กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ปี ๒๕๖๙ > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า เมื่อวานนี้, 17:49
พิชวัฒน์'s Avatar
พิชวัฒน์ พิชวัฒน์ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Aug 2014
ข้อความ: 648
ได้ให้อนุโมทนา: 3,308
ได้รับอนุโมทนา 30,213 ครั้ง ใน 1,136 โพสต์
พิชวัฒน์ is on a distinguished road
Default เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙


ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 22 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ พิชวัฒน์ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า เมื่อวานนี้, 23:34
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,906
ได้ให้อนุโมทนา: 161,232
ได้รับอนุโมทนา 4,532,484 ครั้ง ใน 37,522 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นวันขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะเส็ง อีกไม่กี่วันก็จะเริ่มเข้าปีมะเมียแล้ว เนื่องจากเป็นวันเสาร์ ๕ จึงทำให้บรรดาผู้ร่วมเดินทางขนเอารูปหลวงพ่อโตไดบุตสึ เมืองคามากุระ มากองไว้ให้กระผม/อาตมภาพทั้งจารทั้งเสกไปในตัว ประมาณว่าเสาร์ ๕ ทั้งทีก็อย่าให้เสียเปล่า..! ในเมื่อเป็นดังนั้น กระผม/อาตมภาพกราบขอบารมีพระทั้งที จึงขอให้พระองค์ท่านช่วยเสกแผ่นยันต์เกราะเพชรรุ่นใหม่ของวัดท่าขนุนที่เพิ่งทำเสร็จไปด้วย..!

เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเก็บข้าวของ ล้างหน้า แต่งตัว จากนั้นลงไปเดินที่ริมทะเลสาบ อากาศที่ โรงแรม Yutorelo Nikko แห่งนี้ อยู่ที่ -๔ องศาเซลเซียส แต่ด้วยความที่มีลมพัดแรง จึงทำให้หนาวจนมือไม้ชาหมด..! ต้องเผ่นกลับเข้ามานั่งภายในล็อบบี้ รอเวลาอาหารเช้า ซึ่งวันนี้อาหารถือว่าเสิร์ฟช้ามาก เนื่องเพราะว่า ๗ โมงครึ่งของญี่ปุ่นจึงเปิดประตูให้พวกเราเข้าไป และเป็นอาหารประเภท "ตามใจคนจัดขัดใจคนกิน" เนื่องเพราะว่าเขาทำมาเสิร์ฟแต่ละโต๊ะ โดยที่เราไม่ต้องสั่ง และไม่ต้องพยายามสั่ง..!

ดังนั้น..เขาให้อะไรมาก็จงกิน ๆ ลงไปเถอะ..! กระผม/อาตมภาพจึงกวาดทุกสิ่งทุกอย่างบนโต๊ะลงท้องจนเกลี้ยง ทำเอาคนเสิร์ฟขอบคุณเป็นการใหญ่ น่าจะดีใจว่าอาหารของตนเองคงอร่อยถูกปากลูกค้า แต่ขออภัยเถอะ..ลูกค้าคนนี้ "ลิ้นจระเข้" ต่างหาก..!

ครั้นอิ่มแล้ว พวกเราก็ขนข้าวของขึ้นรถ แล้วออกเดินทางไปยังบริเวณมรดกโลกสำคัญของญี่ปุ่น คือบริเวณที่เขาเรียกกันว่า "ศาลเจ้านิกโกะ โทโชกุ" พวกเราเข้าไปแล้ว ไม่ทราบเหมือนกันว่าผู้บริการพิเศษของเราทำอีท่าไหน จึงพารถของเราทั้งสองคัน ไปจอดในบริเวณที่ไม่ต้องเสียเงิน..!

หลังจากนั้นก็ต้องเดินเข้าไปภายใน ซึ่งความจริงสถานที่นี้ก็คือพระตำหนักของ "ท่านโชกุนโทกุกาวะ อิเอยาสุ" ซึ่งเป็นโชกุนที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดท่านหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น แต่ว่ามาภายหลังกลายเป็นวัดวาอารามและศาลเจ้า หลายต่อหลายแห่งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งความจริงสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายเหล่านั้นก็คือพระตำหนักต่าง ๆ ของท่านโชกุนนั่นเอง

ด้วยความที่เรามาถึงแต่เช้า พระตำหนักหลักยังไม่เปิดให้เข้า พวกเราจึงเดินออกไปทางซ้ายมือ ทำการซื้อตั๋วแล้วก็เข้าไปทางด้านใน มีป้ายชาวนิกโกะยินดีต้อนรับเป็นภาษาไทยเสียด้วย พวกเราถ่ายรูปหมู่กับไฮไลท์แห่งหนึ่งของที่นี่ ก็คือพระเจดีย์แดง ๕ ชั้น จากนั้นก็เดินตรงเข้าไปทางด้านใน ซึ่งด้านในนี้ ไม่ว่าจะเข้าไปตรงส่วนไหนก็ตาม ล้วนแล้วแต่ต้องซื้อตั๋วทั้งสิ้น
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 00:33
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 20 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า เมื่อวานนี้, 23:40
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,906
ได้ให้อนุโมทนา: 161,232
ได้รับอนุโมทนา 4,532,484 ครั้ง ใน 37,522 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พวกเราเดินเลาะกำแพงยาวเหยียดเข้าไปถึงซุ้มประตูหลัก ซึ่งมีรูปปั้นของ "ท่านปู่เทพอสุนีบาต" อยู่ด้วย บรรดาผู้ร่วมทางบอกว่านี่คือ "เทพเจ้าธอร์เวอร์ชั่นญี่ปุ่น" กระผม/อาตมภาพเองขำก็ขำ เสียง "ท่านนายพล" บอกว่า "พูดเล่นไปเรื่อย เดี๋ยวก็โดนฟ้าผ่าจริง ๆ..!" เนื่องเพราะว่าปัจจุบันนี้ ผู้ที่รับหน้าที่เทพอสุนีบาตของเรา ถ้าเป็นภาคไทยก็คือ "ท่านปู่พระอินทร์" นั่นเอง ไม่ทราบเหมือนกันว่าบรรดาผู้รู้ของเชื้อชาติต่าง ๆ เขารู้ได้อย่างไร ? จึงมี "เทพเจ้าซุส" มีเทพเจ้าต่าง ๆ ที่ถือสายฟ้าเป็นอาวุธ แม้กระทั่ง "เหล่ยกง" ของจีน แปลว่าเขาทั้งหลายเหล่านั้น สามารถสัมผัสสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ได้เช่นกัน

เมื่อพวกเราเดินเข้าไปด้านใน ปรากฏว่าที่บางแห่งก็ยังไม่เปิด จึงต้องเลาะซ้ายผ่านตลอดเข้าไปเสียก่อน บริเวณนี้มีชื่อว่า "วัดรินโนจิ" กระผม/อาตมภาพก็ยังสงสัยว่า วัดภายในนี้ทำไมชื่อเหมือน ๆ กันหมด ? เมื่อเข้าไปถึงด้านใน ต้องขึ้นบันไดไปหลายช่วง ทำเอาบางคนออกอาการท้อ ประมาณว่า "จ่ายเงินไม่เป็นไร แต่อย่าให้ขึ้นที่สูงได้หรือไม่ ?"

ทางด้านนี้มีตำหนักที่ปัจจุบันทำเป็นสถานที่สวดมนต์หรือพิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งมีหน้าตาสวยงามเลยทีเดียว เพียงแต่ว่าภายในตำหนักหลักด้านนี้นั้นห้ามถ่ายรูป แต่ว่า "องครักษ์พิเศษ" นั้นไม่ทราบเหมือนกันว่าทำท่าไหน ? จึงลากเอาผู้ดูแลไปเก็บข้าวของเสียงกุกกักอยู่หลังฉาก ปล่อยให้กระผม/อาตมภาพถ่ายรูปจนทั่วแล้วถึงได้ปล่อยผู้ดูแลออกมา ถามพวกเราว่า "จะซื้อหาอะไรบ้าง ?"

พวกเราดูแล้ว สินค้าที่ระลึกเหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นวัตถุมงคลประเภทที่ให้มีความสุข ให้มีความสงบร่มเย็น ให้มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง แถมยังมีการกำหนดเวลาเอาไว้ด้วย อย่างเช่นว่ามีอายุ ๗ วัน มีอายุ ๑ ปี กระผม/อาตมภาพนั้นเสกวัตถุมงคลแล้วไม่ได้กำหนดอายุไว้ กลายเป็นว่าอยู่ได้ตลอดปีตลอดชาติ..!

เมื่อเดินออกมาด้านนอก จึงพยายามถ่ายรูปซอกมุมต่าง ๆ ที่คนส่วนหนึ่งก็มองไม่เห็น อย่างเช่นว่าภายใต้ตำหนักบริเวณโคนเสา เป็นต้น จนกระทั่งออกมาถึงทางด้านนอกก็มาเจอศาลาอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่มีป้ายห้ามถ่ายรูป แต่ว่าสถานที่บูชานั้น ผนึกเป็นปึกแผ่นแน่นหนาเลยทีเดียว..! แต่ก็ไม่เกินความสามารถที่กระผม/อาตมภาพจะถ่ายรูปไปได้ แล้วก็มีการบูชาธูปเทียนมาจุดถวายเป็นพุทธบูชาและหยอดตู้ทำบุญกัน

จากนั้นก็ฉีกออกทางด้านขวามือ ซึ่งตอนแรกยังไม่เปิด ตรงส่วนด้านนี้เป็นศาลเจ้า เมื่อข้ามเสาโทริเข้าไปแล้ว ก็จะมีกระต่ายสีทองถือลูกแก้วลาพิสลาซูรีอยู่ด้วย เมื่อถามว่า "ขอได้หรือไม่ ?" เจ้ากระต่ายใจดีบอกว่า "ได้" อีกด้วย..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 00:39
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 20 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า เมื่อวานนี้, 23:50
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,906
ได้ให้อนุโมทนา: 161,232
ได้รับอนุโมทนา 4,532,484 ครั้ง ใน 37,522 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พวกเราค่อย ๆ เดิน ค่อย ๆ เลาะ ค่อย ๆ ดูไป เนื่องเพราะว่ามีศาลเจ้าเล็ก ๆ ใหญ่ ๆ นับเป็นสิบ ๆ แห่ง สถานที่แห่งหนึ่งนั้น มีดาบซามูไรพิเศษของท่านโชกุน ซึ่งยาวถึง ๒.๖๐ เมตร มีแต่ใบดาบตั้งเอาไว้ บอกว่าเป็นสมบัติสำคัญของโลกเลยทีเดียว จึงได้ถ่ายรูปไปด้วย เมื่อเลาะมาถึงทางด้านหลังนั้น ก็ยังมีดาบซามูไรจำลองที่มีแต่ตัวใบดาบชี้ขึ้นฟ้า ก็คือดาบซามูไรขนาดยักษ์ของท่านโชกุนนั่นเอง มีตำนานกล่าวว่า ถ้าบุคคลที่มีบุญมาอธิษฐานขอพรตรงนี้ จะถ่ายรูปได้ดวงแสงสว่างด้วย ในคณะของเรา มีผู้ถ่ายรูปได้ดวงแสง เอาไปอวดกันเป็นที่ตื่นเต้น..!

เมื่อย้อนออกมาทางด้านนอก ตำหนักบางหลังเป็นที่ใช้ในการสวดมนต์ไหว้พระ พวกเราจึงไม่ได้เข้าไปรบกวน หากแต่ถ่ายรูปย้อนออกมาเรื่อย ๆ บริเวณนี้ ส่วนที่กระผม/อาตมภาพชอบใจมากที่สุดก็คือต้นสนอายุหลายร้อยปี แต่ละต้นโตถึง ๓ - ๔ คนโอบก็มี เมื่อกระผม/อาตมภาพไปยืนเทียบให้เขาถ่ายรูป จึงกลายเป็นอะไรที่เล็กนิดเดียวเท่านั้น..!

จนกระทั่งเดินถึงทางด้านนอก พระตำหนักหลักก็เปิดจำหน่ายตั๋วให้เข้าชมแล้ว แต่ว่าผู้คนเริ่มหลั่งไหลมากันมาก จนหาจังหวะถ่ายรูปดี ๆ ได้ยาก พวกเราเข้าไปถึงหน้าตำหนัก ซึ่งมีรูปท่านโชกุนนั่งถือเกาทัณฑ์อยู่ "ตากล้องเอ๋" (นายสุรชาติ บุญเจริญ)บอกว่า "รอหลวงพ่อเจรจากับเขาก่อน" ไม่ทราบเหมือนกันว่าท่านโชกุนหมั่นไส้ หรือว่าอยากจะแสดงฝีมือให้เห็น ภาพที่ถ่ายตำหนักข้างจึงปรากฏวงแสงใหญ่โตมโหฬารให้เห็นกันชัด ๆ ตา..!

พวกเราเข้าไปในตำหนักหลัก โดยที่ต้องถอดรองเท้าฝากตู้เอาไว้ก่อน แต่ว่าตำหนักหลักว่าราชการนั้น ตอนนี้โล่งโจ้งและกั้นเอาไว้ให้ยืนดูเฉย ๆ เข้าไปข้างในไม่ได้ ยกเว้นตรงส่วนที่จำหน่ายของที่ระลึก ส่วนที่งดงามนั้นก็คือบรรดาสิ่งประดับต่าง ๆ และลวดลายปูนปั้น ซึ่งกระผม/อาตมภาพเห็นแล้วว่าสามารถสู้สกุลช่างเมืองเพชรได้โดยสบายทีเดียว

เมื่อพวกเราชมพระตำหนักหลักเสร็จก็กลับออกมา ขาออกต้องเลี้ยวซ้ายมือ ถ้าเป็นขาเข้าเลี้ยวขวามือ ผ่านระเบียงคดแห่งหนึ่ง ซึ่งมีไฮไลท์ลับก็คือรูปแมวหลับอยู่บนคานระเบียง ทางด้านนี้ เมื่อเดินเข้าไปแล้ว ก็จะเป็นบันไดขึ้นไปเป็นระยะ ๆ ผ่านดงสนต้นมหึมาอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว ได้ยินว่าบันไดหินทั้งหมดมี ๒๐๗ ขั้น บุคคลในคณะของเราจึงหลุดหายไป ๕ คน เนื่องเพราะว่าเดินขึ้นไปไม่ไหว ทางด้านบนสุดนั้นก็คือพระสุสานของท่านโชกุนโทกุกาวะ อิเอยาสุ เมื่อขึ้นไปถึงแล้ว ยังรู้สึกได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์เลยทีเดียว
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 00:44
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 20 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า เมื่อวานนี้, 23:53
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,906
ได้ให้อนุโมทนา: 161,232
ได้รับอนุโมทนา 4,532,484 ครั้ง ใน 37,522 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พวกเราเดินวนลงมาถึงทางด้านล่าง ไม่ได้ซื้อหาวัตถุมงคลที่กำหนดอายุตามเคย แต่ว่าให้ "เสี่ยโอ" (นายอุดมศักดิ์ จิระบัณฑิต) ไปหยอดตู้เพื่อที่จะเอาน้ำชาร้อนมาสัก ๑ กระป๋อง ปรากฏว่าน้ำชาที่นี่ราคาแพงกว่าข้างนอกมาก ทางด้านนอกราคา ๑๔๐ เยน ทางด้านในนี้ราคาถึง ๒๐๐ เยน..!

ไม่ทราบเหมือนกันว่าใครเป็นคนจ่ายเงิน เนื่องเพราะว่าแย่งกันไปยัดกันมา ระหว่าง "เสี่ยโอ" กับ "เถ้าแก่ตี๋" (นายชวาลภพ วิทูรสุนทร) ซึ่งมีการแซวว่า "ไม่ต้องรีบทำผลงาน" เนื่องเพราะว่าเมื่อตอนที่ออกจากลานจอดรถนั้น "เถ้าแก่ตี๋" ได้นำเอาเสื้อกันหนาวซึ่งทางคณะซื้อถวาย มาใส่ให้กระผม/อาตมภาพเพื่อกันหนาว แต่ตอนนี้เริ่มรู้สึกร้อนเสียแล้ว..!

ครั้นพวกเราเดินลงมาถึงทางด้านนอก โดยถ่ายรูปย้อนรอยออกมาเรื่อย ๆ ยังมีวัดสำคัญอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งก็ชื่อ "วัดรินโนจิ" อีกเช่นกัน ต้องไปซื้อตั๋วเพื่อที่จะเข้าพระวิหาร เนื่องจากว่าพวกเราเดินเข้าทางด้านหลัง เพราะว่าออกจากทางตำหนักหลักของท่านโชกุน จะมาถึงทางด้านหลังก่อน ทางคณะจะนำกระผม/อาตมภาพขึ้นบันไดไปทางขวามือ แต่ว่า "มัคคุเทศก์พิเศษ" กวักมือเรียกให้ไปทางซ้าย กระผม/อาตมภาพชะงักให้เขาเห็นชัดเจนไปหน่อย ในคณะก็เลยหัวเราะกันเกรียว บอกว่า "สู้มัคคุเทศก์พิเศษไม่ได้ เนื่องเพราะว่าหลวงพ่อให้ความเชื่อถือมากกว่า..!"

พวกเราจึงอ้อมมาทางด้านหน้าตัววิหารหลักของวัดรินโนจิ ให้ "คุณนายโย" (นางสาวทัศน์วรรณ พิพัฒน์รังสรรค์) ซึ่งกระผม/อาตมภาพพยายามจะจำชื่อนี้ให้ได้อยู่ ไปจัดการซื้อตั๋วเข้าชม ระหว่างนั้นพวกเราก็ชิมน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งบอกว่าไหลมาจากภูเขาสำคัญของทางด้านนี้ ปลอดภัยในการดื่มเสียด้วย..!

เมื่อเข้าไปทางด้านในวิหารแล้ว มีทั้งรูปพระสงฆ์ รูปพระพุทธเจ้า และรูปปางปาฏิหาริย์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดจนกระทั่งสิ่งของต่าง ๆ ให้พวกเราได้สักการะและทำบุญ กระผม/อาตมภาพหยอดไปตู้ละ ๑,๐๐๐ เยนเหมือนเคย แต่ว่า "ตากล้องเอ๋" ส่งใบละ ๕,๐๐๐ เยนมาให้ บอกว่า "วิหารหลังนี้ใหญ่มาก ต้องใช้ใบใหญ่ ๆ ถึงจะสมศักดิ์ศรีของหลวงพ่อ..!"

สรุปว่าวิหารหลังนี้เล่นเงินของพวกเราไป ๖,๐๐๐ เยนเต็ม ๆ โดยที่ทุกคนสาธุอนุโมทนาด้วย ขาออกนั้นมีบรรดาพระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ต่าง ๆ ทั้งปางปาฏิหาริย์และปางโปรดสัตว์มากมาย กระผม/อาตมภาพค่อย ๆ ถ่ายออกมาทีละรูป ท้ายที่สุดก็มาโผล่ตรงบันไดด้านหลัง ซึ่งตอนแรกคณะจะพาเดินเข้านั่นเอง
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 00:50
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 19 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #6  
เก่า วันนี้, 00:00
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,906
ได้ให้อนุโมทนา: 161,232
ได้รับอนุโมทนา 4,532,484 ครั้ง ใน 37,522 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พวกเรามาถ่ายรูปหมู่กันตรงมุมด้านนอกนี้ก่อน จากนั้นก็รีบเดินกลับไปยังสถานที่จอดรถ เนื่องเพราะว่าเป็นเวลา ๑๑ โมงกว่าแล้ว แต่เจ้ากรรมเถอะ..เมื่อวิ่งไปถึงร้านอาหารแล้ว ปรากฏว่าเต็ม ไม่มีที่นั่งเหลือให้..! กระผม/อาตมภาพบอกว่า "ไม่เป็นไร รอได้ยันเที่ยง..!" พวกเราจึงวิ่งต่อออกมาอีกเกือบ ๓๐ นาที จึงมาถึงสถานที่พักรถแห่งหนึ่ง ซึ่งมีทั้งร้านอาหาร ห้องน้ำห้องท่า และร้านขายของที่ระลึก แล้วก็เหมือนเคยคือ ทุกคนสั่งโน่นสั่งนี่มาเยอะแยะไปหมด..!

กระผม/อาตมภาพรับเอาข้าวสวยกับผัดถั่วงอกแล้วก็ซุปมิโซะมาฉัน ขณะที่คนอื่นพยายามส่งโน่นส่งนี่มาให้ชิม ถ้าหากว่ามีไม้อยู่ใกล้ ๆ คงได้ฟาดกบาลไปแล้ว..! ทำอย่างกับว่าพระจะสนุกกับการชิมได้อย่างนั้นแหละ..!

เมื่ออิ่มแล้ว พวกเรากลับมาขึ้นรถเดินทางต่อไป ได้ยินว่าจุดมุ่งหมายคืนนี้คือเมืองนากาโนะ จะไปดูบ่อน้ำพุร้อนที่มีลิงลงไปแช่ออนเซ็น กระผม/อาตมภาพกำลังส่งงานอยู่ พลขับก็คือ "ตากล้องเอ๋" บอกว่า "นิมนต์หลวงพ่อพักสายตาสักหน่อยครับ เพราะว่าพวกเราเดินทางกันมาเกือบทั้งวันแล้ว"

กระผม/อาตมภาพเพิ่งจะหลับตาภาวนา เสียง "ตากล้องเอ๋" ก็บอกว่า "ถึงที่พักให้เข้าห้องน้ำแล้วครับ" ลืมตาขึ้นมา ถึงได้รู้ว่าเวลาชั่วพริบตาเดียวนั้นผ่านไปชั่วโมงกว่า.." เมื่อเข้าไปยังสถานที่พักรถ เข้าห้องน้ำแล้วก็ไปเดินดูสินค้าของเขา เห็นส่วนใหญ่ ๘๐ - ๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็นขนมทั้งสิ้น ยังสงสัยอยู่ว่าคนญี่ปุ่นกินขนมหนักขนาดนี้ ทำไมไม่เป็นเบาหวานกับเขาบ้าง ?

เมื่อเสร็จจากธุระแล้ว ก็เดินทางต่อไป แต่คราวนี้ตรงเข้าตัวเมืองนากาโนะ แล้วไม่ได้เข้าที่พักรถ หากแต่ว่ามายังสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายเครื่องกีฬาต่าง ๆ โดยที่มีบุคคลในคณะบอกว่า "โดนรองเท้ากัด มาหาซื้อรองเท้าใหม่..!" เมื่อเข้าไปถึง คนโน้นก็ลองคนนี้ก็ลอง ท้ายที่สุด เอามาให้กระผม/อาตมภาพลองด้วย แล้วกลายเป็นว่าซื้อถวายหลวงพ่อ ๑ คู่..!

กระผม/อาตมภาพได้แต่เซ็งอยู่ในใจ เหตุเพราะว่าเป็นคนไม่ชอบให้มีอะไรเป็นเครื่องถ่วงตัวเอง ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ พยายามให้มีน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ ถ้าของเก่ายังมีอยู่ ก็จะไม่ใช้ของใหม่ ดังนั้น..บุคคลที่มางี่เง่าบอกว่า "ให้ใช้ของใหม่เลย ให้ใช้ของใหม่เลย" กระผม/อาตมภาพเกือบจะเอารองเท้าโขกหัวไปแล้ว..! บอกว่า "ใครซื้อมาก็รับผิดชอบแบกกลับไปด้วย..!"

เมื่อออกจากร้านค้าแล้ว พวกเราก็วิ่งไปยังโรงแรมชื่อว่า Sotetsu Hotels ซึ่งเป็นตึกแถว แต่ว่าอยู่ชั้นที่ ๕ ของตึก พวกเราต้องจอดรถกันบริเวณที่จอดของรถประจำทาง รีบขนข้าวของลงไปขึ้นลิฟท์ไปยังล็อบบี้ชั้นที่ ๕ เมื่อทำการรับห้องพักมาแล้ว ยังต้องขึ้นลิฟท์ต่อไปยังชั้นที่ ๘ อีกต่างหาก..! โดยที่กุญแจห้องนั้น มีซองกุญแจพิมพ์ชื่อฉายาของกระผม/อาตมภาพไว้อย่างชัดเจน ประมาณว่าเปลี่ยนตัวก็ไม่ได้ด้วย..!

กระผม/อาตมภาพเข้าห้องแล้ว สิ่งแรกที่ทำก็คือเปิดน้ำร้อนเสียก่อน ปรากฏว่าที่นี่ล็อกเอาไว้ที่ ๔๐ องศาเซลเซียสตามเคย ไม่เหมือนกับเมื่อวานนี้ที่ปล่อยออกมาร้อนฉ่าจนแทบสะดุ้ง ในเมื่อน้ำไม่ค่อยจะร้อน จึงต้องแช่กันนานหน่อย พร้อมกับส่งงานไปด้วย เสร็จจากการอาบน้ำอาบท่าแล้วจึงมาบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ได้ยินว่าที่เมืองนี้อากาศจะไม่หนาวมาก ดังนั้น..ก็ไม่น่าที่จะต้องประเดประดังเครื่องกันหนาวเข้าไปเต็มที่เหมือนกับเมื่อเช้านี้

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันเสาร์ที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 00:57
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 23 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 2 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 2 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 23:31



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว