กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กระดานสนทนาวัดท่าขนุน (https://www.watthakhanun.com/webboard/index.php)
-   เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ (https://www.watthakhanun.com/webboard/forumdisplay.php?f=173)
-   -   เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ (https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=11498)

พิชวัฒน์ 21-02-2026 17:49

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙
 
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙



เถรี 21-02-2026 23:34

วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นวันขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะเส็ง อีกไม่กี่วันก็จะเริ่มเข้าปีมะเมียแล้ว เนื่องจากเป็นวันเสาร์ ๕ จึงทำให้บรรดาผู้ร่วมเดินทางขนเอารูปหลวงพ่อโตไดบุตสึ เมืองคามากุระ มากองไว้ให้กระผม/อาตมภาพทั้งจารทั้งเสกไปในตัว ประมาณว่าเสาร์ ๕ ทั้งทีก็อย่าให้เสียเปล่า..! ในเมื่อเป็นดังนั้น กระผม/อาตมภาพกราบขอบารมีพระทั้งที จึงขอให้พระองค์ท่านช่วยเสกแผ่นยันต์เกราะเพชรรุ่นใหม่ของวัดท่าขนุนที่เพิ่งทำเสร็จไปด้วย..!

เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเก็บข้าวของ ล้างหน้า แต่งตัว จากนั้นลงไปเดินที่ริมทะเลสาบ อากาศที่ โรงแรม Yutorelo Nikko แห่งนี้ อยู่ที่ -๔ องศาเซลเซียส แต่ด้วยความที่มีลมพัดแรง จึงทำให้หนาวจนมือไม้ชาหมด..! ต้องเผ่นกลับเข้ามานั่งภายในล็อบบี้ รอเวลาอาหารเช้า ซึ่งวันนี้อาหารถือว่าเสิร์ฟช้ามาก เนื่องเพราะว่า ๗ โมงครึ่งของญี่ปุ่นจึงเปิดประตูให้พวกเราเข้าไป และเป็นอาหารประเภท "ตามใจคนจัดขัดใจคนกิน" เนื่องเพราะว่าเขาทำมาเสิร์ฟแต่ละโต๊ะ โดยที่เราไม่ต้องสั่ง และไม่ต้องพยายามสั่ง..!

ดังนั้น..เขาให้อะไรมาก็จงกิน ๆ ลงไปเถอะ..! กระผม/อาตมภาพจึงกวาดทุกสิ่งทุกอย่างบนโต๊ะลงท้องจนเกลี้ยง ทำเอาคนเสิร์ฟขอบคุณเป็นการใหญ่ น่าจะดีใจว่าอาหารของตนเองคงอร่อยถูกปากลูกค้า แต่ขออภัยเถอะ..ลูกค้าคนนี้ "ลิ้นจระเข้" ต่างหาก..!

ครั้นอิ่มแล้ว พวกเราก็ขนข้าวของขึ้นรถ แล้วออกเดินทางไปยังบริเวณมรดกโลกสำคัญของญี่ปุ่น คือบริเวณที่เขาเรียกกันว่า "ศาลเจ้านิกโกะ โทโชกุ" พวกเราเข้าไปแล้ว ไม่ทราบเหมือนกันว่าผู้บริการพิเศษของเราทำอีท่าไหน จึงพารถของเราทั้งสองคัน ไปจอดในบริเวณที่ไม่ต้องเสียเงิน..!

หลังจากนั้นก็ต้องเดินเข้าไปภายใน ซึ่งความจริงสถานที่นี้ก็คือพระตำหนักของ "ท่านโชกุนโทกุกาวะ อิเอยาสุ" ซึ่งเป็นโชกุนที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดท่านหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น แต่ว่ามาภายหลังกลายเป็นวัดวาอารามและศาลเจ้า หลายต่อหลายแห่งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งความจริงสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายเหล่านั้นก็คือพระตำหนักต่าง ๆ ของท่านโชกุนนั่นเอง

ด้วยความที่เรามาถึงแต่เช้า พระตำหนักหลักยังไม่เปิดให้เข้า พวกเราจึงเดินออกไปทางซ้ายมือ ทำการซื้อตั๋วแล้วก็เข้าไปทางด้านใน มีป้ายชาวนิกโกะยินดีต้อนรับเป็นภาษาไทยเสียด้วย พวกเราถ่ายรูปหมู่กับไฮไลท์แห่งหนึ่งของที่นี่ ก็คือพระเจดีย์แดง ๕ ชั้น จากนั้นก็เดินตรงเข้าไปทางด้านใน ซึ่งด้านในนี้ ไม่ว่าจะเข้าไปตรงส่วนไหนก็ตาม ล้วนแล้วแต่ต้องซื้อตั๋วทั้งสิ้น

เถรี 21-02-2026 23:40

พวกเราเดินเลาะกำแพงยาวเหยียดเข้าไปถึงซุ้มประตูหลัก ซึ่งมีรูปปั้นของ "ท่านปู่เทพอสุนีบาต" อยู่ด้วย บรรดาผู้ร่วมทางบอกว่านี่คือ "เทพเจ้าธอร์เวอร์ชั่นญี่ปุ่น" กระผม/อาตมภาพเองขำก็ขำ เสียง "ท่านนายพล" บอกว่า "พูดเล่นไปเรื่อย เดี๋ยวก็โดนฟ้าผ่าจริง ๆ..!" เนื่องเพราะว่าปัจจุบันนี้ ผู้ที่รับหน้าที่เทพอสุนีบาตของเรา ถ้าเป็นภาคไทยก็คือ "ท่านปู่พระอินทร์" นั่นเอง ไม่ทราบเหมือนกันว่าบรรดาผู้รู้ของเชื้อชาติต่าง ๆ เขารู้ได้อย่างไร ? จึงมี "เทพเจ้าซุส" มีเทพเจ้าต่าง ๆ ที่ถือสายฟ้าเป็นอาวุธ แม้กระทั่ง "เหล่ยกง" ของจีน แปลว่าเขาทั้งหลายเหล่านั้น สามารถสัมผัสสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ได้เช่นกัน

เมื่อพวกเราเดินเข้าไปด้านใน ปรากฏว่าที่บางแห่งก็ยังไม่เปิด จึงต้องเลาะซ้ายผ่านตลอดเข้าไปเสียก่อน บริเวณนี้มีชื่อว่า "วัดรินโนจิ" กระผม/อาตมภาพก็ยังสงสัยว่า วัดภายในนี้ทำไมชื่อเหมือน ๆ กันหมด ? เมื่อเข้าไปถึงด้านใน ต้องขึ้นบันไดไปหลายช่วง ทำเอาบางคนออกอาการท้อ ประมาณว่า "จ่ายเงินไม่เป็นไร แต่อย่าให้ขึ้นที่สูงได้หรือไม่ ?"

ทางด้านนี้มีตำหนักที่ปัจจุบันทำเป็นสถานที่สวดมนต์หรือพิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งมีหน้าตาสวยงามเลยทีเดียว เพียงแต่ว่าภายในตำหนักหลักด้านนี้นั้นห้ามถ่ายรูป แต่ว่า "องครักษ์พิเศษ" นั้นไม่ทราบเหมือนกันว่าทำท่าไหน ? จึงลากเอาผู้ดูแลไปเก็บข้าวของเสียงกุกกักอยู่หลังฉาก ปล่อยให้กระผม/อาตมภาพถ่ายรูปจนทั่วแล้วถึงได้ปล่อยผู้ดูแลออกมา ถามพวกเราว่า "จะซื้อหาอะไรบ้าง ?"

พวกเราดูแล้ว สินค้าที่ระลึกเหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นวัตถุมงคลประเภทที่ให้มีความสุข ให้มีความสงบร่มเย็น ให้มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง แถมยังมีการกำหนดเวลาเอาไว้ด้วย อย่างเช่นว่ามีอายุ ๗ วัน มีอายุ ๑ ปี กระผม/อาตมภาพนั้นเสกวัตถุมงคลแล้วไม่ได้กำหนดอายุไว้ กลายเป็นว่าอยู่ได้ตลอดปีตลอดชาติ..!

เมื่อเดินออกมาด้านนอก จึงพยายามถ่ายรูปซอกมุมต่าง ๆ ที่คนส่วนหนึ่งก็มองไม่เห็น อย่างเช่นว่าภายใต้ตำหนักบริเวณโคนเสา เป็นต้น จนกระทั่งออกมาถึงทางด้านนอกก็มาเจอศาลาอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่มีป้ายห้ามถ่ายรูป แต่ว่าสถานที่บูชานั้น ผนึกเป็นปึกแผ่นแน่นหนาเลยทีเดียว..! แต่ก็ไม่เกินความสามารถที่กระผม/อาตมภาพจะถ่ายรูปไปได้ แล้วก็มีการบูชาธูปเทียนมาจุดถวายเป็นพุทธบูชาและหยอดตู้ทำบุญกัน

จากนั้นก็ฉีกออกทางด้านขวามือ ซึ่งตอนแรกยังไม่เปิด ตรงส่วนด้านนี้เป็นศาลเจ้า เมื่อข้ามเสาโทริเข้าไปแล้ว ก็จะมีกระต่ายสีทองถือลูกแก้วลาพิสลาซูรีอยู่ด้วย เมื่อถามว่า "ขอได้หรือไม่ ?" เจ้ากระต่ายใจดีบอกว่า "ได้" อีกด้วย..!

เถรี 21-02-2026 23:50

พวกเราค่อย ๆ เดิน ค่อย ๆ เลาะ ค่อย ๆ ดูไป เนื่องเพราะว่ามีศาลเจ้าเล็ก ๆ ใหญ่ ๆ นับเป็นสิบ ๆ แห่ง สถานที่แห่งหนึ่งนั้น มีดาบซามูไรพิเศษของท่านโชกุน ซึ่งยาวถึง ๒.๖๐ เมตร มีแต่ใบดาบตั้งเอาไว้ บอกว่าเป็นสมบัติสำคัญของโลกเลยทีเดียว จึงได้ถ่ายรูปไปด้วย เมื่อเลาะมาถึงทางด้านหลังนั้น ก็ยังมีดาบซามูไรจำลองที่มีแต่ตัวใบดาบชี้ขึ้นฟ้า ก็คือดาบซามูไรขนาดยักษ์ของท่านโชกุนนั่นเอง มีตำนานกล่าวว่า ถ้าบุคคลที่มีบุญมาอธิษฐานขอพรตรงนี้ จะถ่ายรูปได้ดวงแสงสว่างด้วย ในคณะของเรา มีผู้ถ่ายรูปได้ดวงแสง เอาไปอวดกันเป็นที่ตื่นเต้น..!

เมื่อย้อนออกมาทางด้านนอก ตำหนักบางหลังเป็นที่ใช้ในการสวดมนต์ไหว้พระ พวกเราจึงไม่ได้เข้าไปรบกวน หากแต่ถ่ายรูปย้อนออกมาเรื่อย ๆ บริเวณนี้ ส่วนที่กระผม/อาตมภาพชอบใจมากที่สุดก็คือต้นสนอายุหลายร้อยปี แต่ละต้นโตถึง ๓ - ๔ คนโอบก็มี เมื่อกระผม/อาตมภาพไปยืนเทียบให้เขาถ่ายรูป จึงกลายเป็นอะไรที่เล็กนิดเดียวเท่านั้น..!

จนกระทั่งเดินถึงทางด้านนอก พระตำหนักหลักก็เปิดจำหน่ายตั๋วให้เข้าชมแล้ว แต่ว่าผู้คนเริ่มหลั่งไหลมากันมาก จนหาจังหวะถ่ายรูปดี ๆ ได้ยาก พวกเราเข้าไปถึงหน้าตำหนัก ซึ่งมีรูปท่านโชกุนนั่งถือเกาทัณฑ์อยู่ "ตากล้องเอ๋" (นายสุรชาติ บุญเจริญ)บอกว่า "รอหลวงพ่อเจรจากับเขาก่อน" ไม่ทราบเหมือนกันว่าท่านโชกุนหมั่นไส้ หรือว่าอยากจะแสดงฝีมือให้เห็น ภาพที่ถ่ายตำหนักข้างจึงปรากฏวงแสงใหญ่โตมโหฬารให้เห็นกันชัด ๆ ตา..!

