กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ปี ๒๕๖๙ > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนมกราคม ๒๕๖๙

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 13-01-2026, 07:51
ตัวเล็ก's Avatar
ตัวเล็ก ตัวเล็ก is offline
กรรมการเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Mar 2009
ข้อความ: 11,661
ได้ให้อนุโมทนา: 228,020
ได้รับอนุโมทนา 832,623 ครั้ง ใน 41,129 โพสต์
ตัวเล็ก is on a distinguished road
Default เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๙

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๙


__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด
(-/\-) (-/\-) (-/\-)
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 30 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 13-01-2026, 21:23
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,949
ได้ให้อนุโมทนา: 161,383
ได้รับอนุโมทนา 4,533,762 ครั้ง ใน 37,567 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๑๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศที่ "โรงแรม Manngoo Hotel" เมืองฉู่ฉง ซึ่งในกูเกิ้ลแม็พเขียนว่า "เมืองชูเซียน" นั้นอยู่ที่ ๓ องศาเซลเซียส ปกติถ้าอากาศแบบนี้ กระผม/อาตมภาพก็หงิกไปเรียบร้อยแล้ว แต่ว่าวันนี้ยังรู้สึกว่าไปได้สบาย ๆ..!

เมื่อวานนี้ที่ "โรงแรม King World Xishuangbanna Hotel" นั้น พวกเรานัดกันที่เวลา ๖ - ๗ - ๘ ก็คือโทรศัพท์ปลุกเสียงดังสนั่นหวั่นไหวมากตั้งแต่ ๖ โมงเช้า.. หลังจากที่สรงน้ำแต่งตัวแล้วลงมาทางด้านล่าง รอเวลาที่จะไปเข้าห้องอาหาร มัวแต่คุยกันถึงเรื่องราวต่าง ๆ โดยเฉพาะการสร้างรอยพระพุทธบาททองคำของ "หลวงพ่อนิล" (พระครูวินัยธรธวัชชัย ชาครธมฺโม) ประธานที่พักสงฆ์อาศรมศรีชัยรัตนโคตร จังหวัดสกลนครอยู่ "แม่หญิงเปิ้ล" ก็เดินมาบอกว่า "ห้องอาหารเปิดแล้วค่ะ"

พวกเราจึงขึ้นไปยังชั้น ๒ เมื่อเห็นแล้วก็สบายใจมาก เนื่องเพราะว่าอาหารนั้นมีทั้งผักผลไม้จำนวนมากมาย ทำให้ "หลวงพ่อนิล" ที่ฉันมังสวิรัติ ไม่ต้องเสียเวลาไปเสาะหาสิ่งที่ตนเองฉันได้ให้เสียเวลา

พวกเราฉันอิ่มแล้วก็ลงมานั่งรอที่ล็อบบี้ข้างล่าง เนื่องเพราะว่า "แม่หญิงเปิ้ล" บอกว่า มีแต่รถตู้รับกระเป๋าของเราที่มาแล้ว รถบัสยังไม่มา กระผม/อาตมภาพเห็นว่าใกล้เวลา ๘ โมงเช้าแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่รถบัสยังไม่มา จึงลงไปข้างล่างแล้วก็เห็นว่า รถบัสของเรามาจอดรออยู่ด้านข้างโรงแรม เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า รถบัสที่นี่ส่วนใหญ่แล้วสีสัน ลักษณะ และบริษัทเดียวกัน ถ้าจำหมายเลขทะเบียนไม่ได้ ก็จะจำไม่ได้ว่าเป็นรถของตนหรือเปล่า ?

เมื่อชวนทุกคนขึ้นไปนั่งเรียบร้อยแล้ว กระผม/อาตมภาพก็เตือนให้นึกว่า มีใครลืมคืนคีย์การ์ดบ้าง ? ลืมโทรศัพท์มือถือ ลืมพาวเวอร์แบงค์ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ หรือเปล่า ? จากนั้นก็ส่งไมโครโฟนไปให้ "คุณน้ำทิพย์" มัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่บรรยายว่า วันนี้เราจะไปกราบสักการะ "พระธาตุหลวงเมืองลื้อ" ซึ่งเมืองลื้อก็คือชื่อเดิมของ "เมืองเชียงรุ้ง" หรือที่ในปัจจุบันเรียกกันว่า "เมืองสิบสองปันนา" นั่นเอง องค์พระธาตุหลวงนั่นเพิ่งสร้างมาได้ไม่กี่ปี แต่ว่าวัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ดั้งเดิมแต่แรกของชาวไตลื้อ สร้างมาเป็นพันปีแล้ว เก่าแก่เป็นอันดับสองของประเทศจีน รองจากวัดม้าขาวเท่านั้น..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 20-01-2026 เมื่อ 08:32
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 13-01-2026, 21:27
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,949
ได้ให้อนุโมทนา: 161,383
ได้รับอนุโมทนา 4,533,762 ครั้ง ใน 37,567 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ประมาณ ๘ โมงครึ่งของเมืองจีน พวกเราก็วิ่งมาถึง "วัดหลวงเมืองลื้อ" ลงไปถ่ายรูปหมู่ ซึ่งมีกล้องพิเศษเพิ่มขึ้นมาหลายตัว เป็นช่างภาพที่รับจ้างถ่ายรูปอยู่แถวนั้นนั่นเอง มีอยู่รายหนึ่งจัดสถานที่ไว้ มีนกยูงมายืนประกอบฉากด้วย ๖ ตัว ชักชวนให้ทุกคนถ่ายรูป ราคารูปละ ๒๐ หยวน กระผม/อาตมภาพจึงเข้าไปนั่งให้ถ่ายรูป พวกเราก็ช่วยกันถ่ายเป็นการใหญ่ ครั้นจะไปจ่ายสตางค์ ทางเจ้าของร้านบอกว่ายังไม่ต้อง รอตอนกลับออกมา เขาจะมาดักเก็บเงินและส่งรูปให้กับพวกเราเอง

พวกเราจึงซื้อตั๋วแล้วก็ผ่านเครื่องนับจำนวนคนเขาไปข้างใน เข้าไปถึงมีรูปนกยูง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชาวไตลื้อ รำแพนหางตัวมหึมา ทั้งสองด้านหน้าตาเหมือนกัน ใครจะยืนถ่ายรูปด้านหน้าหรือด้านหลังก็ได้ แล้วยังมีพญาช้างเอราวัณสีขาวเผือกผ่อง อยู่ตรงบริเวณเนินหินอีกด้วย แต่ช้างเอราวัณของชาวไตลื้อมี ๗ เศียร ๗ หาง ก็เลยสงสัยว่าจะเป็นช้างคนละเชือกกับของไทยเราหรือเปล่า ?

พวกเราต้องขึ้นรถรางไฟฟ้า วิ่งขึ้นไปบนยอดเขา ซึ่งเป็นจุดสูงสุดที่ตั้งของพระธาตุหลวงเมืองลื้อ พอรถออกวิ่ง กระผม/อาตมภาพถึงกับสะดุ้ง เนื่องเพราะว่าลมที่พัดมานั้นเย็นเอาเรื่องทีเดียว รถวิ่งคดเคี้ยวคดโค้งขึ้นไปตามเนินเขา จนถึงจุดสูงสุดเขาก็จอดให้เราลงไปกราบสักการะพระธาตุหลวงเมืองลื้อ ซึ่งสร้างเอาไว้อย่างสวยงาม ถ้าใครนึกภาพไม่ออก ให้นึกถึงภาพพระบรมธาตุเจดีย์วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม จังหวัดลำพูนก็แล้วกัน หน้าตาคล้าย ๆ ประมาณนั้นเลย

เมื่อถ่ายรูปหมู่กันเรียบร้อยแล้ว ทางบริษัททัวร์อนุญาตให้เราเดินหามุมถ่ายรูป และเดินดูวิวทางสะพานกระจกกันตามอัธยาศัย โดยคอยบริการแจกถุงสำหรับสวมรองเท้า ซึ่งเป็นถุงที่ป้องกันไม่ให้รองเท้าขีดข่วนสะพานกระจก แต่ทำให้ลื่นชนิดที่เรียกว่าพร้อมจะล้มอยู่ได้ตลอดเวลาแทน..!

กระผม/อาตมภาพเข้าไปยืนชมและถ่ายรูปวิวตัวเมืองลื้อ ซึ่งดูแล้วอยู่กันค่อนข้างจะหนาแน่นเลยทีเดียว เมื่อได้ภาพที่ต้องการแล้ว จึงเดินย้อนออกมาคืนถุงให้กับทางคณะทัวร์ แล้วไปซื้อหาแผ่นแม่เหล็กสำหรับติดประตูตู้เย็น ซึ่งเรียกกันว่า "แม็กเน็ต" เนื่องเพราะว่าทำเป็นรูปช้าง ที่เป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของชาวไตลื้อ และมีรูปพระธาตุหลวงเมืองลื้อด้วย ชิ้นละ ๒๕ หยวน เมื่อเลือกแล้ว ปรากฏว่าสาวที่ขายของอยู่บอกว่า มีบางรุ่นที่เป็นรุ่นเก่า ต้องแกะชิ้นนั้นไปเลย ส่วนที่เป็นรุ่นใหม่ เขาไปค้นอยู่นานกว่าจะได้ชิ้นที่กระผม/อาตมภาพต้องการมาส่งให้
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-01-2026 เมื่อ 05:44
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 26 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 13-01-2026, 21:31
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,949
ได้ให้อนุโมทนา: 161,383
ได้รับอนุโมทนา 4,533,762 ครั้ง ใน 37,567 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เมื่อจ่ายเงินแล้ว กระผม/อาตมภาพก็เดินหามุมถ่ายรูปพระธาตุหลวงเมืองลื้อ และบรรดาสัตว์ในวรรณคดีซึ่งยืนเฝ้าประตูอยู่ทุกทิศ ประกอบไปด้วย "นรสิงห์" ซึ่งหน้าตาน่ารักเป็นมิตรมาก "คชสีห์" ที่เป็นราชสีห์หัวเป็นช้าง มีงา "สีหปักษิน" ซึ่งเป็นราชสีห์หัวนก ที่ต่างประเทศเขาเรียกกันว่า "สฟิงซ์" "กินนร - กินรี" "พญานาค" และมีรูปช้างซึ่งทำเอาไว้ใหญ่โตมโหฬารในลักษณะของวังเคลื่อนที่ ดูแล้วน่าจะเคลื่อนที่ได้จริง ๆ เพราะว่ามีล้อที่เป็นฐานให้ขึ้นไปทางวังเคลื่อนที่ด้านบนด้วย ประมาณว่าพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณออกโปรดมนุษย์โลก อะไรประมาณนั้น..!

เมื่อเดินวนมาจนครบรอบแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ไปหาซื้อดอกบัว สำหรับถวายบูชาพระธาตุหลวงเมืองลื้อ ซึ่งมีราคาตั้งแต่ต่ำจนถึงสูง จึงเลือกดอกที่ราคา ๙๙ หยวน แต่มอบให้กับคนขายไป ๑๐๐ หยวนเต็มเลย คนขายจัดแจงกดปุ่มเปิดไฟบนดอกบัวให้ด้วย เมื่ออธิษฐานลอยถวายเป็นพุทธบูชา ธัมมบูชา สังฆบูชาแล้ว บรรดาญาติโยมทั้งหลายที่เห็นก็เลียนแบบเอาอย่างบ้าง

ยังไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงช้างโกญจนาทดังสนั่นหวั่นไหว..! เจ้าหน้าที่เขามาแล้วก็ขับเคลื่อนเจ้าวังเคลื่อนที่รูปช้างนั้นออกมาจริง ๆ..! กระผม/อาตมภาพเห็นว่าเหลือเวลาอีกแค่ ๕ นาที จึงเดินอ้อมไปดักหน้า จะให้รางวัลคนขับช้างสัก ๑๐๐ หยวน แต่ปรากฏว่า "เงินบูด" เพราะว่าเจ้าหน้าที่ด้านล่างโบกมือไล่..ห้ามเข้าไปใกล้ เนื่องจากการบังคับช้างนั้นจะเห็นเฉพาะตรงหน้าเท่านั้น นอกจากล้อจำนวนมากมายแล้ว ยังมีล้อที่ติดเท้าช้างทั้ง ๔ อีกด้วย ถ้าพลาดขึ้นมา อาจจะโดนทับแบนอยู่ตรงนั้นเอง..!

ในเมื่อจ่ายสตางค์ไม่ได้ กระผม/อาตมภาพจึงเดินไปรอบริเวณที่ขึ้นรถราง เมื่อคณะของเรามาครบก็ขึ้นรถราง วิ่งลงไปขณะที่มีรถรางวิ่งสวนขึ้นมา ๔ - ๕ คันติด ๆ กัน จึงได้บอกกับ "หลวงพ่อนิล" และ "ท่านปิง (พระกวีศิลป์ วิสุทฺธิกุโล)" ว่า เวลาของพวกเราดีมาก มาตอนที่เขายังไม่ขึ้นมา และลงตอนที่เขาแห่กันขึ้นมาพอดี..!

รถรางไฟฟ้ามาจอดบริเวณหน้าห้องน้ำช่วงที่ ๒ เมื่อพวกเราเข้าห้องน้ำแล้ว เดินลงมาทางด้านล่างอีกเล็กน้อย บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปปางลีลาประทานพรองค์ใหญ่มาก ๆ พวกเรากราบสักการะแล้วเข้าไปในวิหาร ซึ่งแบ่งออกเป็นตรงกลางส่วนหนึ่ง ด้านซ้าย ด้านขวา ๒ ส่วน และด้านหลังอีก ๑ ส่วน กระผม/อาตมภาพกราบพระแล้ว ก็หยอดตู้ถวายเป็นพุทธบูชาทุกตู้ไป..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 20-01-2026 เมื่อ 08:39
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 26 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า 13-01-2026, 21:37
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,949
ได้ให้อนุโมทนา: 161,383
ได้รับอนุโมทนา 4,533,762 ครั้ง ใน 37,567 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เมื่ออ้อมมาถึงทางด้านทางออก มีตู้ขายพวกบรรดาสิ่งของที่ระลึกต่าง ๆ ซึ่งมีลูกประคำ เป็นต้น มองเห็นประคำมือ ซึ่งทำจากไม้ต่าง ๆ สลับสีสันกันหน้าตาดีมาก ราคาพวงละ ๑๘๘ หยวน จึงได้ควักกระเป๋าเตรียมซื้อ แต่ "ท่านปิง" บอกว่า "ผมถวายครับ" จนกลายเป็น "เงินบูด" อีกแล้ว จึงได้บอกกับท่านว่า "เดี๋ยวผมหยอดตู้ทำบุญที่นี่แทนคุณก็แล้วกัน"

เมื่อออกมาใส่รองเท้าแล้ว ก็เดินลงมาเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่เขาบอกว่ารอให้รถรางมารับ ถึงวิหารใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้งดั้งเดิมของวัดหลวงเมืองลื้อแห่งนี้ เข้าไปกราบพระประธานและหยอดตู้ทำบุญแล้ว ทางด้านนี้ก็มีประคำขายเหมือนกัน และมีแบบที่ต่างจากทางด้านบนด้วย จึงได้ซื้อไปอีก ๑ เส้น ราคา ๑๒๘ หยวน ญาติโยมทั้งหลายที่แห่ซื้อตามทางวิหารด้านบน จนของเขาหมดสต๊อก..! ท่านที่ยังไม่ได้จึงมาซื้อกันที่บริเวณนี้เอง..!

กระผม/อาตมภาพยืนรออยู่พักหนึ่ง ไม่เห็นรถรางของเขามา แสดงว่านักท่องเที่ยวทางด้านบนยังไม่กลับลงมา จึงโทรศัพท์แจ้งกับ "ลูกกิฟท์" (นางสาวอันตรา ลักษณะ) เจ้าของบริษัทเติมเต็มทราเวลว่า จะขอเดินลงไปเรื่อย ๆ ด้วยตนเองก่อน เมื่อ "ลูกกิฟท์" รับทราบแล้ว พวกเราที่เป็นพระก็เดินลงมาตามบันได ซึ่งจะมีรูปแกะสลักพระสงฆ์ยืนอยู่ ๒ ข้างบันไดเป็นชุด ๆ กระผม/อาตมภาพคาดว่า น่าจะเป็น "พระอสีติมหาสาวก" คือพระสงฆ์ผู้ใหญ่ทั้ง ๘๐ รูปในสมัยพุทธกาลนั่นเอง

พวกเราเดินผ่านต้นไทรที่แขวนโบว์คำขอพรต่าง ๆ เอาไว้มากมาย จนแดงสะพรั่งไปหมด อ้อมมาอีกข้างหนึ่งมีเด็กสาวสองคน มาขายบรรดาผลไม้ต่าง ๆ ให้ บอกว่าสามารถชิมได้ แต่กระผม/อาตมภาพดูสภาพอากาศแล้ว ขืนชิมเข้าไปคงได้เดินหนาวสั่นเป็นแน่ จึงได้โบกมือปฏิเสธไป..!

ครั้นเดินลงมาถึงลานกว้างด้านข้างก็งงอยู่พักใหญ่ เนื่องเพราะว่าทางซ้ายมือมีรถราง "ท่านปิง" บอกว่า "น่าจะต้องเดินออกทางด้านหน้าที่เราเข้ามาครับ เพราะว่ารถรางนี้มารอรับนักท่องเที่ยวที่กำลังแห่เข้ามากันพอดี" เมื่อเดินไปตรงปากประตู เจ้าหน้าที่ก็ชี้ให้ออกทางขวามือ ซึ่งมีเครื่องนับจำนวนคนเอาไว้เช่นกัน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 20-01-2026 เมื่อ 08:42
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 27 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #6  
เก่า 13-01-2026, 21:41
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,949
ได้ให้อนุโมทนา: 161,383
ได้รับอนุโมทนา 4,533,762 ครั้ง ใน 37,567 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ครั้นออกมาถึง ยังไม่ทันที่จะทำอะไร เจ้าของร้านถ่ายรูปซึ่งมีนกยูง ๖ ตัว ซึ่งตอนนี้มีคู่แข่งเป็นเจ้าของร้านหญิง ที่มีนกยูง ๒ ตัวมาให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปเช่นกัน นำรูปที่ถ่ายไว้มาให้เลือก กระผม/อาตมภาพเลือกมารูปเดียวที่ตนเองต้องการ เพราะว่าเขามีทั้งรูปหมู่ รูปเดี่ยว ที่แอบถ่ายบ้าง ตั้งใจถ่ายคณะของพวกเราบ้าง "ท่านปิง" จัดการซื้อรูปหมู่ถวายกระผม/อาตมภาพมาอีกรูปหนึ่ง เห็นการทำงานของช่างถ่ายรูปคนนี้แล้วก็รู้สึกสงสาร เพราะว่าภรรยาค่อนข้างที่จะเข้มงวดและเค็มมาก..! ก็คือไล่ตามจิกเงินจากกระเป๋าเจ้าของร้านถ่ายรูปเลยทีเดียว พวกเราหัวเราะแบบขำก็ขำ เห็นในความทุกข์ของเขาก็เห็น..!

เมื่อนั่งรอกันอยู่ข้างนอก จนกระทั่งพวกเรามากันครบแล้ว เพิ่งจะเวลาประมาณ ๑๐.๒๐ น. เมืองจีน "ลูกกิฟท์" นิมนต์ไปขึ้นรถที่บริเวณลานจอดรถ พวกเราต้องไปฉันเพล
ที่ภัตตาคารเลย เป็นการฉันเพลก่อนเวลาเล็กน้อย เนื่องจากว่าเรายังจะต้องนั่งรถไฟความเร็วสูง กลับไปเมืองคุนหมิงอีกหลายชั่วโมง

เหตุที่ต้องนั่งรถไฟมาและนั่งรถไฟกลับครั้งละหลายชั่วโมงนั้น ก็เพราะว่าเวลาของกระผม/อาตมภาพที่ว่างพอจะเดินทางมาได้นั้น ไม่ตรงกับจังหวะเวลาซึ่งมีเครื่องบินลงที่สิบสองปันนา ทำให้ทาง "ลูกกิฟท์" ไม่สามารถที่จะหาซื้อตั๋วเครื่องบิน เพื่อนำคณะเราวิ่งลงมาโดยตรงได้ แล้วกระผม/อาตมภาพก็แจ้งกับทาง "ลูกกิฟท์" ไปด้วยว่า "จะต้องมาสิบสองปันนาให้ได้" เพื่อที่จะกวาดแหล่งเที่ยวสำคัญในมณฑลยูนนานให้หมดไปเลยทีเดียว ไม่ต้องเสียเวลาคาใจให้ต้องเดินทางมากันใหม่ จึงทำให้เจอทริปที่ต้องนั่งรถไฟมาและนั่งรถไฟกลับครั้งละหลายชั่วโมงแบบนี้

ต้องขออภัยทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าเวลาที่จำกัดของตนเอง ไม่สามารถจะขยับเลื่อนเข้าออกได้ ทำให้ทุกคนมีประสบการณ์นั่งรถไฟความเร็วสูงกันเพิ่มขึ้น และเสียเงินเพิ่มโดยใช่เหตุ..!

เรามาถึง "ภัตตาคารม่านเฟยหลง" ขึ้นไปข้างบนแล้วถึงเห็นว่าเป็นภัตตาคารอาหารพื้นเมืองแบบไตลื้อ ก็คือเป็นการนั่งล้อมโต๊ะขนาดใหญ่ลักษณะขันโตก แต่เขาจัดแบบโต๊ะจีนก็คือมีสองชั้น ชั้นนอกสำหรับวางถ้วย วางตะเกียบ วางแก้วน้ำ ส่วนชั้นในเป็นโต๊ะหมุนได้แบบโต๊ะจีนนั่นเอง ของพวกเราที่จองไว้นั้น ต้องเดินเข้าไปทางด้านในอีกช่วงหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างจะสงบเงียบมาก
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 20-01-2026 เมื่อ 08:45
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 26 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #7  
เก่า 13-01-2026, 21:48
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,949
ได้ให้อนุโมทนา: 161,383
ได้รับอนุโมทนา 4,533,762 ครั้ง ใน 37,567 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เติมเต็มทราเวลจองเอาไว้เต็มพิกัด ๓ โต๊ะ สำหรับพระ ๖ รูป ๑ โต๊ะ และญาติโยม ๑๙ คนอีก ๒ โต๊ะ เมื่อมาถึงอาหารก็พร้อมแล้วทุกอย่าง พวกเราจึงลงมือฉันอาหารที่หน้าตาคล้าย ๆ กับทางภาคเหนือของเรา ซึ่ง "หลวงพ่อนิล" เองก็สามารถที่จะเลือกฉันในส่วนที่เป็นมังสวิรัติได้

บรรดาอาหารทั้งหลายเหล่านี้ แม้ว่าหลายอย่างจะคุ้นหน้าคุ้นตาของพวกเรา แต่ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นข้าวนึ่ง หรือว่าข้าวเหนียว และไก่ย่าง ตอนท้ายยังมีห่านย่างจานมหึมาวางลงตรงหน้า สอบถามแล้วทุกโต๊ะ ปรากฏว่ามีกันครบถ้วนสมบูรณ์ พวกเราจึงฝืนฉันกันไปคนละเล็กคนละน้อย เนื่องเพราะว่า
ส่วนมากอิ่มกันแล้ว..!

ครั้นพวกเราออกมาขึ้นรถ โชเฟอร์ก็พาวิ่งมายังสถานีรถไฟความเร็วสูงของเมืองสิบสองปันนา หรือเมืองเชียงรุ้ง กระผม/อาตมภาพยื่นใบละ ๑๐๐ หยวนให้เป็นรางวัลคนขับ อีกฝ่ายหนึ่งยกมือไหว้ พูดภาษาไทยอย่างชัดเจนว่า "ยินดีครับ" คำว่า "ยินดี" ก็คือ "ขอบคุณ" ตามภาษาพื้นเมืองของไตลื้อนั่นเอง

เมื่อแบกกระเป๋าส่วนตัว สแกนพาสปอร์ตผ่านเข้าไป สแกนกระเป๋า สแกนตัวเรียบร้อยแล้ว ก็นั่งรอเวลา ครั้นถึงเวลาที่รถไฟมาถึง ปรากฏว่าบรรดาพี่น้องมหาประชาชนชาวจีน เปลี่ยนจากชาว "ราชวงศ์หยวน" ของประเทศจีนมาเป็น "ราชวงศ์ชิง" ทันที มีทั้งเบียด มีทั้งกระแทก มีทั้งแทรกคิวหน้าตาเฉย..! ทั้ง ๆ ที่ตนเองถือบัตรประชาชนไปอีกหลายช่องทางก็ได้ แต่เนื่องจากว่าช่องทางที่นักท่องเที่ยวต้องสแกนพาสปอร์ตนี้ คนค่อนข้างจะน้อยกว่า เขาก็เลยแย่งกันมา เพราะว่าสามารถสแกนบัตรประชาชนได้เร็วขึ้น..!

ขากลับนี้พวกเรานั่งตู้หมายเลข ๔ ซึ่งมีห้องน้ำคนพิการใหญ่โตกว้างขวางมาก ไม่ว่าจะพิการหรือไม่พิการก็สามารถเข้าได้ เมื่อนั่งลงเรียบร้อยแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ส่งจิตขอบคุณบรรดาเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลาย ที่เมตตาให้ความอนุเคราะห์สงเคราะห์ เมื่อพูดคุยบางเรื่องที่ไม่สามารถจะบอกกล่าวได้กับ "อดีตเจ้าหลวงเมืองลื้อ" เสร็จ ลืมตาขึ้นมา ปรากฏว่าเกือบทั้งคณะโดนข้าวนึ่งทำพิษ หลับกันอย่างชนิดลืมโลกไปแล้ว..!

เข้าห้องน้ำไป ๑ รอบก็ใกล้ที่จะถึงเมืองคุนหมิง ครั้นถึงเวลาเขาให้เตรียมตัวลง กระผม/อาตมภาพจัดการเข้าเสียอีก ๑ รอบ ลงจากรถไฟมาเจออากาศเย็นสะท้านเลยทีเดียว พอสแกนพาสปอร์ตออกมาแล้ว เดินไปยังลานจอดรถ ที่รถบัสมารออยู่ บนรถเปิดเครื่องปรับอากาศไว้ ทำให้รู้สึกว่าอุ่นขึ้นมามาก

รถบัสของเราวิ่งออกจากเมืองคุนหมิงตรงไปยังเมืองฉู่ฉง ซึ่งใช้เวลา ๓ ชั่วโมงกว่า กระผม/อาตมภาพซึ่งบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนไปตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว จึงได้แค่ส่งงานทางกลุ่มไลน์ จนกระทั่งพวกเรามาถึง "โรงแรม Manngoo Hotel" จึงรีบเข้าที่พักของใครของมัน อากาศช่วงนี้อยู่ที่ ๑๒ องศาเซลเซียส มุดเข้าผ้าห่มได้ก็ไปก่อนละนะ..! ไม่นึกเหมือนกันว่าเช้านี้จะเหลือแค่ ๓ องศาเซลเซียสเท่านั้น..!

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันอังคารที่ ๑๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 20-01-2026 เมื่อ 08:51
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 30 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 02:43



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว