![]() |
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๙
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๙ |
วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๑๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศที่โรงแรม Manngoo เมืองฉู่ฉง ซึ่งในโทรศัพท์เขียนว่าเมืองชูเซียนนั้นอยู่ที่ ๓ องศาเซลเซียส ปกติถ้าอากาศแบบนี้ กระผม/อาตมภาพก็หงิกไปเรียบร้อยแล้ว แต่ว่าวันนี้ยังรู้สึกว่าไปได้สบาย ๆ..!
เมื่อวานนี้ที่โรงแรม King World Xishuangbanna Hotel นั้น พวกเรานัดกันที่เวลา ๖ - ๗ - ๘ ก็คือโทรศัพท์ปลุกเสียงดังสนั่นหวั่นไหวมากตั้งแต่ ๖ โมงเช้า.. หลังจากที่สรงน้ำแต่งตัวแล้วลงมาทางด้านล่าง รอเวลาที่จะไปเข้าห้องอาหาร มัวแต่คุยกันถึงเรื่องราวต่าง ๆ โดยเฉพาะการสร้างรอยพระพุทธบาททองคำของหลวงพ่อนิล (พระครูวินัยธรธวัชชัย ชาครธมฺโม) ประธานที่พักสงฆ์อาศรมศรีชัยรัตนโคตร จังหวัดสกลนครอยู่ "แม่หญิงเปิ้ล"ก็มาบอกว่า "ห้องอาหารเปิดแล้วค่ะ" พวกเราจึงขึ้นไปยังชั้น ๒ เมื่อเห็นแล้วก็สบายใจมาก เนื่องเพราะว่าอาหารนั้นมีทั้งผักผลไม้จำนวนมากมาย ทำให้หลวงพ่อนิลที่ฉันเจไม่ต้องเสียเวลาไปเสาะหาสิ่งที่ตนเองฉันได้ให้เสียเวลา พวกเรากงฉันอิ่มแล้วก็ลงมานั่งรอที่ล็อบบี้ข้างล่าง เนื่องเพราะว่า "แม่หญิงเปิ้ล" บอกว่า มีแต่รถตู้รับกระเป๋าของเราที่มาแล้ว รถบัสยังไม่มา กระผม/อาตมภาพเห็นว่าใกล้เวลา ๘ โมงเช้าแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่รถบัสยังไม่มา จึงลงไปข้างล่างแล้วก็เห็นว่า รถบัสของเรามาจอดรออยู่ด้านข้างโรงแรม เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า รถบัสที่นี่ส่วนใหญ่แล้วสีสัน ลักษณะ และบริษัทเดียวกัน ถ้าจำหมายเลขทะเบียนไม่ได้ ก็จะจำไม่ได้ว่าเป็นรถของตนหรือเปล่า ? เมื่อชวนทุกคนขึ้นไปนั่งเรียบร้อยแล้ว กระผม/อาตมภาพก็เตือนให้นึกว่า มีใครลืมคืนคีย์การ์ดบ้าง ? ลืมโทรศัพท์มือถือ ลืมพาวเวอร์แบงค์ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ บ้าง ? จากนั้นก็ส่งไมโครโฟนไปให้ "คุณน้ำทิพย์" มัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่บรรยายว่า วันนี้เราจะไปกราบสักการะ "พระธาตุหลวงเมืองลื้อ" ซึ่งเมืองลื้อก็คือชื่อเดิมของ "เมืองเชียงรุ้ง" หรือที่ในปัจจุบันเรียกกันว่า "เมืองสิบสองปันนา" นั่นเอง องค์พระธาตุหลวงนั่นเพิ่งสร้างมาได้ไม่กี่ปี แต่ว่าวัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ดั้งเดิมแต่แรกของชาวไตลื้อสร้างมาเป็นพันปีแล้ว เก่าแก่เป็นอันดับสองของประเทศจีน รองจากวัดม้าขาวเท่านั้น..! |
ประมาณ ๘ โมงครึ่งของเมืองจีน พวกเราก็วิ่งมาถึง "วัดหลวงเมืองลื้อ" ลงไปถ่ายรูปหมู่ ซึ่งมีกล้องพิเศษเพิ่มขึ้นมาหลายตัว เป็นช่างภาพที่รับจ้างถ่ายรูปอยู่แถวนั้นนั่นเอง มีอยู่รายหนึ่งจัดสถานที่ไว้ มีนกยูงมายืนประกอบฉากด้วย ๖ ตัว ชักชวนให้ถ่ายรูป ราคารูปละ ๒๐ หยวน กระผม/อาตมภาพจึงเข้าไปนั่งให้ถ่ายรูป พวกเราก็ช่วยกันถ่ายเป็นการใหญ่ ครั้นจะไปจ่ายสตางค์ ทางเจ้าของร้านบอกว่ายังไม่ต้อง รอตอนกลับออกมา เขาจะมาดักเก็บเงินและส่งรูปให้กับพวกเราเอง
พวกเราต้องซื้อตั๋วแล้วก็ผ่านเครื่องนับจำนวนคนเขาไปข้างใน เข้าไปถึงมีรูปนกยูง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชาวไตลื้อ รำแพนหางอยู่ตัวมหึมา ทั้งสองด้านหน้าตาเหมือนกัน ใครจะยืนถ่ายรูปด้านหน้าหรือด้านหลังก็ได้ แล้วยังมีพญาช้างเอราวัณสีขาวเผือกผ่อง อยู่ตรงบริเวณเนินหินอีกด้วย แต่ช้างเอราวัณของชาวไตลื้อมี ๕ เศียร ๕ หาง ก็เลยสงสัยว่าจะเป็นช้างคนละเชือกกับของไทยเราหรือเปล่า ? พวกเราต้องไปขึ้นรถรางไฟฟ้า วิ่งขึ้นไปบนยอดเขา ซึ่งเป็นจุดสูงสุดที่ตั้งของพระธาตุหลวงเมืองลื้อ พอรถออกวิ่ง กระผม/อาตมภาพก็ถึงกับสะดุ้ง เนื่องเพราะว่าลมที่พัดมานั้นเย็นเอาเรื่องทีเดียว รถวิ่งคดเคี้ยวคดโค้งขึ้นไปตามเนินเขา จนถึงจุดสูงสุดเขาก็จอดให้เราลง พวกเราได้กราบสักการะพระธาตุหลวงเมืองลื้อ ซึ่งสร้างเอาไว้อย่างสวยงาม ถ้าใครนึกภาพไม่ออก ให้นึกถึงภาพพระบรมธาตุเจดีย์วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม จังหวัดลำพูนก็แล้วกัน หน้าตาคล้าย ๆ ประมาณนั้นเลย เมื่อถ่ายรูปหมู่กันเรียบร้อยแล้ว ทางบริษัททัวร์อนุญาตให้เราเดินหามุมถ่ายรูป และเดินดูวิวทางสะพานกระจกกันตามอัธยาศัย โดยคอยบริการแจกถุงสำหรับสวมรองเท้า ซึ่งเป็นถุงที่ป้องกันไม่ให้รองเท้าขีดข่วนสะพานกระจก แต่ทำให้ลื่นชนิดที่เรียกว่าพร้อมจะล้มอยู่ได้ตลอดเวลาแทน..! กระผม/อาตมภาพเข้าไปยืนชมและถ่ายรูปวิวตัวเมืองลื้อ ซึ่งดูแล้วค่อนข้างจะหนาแน่นเลยทีเดียว เมื่อได้ภาพที่ต้องการแล้ว ก็เดินย้อนออกมาคืนถุงให้กับทางคณะทัวร์ แล้วก็ไปซื้อหาแผ่นแม่เหล็กสำหรับติดประตูตู้เย็น ซึ่งเรียกกันว่า "แม็กเน็ต" เนื่องเพราะว่าทำเป็นรูปช้าง ที่เป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของชาวไตลื้อ และมีรูปพระธาตุหลวงเมืองลื้อด้วย ชิ้นละ ๒๕ หยวน เมื่อเลือกแล้ว ปรากฏว่าสาวที่ขายของอยู่บอกว่า มีบางรุ่นที่เป็นรุ่นเก่า ต้องแกะชิ้นนั้นไปเลย ส่วนที่มีรุ่นใหม่ เขาไปค้นอยู่นานกว่าจะได้ชิ้นที่กระผม/อาตมภาพต้องการมาส่งให้ |
เมื่อจ่ายเงินแล้ว กระผม/อาตมภาพก็เดินหามุมถ่ายรูปพระธาตุหลวงเมืองลื้อ และบรรดาสัตว์ในวรรณคดีซึ่งยืนเฝ้าประตูอยู่ทุกทิศ ประกอบไปด้วย "นรสิงห์" ซึ่งหน้าตาน่ารักเป็นมิตรมาก "คชสีห์" ที่เป็นราชสีห์หัวเป็นช้าง มีงา "สีหปักษิน" ซึ่งเป็นราชสีห์หัวนก ที่ต่างประเทศเขาเรียกกันว่า "สฟิงซ์" "กินนร กินรี" และ "พญานาค" และมีรูปช้างซึ่งทำเอาไว้ใหญ่โตมโหฬารในลักษณะของวังเคลื่อนที่ ดูแล้วน่าจะเคลื่อนที่ได้จริง ๆ เพราะว่ามีล้อที่เป็นฐานให้ขึ้นไปทางวังเคลื่อนที่ด้านบนด้วย ประมาณว่าพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณออกโปรดโลกมนุษย์ อะไรประมาณนั้น..!
เมื่อเดินวนมาจนครบรอบแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ไปหาซื้อดอกบัว สำหรับถวายบูชาพระธาตุหลวงเมืองลื้อ ซึ่งมีราคาตั้งแต่ต่ำจนถึงสูง กระผม/อาตมภาพเลือกดอกที่ราคา ๙๙ หยวน แต่มอบให้กับคนขายไป ๑๐๐ หยวนเต็มเลย คนขายจัดแจงกดปุ่มเปิดไฟบนดอกบัวให้ด้วย เมื่ออธิษฐานลอยถวายเป็นพุทธบูชา ธัมมบูชา สังฆบูชาแล้ว บรรดาญาติโยมทั้งหลายที่เห็นก็เลียนแบบเอาอย่างบ้าง ยังไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงช้างโกญจนาทดังสนั่นหวั่นไหว..! ที่ไหนได้..เจ้าหน้าที่เขามาแล้วก็ขับเคลื่อนเจ้าวังเคลื่อนที่รูปช้างนั้นออกมาจริง ๆ..! กระผม/อาตมภาพเห็นว่าเหลือเวลาอีกแค่ ๕ นาที จึงเดินอ้อมไปดักหน้า จะให้รางวัลคนขับช้างสัก ๑๐๐ หยวน แต่ปรากฏว่า "เงินบูด" เพราะว่าเจ้าหน้าที่ด้านล่างโบกมือไล่..ห้ามเข้าไปใกล้ เนื่องจากการบังคับช้างนั้นจะเห็นเฉพาะตรงหน้าเท่านั้น นอกจากล้อจำนวนมากมายแล้ว ยังมีล้อที่ติดเท้าช้างทั้ง ๔ อีกด้วย ถ้าพลาดขึ้นมา อาจจะโดนทับแบนอยู่ตรงนั้นเอง..! ในเมื่อจ่ายสตางค์ไม่ได้ กระผม/อาตมภาพจึงเดินไปยืนรอบริเวณที่ขึ้นรถราง เมื่อคณะของเรามาครบก็ขึ้นรถราง วิ่งลงไปขณะที่มีรถรางวิ่งสวนขึ้นมา ๔ - ๕ คันติด ๆ กัน จึงได้บอกกับ "หลวงพ่อนิล" และ "ท่านปิง (พระกวีศิลป์ วิสุทฺธิกุโล)" ว่า เวลาของพวกเราดีมาก มาตอนที่เขายังไม่มาและลงตอนที่เขาแห่กันขึ้นมา..! รถรางไฟฟ้ามาจอดบริเวณหน้าห้องน้ำช่วงที่ ๒ เมื่อพวกเราเข้าห้องน้ำแล้วก็เดินลงมาทางด้านล่างอีกเล็กน้อย บริเวณนี้จะเป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปปางลีลาประทานพรองค์ใหญ่มาก ๆ พวกเรากราบสักการะแล้วก็เข้าไปในวิหาร ซึ่งแบ่งออกเป็นตรงกลางส่วนหนึ่ง ด้านซ้าย ด้านขวาอีก ๒ ส่วน และด้านหลังอีก ๑ ส่วน กระผม/อาตมภาพกราบพระแล้ว ก็หยอดตู้ถวายเป็นพุทธบูชาเสียทุกตู้ไป..! |
เมื่ออ้อมมาถึงทางด้านทางออก มีตู้ขายพวกบรรดาสิ่งของที่ระลึกต่าง ๆ ซึ่งมีลูกประคำ เป็นต้น มองเห็นประคำมือ ซึ่งทำจากไม้ต่าง ๆ สลับสีสันกันหน้าตาดีมาก ราคาพวงละ ๑๘๘ หยวน จึงได้ควักกระเป๋าเตรียมซื้อ แต่ "ท่านปิง" บอกว่า "ผมถวายครับ" กลายเป็น "เงินบูด" อีกแล้ว จึงได้บอกกับท่านว่า "เดี๋ยวผมหยอดตู้ถวายที่นี่แทนคุณไปก็แล้วกัน"
เมื่อออกมาใส่รองเท้าแล้ว ก็เดินลงมาเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่เขาบอกว่ารอให้รถรางมารับ ถึงวิหารใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้งดั้งเดิมของวัดหลวงเมืองลื้อแห่งนี้ เข้าไปกราบพระประธานและหยอดตู้ทำบุญแล้ว ทางด้านนี้ก็มีประคำขายเหมือนกัน และมีแบบที่ต่างจากทางด้านบนด้วย จึงได้ซื้อไปอีก ๑ เส้น ราคา ๑๒๘ หยวน ญาติโยมทั้งหลายที่แห่ซื้อตามทางวิหารด้านบน จนของเขาหมดสต๊อก..! ท่านที่ยังไม่ได้ก็เลยมาซื้อกันที่บริเวณนี้เอง กระผม/อาตมภาพยืนรออยู่พักหนึ่ง ไม่เห็นรถรางของเขามา แสดงว่านักท่องเที่ยวทางด้านบนยังไม่กลับลงมา จึงโทรศัพท์แจ้งกับ "ลูกกิฟท์ (นางสาวอันตรา ลักษณะ)" เจ้าของบริษัทเติมเต็มทราเวลว่า จะขอเดินลงไปเรื่อย ๆ ด้วยตนเองก่อน เมื่อ "ลูกกิฟท์" รับทราบแล้ว พวกเราที่เป็นพระก็เดินลงมาตามบันได ซึ่งจะมีรูปแแะสลักพระสงฆ์ยืนอยู่ ๒ ข้างบันไดเป็นชุด ๆ กระผม/อาตมภาพคาดว่า น่าจะเป็นพระอสีติมหาสาวก คือพระสงฆ์ผู้ใหญ่ทั้ง ๘๐ รูปในพระพุทธศาสนาของเรานั่นเอง พวกเราเดินผ่านลงมาก็จะมีต้นไทรสำหรับแขวนโบว์ที่เป็นคำขออวยพรต่าง ๆ เอาไว้มากมาย จนแดงสะพรั่งไปหมด อ้อมมาอีกข้างหนึ่งก็มีเด็กสาวสองคน มาขายบรรดาผลไม้ต่าง ๆ ให้ บอกว่าสามารถชิมได้ แต่กระผม/อาตมภาพดูสภาพอากาศแล้ว ขืนชิมเข้าไปคงได้เดินหนาวสั่นเป็นแน่ จึงได้โบกมือปฏิเสธไป..! ครั้นเดินลงมาถึงลานกว้างด้านข้างก็งงอยู่พักใหญ่ เนื่องเพราะว่าทางซ้ายมือมีรถราง "ท่านปิง" บอกว่า "น่าจะต้องเดินออกทางด้านหน้าที่เราเข้ามาครับ เพราะว่ารถรางนี้มารอรับนักท่องเที่ยวที่กำลังแห่เข้ามากันพอดี" เมื่อเดินไปตรงปากประตู เจ้าหน้าที่ก็ชี้ให้ออกทางขวามือ ซึ่งมีเครื่องนับจำนวนคนออกเอาไว้เช่นกัน |
ครั้นออกมาถึง ยังไม่ทันที่จะทำอะไร เจ้าของร้านถ่ายรูปซึ่งมีนกยูง ๖ ตัว ซึ่งตอนนี้มีคู่แข่งเป็นเจ้าของร้านหญิง ที่มีนกยูง ๒ ตัวมาขอให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปเช่นกัน นำรูปที่ถ่ายไว้มาให้เลือก กระผม/อาตมภาพเลือกมารูปเดียวที่ตนเองต้องการ เพราะว่าเขามีทั้งรูปหมู่ รูปเดี่ยว ที่แอบถ่ายบ้าง ตั้งใจถ่ายคณะของพวกเราบ้าง "ท่านปิง" จัดการซื้อรูปหมู่ถวายกระผม/อาตมภาพมาอีกรูปหนึ่ง เห็นการทำงานของช่างถ่ายรูปคนนี้แล้วก็รู้สึกสงสาร เพราะว่าภรรยาค่อนข้างจะเข้มงวดและเค็มมาก..! ก็คือไล่ตามจิกเงินจากกระเป๋าเจ้าของร้านถ่ายรูปเลยทีเดียว พวกเราจึงหัวเราะ ขำก็ขำ เห็นในความทุกข์ของเขาก็เห็น..!
เมื่อนั่งรอกันอยู่ข้างนอก จนกระทั่งพวกเรามากันครบแล้ว เพิ่งจะเวลาประมาณ ๑๐.๒๐ น. เมืองจีน "ลูกกิฟท์"นิมนต์ไปขึ้นรถที่บริเวณลานจอดรถ พวกเราจะต้องไปที่ภัตตาคารเพื่อฉันเพลเลย เป็นการฉันเพลหรือรับประทานอาหารกลางวันก่อนเวลาเล็กน้อย เนื่องจากว่าเรายังจะต้องนั่งรถไฟความเร็วสูงกลับไปเมืองคุนหมิงอีกหลายชั่วโมง เหตุที่ต้องนั่งรถไฟมาและนั่งรถไฟกลับครั้งละหลายชั่วโมงนั้น ก็เพราะว่าเวลาของกระผม/อาตมภาพที่ว่างพอจะเดินทางมาได้นั้น ไม่ตรงกับจังหวะเวลาซึ่งมีเครื่องบินลงที่สิบสองปันนา ทำให้ทาง "ลูกกิฟท์" ไม่สามารถจะหาซื้อตั๋วเครื่องบิน เพื่อนำคณะเราวิ่งลงมาโดยตรงได้ แล้วกระผม/อาตมภาพก็แจ้งกับทาง "ลูกกิฟท์" ไปด้วยว่า "จะต้องมาสิบสองปันนาให้ได้" เพื่อที่จะกวาดแหล่งเที่ยวสำคัญในมณฑลยูนนานให้หมดไปเลยทีเดียว ไม่ต้องเสียเวลาคาใจเดินทางมากันใหม่ จึงทำให้เจอทริปที่ต้องนั่งรถไฟมาและนั่งรถไฟกลับครั้งละหลายชั่วโมงแบบนี้ ต้องขออภัยทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าเวลาที่จำกัดของตนเอง ไม่สามารถจะขยับเลื่อนเข้าออกได้ ทำให้ทุกคนมีประสบการณ์นั่งรถไฟความเร็วสูงกันเพิ่มขึ้น และเสียเงินเพิ่มโดยใช่เหตุ..! เรามาถึง "ภัตตาคารม่านเฟยหลง" ขึ้นไปข้างบนแล้วถึงเห็นว่าเป็นภัตตาคารอาหารพื้นเมืองแบบไตลื้อ ก็คือเป็นการนั่งล้อมโต๊ะขนาดใหญ่ลักษณะขันโตก แต่เขาจัดแบบโต๊ะจีนก็คือมีสองชั้น ชั้นนอกสำหรับวางถ้วย วางตะเกียบ วางแก้วน้ำ ส่วนชั้นในเป็นโต๊ะหมุนได้แบบโต๊ะจีนนั่นเอง แต่ของพวกเรานั้นต้องเดินเข้าไปทางด้านในอีกช่วงหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างจะสงบเงียบมาก |
ทางด้านเติมเต็มทราเวลจองเอาไว้เต็มพิกัด ๓ โต๊ะ สำหรับพระ ๖ รูป ๑ โต๊ะ และญาติโยม ๑๙ คนอีก ๒ โต๊ะ เมื่อมาถึงอาหารก็พร้อมแล้วทุกอย่าง พวกเราจึงลงมือฉันอาหารที่หน้าตาคล้าย ๆ กับทางภาคเหนือของเรา ซึ่งหลวงพ่อนิลเองก็สามารถที่จะเลือกฉันในส่วนที่เป็นมังสวิรัติได้
บรรดาอาหารทั้งหลายเหล่านี้ แม้ว่าหลายอย่างจะคุ้นหน้าคุ้นตาของพวกเรา แต่ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นข้าวนึ่ง หรือว่าข้าวเหนียว และไก่ย่าง ตอนท้ายถึงได้มีห่านย่างอีกจานมหึมาวางลงตรงหน้า สอบถามแล้วทุกโต๊ะ ปรากฏว่ามีกันครบถ้วนสมบูรณ์ พวกเราก็เลยต้องฝืนฉันกันไปคนละเล็กคนละน้อย เนื่องเพราะว่าอิ่มแล้วเป็นส่วนมาก ครั้นพวกเราออกมาขึ้นรถ โชเฟอร์พาวิ่งมายังสถานีรถไฟความเร็วสูงของเมืองสิบสองปันนา หรือเมืองเชียงรุ้ง กระผม/อาตมภาพยื่นใบละ ๑๐๐ หยวนให้เป็นรางวัลคนขับ อีกฝ่ายหนึ่งยกมือไหว้ พูดภาษาไทยอย่างชัดเจนว่า "ยินดีครับ" คำว่ายินดีก็คือขอบคุณตามภาษาพื้นเมืองของไตลื้อนั่นเอง เมื่อแบกกระเป๋าส่วนตัว สแกนพาสปอร์ตผ่านเข้าไป สแกนกระเป๋า สแกนตัวเรียบร้อยแล้ว ก็นั่งรอเวลา ครั้นถึงเวลาที่รถไฟมาถึง ปรากฏว่าบรรดาพี่น้องมหาประชาชนชาวจีน เปลี่ยนจากชาว "ราชวงศ์หยวน" ของประเทศจีนมาเป็น "ราชวงศ์ชิง" ทันที มีทั้งเบียด มีทั้งกระแทก มีทั้งแทรกคิวหน้าตาเฉย..! ทั้ง ๆ ที่ตนเองถือบัตรประชาชนไปอีกหลายช่องทางก็ได้ แต่เนื่องจากว่าช่องทางที่นักท่องเที่ยวต้องสแกนพาสปอร์ตนี้ คนค่อนข้างจะน้อยกว่า เขาก็เลยแย่งกันมา เพราะว่าสามารถสแกนบัตรประชาชนได้เร็วขึ้น ขากลับนี้พวกเรานั่งตู้หมายเลข ๔ ซึ่งมีห้องน้ำคนพิการใหญ่โตกว้างขวางมาก ไม่ว่าจะพิการหรือไม่พิการก็สามารถเข้าได้ เมื่อนั่งลงเรียบร้อยแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ส่งจิตขอบคุณบรรดาเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลาย ที่เมตตาให้ความอนุเคราะห์สงเคราะห์ เมื่อพูดคุยบางเรื่องที่ไม่สามารถจะบอกกล่าวได้กับ "อดีตเจ้าหลวงเมืองลื้อ" เสร็จ ลืมตาขึ้นมา ปรากฏว่าเกือบทั้งคณะโดนข้าวนึ่งทำพิษ ก็คือหลับกันอย่างชนิดลืมโลกไปแล้ว..! เข้าห้องน้ำไป ๑ รอบก็ใกล้ที่จะถึงเมืองคุนหมิง ครั้นถึงเวลาเขาให้เตรียมตัวลง กระผม/อาตมภาพจัดการเข้าเสียอีก ๑ รอบ ลงจากรถไฟมา อากาศทางนี้เย็นสะท้านทีเดียว แต่พอสแกนพาสปอร์ตออกมาแล้ว เดินนไปยังลานจอดรถที่รถบัสรออยู่ ทางรถเปิดเครื่องปรับอากาศให้ก็รู้สึกว่าอุ่นขึ้นมามาก รถบัสของเราวิ่งออกจากเมืองคุนหมิงตรงไปยังเมืองฉู่ฉง ซึ่งใช้เวลา ๓ ชั่วโมงกว่า กระผม/อาตมภาพที่บันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนไปตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว จึงได้แค่ส่งงานทางกลุ่มไลน์ จนกระทั่งพวกเรามาถึงโรงแรม Manngoo แห่งนี้ก็ได้เข้าพัก ซึ่งเวลาที่มาถึงนั้นอากาศอยู่ที่ ๑๒ องศาเซลเซียส ไม่นึกเหมือนกันว่าเช้านี้จะเหลือแค่ ๓ องศาเซลเซียสเท่านั้น..! สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย) |
อ้างอิง:
|
อ้างอิง:
|
อ้างอิง:
|
| เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 18:54 |
ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน
เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.