พวกเราเข้าไปในตำหนักหลัก โดยที่ต้องถอดรองเท้าฝากตู้เอาไว้ก่อน แต่ว่าตำหนักหลักว่าราชการนั้น ตอนนี้โล่งโจ้งและกั้นเอาไว้ให้ยืนดูเฉย ๆ เข้าไปข้างในไม่ได้ ยกเว้นตรงส่วนที่จำหน่ายของที่ระลึก ส่วนที่งดงามนั้นก็คือบรรดาสิ่งประดับต่าง ๆ และลวดลายปูนปั้น ซึ่งกระผม/อาตมภาพเห็นแล้วว่าสามารถสู้สกุลช่างเมืองเพชรได้โดยสบายทีเดียว

เมื่อพวกเราชมพระตำหนักหลักเสร็จก็กลับออกมา ขาออกต้องเลี้ยวซ้ายมือ ถ้าเป็นขาเข้าเลี้ยวขวามือ ผ่านระเบียงคดแห่งหนึ่ง ซึ่งมีไฮไลท์ลับก็คือรูปแมวหลับอยู่บนคานระเบียง ทางด้านนี้ เมื่อเดินเข้าไปแล้ว ก็จะเป็นบันไดขึ้นไปเป็นระยะ ๆ ผ่านดงสนต้นมหึมาอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว ได้ยินว่าบันไดหินทั้งหมดมี ๒๐๗ ขั้น บุคคลในคณะของเราจึงหลุดหายไป ๕ คน เนื่องเพราะว่าเดินขึ้นไปไม่ไหว ทางด้านบนสุดนั้นก็คือพระสุสานของท่านโชกุนโทกุกาวะ อิเอยาสุ เมื่อขึ้นไปถึงแล้ว ยังรู้สึกได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์เลยทีเดียว

เถรี 21-02-2026 23:53

พวกเราเดินวนลงมาถึงทางด้านล่าง ไม่ได้ซื้อหาวัตถุมงคลที่กำหนดอายุตามเคย แต่ว่าให้ "เสี่ยโอ" (นายอุดมศักดิ์ จิระบัณฑิต) ไปหยอดตู้เพื่อที่จะเอาน้ำชาร้อนมาสัก ๑ กระป๋อง ปรากฏว่าน้ำชาที่นี่ราคาแพงกว่าข้างนอกมาก ทางด้านนอกราคา ๑๔๐ เยน ทางด้านในนี้ราคาถึง ๒๐๐ เยน..!

ไม่ทราบเหมือนกันว่าใครเป็นคนจ่ายเงิน เนื่องเพราะว่าแย่งกันไปยัดกันมา ระหว่าง "เสี่ยโอ" กับ "เถ้าแก่ตี๋" (นายชวาลภพ วิทูรสุนทร) ซึ่งมีการแซวว่า "ไม่ต้องรีบทำผลงาน" เนื่องเพราะว่าเมื่อตอนที่ออกจากลานจอดรถนั้น "เถ้าแก่ตี๋" ได้นำเอาเสื้อกันหนาวซึ่งทางคณะซื้อถวาย มาใส่ให้กระผม/อาตมภาพเพื่อกันหนาว แต่ตอนนี้เริ่มรู้สึกร้อนเสียแล้ว..!

ครั้นพวกเราเดินลงมาถึงทางด้านนอก โดยถ่ายรูปย้อนรอยออกมาเรื่อย ๆ ยังมีวัดสำคัญอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งก็ชื่อ "วัดรินโนจิ" อีกเช่นกัน ต้องไปซื้อตั๋วเพื่อที่จะเข้าพระวิหาร เนื่องจากว่าพวกเราเดินเข้าทางด้านหลัง เพราะว่าออกจากทางตำหนักหลักของท่านโชกุน จะมาถึงทางด้านหลังก่อน ทางคณะจะนำกระผม/อาตมภาพขึ้นบันไดไปทางขวามือ แต่ว่า "มัคคุเทศก์พิเศษ" กวักมือเรียกให้ไปทางซ้าย กระผม/อาตมภาพชะงักให้เขาเห็นชัดเจนไปหน่อย ในคณะก็เลยหัวเราะกันเกรียว บอกว่า "สู้มัคคุเทศก์พิเศษไม่ได้ เนื่องเพราะว่าหลวงพ่อให้ความเชื่อถือมากกว่า..!"

พวกเราจึงอ้อมมาทางด้านหน้าตัววิหารหลักของวัดรินโนจิ ให้ "คุณนายโย" (นางสาวทัศน์วรรณ พิพัฒน์รังสรรค์) ซึ่งกระผม/อาตมภาพพยายามจะจำชื่อนี้ให้ได้อยู่ ไปจัดการซื้อตั๋วเข้าชม ระหว่างนั้นพวกเราก็ชิมน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งบอกว่าไหลมาจากภูเขาสำคัญของทางด้านนี้ ปลอดภัยในการดื่มเสียด้วย..!

เมื่อเข้าไปทางด้านในวิหารแล้ว มีทั้งรูปพระสงฆ์ รูปพระพุทธเจ้า และรูปปางปาฏิหาริย์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดจนกระทั่งสิ่งของต่าง ๆ ให้พวกเราได้สักการะและทำบุญ กระผม/อาตมภาพหยอดไปตู้ละ ๑,๐๐๐ เยนเหมือนเคย แต่ว่า "ตากล้องเอ๋" ส่งใบละ ๕,๐๐๐ เยนมาให้ บอกว่า "วิหารหลังนี้ใหญ่มาก ต้องใช้ใบใหญ่ ๆ ถึงจะสมศักดิ์ศรีของหลวงพ่อ..!"

สรุปว่าวิหารหลังนี้เล่นเงินของพวกเราไป ๖,๐๐๐ เยนเต็ม ๆ โดยที่ทุกคนสาธุอนุโมทนาด้วย ขาออกนั้นมีบรรดาพระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ต่าง ๆ ทั้งปางปาฏิหาริย์และปางโปรดสัตว์มากมาย กระผม/อาตมภาพค่อย ๆ ถ่ายออกมาทีละรูป ท้ายที่สุดก็มาโผล่ตรงบันไดด้านหลัง ซึ่งตอนแรกคณะจะพาเดินเข้านั่นเอง

เถรี 22-02-2026 00:00

พวกเรามาถ่ายรูปหมู่กันตรงมุมด้านนอกนี้ก่อน จากนั้นก็รีบเดินกลับไปยังสถานที่จอดรถ เนื่องเพราะว่าเป็นเวลา ๑๑ โมงกว่าแล้ว แต่เจ้ากรรมเถอะ..เมื่อวิ่งไปถึงร้านอาหารแล้ว ปรากฏว่าเต็ม ไม่มีที่นั่งเหลือให้..! กระผม/อาตมภาพบอกว่า "ไม่เป็นไร รอได้ยันเที่ยง..!" พวกเราจึงวิ่งต่อออกมาอีกเกือบ ๓๐ นาที จึงมาถึงสถานที่พักรถแห่งหนึ่ง ซึ่งมีทั้งร้านอาหาร ห้องน้ำห้องท่า และร้านขายของที่ระลึก แล้วก็เหมือนเคยคือ ทุกคนสั่งโน่นสั่งนี่มาเยอะแยะไปหมด..!

กระผม/อาตมภาพรับเอาข้าวสวยกับผัดถั่วงอกแล้วก็ซุปมิโซะมาฉัน ขณะที่คนอื่นพยายามส่งโน่นส่งนี่มาให้ชิม ถ้าหากว่ามีไม้อยู่ใกล้ ๆ คงได้ฟาดกบาลไปแล้ว..! ทำอย่างกับว่าพระจะสนุกกับการชิมได้อย่างนั้นแหละ..!

เมื่ออิ่มแล้ว พวกเรากลับมาขึ้นรถเดินทางต่อไป ได้ยินว่าจุดมุ่งหมายคืนนี้คือเมืองนากาโนะ จะไปดูบ่อน้ำพุร้อนที่มีลิงลงไปแช่ออนเซ็น กระผม/อาตมภาพกำลังส่งงานอยู่ พลขับก็คือ "ตากล้องเอ๋" บอกว่า "นิมนต์หลวงพ่อพักสายตาสักหน่อยครับ เพราะว่าพวกเราเดินทางกันมาเกือบทั้งวันแล้ว"

กระผม/อาตมภาพเพิ่งจะหลับตาภาวนา เสียง "ตากล้องเอ๋" ก็บอกว่า "ถึงที่พักให้เข้าห้องน้ำแล้วครับ" ลืมตาขึ้นมา ถึงได้รู้ว่าเวลาชั่วพริบตาเดียวนั้นผ่านไปชั่วโมงกว่า.." เมื่อเข้าไปยังสถานที่พักรถ เข้าห้องน้ำแล้วก็ไปเดินดูสินค้าของเขา เห็นส่วนใหญ่ ๘๐ - ๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็นขนมทั้งสิ้น ยังสงสัยอยู่ว่าคนญี่ปุ่นกินขนมหนักขนาดนี้ ทำไมไม่เป็นเบาหวานกับเขาบ้าง ?

เมื่อเสร็จจากธุระแล้ว ก็เดินทางต่อไป แต่คราวนี้ตรงเข้าตัวเมืองนากาโนะ แล้วไม่ได้เข้าที่พักรถ หากแต่ว่ามายังสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายเครื่องกีฬาต่าง ๆ โดยที่มีบุคคลในคณะบอกว่า "โดนรองเท้ากัด มาหาซื้อรองเท้าใหม่..!" เมื่อเข้าไปถึง คนโน้นก็ลองคนนี้ก็ลอง ท้ายที่สุด เอามาให้กระผม/อาตมภาพลองด้วย แล้วกลายเป็นว่าซื้อถวายหลวงพ่อ ๑ คู่..!

กระผม/อาตมภาพได้แต่เซ็งอยู่ในใจ เหตุเพราะว่าเป็นคนไม่ชอบให้มีอะไรเป็นเครื่องถ่วงตัวเอง ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ พยายามให้มีน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ ถ้าของเก่ายังมีอยู่ ก็จะไม่ใช้ของใหม่ ดังนั้น..บุคคลที่มางี่เง่าบอกว่า "ให้ใช้ของใหม่เลย ให้ใช้ของใหม่เลย" กระผม/อาตมภาพเกือบจะเอารองเท้าโขกหัวไปแล้ว..! บอกว่า "ใครซื้อมาก็รับผิดชอบแบกกลับไปด้วย..!"

เมื่อออกจากร้านค้าแล้ว พวกเราก็วิ่งไปยังโรงแรมชื่อว่า Sotetsu Hotels ซึ่งเป็นตึกแถว แต่ว่าอยู่ชั้นที่ ๕ ของตึก พวกเราต้องจอดรถกันบริเวณที่จอดของรถประจำทาง รีบขนข้าวของลงไปขึ้นลิฟท์ไปยังล็อบบี้ชั้นที่ ๕ เมื่อทำการรับห้องพักมาแล้ว ยังต้องขึ้นลิฟท์ต่อไปยังชั้นที่ ๘ อีกต่างหาก..! โดยที่กุญแจห้องนั้น มีซองกุญแจพิมพ์ชื่อฉายาของกระผม/อาตมภาพไว้อย่างชัดเจน ประมาณว่าเปลี่ยนตัวก็ไม่ได้ด้วย..!

กระผม/อาตมภาพเข้าห้องแล้ว สิ่งแรกที่ทำก็คือเปิดน้ำร้อนเสียก่อน ปรากฏว่าที่นี่ล็อกเอาไว้ที่ ๔๐ องศาเซลเซียสตามเคย ไม่เหมือนกับเมื่อวานนี้ที่ปล่อยออกมาร้อนฉ่าจนแทบสะดุ้ง ในเมื่อน้ำไม่ค่อยจะร้อน จึงต้องแช่กันนานหน่อย พร้อมกับส่งงานไปด้วย เสร็จจากการอาบน้ำอาบท่าแล้วจึงมาบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ได้ยินว่าที่เมืองนี้อากาศจะไม่หนาวมาก ดังนั้น..ก็ไม่น่าที่จะต้องประเดประดังเครื่องกันหนาวเข้าไปเต็มที่เหมือนกับเมื่อเช้านี้

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันเสาร์ที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 19:53


ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว