ว่านำพาคณะบุคคลไปรุกที่ ส.ป.ก. เป็นจำนวนมาก จะอ้างว่าตนเองไม่รู้ก็ย่อมไม่ได้ เนื่องเพราะว่าท่านมีความรู้ทางโลกมามาก เพียงแต่ว่าขาดความรู้ในทางธรรมที่ว่า พระภิกษุยังไม่พ้น ๕ พรรษาไป ยังถือว่าเป็นผู้ใหม่ ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของพระอุปัชฌาย์อาจารย์ หรือถ้าหากว่าพระอุปัชฌาย์อาจารย์พิจารณาแล้วว่า ถึงเลย ๕ พรรษาไปแล้ว แต่ว่าการประพฤติปฏิบัติขัดเกลา กาย วาจา ใจ ของท่านนั้น ยังไม่เพียงพอ ก็จะไม่อนุญาตให้ได้รับ "นิสัยมุตตกะ" ก็คือพ้นจากการปกครองของครูบาอาจารย์

แต่ท่านทั้งหลายในปัจจุบันนี้ มักจะเอาความรู้ทางโลกที่มีมาก แล้วก็มาดูถูกในเรื่องของศีลของธรรมในพระพุทธศาสนาว่าล้าหลัง ทำให้เสียเวลา เสียโอกาสในชีวิต..!

ขอให้ท่านทั้งหลายลองตรองดูว่า ตั้งแต่แรกบวช ท่านก็ต้องปฏิญาณตนว่า "นิพพานัสสะ สัจฉิกะระณัตถายะ เอตัง กาสาวัง คะเหตวา" ซึ่งแปลว่า "ข้าพเจ้าขอรับผ้ากาสาวพัสตร์นี้มา เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน" ดังนั้น..การเสียเวลาและเสียโอกาสนั้นย่อมไม่มี เพราะว่าท่านต้องตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น เป็นการสลัด ตัด ละ สิ่งต่าง ๆ ออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ให้เหลือภาระหน้าที่การงานรัดตัวให้น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้

ไม่ใช่บวชเข้ามาก็ตะเกียกตะกายไปหาภาระมาใส่ตัว ไปเร่งรัดในการสร้างวัดสร้างวา สร้างบริวาร ซึ่งเรื่องพวกนี้มีแต่จะร้อยรัดตัวท่านให้จมอยู่กับวัฏฏะ ไม่สามารถที่จะหลุดพ้นได้ดังคำปฏิญาณในวันบวชของท่านทั้งหลาย

เถรี 07-03-2026 01:30

เรื่องพวกนี้นั้น คาดว่าในปัจจุบันนี้ พระอุปัชฌาย์อาจารย์น้อยรายที่จะตอกย้ำให้กับ "สัทธิวิหาริก" หรือ "อันเตวาสิก" ก็คือลูกศิษย์ที่ตนเองบวช หรือว่าลูกศิษย์ที่ตนเองรับไว้ เพื่ออบรมสั่งสอนได้รู้ตาม สิ่งทั้งหลายเหล่านี้นั้น ความจริงแล้วเป็นเครื่องช่วยชีวิต ก็คือทำให้ท่านรอดพ้นไป จนกระทั่งหลุดพ้นจากเส้นทางการเวียนว่ายตายเกิด

แต่เมื่อท่านไปประมาทไม่เห็นคุณค่า ท่านเองก็ย่อมตายคาอยู่กับเส้นทางนั้น ๆ เอง..!
เนื่องเพราะว่าพระภิกษุสงฆ์ของเรานั้น มีราคาแค่ไม่เกิน ๕ มาสก ซึ่งบ้านเราตีราคาว่า ๑ บาท สิ่งที่ท่านทั้งหลายทำ ไม่ว่าจะเป็นการหยิบฉวยด้วยตนเองก็ดี สั่งให้คนอื่นหยิบฉวยมาก็ตาม ถ้าราคาเกิน ๑ บาทตามพระธรรมวินัยตัดสินไว้ ท่านก็จะขาดจากความเป็นพระทันที..!

ดังนั้น..ในเรื่องของที่ดิน ส.ป.ก. คาดว่าราคาคงไม่ใช่ตารางวาละบาทเดียว..! จะต้องเกินจากนั้นอย่างแน่นอน แล้วทางราชการก็ไม่ได้ให้สิทธิ์ไว้ด้วย ทางราชการให้สิทธิ์เฉพาะเกษตรกรผู้ได้รับสิทธิ์เอาไว้ทำมาหากิน และโอนได้เฉพาะทายาทของตนเท่านั้น ไม่ใช่ให้จำหน่ายจ่ายโอน หรือว่าให้เอาไปจัดสรรเป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นแหล่งที่พัก ใครที่ทำผิดไปจากวัตถุประสงค์ ก็คือท่านกำลังเบียดบังหรือว่าโกงแผ่นดิน ซึ่งสิ่งที่ท่านโกงนั้นราคามากมายมหาศาลเท่าไร ?

แล้วส่วนที่น่ากลัวที่สุดก็คือ
อาบัติหรือว่าการที่ศีลขาดเพราะว่าล่วงละเมิดนั้น ขาดทันทีที่การล่วงละเมิดนั้นจบลง ก็แปลว่าต่อให้ท่านจะบอกว่ารอศาลตัดสินความผิดเสียก่อน รอให้คณะสงฆ์ตั้งกรรมการสอบสวนเสียก่อน ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะคืนความเป็นพระให้กับท่าน กลายเป็น "ตาลยอดด้วน" หรือ "กระเบื้อง (ถ้วยชาม) แตกที่ปากบ่อ" ตามสำนวนในวินัยมุข ก็คือไม่สามารถที่จะเจริญงอกงามต่อไป หรือไม่สามารถที่จะใช้งานต่อไปได้ พูดง่าย ๆ ว่าละเมิดเมื่อไรขาดความเป็นพระทันที..! ไม่ต้องรอให้ศาลตัดสิน ไม่ต้องรอให้คณะสงฆ์ตัดสิน ไม่ต้องรอให้สังคมตัดสิน จึงเป็นเรื่องที่อันตรายมาก ๆ

ระเบียบวินัยมีไว้เพื่อข่มบุคคล "ผู้เก้อยาก" หรือพูดภาษาไทยว่า "คนหน้าด้าน" เนื่องเพราะว่าคนทั้งหลายเหล่านี้มักจะรู้มาก ซึ่งสมัยกระผม/อาตมภาพยังเด็ก เขาเรียกว่า "พวกหัวหมอ" คำว่า "หัวหมอ" ในที่นี้ก็คือหมอความหรือว่าทนาย ซึ่งสามารถพลิกขาวเป็นดำ พลิกดำเป็นขาว เพื่อประโยชน์ของลูกความตนเอง โดยไม่ได้สนใจในเรื่องของศีลธรรมจรรยา แม้กระทั่งหมอความของต่างชาติก็เป็นในลักษณะนี้

จึงมีเรื่องนิทานฝรั่งเล่ากันขำ ๆ ว่า ซาตานได้เปิดเฟสใหม่ของนรก แต่ไปรุกล้ำพื้นที่ของสวรค์ เทพสวรรค์จึงไปต่อว่า พร้อมกับบอกว่าถ้าซาตานไม่ถอยออกไปจากเขตของสวรรค์ ตนเองก็จะฟ้องร้องต่อพระผู้เป็นเจ้า ซาตานได้ยินแล้วหัวเราะ บอกว่า "ท่านแน่ใจแล้วหรือว่าจะฟ้องร้อง เนื่องเพราะว่าทนายเก่ง ๆ นั้นอยู่กับผมทั้งหมดเลย..!"

นี่คือสิ่งที่แม้แต่ต่างประเทศก็มีความเห็นเช่นเดียวกันว่า บรรดา "หมอความ" นั้น ถ้าหากว่าไม่ใช่ยึดมั่นต่อสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแบ่งพระราชอำนาจมาให้ ในการเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจทางตุลาการ แล้วทำหน้าที่ของตนอย่างซื่อสัตย์เที่ยงตรงแล้ว น้อยคนนักที่จะรอดไปได้ อย่างที่ท่านทั้งหลายได้เห็นว่า ในปัจจุบันนี้ ทนายทั้งหลายที่ออกมาชี้นำสังคมอยู่ระยะหนึ่ง ตอนนี้หายไปจากสังคมเรียบร้อยแล้ว..!

เถรี 07-03-2026 01:40

ดังนั้น..การที่ท่านจะมา "หัวหมอ" ถกเถียงโดยอ้างข้อกฎหมาย ขอยืนยันว่าในทางคณะสงฆ์นั้น พระธรรมวินัยต้องก่อน ลำดับต่อไปจึงเป็นกฎหมายบ้านเมือง แล้วถึงจะเป็นจารีตประเพณี ในเมื่อตัวท่านเองนั้นทำผิดทางวินัยสงฆ์ ก็คือออกจากการดูแลของพระอุปัชฌาย์ตั้งแต่ก่อนพรรษาพ้น ๕ หรือว่าก่อนได้รับอนุญาตจากพระอุปัชฌาย์อาจารย์ แล้วก็ยังไปดำเนินการสิ่งต่าง ๆ อยู่ในลักษณะของการละเมิดพระธรรมวินัย ก็กลายเป็นว่าผิดซับผิดซ้อน ถ้าภาษาบาลีเขาเรียกว่า "ปุนัปปุนัง" ก็คือแล้ว ๆ เล่า ๆ ไม่รู้จักจบจักสิ้น

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น โอกาสที่ท่านจะเอาความรู้ทางโลกมาถกในทางธรรม จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เพราะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ขนาดพระองค์เป็นสัพพัญญู คือผู้รู้รอบรู้จริงในทุกเรื่อง พระองค์ท่านยังไม่ได้บัญญัติศีลมาเพื่อป้องกันคนหน้าด้าน หากแค่ "กดข่ม" ไว้เท่านั้น เนื่องเพราะรู้ว่าศีลจะดีขนาดไหนก็ตาม แต่ว่าคนหน้าด้านก็สามารถละเมิดได้ โดยไม่สนใจว่าศีลนั้นเป็นอย่างไร จึงมีจุดมุ่งหมายการบัญญัติศีลอีกข้อหนึ่งว่า "เพื่อความอยู่สุขของบุคคลผู้มีศีลเป็นที่รัก" ถ้าหากว่าท่านตั้งหน้าตั้งตารักษาศีล ปฏิบัติธรรม ย่อมอยู่สุขอยู่เย็นไร้ "วิปฏิสาร" คือ ความเดือดเนื้อร้อนใจ

ดังนั้น..องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ไม่ทรงบัญญัติสิ่งต่าง ๆ ล่วงหน้าทั้ง ๆ ที่พระองค์ท่านรู้ทุกเรื่อง ก็เพราะไม่มีใครจะเชื่อว่าบุคคลเราจะแหกคอกไปได้มากมายขนาดนั้น แค่ศีลบางข้อ เมื่อ "มูลบัญญัติ" ก็คือตั้งศีลขึ้นมาแล้ว ยังมี "อนุบัญญัติ" คือข้อห้ามเพิ่มเติมมาอีกนับสิบนับร้อยข้อ ซึ่งใครจะไปเชื่อว่าคนเราจะแหกคอกไปได้มากมายขนาดนั้น..!

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด
ไม่ว่าทางฆราวาสต้องการจะเปลี่ยนรัฐธรรมนูญเท่าไรก็ตาม ถ้าคนยังเป็นคนอยู่ เปลี่ยนให้ตายก็ไร้ประโยชน์ นอกจากคนนั้นจะละอายชั่วกลัวบาป รักผลประโยชน์ของชาติมากกว่าตนเอง ถึงจะตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

ในขณะเดียวกัน เรื่องของพระ ต่อให้เพิ่มกฎหมายทางโลกมามากมายเท่าไรก็ตาม ท่านก็คงไม่ละเอียดรอบคอบเท่ากับศีล ที่บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายต้องปฏิบัติตามในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนอยู่แล้ว ดังนั้น..ในเรื่องของทางโลกยังจัดการทางโลกไม่ได้ จะเอากฎหมายทางโลกมาจัดการกับพระภิกษุสามเณร ก็กลายเป็นว่าจัดการได้เฉพาะบุคคลผู้ละอายชั่วกลัวบาปเท่านั้น

ท่านทั้งหลายจะเห็นว่าในวันสองวันที่ผ่านมา มีการให้ออกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และมีการไล่ออกผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด ๒ จังหวัด แล้วท่านทั้งหลายเห็นว่ามีใครไปขุดคุ้ยเรื่องพวกนี้บ้าง ? ทั้ง ๆ ที่การทุจริตของท่านทั้งหลายเหล่านั้นก็ทำกับวัด ทำกับพระสงฆ์สามเณร แต่พอพระภิกษุสงฆ์สามเณรผิดหน่อย ช่วยกันรุมกระทืบชนิดต้องตายคาตีนกูถึงจะเลิก..!

สังคมของเราจะวิปริตผิดเพี้ยนอย่างนี้ไปอีกนานเท่าไร ก็ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของท่านทั้งหลายเอง ว่าจะเสพเสวยในเรื่องเลวร้ายเหล่านี้ต่อไป ให้คนทั้งหลายเหล่านั้นได้มีที่ยืนในสังคม แล้วมาช่วยกันทำลายพระพุทธศาสนาของเรา หรือว่าจะเลิก ปล่อยให้เขาทั้งหลายเหล่านั้น "ไปไม่เป็น" แล้วก็ค่อย ๆ ตายไปในทางสังคมเอง ก็อยู่ที่ทุกท่านจะพินิจพิจารณาและประพฤติปฏิบัติ..!

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันศุกร์ที่ ๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 01:39


ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว