PDA

View Full Version : พระพุทธศาสนา กับ สถานการณ์ปัจจุบัน


ตัวเล็ก
22-07-2021, 10:48
a64iTBYMIhY

บรรยายหัวข้อ พระพุทธศาสนากับสถานการณ์ปัจจุบัน
โดย พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.

เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน
อาจารย์ประจำห้องเรียน วิทยาลัยสงฆ์กาญจนบุรีศรีไพบูลย์
บันทึกไว้ วันอังคารที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๔

วิชา พระพุทธศาสนากับสถานการณ์ปัจจุบัน
โดย พระครูวิโรจน์กาญจนเขต, ดร.

กราบขอบพระคุณ พระครูวิโรจน์กาญจนเขต, ดร. เจ้าอาวาสวัดบ้านห้วยน้ำขาว
พระอาจารย์ประจำวิชา พระพุทธศาสนากับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่เอื้อเฟื้อคลิปวีดีโอนี้

เถรี
04-08-2021, 18:00
ขอถวายความเคารพพระเถระทุกรูปที่พรรษาเกิน ๓๕ นะครับ ขอแสดงความนับถือพระนิสิตทุกรูป และขอเจริญพรฝ่ายฆราวาสทุกท่านที่เข้ามาร่วมฟังด้วย

กระผม/อาตมภาพ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. เคยรับผิดชอบวิชาพระพุทธศาสนากับสถานการณ์ปัจจุบันนี้มาก่อน เทอมนี้ได้มอบหมายให้ท่านพระครูวิโรจน์กาญจนเขต,ดร. ทำหน้าที่เข้าสอนแทน เพราะว่าตัวกระผม/อาตมภาพมีภารกิจที่มากขึ้น

วิชาพระพุทธศาสนาในสถานการณ์ปัจจุบันนั้น ความจริงแล้วเขาต้องการให้เราศึกษาในส่วนของพระพุทธศาสนาในประเทศต่าง ๆ ทั้งในเอเชีย ยุโรป อเมริกา ซึ่งต้องบอกว่ามากเกินกว่าที่เราจะศึกษาในห้องเรียนได้ครบถ้วน แต่ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายดูรหัสวิชาของเรา จะเห็นว่ามีเลข ๔ ห้อยท้ายอยู่

เลข ๔ ที่ห้อยท้ายนั้น แปลว่าท่านทั้งหลายต้องศึกษาด้วยตนเอง อย่างน้อยสัปดาห์ละ ๔ ชั่วโมงครับ ก็คือหาความรู้ความเข้าใจเพิ่มเติมด้วยตนเอง เพราะว่าสิ่งที่ครูบาอาจารย์จะให้ท่านทั้งหลายในห้องเรียนได้นั้น ต้องบอกว่ามีน้อยเกินไปครับ

ในวันนี้ประเด็นต่าง ๆ ที่จะยกขึ้นมาพูดกัน ถ้าหากว่าท่านใดมีประเด็นอะไร ที่อยากจะให้พูดคุยกันผ่านชั่วโมงการเรียนการสอนของเรา ก็เปิดไมค์ฯ ขออนุญาตแทรกเข้ามาได้เลยนะครับ

ประเด็นแรกที่ผมอยากจะพูดในวันนี้ก็คือ เรื่องที่หลวงพ่อรูปหนึ่งใช้รถเข็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าบิณฑบาต คาดว่าทุกท่านน่าจะได้เห็นคลิปกันหมดแล้ว เพราะว่าระยะทางบิณฑบาตของท่านคือ ๖ กิโลเมตร ก็ใกล้เคียงกับที่ผมเดินนะครับ เพราะผมเดินประมาณ ๕ กิโลเมตร แต่หลวงพ่อท่านอาจจะอายุมากกว่าผม ต้องใช้ระยะเวลาในการเดินมาก ญาติโยมถ้าหากว่ารีบไปทำงาน ก็ต้องรอนาน ท่านจึงให้ลูกศิษย์ดัดแปลงสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าขึ้นมาใช้

ผมดูจากคลิปหลาย ๆ คลิปที่มีคนบันทึกเอาไว้ ท่านไปแบบเรียบร้อยมากนะครับ พอเจอญาติโยมก็จอดรถ ถอดรองเท้า รับบาตร ให้พรเสร็จสรรพเรียบร้อย ก็สวมรองเท้ากลับขึ้นรถ กดไฟฟ้าให้ทำงาน ไปต่อ..ไปแบบนิ่ง ๆ หล่อ ๆ เลยครับ

แต่คราวนี้ปรากฏว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอ่างทอง ไปขอให้ท่านเลิกใช้ ซึ่งในส่วนนี้ไม่ทราบเหมือนกันว่านิสิตของเรามีความคิดเห็นว่าอย่างไร ? แต่ถ้าหากว่าเป็นผม ผมว่าใช้ได้ครับ เหตุที่ใช้ได้ อันดับแรกก็คือสมณสารูปไม่ได้เสีย เพียงแต่เป็นภาพที่ไม่คุ้นชินเท่านั้น ประการที่สองก็คือญาติโยมทั้งหมดยอมรับครับ เท่าที่ผู้สื่อข่าวไปสัมภาษณ์มา ไม่มีใครที่กล่าวตำหนิท่านแม้แต่คนเดียวเลยครับ

เถรี
04-08-2021, 18:05
แต่ว่าในส่วนหนึ่งผมอยากจะใช้คำว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอ่างทอง น่าจะลืมดูครับ ว่าหน้าที่ของตนเองคืออะไร หน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดก็คือ คอยดูแลสนับสนุนรับใช้การทำงานของพระสังฆาธิการในเขตจังหวัดนั้น ๆ ครับ ไม่ใช่มีหน้าที่ออกคำสั่งห้าม หรือออกคำสั่งให้พระทำอะไร

แม้แต่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็เช่นเดียวกันครับ ถ้าท่านทั้งหลายสังเกตจะเห็นว่าระยะหลัง ๆ นี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติออกหนังสือมาในลักษณะคำสั่ง ถ้าหากว่าเป็นผม ก็จะใช้คำว่า "เหาะเลยลงกา" ครับ ก็คือตั้งใจจะไปรบกับทศกัณฐ์ที่ลงกา ถ้าเหาะเลยลงกานี่ ก็ไม่ต้องเจอเป้าหมายกันละครับ ออกทะเลไปเปล่า ๆ..!

แล้วในส่วนที่เราจะเอามาตัดสินว่า สิ่งที่พระภิกษุสามเณรทำนั้นถูกหรือผิด พระพุทธเจ้ามีให้ไว้ครบถ้วนแล้วครับ นิสิตทุกท่านน่าจะจำได้นะครับ คือ มหาปเทส ๔

สิ่งใดที่ไม่สมควร พิจารณาแล้วว่าสมควร สิ่งนั้นย่อมสมควรครับ ท่านทั้งหลายจะต้องเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นสัพพัญญู รู้ว่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่นอกเหนือพระธรรมวินัยที่พระองค์ท่านบัญญัติไว้ จะต้องเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็เลยทรงมอบกฎเกณฑ์ในการตีความ เรียกว่ามหาปเทส คือข้ออ้างใหญ่ไว้ ๔ ข้อ ก็คือ

สิ่งใดที่ไม่สมควร พิจารณาแล้วว่าไม่สมควร สิ่งนั้นย่อมไม่สมควร อย่างเช่นว่า ภิกษุห้ามดื่มเหล้า สุราเมรยปาเน ปาจิตฺติยํ ระบุไว้ชัดเจนเลยครับ แต่สมัยนั้นไม่ได้มีการห้ามเสพผงขาว ยาบ้า ยาไอซ์นะครับ เราจะไปอ้างว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามแล้วไปทำ..ตายแน่ละครับ..! เพราะว่าสิ่งใดไม่สมควร พิจารณาแล้วว่าไม่สมควร สิ่งนั้นย่อมไม่สมควร ชัดเจนนะครับ

ข้อต่อไปคือ สิ่งใดไม่สมควร ถ้าพิจารณาแล้วว่าสมควร สิ่งนั้นย่อมสมควร อย่างเช่นว่าเทอมก่อน ท่านทั้งหลายต้องเรียนหนังสือ คราวนี้การเรียนหนังสือของเราคร่อมอยู่ในพรรษาครับ การที่เราจะใช้สัตตาหะกรณียะ คือเมื่อมีกิจจำเป็นแล้วสามารถที่จะไปที่อื่นได้ในพรรษา แต่ต้องไม่เกิน ๗ วัน

พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้แค่ว่า พ่อป่วย แม่ป่วย พระอุปัชฌาย์อาจารย์ป่วย ไปเพื่อรักษาพยาบาลได้ เพื่อนต่างวัดกระสันจะสึก ไปเพื่อห้ามปรามได้ วัดพังไปหาทัพพสัมภาระมาซ่อมวัด ไปได้ ทายกมีศรัทธานิมนต์ ไปเพื่อเจริญศรัทธาได้ แต่ทั้งหมดต้องไม่เกิน ๗ วัน

เถรี
04-08-2021, 18:08
ในเมื่อไม่ได้กล่าวถึงเรื่องของการเรียนแบบสมัยนี้ เราก็ต้องมาพิจารณาว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงอนุญาตไว้ แปลว่าไม่สมควร แต่เมื่อเราพิจารณาแล้วว่าการที่เราศึกษาเล่าเรียน เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ช่วยส่งเสริมให้เราสามารถเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้ดียิ่งขึ้น และขณะเดียวกัน ถ้าหากว่าท่านที่เป็นพระสังฆาธิการ ตั้งแต่ผู้ช่วยเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสขึ้นไป ศึกษาแล้วก็สามารถที่จะนำไปบริหารกิจการคณะสงฆ์ได้ดียิ่งขึ้น

เมื่อพิจารณาแล้วว่า เป็นการส่งเสริมให้เกิดความดีความงามขึ้นในพระพุทธศาสนา ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สมควร ดังนั้น...สิ่งใดที่ไม่สมควร แต่พิจารณาแล้วว่าสมควร สิ่งนั้นย่อมสมควรครับ

ผมจะหยุดเอาไว้แค่นี้ เพราะว่าถ้าหากว่ายกตัวอย่างครบ ๔ ข้อก็จะนานเกินไป เพียงแต่ว่าหลวงพ่อที่ท่านใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในการบิณฑบาต ถ้าในความคิดของผมเอง เห็นว่าไม่น่าจะผิด เพราะว่าท่านไปโดยเรียบร้อย ยืนตัวตรง ไปอย่างเท่..หล่อมาก ไม่ได้มีอากัปกิริยาอะไรที่อยู่ในลักษณะเสียสมณสารูปเลย ยกเว้นอย่างเดียวว่าไปโดยวิชชามัยฤทธิ์ครับ ไม่ได้ไปโดยอิทธิฤทธิ์ วิชชามัยฤทธิ์ก็คือฤทธิ์ที่สร้างเสริมขึ้นมาจากวิชาความรู้

ถ้าหากว่านิสิตท่านใดมีความเห็น ตลอดจนกระทั่งข้อคิดที่ต่างจากตรงนี้ เปิดไมค์ฯ ขอแสดงความเห็นได้นะครับ..เชิญครับ ผมพิจารณาแล้วว่าไม่ผิด เพราะว่าในเรื่องของพระเรา มีอยู่ส่วนหนึ่งที่เรียกว่า โลกวัชชะ ใช่ไหมครับ ? โลกติเตียน แต่คราวนี้ญาติโยมทั้งหมดเห็นด้วยครับ นักข่าวไปสัมภาษณ์กี่คน ตั้งแต่หัวถนนยันท้ายถนน ๖ กิโลเมตร ทุกคนเห็นด้วยทั้งหมด

ในเรื่องของพระพุทธศาสนาของเรา ผมขอเรียนถวายทุกท่านว่า เราต้องตัดสินกันด้วยพระธรรมวินัยก่อน ลำดับต่อไปค่อยให้ความสำคัญกับกฎหมายบ้านเมือง แล้วท้ายสุดถึงจะเป็นจารีตประเพณี คราวนี้ผมพิจารณาดูแล้ว ในเรื่องของพระธรรมวินัย ท่านไม่ผิด กฎหมายบ้านเมืองก็ไม่ได้ห้ามเอาไว้ครับ ก็เหลือแต่จารีตประเพณีว่า ค่านิยมในท้องถิ่นนั้น ๆ จะอนุญาตหรือไม่

ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายเคยไปภาคเหนือนะครับ ผมคาดว่าน่าจะได้ไปกันมาก แต่จะไปอยู่กันอย่างชนิดที่เรียกว่า เพื่อที่จะศึกษาท้องถิ่นเขาจริง ๆ อย่างผม อาจจะน้อยนิดหนึ่ง ภาคเหนือของเรา ถ้าจะบวชลูก เขาจะถามว่า "จะกินมื้อเดียว หรือจะกินสองมื้อ หรือจะกินสามมื้อ ?" ถ้าจะกินมื้อเดียว ก็ส่งไปบวชสายวัดป่า ถ้ากินสองมื้อ ก็ส่งไปบวชสายวัดเมืองทั่วไป ถ้ากินสามมื้อ วัดทั้งหลายที่เป็นอย่างนี้มีมากต่อมากด้วยกันครับ ชาวบ้านไม่ได้ติเตียนนะครับ ชาวบ้านชอบด้วย เขาเชื่อว่า "ถวายอาหารตอนพระเณรกำลังหิว ได้บุญมาก" ครับ..!

จารีตประเพณีตรงนี้ของเขา ความจริงจะว่าไปแล้วก็สืบเนื่องมาจากฝั่งพม่า ภาคเหนือของเราโดยเฉพาะเชียงใหม่ ลำปาง พม่าปกครองอยู่ ๖๐ ปีเห็นจะได้นะครับ ก็เลยเอาพระธรรมวินัยแบบพม่ามาใช้กับบ้านเรา พระธรรมวินัยแบบพม่าตีความพระธรรมวินัยเสมอกัน แต่บ้านเราตีความลักลั่นกันครับ ท่านทั้งหลายได้ยินแล้วอย่าตกใจนะครับ ผมไม่ได้คัดค้านพระธรรมวินัยของบ้านเรา

เถรี
04-08-2021, 18:11
แต่ว่าตามที่ผมไปศึกษาที่พม่ามา ๖ ปี คำว่า เวลาวิกาล พม่าตีความว่า หลังพระอาทิตย์ตกดินไปแล้วครับ เพราะฉะนั้น..การฉันอาหารในเวลาวิกาลของเรา เขาก็จะว่ากันประมาณ ๕ โมงเย็น พระอาทิตย์ยังไม่ตกดินครับ

เข้าบ้านในเวลาวิกาลของเขา ก็คือหลังพระอาทิตย์ตกดินแล้ว แต่บ้านเราห้ามเข้าบ้านในเวลาวิกาล เราตีว่าหลังพระอาทิตย์ตกดินแล้ว แต่ห้ามฉันอาหารในเวลาวิกาล เราตีความว่าหลังเที่ยงครับ บ้านเราลักลั่นกันเองครับ เพราะฉะนั้น..ถ้าไปพม่าหรือไปทางเหนือ เห็นเขาฉันข้าวเย็น อย่าเพิ่งไปตำหนิเขานะครับ

เพียงแต่ว่านักปฏิบัติธรรมของบ้านเราค่อนข้างจะเคร่งครัดกว่า ถึงขนาดมีคำพูดว่า "สามมื้อเพื่อกาม สองมื้อเพื่องาน หนึ่งมื้อเพื่อพรหมจรรย์"ครับ แต่ผมเห็นว่าถ้าหากว่าพระเณรของเราฉันสามมื้อ ก็จะไปกังวลกับอาหารมากเกินไป แล้วร่างกายที่หนักด้วยอาหาร การปฏิบัติภาวนาก็ยาก มักจะไปนั่งหลับเสียเปล่า ๆ เหมือนกับท่านทั้งหลาย เรียนชั่วโมงบ่ายเมื่อไรก็จะตายให้ได้ คืออยากจะนอนมากกว่า

ในเมื่อเขาเอาค่านิยมทางฝั่งพม่า ที่ตีความพระธรรมวินัยเสมอกันในเรื่องเวลาวิกาล ก็คือหลังพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว และภาคเหนือของเราถูกปกครองโดยพม่ามาประมาณ ๖๐ ปี จารีตประเพณีและค่านิยมทางด้านนั้น ชาวบ้านก็เลยไม่ตำหนิติเตียนที่พระฉันอาหารในเวลาวิกาล

สำหรับที่ทางภาคเหนือเขาว่าก็คือ ถ้าพระอาทิตย์ยังไม่ตกดินเป็นอันว่าฉันได้ ผมเห็นสามเณรเล็ก ๆ ปั่นจักรยานกลับบ้าน สักพักหนึ่งก็ปั่นกลับมาพร้อมกับปิ่นโต ๒ เถา ถวายหลวงพ่อเจ้าอาวาสด้วย ของตัวเองด้วย ญาติโยมทำถวายไว้ครับ นี่คือจารีตประเพณีหรือค่านิยมในท้องถิ่น ซึ่งมีอิทธิพลมากครับ

ถ้าหากว่าจารีตประเพณีไม่ยอมรับ แล้วพวกเราไปทำอะไรเข้านี่..เป็นเรื่องเลยครับ โดยเฉพาะท่านทั้งหลาย ถ้าหากว่าเป็นชาวอีสาน ก็จะมี "ฮีตสิบสอง คองสิบสี่" ฮีตก็คือจารีต คือแบบอย่าง คือค่านิยมที่ท้องถิ่นเขาทำอย่างนั้น คองก็คือแนวทางที่ให้ดำเนินไป อย่างเช่นว่า เข้าป่าอย่าพูดถึงเสือ เขาถือครับ นี่เป็นจารีต คือแบบอย่างที่เขาทำเอาไว้

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ จารีตในท้องถิ่นตรงนั้น เขาไม่ตำหนิหลวงพ่อที่ท่านขี่สกู๊ตเตอร์เลยครับ แล้วถ้าพิจารณาตามหลักมหาปเทส ๔ ผมก็ไม่เห็นข้อบกพร่องของท่าน มีปัญหาอยู่อย่างเดียวก็คือ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอ่างทอง "เลยธง" ครับ เลยธงนี่ภาษาไทย ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า "ออฟไซด์" ยิงประตูได้ก็ไม่ได้คะแนนครับ

ดังนั้น...ถ้าหากว่าเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนาของเรา ท่านทั้งหลายที่เป็นนักศึกษา โดยเฉพาะเป็นพระสังฆาธิการ ต้องชี้แจงและทำความกระจ่างให้กับชาวบ้านเขาได้ บอกกล่าวกันโดยธรรมวินัย โดยเหตุ โดยผล ไม่ใช่เถียงกันด้วยกิเลสเพื่อเอาชนะ ชี้แจงให้ชาวบ้านเขารู้ว่าความเป็นจริงคืออะไร เราจะได้ทำหน้าที่ของพุทธบุตรอย่างแท้จริง

เถรี
05-08-2021, 10:15
ผมถึงได้บอกว่า ดีใจที่ท่านทั้งหลายสละเวลามาเรียนกันครับ ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายที่เคยเรียนกับผมจะเห็นว่า ผมค่อนข้างอะลุ่มอล่วยให้กับพระของเรามากครับ ผมบรรยายอยู่ ๒ ชั่วโมง ถ้ามา ๕ นาทีสุดท้าย ผมก็ลงเวลาว่ามา ท่านทั้งหลายส่งงานส่งการบ้านไม่ทัน ส่งเอาวันสุดท้ายก่อนปิดเทอมผมก็รับ เพราะว่าท่านทั้งหลายต่างคนต่างมีภาระหน้าที่ของตนเองอยู่ เพียงแต่ว่าในเรื่องของภาระหน้าที่นั้น เราลำดับความสำคัญอย่างไร ?

สำหรับผม..ผมลำดับความสำคัญของการเรียนการสอนไว้เป็นอันดับหนึ่ง นิสิตรุ่นก่อน ๆ จะรู้ครับ ไปเมื่อไรก็เห็นอาจารย์เล็กนั่งรออยู่แล้วในห้อง วันไหนที่ตรงกับการเรียนหรือการสอน ผมไม่รับกิจนิมนต์นะครับ แล้วก็มีหลายท่านบอกว่า "พูดอย่างอาจารย์เล็กก็พูดได้สิ ผมไม่ได้รวยแบบท่านนี่" แต่ผมว่าไม่น่าจะเอาตรงนี้มาพิจารณาครับ ขึ้นอยู่กับระดับความสำคัญของเรา ถ้าเราให้ความสำคัญกับการเรียนการสอน เรื่องอื่นจะเป็นทีหลังครับ

สมัยที่ผมเรียนอยู่ เราเริ่มกันตั้งแต่ ๘ โมงครึ่ง เลิกทุ่มครึ่งนะครับ รุ่นที่ผมเรียนยังไม่มีตำราครับ พวกผมเรียนกัน ๑๕๐ หน่วยกิต จบภายในสองปีครึ่ง ก็คือเรียน ๕ เทอมใหญ่ แล้วก็เรียน ๒ ซัมเมอร์ ท่านทั้งหลายลงเรียนเต็มที่เทอมหนึ่งก็ ๘ หน่วยกิต ของผมเองขนาดซัมเมอร์ที่เรียนเดือนเดียว ผมลงกัน ๑๒ หน่วยกิตครับ..! ถ้าเทอมปกติอยู่ที่ ๒๑ - ๒๔ หน่วยกิต ถึงจบได้เร็วขนาดนั้น เพราะว่าตอนนั้นตำรายังไม่มีครับ ผู้เป็นอาจารย์จะไปหาตำราที่เข้ากับวิชาที่ตนเองบรรยาย แล้วก็นำมาให้ลูกศิษย์เลือก เมื่อตกลงกันได้ว่าจะใช้ตำราเล่มไหน เราค่อยไปถ่ายเอกสารมาแจกกัน แล้วก็นำมาใช้ในการเรียน

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น บรรดาเพื่อนฝูงส่วนใหญ่ที่มักจะเป็นเจ้าคณะตำบล ถึงเวลามีกิจนิมนต์บ้าง ต้องบวชพระบวชเณรบ้าง บางทีก็โทรมาบอก "ช่วยลาอาจารย์ให้ผมหน่อย วิชานี้ผมติดงาน ต้องบวชเณร" ก็ช่วยกันลาให้ ท่านทั้งหลายเชื่อไหมครับ ๔ โมงเย็น เพื่อนผมวิ่งมาเข้าห้องเรียนเพื่อที่จะเรียน ๒ วิชาสุดท้าย ถ้าเป็นท่าน ก็คงประเภทลาแล้วลาเลย ทั้งวันก็หมดไปเลย

ที่พวกเรารักเรียนกันขนาดนั้น ไม่ใช่อะไรครับ เพื่อนในห้องครับ ช่วยกันผลัก ช่วยกันดัน เราอยากมีความรู้ต้องขยันครับ โบราณเขาบอกว่า "อยากสูงต้องเขย่ง อยากเก่งต้องขยัน" ขอให้มาเข้าวิชาท้ายสักวิชาสองวิชาก็ยังดี บางทีก็มาเอาวิชาสุดท้าย ชั่วโมงสุดท้ายเลย..!

เถรี
05-08-2021, 10:20
แล้วผมเองก็จะเป็นตัวอย่างที่เพื่อนฝูงเขาเอาไว้ขู่อาจารย์ วิชาสุดท้ายพออาจารย์ท่านเข้ามาถึง "อาจารย์อย่าบรรยายนานนะครับ เดี๋ยวอาจารย์เล็กกลับวัดไม่ทัน" เพราะว่าผมอยู่ทองผาภูมิครับ ไปเรียนถึงวัดไร่ขิง เป็น ป.บส.รุ่นแรก จากวัดไร่ขิงกลับถึงวัดของผม ถ้าหากว่าขับรถเร็วหน่อยก็สามชั่วโมงครึ่ง ถ้าหากว่าขับรถช้าหน่อย ก็ถึง ๔ ชั่วโมง แล้วลองคิดดูว่าถ้าเลิกทุ่มครึ่ง ผมจะถึงวัดกี่โมงครับ ? ฉะนั้น..บรรดาครูบาอาจารย์ก็มักจะโดนเพื่อนขู่ "อย่าบรรยายมากครับอาจารย์ วิชาสุดท้ายแล้ว เบา ๆ หน่อย บรรยายมากเดี๋ยวอาจารย์เล็กกลับวัดไม่ทัน"

ดังนั้น...ในเรื่องของการลำดับความสำคัญ ขึ้นอยู่กับแต่ละคนครับ บางท่านให้ความสำคัญกับกิจนิมนต์ ผมไม่ตำหนินะครับ เราทำหน้าที่ของเรา เพราะว่าญาติโยมมีศรัทธานิมนต์ แต่ดูด้วยว่างานหลักของเราคืออะไร ถ้าสมมติว่าท่านเป็นเจ้าอาวาสบริหารวัด เรื่องในวัดกำลังยุ่งเลย แต่หลวงพ่อขอไปกิจนิมนต์ก่อน ผมว่าลูกวัดทั้งหมดก็คงได้แต่มองตาปริบ ๆ ว่าไม่น่าจะใช่ ถ้าเรื่องวุ่น ๆ เกิดขึ้นในวัด ในฐานะเจ้าอาวาส เราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องในวัดก่อน

ขณะเดียวกัน เพื่อนของผมบางท่าน ท่านให้ความสำคัญกับญาติโยมก่อน ผมนิมนต์มางานประจำปีที่วัดท่าขนุน เพื่อนเขาเป็นเจ้าคุณ เป็นเจ้าคณะจังหวัดสมุทรสงคราม โทรศัพท์มา "ขออนุญาตคืนฎีกานะครับอาจารย์พระครู" ถามว่า "หลวงพ่อติดงานอะไร ?" "โยมข้างวัดนิมนต์" นั่นเขาให้ความสำคัญกับคนในพื้นที่ก่อน เพราะว่าคนในพื้นที่จะค้ำจุนท่านให้อยู่ในฐานะเจ้าอาวาสอย่างมั่นคงที่สุด

ผมก็ไม่ได้ตำหนิอะไรเพื่อนฝูงครับ พอถึงเวลาไม่ได้ไปก็ไม่อะไร มีโอกาสก็นำไทยธรรมไปถวายท่านถึงที่ แต่ถ้าหากว่าไม่มีโอกาสก็แล้วไป เจอหน้าค่อยว่ากันใหม่ เพราะฉะนั้น.. ในเรื่องของการลำดับความสำคัญ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และสายตาของแต่ละคน

ดังนั้น..ในเรื่องของพระพุทธศาสนาของเรา ที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ ที่ควรจะมีที่สุดในขณะนี้ แค่ ๒ อย่างครับ อย่างแรกเลยก็คือ ฝ่ายประชาสัมพันธ์งานคณะสงฆ์ครับ คณะสงฆ์ของเราทำความดีเท่าไร ชาวบ้านไม่ค่อยจะรู้นะครับ ยังโชคดีที่ระยะหลังนี้สื่อโซเชียลดีมาก แม้กระทั่งที่เราเรียนอยู่นี่ ก็อาศัยสื่อโซเชียลช่วยได้ แต่ก่อนหน้านี้ไม่มีเลยครับ เราทำดีเป็น ๑๐๐ ครั้ง โยมไม่รู้นะครับ แต่ถ้าทำผิดครั้งเดียว โอ้โห...ลือกันไปยันไหนก็ไม่รู้ ? ทำให้คนหมดกำลังใจครับ

เถรี
05-08-2021, 10:25
ดังนั้น...ในส่วนนี้ควรจะมีกองงานสักส่วนหนึ่งที่ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายเป็นตั้งแต่เจ้าอาวาสขึ้นไปนี่ คิดถึงวัดเราเลยครับ วัดเราทำความดีเพื่อญาติโยมเท่าไรคนเขารู้ไหม ? ทำอย่างไรเราจะประชาสัมพันธ์ให้เขารับรู้ได้ จะออกเสียงตามสาย จะออกในบอร์ดของหมู่บ้าน หรือว่าจะออกผ่านเว็บไซต์ ผ่านเฟซบุ๊ก ผ่านอินสตาแกรมของเรา เพื่อให้ญาติโยมมีส่วนร่วม ให้เขาได้รู้ว่าเราทำอะไรไปบ้าง ดังนั้น...คณะสงฆ์ของเรายังขาดตรงจุดนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีครับ

ประการที่สองเลยครับ อยากให้ท่านทั้งหลายลองเดาอยู่ว่า คณะสงฆ์ของเราขาดอะไรในความรู้สึกของผม ? มีใครคิดว่าจะเดาถูกไหมครับ ?

ประการแรกก็คือ ขาดการประชาสัมพันธ์งานที่คณะสงฆ์ทำครับ ประการที่สองครับ ในส่วนของคณะสงฆ์ของเราที่ขาด และผมอยากจะให้มีที่สุดเลย ก็คือกองงานที่เกี่ยวกับกฎหมายครับ พระเราทำอะไร ผิดพระวินัยไหม ? ผิดกฎหมายไหม ? ผิดจารีตประเพณีไหม ? กองงานนี้ต้องมีหน้าที่ในการชี้แจงกับชาวบ้านครับ

โดยเฉพาะชี้แจงกับบรรดาสื่อทั้งหลาย เพื่อที่จะให้เขาได้รู้ว่า สิ่งนี้ที่ทำนี้ไม่ใช่ สิ่งนี้ที่ทำ ที่เห็นว่าไม่ใช่ แต่พิจารณาแล้วยังใช่อยู่ หรือสิ่งนี้ที่ทำ เป็นเรื่องที่ใช่อยู่แล้ว ถูกต้องแล้ว ถ้าหากว่าเรามีเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ ผมมั่นใจครับว่าคณะสงฆ์ของเราจะดีขึ้นมาก

ท่านทั้งหลายเมื่อเวลามาเรียนแล้ว มีโอกาสแสดงความคิดเห็น พยายามพูดความคิดของเราออกมานะครับ วันก่อนนี้ผมเข้าร่วมประชุมสัมมนาวันบูรพาจารย์ ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแม่ของเรา ครูบาอาจารย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าร่วมการประชุมมากมาย..อย่าได้เกรงใจนะครับ เพราะว่าเวลาประชุมนี่ ๑ เสียงเท่ากันครับ เราแสดงความเห็นไปก่อน ถ้าหากว่าไม่ถูกต้อง จะมีท่านที่รู้จริงมาชี้แจงให้เราทราบ แต่ถ้าหากว่าถูกต้องและสมควร เขาจะได้นำไปปรับปรุงแก้ไขครับ อย่าเอาแต่ฟังอย่างเดียว ถ้าฟังอย่างเดียวนี่ ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรมากเลยครับ

พระพุทธศาสนาของเราในปัจจุบันนี้ ที่ขาดอยู่ในความรู้สึกของผมคือ ๒ ด้านนี้ครับ ขาดหน่วยประชาสัมพันธ์ ที่จะประชาสัมพันธ์ให้รู้ว่า พระเราทำดีแค่ไหน ยังโชคดีว่าสมัยนี้มีสื่อโซเชียลทดแทนได้ แต่ยังขาดฝ่ายกฎหมายครับ ที่จะคอยชี้ถูกชี้ผิดให้กับทางคณะสงฆ์ พูดง่าย ๆ คือช่วยเป็นกระบอกเสียงให้

เถรี
05-08-2021, 10:30
สมัยก่อนเราได้หลวงพ่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ไม่ว่าตั้งแต่ท่านเป็นเจ้าคุณชั้นสามัญ เจ้าคุณราช เจ้าคุณเทพ เจ้าคุณธรรม แม้กระทั่งเป็นรองสมเด็จพระราชาคณะที่พระพรหมคุณาภรณ์ เวลามีปัญหาใหญ่ ๆ เล็ก ๆ หลวงพ่อท่านจะออกมาชี้แจงกับสังคมด้วยการเขียนเป็นหนังสือครับ แต่ตอนนี้หลวงพ่อท่านก็ ๘๐ ปีแล้ว สุขภาพท่านก็ไม่ดีมาตั้งแต่เด็ก จะฝืนประคองร่างกายก็แย่แล้ว ดังนั้น..ถ้าหากว่ามัวแต่ไปตั้งความหวังอยู่กับท่าน ถ้าปุบปับท่านมีอันเป็นไปนี่ เราก็ไม่รู้ว่าจะไปพึ่งใคร

ดังนั้น...ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายมีโอกาสเข้าประชุมที่ไหน ผมฝาก ๒ เรื่องนี้ไว้ครับ จะช่วยพระพุทธศาสนาของเราได้มากเลย ก็คือเรื่องของฝ่ายประชาสัมพันธ์ของพระพุทธศาสนาของเรา ตีแต่ข่าวดี ๆ ไว้ครับท่านทั้งหลาย ไอ้ข่าวที่ไม่ดี..ไม่ต้องหรอกครับ สื่อเขาเอาไปขายอยู่แล้ว จนกระทั่งเขาพูดกันว่า "ข่าวร้ายลงฟรี ข่าวดีเสียเงิน" ครับ

ในเรื่องของข่าวร้ายนั้น ถ้าหากว่าฝ่ายที่ทำแล้วรู้จักพินิจพิจารณา ผมอยากให้ท่านนึกถึงครับว่า จังหวัดกาญจนบุรีที่ท่านทั้งหลายเรียนอยู่นี้ สมัยที่ผมทำหน้าที่เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดให้กับหลวงพ่อพระเทพเมธากร วัดราษฎร์ประชุมชนาราม หรือวัดท่ามะขาม จังหวัดกาญจนบุรี ของเรามี ๕๐๐ กว่าวัด กับอีก ๙๐ สำนักสงฆ์ นับเป็น ๖๐๐ กว่าวัด ๖๐๐ กว่าวัดนี่ ถ้าหากว่าให้มีปัญหาวันละ ๑ วัด ต้องใช้เวลาเกือบ ๒ ปีเลยครับ กว่าที่จะมีเรื่องกันได้ทุกวัด

แล้วขณะเดียวกัน ทั่วประเทศไทยของเรา ๓๐,๐๐๐ กว่าวัด เรื่องไม่ดีเกิดขึ้นวัดเดียว พูดกันไปเป็นเดือนเป็นปี แต่เรื่องดี ๆ ที่เขาทำกันเป็นหมื่นวัด ไม่มีใครเขาพูดถึง เรื่องแบบนี้ผมว่าไม่ค่อยยุติธรรมกับคณะสงฆ์ของเรานะครับ ดังนั้น..ในส่วนนี้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ต้องมี และขณะเดียวกันท่านที่รู้กฎหมายและแม่นในพระธรรมวินัยยิ่งจำเป็นต้องมีครับ

พระพุทธศาสนาของเราในปัจจุบันนี้อยู่ยากขึ้นเรื่อยครับ เพราะว่าญาติโยมที่เก่งมีมากขึ้น ประเภทเรียนพระพุทธศาสนาจากกูเกิ้ลครับ ตัวเองบวชยังไม่เคยบวชเลย แต่ออกกฎหมายมาจัดการกับพระได้ ประเภทนี้ผมเรียกว่าประเภท "ตีหัวเข้าบ้าน" ครับ ไม่ใช่นักเลงจริง ถ้านักเลงจริง อยากรู้เรื่องพระพุทธศาสนา ต้องเข้ามาบวชครับ

ท่านทั้งหลายสังเกตไหมครับ ไอ้พวกประเภทตีหัวเข้าบ้าน ถึงเวลาก็บอกว่า "บวชพระสบาย อยู่ฟรี กินฟรี ภาษีไม่ต้องเสีย" ถ้าสบายจริง ทำไมมึงไม่มาบวช ? ขอถามหน่อย ท่านทั้งหลายเคยคิดอย่างผมไหมครับ ? ถ้าสบายจริง..มึงมาบวชสิ..! แล้วเราจะปล่อยให้เขาใช้คำพูดอย่างนี้ มาดูถูกพระพุทธศาสนาของเราไปเรื่อยไม่ได้นะครับ

เถรี
06-08-2021, 10:44
ท่านทั้งหลายลองไปดูในสโคปรายวิชาครับ ที่อาจารย์เขาจะให้ตั้งแต่ชั่วโมงแรก ว่าเราเรียนวิชานี้เพื่ออะไร เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจในสถานการณ์พระพุทธศาสนาในปัจจุบัน รู้เท่าทันปัญหา สามารถที่จะแก้ไข แล้วก็มีความรักและปกป้องพระพุทธศาสนาครับ ไม่ได้ให้เราเรียนเพื่อที่จะเอาประกาศนียบัตรเฉย ๆ

พวกเราทุกคนเป็นทหารในกองทัพธรรมครับท่านทั้งหลาย ความรู้ความสามารถทั้งหมดของเรา ควรที่จะใช้ไปเพื่อทำให้พระพุทธศาสนาของเราเข้มแข็ง เพื่อที่ข้าศึกภายนอกจะได้ไม่มาทำลายเราได้ แต่ว่าในส่วนนี้ก็ต้องมีบ้างครับ เพราะว่าคนเราร้อยพ่อพันแม่

ตั้งแต่ปีแรกที่เราบวช ถ้าเรียนนักธรรมชั้นตรี พระธรรมวินัยนี้เปรียบเหมือนกับเส้นด้ายที่ร้อยดอกไม้นานาพรรณ ก็คือพระภิกษุที่บวชมาจากวรรณะต่าง ๆ เพื่อให้เป็นระเบียบ เรียบร้อย ดูสวยงาม ในเมื่อเป็นในลักษณะอย่างนี้ บรรดาดอกไม้นานาพรรณก็ต้องมีบ้างครับ ไอ้ที่เผลอหลุดออกมาเป็นดอกอุตพิดบ้าง ดอกตำแยบ้าง..!

แต่ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ พระธรรมวินัยของเราชัดเจนอยู่แล้วครับ ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายเคร่งครัดอยู่ คนแบบนี้ก็จะอยู่ไม่ได้ครับ จะเกิดวิปฏิสาร คือความเดือดเนื้อร้อนใจ ท้ายที่สุดก็ต้องออกไปเอง เหมือนอย่างกับที่อรรถกถาจารย์ท่านเปรียบเอาไว้ว่า พระพุทธศาสนานี้เหมือนอย่างกับคลื่นทะเล ย่อมซัดสิ่งโสโครก ขยะ และซากศพขึ้นสู่ฝั่งเสมอ

ดังนั้น..ในส่วนนี้ที่ท่านทั้งหลายเรียนไป เท่ากับเพิ่มความรู้ความสามารถของเรา ที่จะนำไปใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และบริหารกิจการคณะสงฆ์ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป แต่ความรู้เป็นดาบสองคมครับ ถ้าหากว่าใช้ไม่ถูกต้อง ดาบสองคมนี้ก็จะบาดทั้งตัวเราเองและบาดคนอื่นด้วย

เถรี
06-08-2021, 10:47
ในส่วนที่เราเรียน ถ้าหากว่าเป็นภัณฑาคาริกปริยัติ ก็คือเรียนแบบคลังเก็บพัสดุ คลังสะสมความรู้ เรียนไปเถอะครับ หรือไม่ก็นิสสรณัตถปริยัติ เราเรียนเพื่อความหลุดพ้นจากกองทุกข์ อันนี้ว่าไปให้เต็มที่เลยครับท่าน ตรงกับวัตถุประสงค์ของพระพุทธเจ้า

แต่ถ้าเป็นอลคัททูปมปริยัติ เรียนแบบจับงูข้างหาง ก็คือใช้วิชาความรู้ไปในทางที่ผิด มีแต่จะโดนงูกัดตายครับ..! แทนที่พวกเราทั้งหลายได้ความรู้มา แล้วจะช่วยยังพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง กลายเป็นว่าเราเอาความรู้นั่นแหละที่จะมาทำลายพระพุทธศาสนาได้เนียนยิ่งขึ้นไปอีกครับ

อย่างที่ผมเคยใช้คำพูดกับพระในวัดของผมว่า "จะกลายเป็นเหี้ยติดปีก" ครับ อย่างเช่นว่าพอถึงเวลาแล้ว อาศัยความรู้ที่ตัวเองมี หลบซ้ายเลี่ยงขวาไปเรื่อย อ้างข้อกฎหมายบ้าง อ้างพระธรรมวินัยบ้าง ในเรื่องที่คนอื่นเขายังไม่รู้ แล้วบิณฑบาตเกินเวลา เคยสังเกตไหมครับ ? หรือไม่ก็ออกไปเรี่ยไรกัน

ผมเห็นชัด ๆ เลยครับ พอตำรวจจับ ก็แกล้งลงไปนอนชักอยู่กับพื้น ตำรวจก็ไม่รู้จะทำอะไร เพราะว่าจะกลายเป็นรังแกพระ ก็ต้องปล่อยให้ไอ้พวกหน้าด้านทำต่อไป กลายเป็นว่าเรารู้มากเท่าไร ก็อาจจะสร้างโทษให้กับตัวเอง แล้วก็ทำลายพระพุทธศาสนาได้มากเท่านั้น

ดังนั้น..เรื่องที่ท่านทั้งหลายเรียนอยู่ เราต้องสังเกต อย่างเช่นในปัจจุบันของเรา สถานการณ์ไวรัสโควิด ๑๙ แพร่ระบาด จนกระทั่งพวกเราต้องมาเรียนออนไลน์กันอยู่นี่ แล้วสังเกตไหมครับว่ารัฐบาลของเรา คนรักมากเหลือเกิน พูดถึงกันอยู่ทุกวัน แต่พูดไปในทางไม่ดี

โดยเฉพาะคนไทยเราเอาใจโคตรยากเลยครับ ไม่มีวัคซีนฉีด ก็ด่ารัฐบาล มีวัคซีนไม่ถูกใจ ก็ด่ารัฐบาล ผมเองไม่ได้เชียร์รัฐบาลนะครับ ผมก็ด่าด้วย แต่เราต้องดูครับ อย่างเช่นว่าท่านทั้งหลายมีซิโนแวคฉีด ก็ฉีดไปเถอะครับ ไม่ใช่ว่ากูจะรอไฟเซอร์ รอโมเดอร์น่า ทำไมรัฐบาลไม่ซื้อมาสักที ?

เถรี
06-08-2021, 10:50
ท่านทั้งหลายทราบไหมครับว่า สิงคโปร์ฉีดไฟเซอร์ให้กับประชาชนทุกคนฟรี แต่คนสิงคโปร์ส่วนใหญ่ยอมจ่าย ๒๐ ดอลล่าร์เพื่อฉีดซิโนแวคครับ เพราะเขาบอกว่าวัคซีนที่ผลิตจากเชื้อตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่คนเรามีความชำนาญที่สุด ย่อมมีอันตรายน้อยที่สุด ที่ผลิตจากเทคโนโลยีใหม่ยังไม่ผ่านการทดสอบ และเอามาทดลองใช้ ไม่รู้ว่าจะมีผลเสียไปอีกยาวนานเท่าไร นี่คือสิ่งที่คนสิงคโปร์เขาทำกันอยู่ครับ ฉีดวัคซีนที่พวกเราด่ารัฐบาลกันนี่แหละครับ

ประการที่สองครับ ท่านทั้งหลาย ไฟเซอร์ โมเดอร์น่า จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ตอนที่เขาผลิตเขาไม่ขายให้เรานะครับ สั่งซื้อเขาก็ไม่ให้ เขาเก็บเอาไว้สำหรับคนของเขาเองก่อน ยิ่งรัฐบาลที่ไม่ค่อยจะทันอะไรสักอย่างอย่างของเรา กว่าจะไปสั่งซื้อเขา ก็ชาติหน้าโน่นแหละครับ..กว่าที่จะได้

แต่ว่าซิโนแวคของประเทศจีน อยู่ใกล้ ๆ เรานี่เองครับ แล้วกำลังการผลิตของเขาสูง สั่งเมื่อไรก็ได้เมื่อนั้น และโดยเฉพาะค่าส่วนต่างมีเยอะครับ ไอ้ที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า "เงินทอน" ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็เลยสั่งกันเข้ามาฉิบหายวายป่วง ไอ้คนที่อยากได้ของดีกว่านั้น โดยที่ไม่รู้ว่าดีจริงหรือเปล่า ก็เลยได้โอกาสด่ารัฐบาลกระจายไปเลย

สถานการณ์แบบนี้ จริง ๆ แล้วท่านทั้งหลายต้องแนะนำชาวบ้านให้เอาหลักธรรมมาใช้ครับ อันดับแรกเลย คือ ความมีสติ ต่อให้ท่านทั้งหลายฉีดวัคซีนไป ก็ยังติดโควิดตายได้ครับ เพราะว่าวัคซีนไปสร้างภูมิคุ้มกันในสายเลือดของเรา แต่เชื้อโควิดเข้าไปทำลายปอด คนละเรื่องกันเลยนะครับ เพียงแต่ว่าถ้าภายในเลือดเรามีภูมิคุ้มกันอยู่ เราจะตายยากขึ้นครับ

ตัวอย่างชัดเจนที่สุดก็อิสราเอลครับ ฉีดวัคซีนให้กับคนของตัวเองได้ทั่วถึงเร็วมาก เป็นประเทศแรก ๆ เลยครับที่เลิกใช้หน้ากากอนามัย แต่ตอนนี้เจอสายพันธุ์เดลต้าเข้าไป ต้องฉีดซ้ำกันอุตลุด แต่ไม่มีใครตายครับ

เถรี
06-08-2021, 10:53
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ในส่วนนี้เรามีโอกาสต้องบอกชาวบ้านเขาให้ตั้งสติก่อนเพื่อนเลยครับ ตั้งสติก่อนสตาร์ทครับ เราที่เป็นหลักให้แก่ชาวบ้านเขา เป็นที่พึ่งของชาวบ้านเขา ทำอย่างไรที่ท่านทั้งหลาย เมื่อถึงเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาแล้วจะตั้งสติได้ และนำเอาหลักธรรมของพระพุทธเจ้ามาแนะนำเขาให้เท่าทันกับปัจจุบัน

ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ได้ล้าสมัยนะครับ เป็นอกาลิโก ไม่ได้โดนจำกัดโดยยุคสมัย แต่เพียงแต่ว่าเราเอามาใช้ได้ถูกต้องหรือเปล่า ? ถ้าใช้ได้ถูกต้อง ท่านทั้งหลายก็จะกลายเป็นบุคคลที่ชาวบ้านเขาต้องอาศัยเป็นที่พึ่ง แล้วพอเขาพึ่งเรามากขึ้น ๆ ความเสียหายจะเกิดขึ้นครับ เพราะว่าลาภยศเงินทองก็จะมา ถ้ากำลังใจของเรามีไม่เพียงพอ..ตายนะครับ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เข้ามา บางทีก็ลอยลม..ลืมตัวครับ

เพื่อนพระสังฆาธิการของผม เยอะต่อเยอะด้วยกันครับที่เสียหายไป เสียหายอย่างไรครับ ? ตอนแรกก็ว่าจะบวชและก็จะทำทุกอย่างเพื่อพระพุทธศาสนา แต่ว่าอยู่ไป ๆ ลาภยศเงินทองเริ่มเข้ามา ก็เริ่มแปรเปลี่ยนไปครับ แทนที่จะทำทุกอย่างเพื่อพระพุทธศาสนา ก็กลายเป็นทำเพื่อความสุขของตนเอง หลายท่านทำกุฏินี่ ผมอายเลยครับ ไม่ใช่ว่าสร้างกุฏิแพงกว่ากุฏิผมนะครับ แค่เครื่องตกแต่งภายในกุฏิเขา แพงกว่ากุฏิของผมทั้งหลังนะครับ..!

หลายท่านเปลี่ยนรถทุกปีครับ จนบางทีคนไหนที่สนิทกันมาก ๆ ผมด่าเลยครับ "มึงจะเปลี่ยนรถกูไม่ว่า แต่ให้มีชั้นเชิงหน่อยได้ไหม ไม่ใช่รับกฐินวันนี้ พรุ่งนี้กูออกรถป้ายแดง ชาวบ้านเขาก็รู้สิว่ามึงเอาเงินกฐินไปซื้อ มึงทนเอาไว้สัก ๖ เดือน ๑๐ เดือนได้ไหม ? แล้วค่อยไปซื้อ เขาก็ไม่ว่าอะไรหรอก เพราะว่าเขาไม่รู้ว่ามึงซื้อด้วยเงินอะไร" ไอ้นี่เพื่อนกัน..เราด่าได้ครับ แต่ถ้าไม่ใช่เพื่อนกัน เราจะทำอย่างไรครับ ?

เพื่อนบางท่านก็เปลี่ยนโทรศัพท์รุ่นใหม่ทุกรุ่นที่ออก โอ้โห..ช่างกล้าครับ เครื่องหนึ่ง ๕๐,๐๐๐ - ๖๐,๐๐๐ บาท ทองผาภูมิของผมไกลปืนเที่ยงครับท่าน พระเจริญพระพุทธมนต์รับเงิน ๑๐๐ บาทนี่เยอะครับ แล้วลองคิดดูสิครับว่ากิจนิมต์ ๑๐๐ ครั้งได้ ๑๐,๐๐๐ บาท ถ้าสมมติว่าจะเปลี่ยนโทรศัพท์ ๔๐,๐๐๐ บาทนี่ ออกกิจนิมนต์ ๔๐๐ ครั้ง ต่อให้ได้ทุกวันนี่ ก็เกินปีนะครับ กว่าที่จะพอค่าโทรศัพทืเครื่องหนึ่ง

พระพุทธเจ้าท่านให้ฐานะพวกเราเป็นขอทานครับ ภิกขุคือผู้ขอครับ อาศัยชาวบ้านเขากิน ถ้าเราทำตัวรวย แล้วใครเขาจะสงเคราะห์เราครับ ? สร้างภาพกันหน่อยได้ไหมครับ ? ทำอย่างผม ให้ดูจน ๆ ไปเลย

เถรี
07-08-2021, 18:25
อดีตหลวงพ่อเจ้าคณะอำเภอทองผาภูมิ วัดหินแหลม ท่านบ่นผมว่า "อาจารย์เล็ก มีเงินทำไมไม่ซื้อรถเบ๊นซ์วะ ?" ท่านถามอย่างนี้จริง ๆ ครับ "รถเบ๊นซ์นะเฮ้ย..เอ็งไปที่ไหนก็มีที่จอด เก่าอย่างไรก็ยังเป็นเบ๊นซ์" ผมก็เลยตอบกลับไปแบบคนสนิทกันและไม่เกรงใจว่า "แล้วจะมีประโยชน์อะไรครับ ? หลวงพ่อขี่เบ๊นซ์ คนเขาก็รู้ว่าหลวงพ่อยืมเงินผมเติมน้ำมัน ถึงผมนั่งสองแถว คนเขาก็บอกว่าอาจารย์เล็กรวย..!" เห็นหรือยังครับท่านทั้งหลาย ว่าจริง ๆ แล้วในส่วนที่เราควรจะทำเพื่อพระพุทธศาสนา กลายเป็นเราทำเพื่อความสุขความเจริญของตนเองไปแล้ว

มีอยู่เที่ยวหนึ่งครับ ผมเข้าวัง..พาหลวงพ่อวัดท่ามะขามไปรับเจ้าคุณชั้นเทพ ปีนั้นมีพระที่รับเจ้าคุณ ๘๐ กว่ารูปครับ ผมเห็นรถยนต์ที่จอดอยู่ ราคารวมกันแล้ว น่าจะหลายร้อยล้านครับ คันที่ราคาถูกที่สุด ก็คงไม่ต่ำกว่า ๓ ล้านบาท ถ้าเป็นรถของลูกศิษย์มาส่งครูบาอาจารย์ ก็ไม่เป็นไรครับ แต่ถ้าท่านทั้งหลายหามาเองนี่ ผมก็กลืนน้ำลายไม่ลงเลยครับ...!

แล้วหลวงพ่อวัดท่ามะขามก็มีมาสด้า ๓๒๓ สีแดง ๆ เก่า ๆ วิ่งแต๊ก ๆ ๆ เข้าไปอยู่คันเดียว เขามองกันเป็นตาเดียวเลยครับ "มึงช่างกล้าขับมา..!" ก็ไม่เห็นท่านจะอายใครเลยครับ นั่นแหละครับ คือบุคคลที่ตั้งใจทำเพื่อพระพุทธศาสนาจริง ๆ ไม่ได้ทำเพื่อความสุขของตัวเอง

ก่อนหน้านั้นหลวงพ่อไพบูลย์ครับท่านทั้งหลาย หลายท่านก็ทัน วันเกิดของท่าน พวกเรารวบรวมเงินกันให้หลวงพ่อซื้อรถเบ๊นซ์ครับ จะได้เหมือนกับชาวบ้านเขาบ้าง อายเขาครับ เจ้าคณะจังหวัดของเรานั่งแต่รถเก่า ๆ หลวงพ่อท่านเอาเงินที่พวกเรารวบรวมให้ท่านซื้อรถเบ๊นซ์ ไปสร้างโรงพยาบาลเจ้าคุณไพบูลย์ครับ ท่านบอกว่า "กูนั่งรถอะไรก็ได้ แต่ลูกหลานกูควรจะมีโรงพยาบาลดี ๆ ถึงเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย จะได้มีที่รักษาตัว" เราคิดแบบท่านได้ไหมครับ ?

ทำไมหลวงพ่อไพบูลย์ถึงเป็นพระในดวงใจของคนเมืองกาญจน์ทั้งเมือง ? ทำไมท่านเป็นพระที่พระเณรทุกรูปรักหมด ? ท่านมีแต่ช่วยคนอื่นครับ นั่งรถไปกลางทาง เจอพระเดินอยู่ ท่านจอดรถกวักมือเรียกเลย "เฮ้ย..ไปไหนวะ ?" พอบอกว่าไปโน่นไปนี่ "เออ ๆ ขึ้นมา..เดี๋ยวกูไปส่ง" คุณจะไปหาเจ้าคณะจังหวัดที่ไหนที่ทำกับพระกับเณรแบบนี้ครับ ?

ท่านไปส่งจริง ๆ นะครับ อยู่ลึกแค่ไหน อยู่ไกลแค่ไหน ท่านไปส่งจนถึงวัด ผมเชื่อว่าท่านเป็นเจ้าคณะจังหวัดรูปเดียวครับ ที่ไปครบทุกวัด ทั่วทุกวัดจริง ๆ เราอย่าให้หลวงพ่อท่านเป็นที่ชื่นชมของเราเฉย ๆ ครับ ทำอย่างไรที่เราจะเลียนแบบปฏิปทาของหลวงพ่อท่านบ้าง เราไม่ใช่เจ้าคณะจังหวัด เราเป็นแค่เจ้าอาวาส เป็นแค่ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เป็นแค่พระลูกวัด เราก็ทำให้เต็มสติกำลังของเราครับ

เถรี
07-08-2021, 18:32
การศึกษาเปิดโลกทัศน์ให้ท่านทั้งหลายแล้วครับ เรายิ่งเรียนสูงเท่าไร เรายิ่งมีสายตามองไกลเท่านั้น แต่ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าหากว่าไม่มีใจที่จะทำเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ท่านทั้งหลายไม่มีทางหรอกครับ ที่จะลอยตัวอยู่เหนือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ได้ ท้ายสุดก็จะจมไปกับเขาเอง

เพราะฉะนั้น..ตรงนี้ที่ฝากไว้เป็นข้อคิด ก็เพราะว่าถ้าท่านทั้งหลายอยู่ต่อไปในกาลข้างหน้า ต้องเป็นกำลังของพระพุทธศาสนา ผมแค่อยากเห็นว่า ถ้าท่านทั้งหลายไม่สามารถสร้างความเจริญให้กับพระพุทธศาสนาได้ ก็อย่าทำให้เสียหาย หรือว่าทำลายลงกับมือของเราครับ แล้วถ้าหากว่าสามารถที่จะบอกล่าว ชักชวนใครให้เข้ามาร่วมกันทำความดีได้ ให้พยายามใช้ตรงนี้ให้เต็มที่ครับ

พระพุทธศาสนาของเราเป็นของจริง เป็นของแท้ครับ ถ้าท่านตั้งใจประพฤติปฏิบัติกันจริง ๆ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ต่อให้อยากได้หรือไม่อยากได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็จะไหลมาเทมา เพียงแต่ว่าถ้าท่านทั้งหลายเห็นว่าสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ดีแล้ว สบายแล้ว ผมก็ไม่ว่าอะไรนะครับ เพียงแต่ว่ารักษาความดีความสบายของตนเองเอาไว้ อย่าทำอะไรให้เสียหายไปถึงสายตาชาวบ้านเขา

พระเราเป็นจุดสนใจของชาวบ้านมากครับ เราทำอะไร จะดีหรือไม่ดีก็ตาม อยู่ในสายตาชาวบ้านเขาตลอด เราทำดีเป็นร้อยครั้ง เขาจะชมสักครั้งก็ยากครับ แต่ถ้าเราทำชั่วครั้งเดียวนี่ เขาด่าไปหลายปีเลยครับ..!

ในเรื่องของศรัทธา เพื่อนฝูงบางคนก็บอก "อาจารย์เล็กจัดงานอย่างไรวะ ? คนมาเยอะแยะไปหมด" เป็นเรื่องของศรัทธาครับท่านทั้งหลาย ศรัทธาเป็นต้นไม้ที่ปลูกขึ้นยากที่สุดครับ แต่ถ้าสามารถปลูกขึ้นได้แล้ว เป็นต้นไม้ที่ตายยากที่สุดเหมือนกันครับ

คาดว่าส่วนหนึ่งของท่านทั้งหลายยังจำหลวงพ่อภาวนาพุทโธได้ หลวงพ่อภาวนาพุทโธ ตอนที่ผมอยู่วัดท่าซุง ท่านพาลูกศิษย์ไปไหว้หลวงพ่อฤๅษีฯ ที่วัดท่าซุง รู้ไหมครับ รถทัวร์ ๔๗ คันครับ..! (ท่านโดนแกล้งไหมครับ ?) คือเรื่องนี้ผมก็ไม่ชัดเจนครับ แต่ผมอยากจะบอกว่า ในความที่ท่านสร้างความดีมาสูงมาก ถึงท่านติดคุกอยู่ ก็ยังมีคนเข้าไปฟังเทศน์ท่านทุกวันพระครับ แล้วก็ช่วยกันทำบุญถวายเงินท่าน จนกระทั่งท่านเอาไปช่วยเหลือโครงการต่าง ๆ ของคุกไปเป็นร้อยล้านเลยครับ..!

เถรี
07-08-2021, 18:34
ผมถึงได้บอกว่าต้นศรัทธาปลูกยากมากครับ ต้องใช้ความเพียรความพยายามอย่างสูง ใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน แต่พอขึ้นแล้ว..ตายยากจริง ๆ ครับ ขนาดโดนข้อหาศาลตัดสินให้จำคุกไม่รู้กี่ปีต่อกี่ปี คนยังไปฟังเทศน์ท่านทุกวันพระ ไปกันเยอะเลยครับ

ท่านทั้งหลายอาจจะบอกว่า ผมไม่ได้สร้างบารมีมาขนาดนั้น ไม่ใช่นะครับ อันดับแรกเลยคือตัวเราครับ สร้างตัวเราก่อน ถ้าตัวเราไม่มั่นคง เราเป็นที่พึ่งใครไม่ได้นะครับ ลองถามหลวงพ่อท่านที่เป็นเจ้าอาวาสสิครับ อย่างหลวงพ่อพระครูสุขุมกาญจนกิจก็ได้ ญาติโยมหรือว่าพระเณร เมื่อถึงเวลาเขาเกาะเรานี่ เกาะจริง ๆ นะครับ ถ้าเราเป็นหัวรถจักรนี่ แทบจะลากไม่ไหวครับ ดังนั้น..ถ้าเราสร้างตัวเราเองไม่แข็งแรงพอ ก็จะรับภาระพระศาสนาไม่ไหวนะครับ

ผมถึงได้บอกว่าดีใจที่ท่านทั้งหลายมาเรียนครับ อันดับแรกเลยก็คือ เราได้มีความรู้มากขึ้น อันดับที่สองก็คือ ได้นำวิชาการที่เราเรียนรู้ไปใช้ในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ได้ดีขึ้น อันดับที่สามคือ เกิดความหวงแหนและจะช่วยกันปกป้องพระพุทธศาสนาของเราครับ

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ท่านทั้งหลายเรียนไป เมื่อถึงเวลาเกิดอะไรขึ้น ต้องสามารถชี้แจ้งให้ชัดเจนได้ ถามว่าชี้แจงให้ชัดเจนได้ ชี้แจงอย่างไร ? อาศัยพระธรรมวินัยเป็นหลักครับ ตามด้วยกฎหมายบ้านเมืองและจารีตประเพณี

ผมเคยชี้แจงเรื่องที่พระออกไปช่วยคนตอนน้ำท่วม ออกไปตั้งโรงทานช่วยเหลือญาติโยมที่เดือดร้อนเพราะเชื้อโควิด ๑๙ แล้วมีไอ้พวกปากหอยปากปูจำนวนหนึ่ง บอกว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์ ผมเขียนชี้แจงเสร็จสรรพเรียบร้อย เปลวสีเงินเอาไปลงในไทยโพสต์ครับ บอกว่าขออนุญาตยืมใช้หน่อย เพราะหลวงพ่อชี้แจงได้ครบทุกด้านเลย ผมขอยืนยันนะครับว่าเรื่องทั้งหลายเหล่านี้เป็นกิจของสงฆ์

เถรี
07-08-2021, 18:40
พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอรหันต์ ๖๐ รูปแรก ตอนส่งออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาว่า จรถ ภิกฺขเว จาริกํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขอเธอจงเที่ยวไป พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย เพื่อประโยชน์ของชนหมู่มาก เพื่อความสุขของชนหมู่มาก โลกานุกมฺปาย เพื่ออนุเคราะห์แก่โลกครับ

ในขณะที่ญาติโยมเขาช่วยเรามาตลอด ใส่บาตรให้เรากินมาตลอด ถึงเวลาเขาเดือดร้อน แล้วเราจะหลับหูหลับตา โดยบอกว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์หรือครับ ? เขาบอกว่าพระพุทธเจ้าห้ามพระทำอาหาร ใช่ครับ...ผมไม่เถียง

แต่ในสมัยที่เกิดทุพภิขภัย พระพุทธเจ้าท่านอนุญาตไว้ครับ ท่านบอกว่า อันโตวุตถะ หุงต้มเอง อันโตปักกะ เก็บเอาไว้เอง สามปักกะ เก็บไว้ในที่อยู่ของตน สามารถตุนอาหารได้ด้วยครับ แต่ขอโทษ...จงอ่านพระไตรปิฎกให้ชัดครับ อันนั้นท่านทำเพื่อตัวเอง พระพุทธเจ้ายังอนุญาตในวาระฉุกเฉิน แต่นี่พระของเราทำเพื่อชาวบ้านครับ ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แล้วผิดตรงไหน ? ไม่มีข้อห้ามเลยนะครับ

ผมถึงได้บอกว่าไอ้พวกเรียนพระพุทธศาสนาจากกูเกิ้ลทุกวันนี้มีเยอะ แล้วเรียนไม่ทั่วด้วย ก็เลยไม่สามารถที่จะยกเอาข้อมูลต่าง ๆ ขึ้นมาให้สัมพันธ์กันได้ เอาขึ้นมาแค่ส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น

เหมือนอย่างกับที่มีบางวัดเขาสวดปาฏิโมกข์ ๑๕๐ ข้อ เคยได้ยินกันไหมครับ ? แล้วท้ายที่สุดก็โดนต้นสังกัดตัดหางปล่อยวัดให้ไปสวด ๑๕๐ ข้อเอาเอง เพราะว่าท่านไปอ่านพระไตรปิฎกมา บอกว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ชัดเจนว่า ศีลในปาฏิโมกข์มี ๑๕๐ ข้อ ใช่ไหมครับ ? ใช่ครับ..ผมไม่เถียง แต่ว่าท่านทั้งหลายได้คิดต่อไหมครับว่า พระพุทธเจ้าทรงตรัสเอาไว้ในปีไหน ?

ผมจะยกตัวอย่างว่า รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ดีที่สุด แล้วท่านทั้งหลายไปใช้รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ได้ไหมครับ ? ไม่ได้นะครับ เราต้องใช้รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ครับ

ในเรื่องของศีลในพระปาฏิโมกข์ ๑๕๐ ข้อนั่นก็เหมือนกันครับ ระยะแรกพระพุทธเจ้าท่านบัญญัติไว้แค่นั้น แต่หลังจากที่มีคนล่วงสิกขาบทมากขึ้น ท่านก็บัญญัติเพิ่มเติมขึ้นมา จนกระทั่งกลายเป็น ๒๒๐ ข้อ บวกกับอธิกรณสมถะอีก ๗ ข้อ กลายเป็น ๒๒๗ ข้อครับ ไม่ใช่แค่ ๑๕๐ ข้อที่กล่าวไว้เป็นพระสูตร

ดังนั้น...ในเรื่องพวกนี้ ถ้าหากว่าเราศึกษาแบบอลคัททูปริยัติ ก็คือศึกษาแบบจับงูข้างหาง ก็มีโอกาสถูกงูกัดตายสูงมากครับ แล้วถามว่าเราต้องเรียนให้รู้จริงทุกเรื่องไหม ? ไม่จำเป็นครับท่าน

เถรี
07-08-2021, 18:42
สมัยผมเด็ก ๆ หลวงปู่หลวงพ่อรอบวัดเลยครับ วัดไหนก็มีครับ ท่านโน้นเก่งน้ำมนต์ ทำน้ำมนต์คลอดลูกได้ ดื่มน้ำมนต์ลงไปอึกหนึ่ง ที่เหลือเป่าหัวไป คลอดเดี๋ยวนั้นเลย เก่งเรื่องน้ำมนต์เรื่องเดียว

อีกท่านหนึ่งเก่งเรื่องสูญฝีครับ สมัยผมเด็ก ๆ เพนนิซิลินยังไม่มี ยาปฏิชีวนะไม่มีครับ แล้วเป็นฝีกันบ่อยมาก บางทีผมเป็นจนเดินไม่ได้ครับ เพราะว่าเเป็นแถวข้อแถวเข่า ไปถึงก็ไม่เห็นท่านทำอะไรครับ ว่าคาถาหมุบหมิบ ๆ เป่าพรวด ถามว่าจะให้แตกตรงนี้หรือไปแตกที่บ้าน ? สั่งได้นะครับ เป่าฝีแตกตรงนี้ คือแตกตรงนั้นเลย ให้ไปแตกที่บ้าน กลับถึงบ้านหัวฝีค่อยแตกครับ

อีกท่านหนึ่งเก่งทางอยู่ยงคงกระพัน หยิบอะไรขึ้นมาเสก เหนียวไปหมด ลองกันตรงนั้นได้เลย ไม่ได้เก่งทุกด้านครับท่านทั้งหลาย แต่ว่าให้รู้จริงสักอย่างหนึ่ง โบราณเขาบอกครับ ว่า

อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว
แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล
อาจจะชักเชิดชูฟูสกนธ์
ถึงคนจนพงศ์ไพร่คงได้ดี

จนแค่ไหน ถ้ารู้จริง จะต้องรวยจนได้ครับ

พวกท่านทั้งหลายก็เช่นกันครับ ท่านที่เป็นเจ้าอาวาส ก็อย่าไปดูวัดใต้ อย่าไปดูวัดท่าขนุน เพราะว่าของท่านนั้นพร้อมด้วยคน พร้อมด้วยเงิน ทำอะไรก็ได้ ของเราถนัดด้านไหนครับ ถ้าถนัดเทศน์สอนคน เทศน์ให้เต็มที่ไปเลยครับหลวงพ่อ เทศน์วันพระทั้งเช้าทั้งเย็นไปเลย หรือไม่ก็เทศน์ทุกวันอาทิตย์ เทศน์ออกอากาศ เทศน์ออกยูทูบ

ถ้าหากว่าท่านถนัดในการก่อสร้าง ก็ดูให้ดีครับ สร้างวัดสร้างวาของเรา ออกแบบให้อยู่ในประเภทที่เรียกว่าประทับใจคน เข้าไปแล้วรู้สึกว่าวัดสวย ไม่ใช่วัดรก แต่ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายถนัดในเรื่องของการศึกษา เรียนไปให้จบปริญญาเอกไปเลยครับ เราถนัดด้านไหน ทำด้านนั้นให้ดีที่สุดครับ ถ้าเราทำเต็มที่แล้ว ผลดีจะเกิดแก่ตัวเราเอง แต่ถ้าหากว่าท่านเองมัวแต่ทอดอาลัยตายอยากอยู่ ผมรับประกันครับ ชาตินี้ไม่ได้โตอย่างแน่นอน

เถรี
08-08-2021, 15:45
นึกถึงพระพุทธเจ้าของเราสิครับ ๖ ปีที่พระองค์ท่านทรมานตนเองแทบล้มประดาตาย ไม่ได้อะไรขึ้นมาเลยหรือครับ ? ได้ครับ..ได้มหาศาลเลย ได้ยืนยันอย่างเต็มปากเต็มคำว่า วิธีการที่พวกมึงนิยมกันนักหนานั้น..ใช้ไม่ได้สักวิธีหนึ่ง เพราะว่าสมัยนั้นเขานิยมทรมานตัวเองครับ แล้วพระพุทธเจ้าของเราทรมานมากกว่าคนอื่นครับ..ทำให้เขาเห็น ๆ เลย

ในเมื่อทำมากกว่าแล้วไม่บรรลุ แปลว่าทางนี้ไม่ใช่แน่ครับ พระองค์ท่านถึงได้ไปค้นจนเจอทางสายกลางมาอย่างไรละครับ ไม่ได้แปลว่าตลอดระยะเวลา ๖ ปีของพระองค์ท่านเสียเปล่านะครับ ระยะเวลา ๖ ปีนั่นก็คือเวลาพิสูจน์ตัวเอง พิสูจน์หลักสูตร หรือวิชาการที่สมัยนั้นนิยมนักหนา พิสูจน์ว่าพระองค์ท่านเองทำมากกว่าคนอื่นของเขา พิสูจน์ว่าหลักการที่คุณเชื่อถือนั้นใช้ไม่ได้ เพราะว่าทำขนาดนี้แล้วยังไม่บรรลุเลย

แล้วพระพุทธเจ้าเทศน์กัณฑ์แรก น่าสงสารไหมครับ ? ผมเชื่ออย่างหลวงพ่อพระครูสุขุมฯ ของเรา เทศน์กัณฑ์แรกญาติโยมก็ฟัง ๔๐ - ๕๐ คนเป็นอย่างน้อยแล้ว พระพุทธเจ้าเทศน์กัณฑ์แรก คนฟังแค่ ๕ คนเท่านั้นเองครับ ก็แปลว่าต้นทุนของเราต้องมีมากนะครับ

ในเมื่อเรามีคนฟังระดับเป็น ๑๐ พระพุทธเจ้าท่านเทศน์นี่มือเดียวนับครบครับ ๕ รูปเท่านั้น แล้วพระองค์ท่านค่อยเก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อย จากปัญญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ไปได้ใคร ? ได้ยสกุลบุตร ได้พ่อแม่ของยสกุลบุตร ได้เพื่อนยสกุลบุตร เก็บไปเรื่อยครับ จนมากมายมหาศาลดังที่เห็นอยู่ เราไปเห็นตอนที่พระองค์ท่านประสบความสำเร็จแล้ว แต่ตอนที่พระองค์ท่านอยู่คนเดียวเดียวดายที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา มีใครเห็นบ้างครับ ?

เพราะฉะนั้น...ถ้าหากจะดูคนที่ประสบความสำเร็จ ให้ดูว่าเราต้องเอาให้ได้อย่างเขา แต่ถ้าอยากประสบความสำเร็จเอง ให้ดูคนที่เขาลำบากกว่าเราครับ อย่างน้อย ๆ เราจะได้เกิดกำลังใจว่า กูยังดีกว่าเขาอยู่หน่อยหนึ่ง กูจะต้องทำให้ดียิ่งไปกว่านี้

ดังนั้น...เรื่องที่ท่านทั้งหลายบางคนก็คิดว่า เรียนไปแล้วได้อะไร ? ถามตัวเองสิครับ ที่มาเรียนเพราะหลวงพ่อเจ้าคณะจังหวัดบังคับไว้ เพราะถ้าไม่เรียนเมื่อไรนี่เอ็งไม่ได้เป็นพระคู่สวด ไม่ได้เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส ไม่ได้เป็นเจ้าอาวาส ไม่ได้เป็นเจ้าคณะตำบล ก็เลยกัดฟันมาเรียน ถ้าอย่างนี้ท่านคิดผิดแล้วครับ

โอกาสที่ดีที่สุดอยู่ตรงหน้าแล้ว ต้องปรับทัศนคติใหม่ครับท่านทั้งหลาย เราไม่ได้เรียนเพื่อให้ผ่านนะครับ แต่เรียนแล้วต้องรู้จริง ต้องเอาไปบอกคนอื่นต่อได้ เราสอนตัวเองได้แล้ว ต้องสอนคนอื่นได้ด้วยครับ เราจะสอนคนอื่นได้ สิ่งที่เราเรียนไปเราต้องรู้จริงครับ

เถรี
08-08-2021, 15:48
ในส่วนนี้ผมเองก็คงไม่สามารถที่จะบังคับเคี่ยวเข็ญทุกท่านว่าต้องทำอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ เพียงแต่ว่าเมื่อมีโอกาสก็มาบรรยายขยายแนวคิดของตนเอง ให้ท่านทั้งหลายได้ทราบว่า การที่บุคคลคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จขึ้นมาไม่มีอะไรง่ายเลยครับ

ในหลวงรัชกาลที่ ๖ ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ชัดเจนเลยครับ หนทางแห่งเกียรติศักดิ์ จักโรยด้วยดอกไม้ หอมหวนยวนจิตไซร้ ฤๅมี

ไม่มีครับ..ไอ้ที่ปูพรมแดงให้เดิน มีแต่กรวด มีแต่ทราย มีแต่หนาม มีแต่เศษแก้วครับ กว่าจะประสบความสำเร็จได้ ก็แผลทั้งตัวครับ แต่ถ้าประสบความสำเร็จแล้ว ภูมิใจนะครับ ภูมิใจตรงที่ว่าเราสามารถทำได้ เราสามารถยังประโยชน์ให้เกิดกับพระพุทธศาสนาได้ เราเป็นแบบอย่างให้กับคนรุ่นหลังได้ เราสอนพระสอนเณรที่ศรัทธาเชื่อถือเราให้ดีได้ เราสามารถบอกกล่าวแก่ญาติโยมทั้งหลาย แก้ไขข้อขัดข้องของเขาด้วยหลักธรรมของพระพุทธเจ้าได้

สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนเรามาเป็นของดี เป็นของแท้ น่าเสียดายว่าพระเณรของเราในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่ได้แค่ด้านเดียวครับ ก็คือด้านวิชาการ ทำอย่างไรที่ท่านทั้งหลายจะได้ในเรื่องของการปฏิบัติบ้าง บางท่านก็บอกว่า ผมไม่มีเวลานั่งกรรมฐาน ผมไม่มีเวลาทำสมาธิ ไม่ใช่นะครับ ทุกท่านทำอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ารู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังทำอยู่ ?

ถึงเวลาสวดมนต์ไหว้พระใช่ไหมครับ ? ถ้าท่านไม่มีสมาธิจะสวดถูกไหมครับ ? เผลอคิดเรื่องอื่นหน่อยเดียวก็สวดผิดแล้วครับ แล้วเราสวดผิดก็ไม่ว่า ข้าง ๆ ก็ดันเผลอด้วยกัน ก็เลยพาล่มไปทั้งขบวนเลย..! ถึงเวลาท่านไปสวดมนต์ตามบ้าน ก็คือการทำสมาธิด้วยครับ การเดินบิณฑบาตก็ใช่ครับ ผมเองอาศัยการเดินบิณฑบาต เดินไปภาวนาไป กว่าจะไป กว่าจะกลับ ก็ประมาณ ๕ กิโลเมตร โอ้โห..ภาวนาได้สะใจมากเลย

การที่เราปฏิบัติธรรม ไม่ใช่นั่งนิ่ง ๆ นะครับ นั่งนิ่ง ๆ นั่นถือว่ายังใช้งานไม่ได้ครับ เรียนหนังสืออยู่ ท่านที่สมาธิดีก็จับลมหายใจเข้าออกไปด้วย สติจดจ่ออยู่ตรงหน้าเลยครับ ไม่ได้ไปไหน แล้วเราจะบอกว่าเราไม่มีเวลา..ไม่ได้ครับ มีอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่เรารู้ตัวหรือเปล่าว่าเรากำลังทำเรื่องทั้งหลายเหล่านี้อยู่ ?

เถรี
08-08-2021, 15:52
การทำความดีนั้นเป็นเรื่องที่ค่อย ๆ สะสมไปครับ เหมือนน้ำทีละหยด ๆ ตอนที่เราไปมองก้นโอ่งใบใหญ่ ๆ แล้วน้ำหยดลงไป ไม่มีอะไรเลย แต่เผลออีกทีหนึ่ง ผ่านไปสัก ๒ วัน ๓ วัน ไปมองใหม่สิครับ ขึ้นมาเป็นเซ็นติเมตร ขึ้นมาเป็นนิ้วแล้ว

พอสั่งสมไปถึงระดับหนึ่ง คนจะเริ่มเห็นความดีครับ เขาจะศรัทธา คราวนี้จัดการยากมากครับ จัดการยากตรงที่ว่า ญาติโยมหลายท่านเห็นพระเป็นสมบัติส่วนตัว "หลวงพ่อของกู" "พระอาจารย์ของกู" แล้วคราวนี้ก็เลยเริ่มบัญชาการ ให้พระทำอย่างโน้น ให้พระทำอย่างนี้ ถ้าไม่ทำก็น้อยใจ เสียใจ บริหารจัดการยากสุด ๆ เลยครับ

เรื่องพวกนี้เป็นทั้งศาสตร์คือความรู้ และเป็นทั้งศิลป์ ก็คือวิธีการเทคนิคต่าง ๆ ซึ่งเรื่องพวกนี้ พอเราเติบโตไปข้างหน้าก็จะรู้ครับ ยิ่งอยู่ไปเขี้ยวก็จะงอกยาวขึ้นเรื่อย ๆ ครับ เพียงแต่ว่าอย่าเผลอให้โยมเขามาขี่คอเราได้ก็แล้วกัน

บรรดาวัดต่าง ๆ ที่มีปัญหามากที่สุดในปัจจุบันนี้คืออะไรครับ ? ก็คือกรรมการวัดและมัคคนายกมักจะมีอำนาจเหนือเจ้าอาวาส ถ้าว่ากันตามกฎหมายจริง ๆ การแต่งตั้งเจ้าอาวาส ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับโยมเลยครับ กฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า เจ้าคณะอำเภอกับเจ้าคณะตำบล และเจ้าอาวาสในเขตนั้นรวม ๓ รูป ร่วมกันพิจารณาว่าผู้ใดเหมาะสม ก็ยกขึ้นเป็นเจ้าอาวาส

แต่ตรงนี้ติดตรงข้อสุดท้ายที่เราใช้พิจารณา ก็คือจารีตประเพณีครับ ไอ้ตรงนั้นโยมเขาเห็นด้วยไหม ? ทำอย่างไรตอนที่เราพิจารณาแต่งตั้งให้โยมเขามีส่วนตรงนั้นด้วย ถ้าหากว่าเขาไม่ยอมจริง ๆ เราค่อยยกข้อกฎหมายมาให้เขาฟังว่า จริง ๆ แล้วโยมไม่มีสิทธิ์มีเสียงหรอก แต่อาตมาเองให้เกียรติ โยมเป็นเจ้าของพื้นที่ โยมดูแลพระมาโดยตลอด ก็เลยให้โยมมีสิทธิ์มีเสียงที่จะร่วมด้วยช่วยกัน เมื่อพิจารณาเสร็จแล้ว ก็ต้องยอมรับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าอย่างนั้นเรื่องก็จะจบง่ายครับ

ผมเจอมากับตัวเองครับ เจอเพื่อนเจ้าคณะตำบลท่านหนึ่ง ก็อย่างว่าละครับ มีอำนาจอยู่ในมือ รายงานหลวงพ่ออำเภอร่วมพิจารณา รายงานหลวงพ่อรองอำเภอร่วมพิจารณา เอ้า..มี ๓ คนเพียงพอแล้วตามกฎหมายแล้ว ไม่ต้องหาเจ้าอาวาสในเขตนั้นก็ได้ ไม่ต้องบอกโยมก็ได้..ตั้งเลยครับ พอญาติโยมมาประท้วงว่าท่านนี้ความประพฤติไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านก็อ้างว่ากฎหมายให้อำนาจท่านเอาไว้ ไม่ได้ให้อำนาจญาติโยมนะครับ

โยมเขาตอบได้ประทับใจมากครับ เขาตอบว่า "หลวงพ่อ..กฎหมายของหลวงพ่อจะใหญ่กว่าขันข้าวในมือฉันไหม ? ถ้าฉันไม่ยอมเอาขันตักข้าวไปใส่บาตร หลวงพ่อจะมีฉันไหม ?" ฟังดูประทับใจนะครับ...แต่น่ากลัวครับ ก็คือถ้าหากว่ารอบวัดไม่สนับสนุนนี่ วัดไหนก็ไปยากครับ เราต้องอดทนทำความดีปีแล้วปีเล่านะครับ

เถรี
08-08-2021, 15:55
เรื่องของการตั้งเจ้าอาวาสใหม่นี่ เป็นอะไรที่ผมใช้คำว่า "วงจรอุบาทว์" ครับ ถ้าเจ้าอาวาสใหม่เก่งสู้เจ้าอาวาสเก่าไม่ได้นี่ วัดโทรมทันตาเลยครับ เพราะว่าญาติโยมไม่เข้าวัด ถึงแม้ว่าเจ้าอาวาสใหม่เก่งสู้เจ้าอาวาสเก่าได้ คนก็ยังไม่สนับสนุนครับ เพราะคิดถึงแต่เจ้าอาวาสเก่าที่เป็น "หลวงพ่อของเขา"

พวกเราก็ต้องอดทนทำความดีไปเรื่อยครับ ทำไปเดือนเล่าเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า จนกระทั่งท้าย ๆ ชีวิตของเราครับ ญาติโยมเริ่มเห็นความดี หันมาสนับสนุนกัน ไม่กี่วันเราก็ตายครับ ย้อนกลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว คนใหม่มาต้องกลุ้มใจอีกแล้ว ผมถึงได้เรียกว่า "วงจรอุบาทว์" ครับ

ดังนั้น...ในเรื่องพวกนี้ ถ้าหากว่าวัดไหนที่ในปัจจุบันนี้ เรื่องทั้งวัดตกอยู่กับเจ้าอาวาสคนเดียว ไปไม่ไหวนะครับ ถ้าเจ้าอาวาสปุบปับเป็นอะไรไป คนที่อยู่จะไม่ได้รับความเชื่อถือเลย ทำอย่างไรที่เราจะแบ่งสันปันส่วนหน้าที่ต่าง ๆ ให้กับพระเณรในวัดรับไปทำได้ครับ ?

เมื่อถึงเวลาแล้ว ญาติโยมเขาเห็นความสามารถก็จะค่อย ๆ ยอมรับว่า หลวงพี่ท่านนี้ หลวงน้าท่านโน้น หลวงลุงท่านนั้น ท่านเก่งทางด้านนี้ ๆ องค์โน้นรับสังฆทานดี โอ๊ย..ให้พรอยู่ ๑๐ นาทีไม่จบ ไพเราะเหลือเกิน อยากจะไปถวายอีก องค์นั้นถึงเวลาบิณฑบาตก็มนุษยสัมพันธ์ดีเหลือเกิน นอกจากถามถึงทุกข์สุขของตัวเราแล้ว ยังถามไปถึงครอบครัว ถึงลูกถึงหลาน ถึงเหลน ๗ ชั่วโคตร..ถามถึงหมด..!

ทำอย่างไรที่จะให้โยมเขาเห็นความสามารถของพระในวัดเราครับ ? หลวงพ่อหลวงพี่ทั้งหลาย ถ้าไม่สามารถจะให้เขาเห็นความสามารถของพระในวัดเรา ทำอย่างไรจะให้เขาเห็นความสามารถของตัวเราเองครับ เราจะมีอะไรดีให้ญาติโยมเขาดู มีอะไรดีให้ญาติโยมเขายอมรับ ?

ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายที่เป็นพระสังฆาธิการ ท่านทราบหลักการอยู่แล้วว่าบริหารวัด ต้องสะอาด สว่าง สงบ วัดไม่ต้องรวย วัดไม่ต้องหรูครับ อันดับแรก...สะอาดไว้ก่อน ถ้าหากว่าวัดสะอาด คนจะยอมรับเองครับ

ลำดับต่อไปก็คือ เรื่องของความสว่างครับ เข้าไปแต่ละที ถ้ากลัวผีหลอก ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะทำอย่างไร โยมก็ไม่กล้าเข้าวัดกัน ไม่ต้องอะไรมากหรอก วัดของผมเองครับ มาใหม่ ๆ จนถึงหน้าโบสถ์แล้ว ผมยังมองโบสถ์ไม่เห็นเลยครับ ท้ายสุดอยู่ไปจนกระทั่งได้เป็นเจ้าอาวาส ผมถึงได้รื้อไอ้ที่รก ๆ รอบโบสถ์ออกไปหมดเลย

ข้อสุดท้าย..สงบครับ วัดของผมปัจจุบันนี้มีพระ ๔๐ กว่ารูป โยมมาถามว่ามีพระเท่าไร ? ผมบอก ๔๐ กว่ารูป เขาตกใจ บอกว่าไม่เห็นพระเลย ก็บอกกับโยมว่า "เห็นไม่ได้ ถ้าโผล่หัวออกมาเกะกะ เดี๋ยวเจ้าอาวาสงับหัวขาด...! มีงานอะไรก็ทำไป ถ้าไม่มีก็ภาวนาไป"

"สะอาด สว่าง สงบ" ครับ ถ้าเราสามารถทำอย่างนี้ได้ทุกวัด คนจะเข้าวัดเองครับ

เถรี
09-08-2021, 17:49
ส่วนนี้ที่ผมชื่นชมคือประเทศพม่าครับ ผมไปสร้างวัดอยู่ที่นั่น ๖ ปี กฎเกณฑ์การสร้างวัดบ้านเราเยอะมากครับ อย่างน้อยต้องมีที่ดิน ๖ ไร่ ต้องห่างจากวัดอื่น ๒ กิโลเมตร ต้องมีญาติโยมให้การสนับสนุนไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ คน ต้องมีเงินทุนสำรองอย่างน้อย ๕๐,๐๐๐ บาท ต้องมีเสนาสนะที่มั่นคงพอสมควรแก่การใช้งาน

ไปพม่าสิครับ ไม่เห็นมีอะไรเลย นึกอยากสร้างตรงไหน ถ้าโยมเขาให้ที่ก็สร้างได้เลยครับ ผมไปเจอ ๓ วัดอยู่ในพื้นที่เดียวกันครับ กั้นกันด้วยถนนที่กว้างประมาณ ๒ ศอกเท่านั้น ตอนแรกผมคิดว่าวัดเดียวกันแต่คนละกุฏิ แต่ไม่ใช่ครับ..คนละวัดกัน เพราะว่าเขาไม่มีกฎเกณฑ์กติกาแบบนี้ครับ คือญาติโยมมีศรัทธาสร้าง เขาก็มีปัญญาดูแลครับ

ในส่วนนี้ไม่ว่าเขาจะสร้างไว้ในป่าในเขา ลึกแค่ไหนก็ตาม ถึงเวลาจะมีคนไปทำความสะอาด มีคนไปดูแล ไปใช้งาน สร้างเจดีย์ไว้บนยอดเขาสูงลิบ ๆ เลย ผมขึ้นไปดู..สะอาดสะอ้านมากครับ คนแย่งกันกวาด แย่งกันทำความสะอาด เขาถือว่าการกวาดลานเจดีย์ได้บุญมากครับ

ดูตัวอย่างจากใครครับ ? จากพระนาคเสนกับพระยามิลินท์ครับ พระนาคเสนกวาดลานเจดีย์ พระยามิลินท์เป็นเณรอยู่ เมื่อถึงเวลาพระนาคเสนก็สั่งให้พระยามิลินท์ที่มัวแต่เล่นอยู่ให้เอาขยะไปทิ้ง สามเณรมัวแต่เล่นสนุกอยู่ก็มาช้า พระนาคเสนจึงหวดด้วยด้ามไม้กวาด ร้องไห้ร้องห่ม หอบขยะไปทิ้งแม่น้ำ เห็นระลอกคลื่นในแม่น้ำไหลตามกันไม่รู้จักจบจักสิ้น อธิษฐานเลยครับ ผลบุญที่เอาขยะมาทิ้งในครั้งนี้ ขอให้ข้าพเจ้าเกิดมาใหม่ มีปัญญามากเหมือนอย่างกับลูกคลื่นในแม่น้ำนี้ สามารถสอบถามปัญหาใครก็ตาม โดยที่ไม่ถึงคราวอับจนด้วยปัญหานั้นเถิด พูดง่าย ๆ ก็คือให้ถามได้ตลอดครับ

พระนาคเสนกวาดลานเจดีย์เสร็จ จะลงไปสรงน้ำ ได้ยินแล้วตกใจครับ โอ้โห...ขอขนาดนี้ ต่อไปคนจะเดือดร้อนอีกเท่าไรวะ ? แค่เอาขยะมาทิ้งยังขอขนาดนี้ เราเป็นคนกวาดขยะ ก็ต้องขอได้มากกว่าสิวะ..! พระนาคเสนอธิษฐานทับเลยครับว่า ถ้าเกิดชาติไหนก็ตาม เจอสามเณรรายนี้ถามปัญหา ขอให้ตอบได้ทุกเรื่อง จึงมาเกิดเป็นพระนาคเสนกับพระยามิลินท์ เป็นคู่ปรับกันครับ ใครไปอ่านมิลินทปัญหาสิครับ ปัญหาแต่ละข้อ ถามมาชวนตีชัด ๆ..!

ในเมื่อเขานิยมว่า การกวาดลานเจดีย์มีบุญมาก ก็เลยแย่งกันกวาดครับ บนป่าบนเขาก็กวาด เขาขึ้นไปใช้งานครับ เจดีย์สูง ๆ บนยอดเขาตะเกียกตะกายขึ้นไป แต่บ้านเรานี่สร้างเสร็จแล้วทิ้งให้รกไปหมด

ทำอย่างไรที่เราจะทำให้วัดของเราสะอาด ไม่รกรุงรัง มองไปทางไหนก็ดูสงบ น่าเข้าวัดครับ เข้าไปแล้ว ต่อให้ร้อนขนาดไหนมาวัดแล้วจะต้องเย็น

เถรี
09-08-2021, 17:52
ถ้าเราสามารถทำตรงนี้ได้ จะเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า เราสามารถสร้างความมั่นคงให้เกิดกับพระพุทธศาสนาของเราได้ ช่วยกันแบก ช่วยกันหามคนละส่วน เมื่อท่านทั้งหลายมีความมั่นคงแล้ว วัดของท่านเข้มแข็งแล้ว ก็สามารถที่จะช่วยเหลือคนอื่นต่อไปได้ ถ้ามีอะไรสงสัยยกมือประท้วงได้เลยนะครับ ไม่ต้องเป่านกหวีดและอย่ายกสามนิ้วก็พอ..!

คราวนี้ถ้าหากว่าเรามีศรัทธาญาติโยมมาก ให้การสนับสนุนค้ำจุนวัดของตนจนมั่นคงแล้ว พยายามช่วยเหลือวัดอื่นด้วยครับ อย่างทุกวันนี้ ผมเองจัดโครงการทอดกฐินปลดหนี้ ปีละวัดเดียวนะครับ ญาติโยมก็บ่นว่ากฐินทำแล้วได้บุญมาก ทำไมหลวงพ่อไม่ทอดกฐิน ๗ วัด ? ทำไมหลวงพ่อไม่ทอดกฐิน ๙ วัด ? ผมบอกว่า ๗ วัด ๙ วัด ถ้าเฉลี่ยแล้วได้เงินวัดละแสนสองแสน สร้างส้วมยังไม่เสร็จเลยโยม แต่ถ้าทั้งหมดเราเทไปวัดเดียว จะเห็นหน้าเห็นหลังไปเลย

ตั้งแต่ผมทำโครงการมา เจ้าประคุณเอ๊ย..รายชื่อยาวเป็นกิโลเมตรเลยครับ ผมคาดว่าผมต้องอยู่ไปถึงอายุ ๓๐๐ ปี ถ้าทอดปีละวัดกว่าจะจบ แต่ให้เราได้ทำนะครับ ก็คือช่วยประคับประคองวัดอื่น ถ้าหากว่าเราเป็นเจ้าคณะ ก็ประคองลูกวัดในคณะของเราก่อน

อย่างทุกวันนี้ ผมเองถึงเวลาก็ส่งพระเณรของอำเภอทองผาภูมิเรียนทุกรูป จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้มากมายนะครับ ถวายค่ารถท่านรูปละ ๓,๐๐๐ บาทต่อเดือน แต่เราลองนึกถึงพระลูกวัดสิครับ ทางด้านผมนี่ พระลูกวัด ถึงเวลาสวดมนต์แทบตายนี่ ได้ ๒๐ บาทเป็นหลักนะครับ ถ้า ๓,๐๐๐ บาทของท่านนี่ จำนวนมหาศาลมากเลยครับ ถ้าเราไม่ได้ช่วยตรงนี้ ถึงแม้ท่านอยากเรียน ก็คงจะเรียนไม่ไหว ถ้าเราไม่ช่วยท่าน ท่านก็เรียนไม่ไหวครับ ดังนั้น..ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายมีโอกาส โปรดช่วยเขานะครับ

การที่เราเข้าไปช่วย พยายามเอาหลักวิชาเข้าไปนิดหนึ่ง ช่วยผู้ใหญ่ช่วยอย่างไร ? ช่วยเด็ก ๆ ช่วยอย่างไร ? การช่วยเด็กเป็นการวางรากฐานตั้งแต่เล็กครับ ไม้อ่อนยังดัดง่ายอยู่ อย่างของผมทำโครงการใหญ่มหึมามากเลย ก็คือจะให้ทุนการศึกษาครบทุกโรงเรียนของทองผาภูมิ ซึ่งมีทั้งโรงเรียนประถมและมัธยม ๓๓ โรงเรียน ผมเพิ่งให้ไปได้ ๒๐ โรงเรียน ปีหน้าจะเพิ่มเป็น ๒๕ โรงเรียน โรงเรียนละ ๒๐ ทุนครับ ถ้าเป็นโรงเรียนประถมก็ทุนละ ๒,๐๐๐ บาท ตกโรงเรียนละ ๔๐,๐๐๐ บาท ถ้าเป็นโรงเรียนมัธยม ทุนละ ๓,๐๐๐ บาท ก็ตกโรงเรียนละ ๖๐,๐๐๐ บาท ลองคูณเข้าไปดูครับ ๒๐ - ๓๐ โรงเรียนนี่เป็นตัวเลขอัศจรรย์มากนะครับ

เถรี
09-08-2021, 17:54
การช่วยเด็กนั้น ผมช่วยเด็กดีนะครับ ระดับประถมและมัธยม ผมกำหนดไว้เลยว่าต้องมีความประพฤติดี ต้องเรียนดี และมีฐานะยากจน ข้อสุดท้ายไม่ต้องมีก็ได้ครับ จนทุกบ้านเลย..! แต่ถ้าหากว่าเป็นระดับปริญญาตรี ผมให้เด็กเก่งครับ ก็คือให้เด็กมาสอบชิงทุนกัน ปริญญาตรีนี่ผมให้เด็กเก่ง ต้องให้เขาสอบแข่งกัน ถ้าหากว่าสอบชิงทุนของผมได้ ผมมอบให้ปีละ ๓๐,๐๐๐ บาท ถ้าหลักสูตร ๔ ปีก็ให้ปีละ ๓๐,๐๐๐ บาทจนครบ ๔ ปี ถ้าหลักสูตร ๕ ปี ก็ให้ปีละ ๓๐,๐๐๐ บาทไปจนครบ ๕ ปี แปลว่าสอบครั้งเดียว ได้ทุนตลอดจนกว่าจะเรียนจบ

เหตุที่ต้องให้เด็กเก่ง เพราะว่าเด็กเก่งโอกาสเรียนจบมีสูงกว่าครับ แล้วผมเองก็ไม่ได้ตั้งกฎเกณฑ์กติกานะครับ ว่าต้องกลับมาทำงานให้กับท้องถิ่น ต้องกลับมาพัฒนาบ้านเรา ไม่มีครับ แล้วแต่ใจเขาเลย แต่ส่วนใหญ่แล้วคนเราจะรักบ้านเกิดครับ ท้ายสุดก็จะขอย้ายกลับมาเอง

ในส่วนของผู้ใหญ่นี่ ผมช่วยในเรื่องของการทำมาหากินครับ ท่านทั้งหลายลองดูสิครับว่ารอบ ๆ บ้านเรามีอะไรดีบ้าง ? ของผมมีอะไร ? มีกรองแฝก มีสานเสื่อลำแพน มีจักสาน กระบุง ตะกร้า มีทอผ้า มีทำอาหารพื้นบ้าน เรื่องพวกนี้จริง ๆ แล้วถ้าหากว่าเรารวบรวมเอาไว้ จะขายได้ทั้งหมดนะครับ

โดยเฉพาะสนับสนุนให้เขาทั้งหลายได้ทำ แล้วต้องมีตลาด เรารู้จักใครที่เขาต้องการของพวกนี้ หรือสนับสนุนให้เขาจำหน่ายได้ ไม่อย่างนั้นเขาไม่ทำหรอกครับ เขาทำแล้วเขาต้องขายได้ ในเรื่องของอาชีพ ถ้าเราสนับสนุนผู้ใหญ่ให้มีอาชีพ มีเงินมีทอง อยู่ดีกินดีขึ้นมา เขาจะเข้าวัดเองครับ ผู้ใหญ่เราจะไปแก้ปัญหาตั้งแต่พื้นฐานไม่ได้ครับ แต่เด็กเราเริ่มจากพื้นฐานได้

ดังนั้น..ผมถึงได้บอกว่า ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายยืนจนมั่นคงแล้ว จะช่วยเหลือญาติโยม ไม่ต้องช่วยขนาดผมนะครับ ช่วยปีละทุนสองทุนก็ได้ เราจะให้สัก ๕๐๐ บาท สัก ๑,๐๐๐ บาทก็ได้ เด็ก ๆ จะมีกำลังใจมากครับ ผมเองบอกได้เลยว่า ที่ผมเรียนมาจนทุกวันนี้ได้ ผมรอดมาได้ด้วยทุนการศึกษาครับ แล้วทุนการศึกษาสมัยโน้น..เจ้าประคุณรุนช่องเถอะ.. ก่อนปี ๒๕๒๐ ทั้งอำเภอมีทุนเดียว ๖๐๐ บาท ผมต้องไปสอบชิงทุนกับเขาทุกปี ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีเงินเรียนครับ บังเอิญว่าผมค่อนข้างเรียนเก่ง ก็เลยชิงทุนได้ คนอื่นก็ต้องผิดหวังไป

ในส่วนที่เราให้นี่ จะให้มากให้น้อยไม่ว่ากันครับ กติกาของคณะสงฆ์เราบอกไว้แล้วว่าทุนละ ๓๐๐ - ๕๐๐ บาทก็ได้ เด็กที่ได้รับจะดีใจครับ ดีใจว่าสิ่งที่เขาอุตส่าห์อดทนเรียนมา ช่วยให้เขาได้รางวัล มีกำลังใจที่จะเรียนต่อ แล้วบางที ๓๐๐ - ๕๐๐ บาทที่เราให้ไป เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ช่วยชีวิตเขาได้พอดีครับ

เถรี
09-08-2021, 17:58
ของผมเองนี่ชัดเจนที่สุด ผมเรียนมัธยม สมัยนั้นค่าเทอม ๒๒๐ บาทครับ เชื่อไหมครับว่าผมต้องผัดผ่อนจนวันสุดท้าย เขาจะไม่ให้สอบอยู่แล้ว กว่าที่จะหาได้ครบ ถ้าได้มา ๓๐๐ - ๕๐๐ บาทนี่เป็นฟางช่วยชีวิตของเราเลยครับ ไม่ต้องถึงขนาดเป็นท่อนซุงลอยน้ำมาให้เราเกาะหรอก เป็นฟางเส้นเดียวก็ต้องคว้าเอาไว้ก่อน

ดังนั้น..ส่วนนี้ที่เรียนถวายให้ท่านทั้งหลาย และบอกกล่าวให้แก่ญาติโยมที่เข้ามาฟังเราจะเห็นว่า จริง ๆ แล้วพระพุทธศาสนาของเราเพิ่งจะกึ่งพุทธกาลนะครับ ๒๕๖๔ ปีเท่านั้น ยังมีระยะเวลาเหลืออีก ๒,๐๐๐ กว่าปี

พระพุทธศาสนานี้ฝากพวกเราไว้ครับ ไม่ได้ฝากใครไว้เลย ฝากทุกท่าน ทั้งพระทั้งเณร ทั้งญาติโยมหญิงชาย พระพุทธเจ้าตั้งองค์กรที่วิเศษที่สุดขึ้นมา คือ องค์กรพุทธบริษัท ๔

พุทธบริษัท ๔ นี่แบ่งเป็น ๒ ส่วนครับ คือส่วนของนักบวชกับส่วนของฆราวาส บาลีเขาเรียกว่า อนาคาริกะ คือ ผู้ไม่ครองเรือน ได้แก่ภิกษุ ภิกษุณี อาคาริกะ คือ ผู้ครองเรือน ได้แก่ อุบาสก อุบาสิกา สมัยนี้ภิกษุณีไม่มี ให้สงเคราะห์แม่ชีเข้าไป ก็เท่ากับว่าฝ่ายอนาคาริกะก็คือภิกษุ สามเณร แม่ชี ฝ่ายอาคาริกะผู้ครองเรือน ก็ญาติโยมทั้งหญิงทั้งชาย ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่นั่นแหละครับ

เหตุที่บอกว่าพระองค์ท่านตั้งองค์กรได้วิเศษที่สุด ก็เพราะว่าองค์กรนี้สนับสนุนซึ่งกันและกันครับ ฝ่ายอาคาริกะคือผู้ครองเรือน ทำมาหากินตามปกติ มีส่วนเหลือก็เจือจุนภิกษุสามเณรด้วยปัจจัย ๔ ทุกวันนี้ท่านทำหน้าที่ได้ดีแล้วครับ แต่การทำหน้าที่ดีแล้วนี่ก็คือมีแค่ไม่กี่ท่านนะครับ

มีใครบ้างไหมครับ ? ที่ใส่บาตรทุกวัน สวดมนต์ไหว้พระทุกวัน หายากนะครับ เท่าที่ผมเจอมากที่สุดก็คือ ใส่บาตรปีละครั้ง โอ้โห..ถ้าหากว่าใส่บาตรปีละครั้ง กระผม/อาตมภาพลืมแน่นอน แต่นี่เขาไม่ลืมครับ วันเกิดตัวเองใส่บาตรทีหนึ่ง อีก ๓๖๔ วัน พระไม่ต้องฉัน..! เอ๊ะ...ใช่หรือเปล่า ? ไม่ใช่สิ..คนอื่นก็ต้องใส่บ้างแหละครับ

ส่วนใหญ่แล้ว พวกเรายังให้การสนับสนุนพระพุทธศาสนาน้อยมาก ไม่เหมือนรุ่นปู่ย่าตาทวดของเรา สมัยนั้นถ้าหากว่าถึงเวลาพระขาดแคลนอะไร เรียกหาได้เลยครับ หลวงปู่หลวงพ่อใกล้บ้านผม พอถึงเวลาก็ให้ลูกศิษย์วัดวิ่งไปบอก วันนี้จะมีพระอาคันตุกะมา ๒๐ รูป ขอให้พวกเรามาช่วยกันเลี้ยงหน่อย ผู้ใหญ่บ้านก็จะเป็นคนนำ ทำอะไรเลี้ยงดี ขนมจีนแกงเขียวหวาน ไอ้โน่นก็ไปโขลกลูกแป้ง คนนี้ก็ไปหามะเขือมา หาไก่มา หาเครื่องแกงมา ช่วยกันทำครับ แต่สมัยนี้ของเราตรงจุดนี้มีน้อย

เถรี
09-08-2021, 18:00
เพราะฉะนั้น..พุทธบริษัท ๔ ของเรา ในส่วนของอุบาสก อุบาสิกา ให้การสนับสนุนวัดไม่เหมือนก่อน เพราะว่าสภาพสังคมเปลี่ยนไปครับ สมัยกระผม/อาตมภาพเด็ก ๆ ท่องอยู่ครับ สินค้าออกของไทยเราประกอบไปด้วย ข้าว ข้าวโพด ยางพารา ไม้สัก ดีบุก นั่นเริ่มเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมครับ

สมัยก่อนญาติโยมสร้างวัดถวายพระนะครับ ต้องการกุฏิ ต้องการศาลา ต้องการโบสถ์ มีเจ้าภาพ แล้วเขามาทำกันเองครับ พระมีหน้าที่แค่ไปยืนดูว่าถูกใจหรือไม่ถูกใจเท่านั้น แต่พอมาเริ่มปฏิวัติอุตสาหกรรม สินค้าส่งออก ในเมื่อส่งออกต้องมีมากถึงจะพอส่ง ก็มีแต่ไม้สักอย่างเดียวครับที่ไม่สามารถจะทำอะไรได้ เพราะว่าสมัยนั้นยังไม่นิยมปลูก ก็ปลูกข้าวโพด ปลูกอ้อย ปลูกข้าว ขุดดีบุก ปลูกยางพารา สมัยนี้ปลูกยางพารากันทั่วประเทศ

ญาติโยมมัวแต่ทำงานอยู่ครับ ถึงเวลาอยากจะทำบุญ อยากจะสร้างศาลา อยากจะสร้างเมรุ อยากจะสร้างห้องน้ำ ก็เอาปัจจัยไปถวายหลวงพ่อครับ ช่วยรับแล้วก็ไปดำเนินการให้กระผมด้วย ให้ดิฉันด้วย ไป ๆ มา ๆ สภาพก็เลยเป็นอย่างในปัจจุบันนี้ครับ ก็คือกลายเป็นพระต้องสร้างเอง โดยมีโยมเป็นเจ้าภาพ

แล้วหลายคนก็บอกว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์ พระเราต้อง ปันตัญจะ สะยะนาสะนัง นอนนั่งในที่อันสงัด อะธิจิตเต จะ อาโยโค หมั่นประกอบกำลังใจของเราให้นิ่ง ให้สงบ ปราศจากกิเลส ลองไม่สร้างดูสิครับ..ว่าจะอยู่ได้ไหม ? ญาติโยมเขาอุตส่าห์มีศรัทธานะครับ เอาเงินมาถวายถึงที่ ก็ต้องกัดฟันทำไปแหละครับท่านทั้งหลาย

คราวนี้ในเมื่อญาติโยมเขาสนับสนุนเรา ส่วนของอนาคาริกะคือผู้ไม่ครองเรือน เราทำอะไรบ้างครับ ? ฉันเช้าแล้วเอน ฉันเพลแล้วนอน ตอนบ่ายพักผ่อน ตอนค่ำจำวัด ไม่ใช่แล้วนะครับ เราต้องศึกษาและปฏิบัติธรรมครับ ก็คือถ้าทำไม่ได้ก็ต้องเรียนให้รู้ ถึงเวลาญาติโยมขัดข้อง ต้องเอาหลักธรรมของพระพุทธเจ้าเข้าไปเสริมให้เขาได้ แล้วถ้าญาติโยมปฏิบัติธรรมติดขัดตรงไหน เราเคยปฏิบัติมา ต้องชี้แนะแก้ไขให้เขาได้ คนที่เคยทำมา พูดอะไรจะง่ายครับ แต่ถ้าไม่เคยทำมา พูดอะไรก็ยากไปหมด

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็เลยกลายเป็นว่าอนาคาริกะคือผู้ไม่ครองเรือน ได้แก่ ภิกษุ สามเณร แม่ชี มีเวลามากกว่า ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติได้แล้ว ก็นำไปสั่งสอนบอกกล่าวแก่ญาติโยม ญาติโยมตั้งใจทำมาหากิน มีส่วนเหลือก็สละเข้ามาช่วยเหลือพระพุทธศาสนา ช่วยค้ำจุนให้พระพุทธศาสนาของเราไปต่อได้

เถรี
10-08-2021, 09:54
พุทธบริษัท ๔ ของเราก็เลยกลายเป็นหลักสำคัญ แต่คราวนี้การที่พุทธบริษัท ๔ ของเราจะสำคัญถึงขั้นไหน ให้ดูที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ครับ พญามารมาอาราธนาพระพุทธเจ้าให้ปรินิพพาน พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่า ตราบใดที่พระภิกษุ ภิกษุณี ตลอดจนกระทั่งสาวกของตถาคต ยังไม่สามารถที่จะปฏิบัติธรรมจนเกิดผล แก้ไขปรัปปวาทที่ศาสนาอื่นเขากล่าวตู่จาบจ้วงพระพุทศาสนาได้ ตถาคตจะไม่ปรินิพพาน

พูดง่าย ๆ ก็คือปฏิบัติแล้วต้องสำเร็จ สำเร็จแล้วใครมาว่ากล่าวอะไร เราต้องสามารถชี้แจงได้ครับ อย่างที่ผมบอกไปตั้งแต่ต้นชั่วโมง ว่าทำอย่างไรที่ท่านทั้งหลายศึกษาแล้ว พอถึงเวลาเกิดปัญหาขึ้นมา เราจะต้องชี้แจงให้ชัดเจนได้ และเป็นความชัดเจนโดยหลักธรรม โดยกฎหมาย โดยจารีตประเพณี ไม่ใช่เถียงข้าง ๆ คู ๆ ครับ ดังนั้น..พุทธบริษัท ๔ ของเราจึงต้องสนับสนุนซึ่งกันและกันครับ พระพุทธศาสนาของเราถึงจะเจริญ

ในปัจจุบันนี้ ขออนุญาตเอ่ยชัด ๆ เลยนะครับ ธรรมยุติกนิกายเจริญรุ่งเรืองกว่าเรามาก ไม่ใช่เพราะเขามีพระสังฆราชเป็นธรรมยุตนะครับ แต่เพราะธรรมยุติกนิกายเอื้อเฟื้อเกื้อกูลแก่บุคคลที่ด้อยกว่า สังเกตสิครับ วัดธรรมยุตจะอยู่ในป่าในเขา ลึกแค่ไหนก็ตาม จะต้องมีเชื้อพระวงศ์เสด็จ จะต้องมีในหลวงราชินีเสด็จ..!

ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นครับ ? ก็เพราะพระผู้ใหญ่ครับ พระผู้ใหญ่ระดับสมเด็จพระราชาคณะ รองสมเด็จพระราชาคณะ ระดับกรรมการมหาเถรสมาคมทูลเชิญเอง ในเมื่อทูลเชิญเอง เมื่อมีกำหนดการของสำนักพระราชวังลงมา ท่านก็ช่วยไปเป็นประธานในงานให้ ผู้ใหญ่เอื้อเฟื้อผู้น้อยขนาดนั้น ก็เลยทำให้เกิดเกียรติประวัติที่สูงส่งขึ้นมาว่า วัดธรรมยุตทุกวัด จะใหญ่จะเล็ก จะอยู่ที่ไหนก็ตาม จะต้องมีเจ้าเสด็จ มหานิกายเรามีไหมครับ ?

แค่นั้นยังไม่พอนะครับ ไม่ว่าจะวัดเล็กวัดใหญ่ขนาดไหนก็ตาม เขาจะมีกองทุนครับ เขียนหนังสือประวัติของครูบาอาจารย์ สรรเสริญในส่วนความดีที่ครูบาอาจารย์ทำมาครับ ท่านทั้งหลายมีห้องสมุดเหมือนวัดท่าขนุนไหมครับ ? หนังสือพวกนี้จะท่วมตายอยู่แล้วครับ ประวัติครูบาอาจารย์มีทุกวัด มหานิกายเรามีไหมครับ ? (ไม่ค่อยมีครับ) ไม่มีเอาเสียเลยมากกว่า ผู้ใหญ่ของเราก็ไม่สนับสนุนอีกด้วย

เถรี
10-08-2021, 09:57
มีวัด ๆ หนึ่ง อย่าให้บอกเลยครับว่าชื่ออะไร ทูลเชิญพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ตอนนั้นท่านยังไม่ได้เป็นกรมหมื่นสุทธนารีนาถนะครับ มาเป็นประธานกฐิน ผมได้ยินพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งพูด ผมสะอึกเลยครับ ท่านบอกว่า "จะเชิญมาทำไมวะ ? ยุ่งฉิบหายเลย..!" ต่างกับธรรมยุตไหมครับ ?

ธรรมยุตนี่ผู้ใหญ่เชิญเอง แล้วไปเป็นประธานให้ มหานิกายของเรา แค่ท่านไปนั่งปั้นหน้านิ่ง ๆ เฉย ๆ รอเวลาเสด็จ ถึงเวลาท่านก็มาประเคนปัจจัยไทยธรรมให้ เป็นเกียรติยศแก่เราเสียอีก แต่บ่นว่ายุ่งฉิบหาย..! แล้วอย่างนี้ไม่ต้องคิดเลยนะครับว่าธรรมยุตหรือมหานิกายจะเจริญกว่ากัน

เรื่องพวกนี้ ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายเจอ ผมถึงได้บอกว่า เมื่อเรายืนได้แล้ว ต้องเอื้อเฟื้อแก่ผู้อื่นเขา โดยเฉพาะเอื้อเฟื้อต่อพระเณรของเราด้วยกัน ช่วยกันประคับประคองไป ไม่ใช่เวลาของการเด่นคนเดียว หล่อคนเดียวครับ โบราณเขาบอกว่า "หากสิ่งใดนั้นเหลือกำลังลาก ให้ออกปากบอกแขกช่วยแบกหาม" อะไรที่หนักเกินกำลังก็ขอคนอื่นเขาช่วยได้

พระพุทธศาสนาของเราตอนนี้หนักเกินกำลังครับ ถ้าต่างคนต่างแบก แบกไม่ไหวครับ แต่ถ้าช่วยกันแบกจะไหว คนละมุม คนละนิด คนละหน่อย แล้วเราก็จะไปได้เองครับ เพียงแต่ว่าท่านทั้งหลายต้องยอมเหนื่อย ยอมเสียสละ แต่ยอมเหนื่อยแล้วได้ฝากชื่อไว้ในพระพุทธศาสนาครับ ผมยืนยันตรงนี้เลยครับว่า ถึงคนไม่เห็น ผีก็เห็น เทวดาก็เห็น

ดังนั้น...สิ่งที่ท่านเรียนไปในวันนี้ อย่าเรียนเปล่าครับ สิ่งใดก็ตามที่ท่านคิดว่าเป็นประโยชน์ และสามารถนำไปใช้งานได้ เอาไปใช้เลยครับ แล้วถ้าหากว่าไม่เข้าใจ ไม่ชัดเจนตรงไหน สามารถสอบถามผมได้ หรือสามารถสอบถามท่านอาจารย์ พระครูวิโรจน์กาญจนเขต, ดร. ได้

ผมเองก็ว่ามาเป็นระยะเวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง ๔๐ นาทีแล้ว ประมาณ ๒๐ นาทีสุดท้าย ท่านใดมีอะไรสงสัย หรืออยากฟังเรื่องอะไร สามารถกดไมค์ฯ ถามมาได้เลยนะครับ..เชิญครับ

เถรี
10-08-2021, 10:01
ถาม : เราสร้างพระชำระหนี้สงฆ์ แล้วเราจะได้อะไรครับ ? ทำไมเราถึงสร้างพระชำระหนี้สงฆ์ ?

ตอบ : ตรงจุดนี้เราต้องเข้าใจ ๒ อย่างด้วยกันครับ ว่าการสร้างพระนั้น โบราณเขาถือว่า พุทธะปูชา มหาเตชะวันโต การบูชาพระพุทธเจ้า จะมีเดชมีอำนาจมาก เกิดใหม่ชาติไหนก็เป็นแต่ผู้นำเขา กับเรื่องของการชำระหนี้สงฆ์นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ

เรื่องของหนี้สงฆ์ก็คือ เรื่องที่เราอาจจะนำสิ่งหนึ่งประการใดออกไปจากวัด โดยที่ทั้งรู้และไม่รู้ และทำให้ตัวเราเป็นหนี้ ถ้าหากว่าเป็นเช่นนั้น เอาแค่สมัยผมเด็กครับ ไม่ต้องโบราณมาก เวลาพ่อแม่ไปวัด หาบข้าวปลาอาหาร เพื่อที่จะไปถวายหลวงปู่หลวงพ่อ ก็จะให้หยิบดินก้อนหนึ่งใส่หาบไปด้วย พอถึงเวลาก็เอาไปโยนไว้ตรงข้างประตูวัด

ผมก็สงสัยว่าทำไมถึงเวลาต้องเอาดินไปโยนไว้ในวัด ? ก็ปรากฏว่า คนโบราณใจละเอียดครับ เพราะเวลาเราเดิน อาจจะมีเศษดินเศษฝุ่นอะไรติดเท้าจากวัดไปบ้าน เดี๋ยวจะกลายเป็นเอาของสงฆ์เข้าบ้านแล้วเป็นหนี้ ก็เลยชิงคืนเอาไว้ก่อน

แล้วก็ยังมีประเพณีในการที่ถึงเวลาก็งมทรายมาถวายวัด ก่อพระเจดีย์ทราย สมัยผมเด็ก ๆ นี่เขาดำน้ำงมทรายกันนะครับ โดยเฉพาะหนุ่มสาวสนุกมากเลย ไอ้หนุ่ม ๆ ก็โชว์สาวครับ ถึงเวลาใครดำน้ำได้นานกว่า ใครโกยทรายมาได้เยอะกว่า ส่วนสาว ๆ บางคนก็แก่นแก้วมากครับ กูกระโจมอกได้ก็โดดลงไปช่วยเขาเลย หนุ่ม ๆ ก็เฮกันสิครับ...ชอบ เขาขนทรายเข้าวัดเพื่อชำระหนี้สงฆ์ครับ

เรื่องนี้พอผ่านมาถึงสมัยของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ วัดท่าซุง ท่านนี้ ถ้าหากว่าเราศึกษาประวัติท่าน ท่านมีหูทิพย์ ตาทิพย์ สามารถติดต่อกับผีกับเทวดาได้ ก็ไปเจอคนที่เผลอเอาของสงฆ์ไปครับ แต่ท่านทำความดีไว้มากแล้วจะลงนรก ท่านก็เลยถามพระ ถามพระยายมราชว่าจะแก้ไขอย่างไร ท่านบอกว่าต้องชำระหนี้สงฆ์

คราวนี้การชำระหนี้สงฆ์นั้น แบ่งเป็น ๒ อย่าง อย่างแรกก็คือ ถ้าหากว่ารู้ว่าสิ่งที่เราเอาไปนั้น ราคาเท่าไร ให้ชดใช้ในราคาปัจจุบัน อย่างเช่นว่า สมัยก่อนเอาช้อนไปหนึ่งคัน ราคา ๒ บาท แต่สมัยนี้ช้อนคันนี้ราคา ๒๐ บาท เราต้องจ่าย ๒๐ บาทในปัจจุบันนะครับ คือใช้ในราคาปัจจุบัน

เถรี
10-08-2021, 10:07
ประการที่ ๒ ก็คือ ท่านที่ไม่รู้ว่าตัวเองเอาไปเท่าไร ท่านบอกว่า ให้แก้ไขด้วยการสร้างพระพุทธรูปหน้าตัก ๔ ศอกคืนให้กับสงฆ์ไป ก็คืออาศัยบารมีพระพุทธเจ้าที่ว่า พุทธะปูชา มหาเตชะวันโต นั่นแหละครับ หรือว่าพุทโธ อัปปมาโณ คุณของพระพุทธเจ้าประมาณไม่ได้ ชดใช้หนี้ที่เราเคยทำเอาไว้ทั้งหมด

ท่านบอกว่าถ้าสร้างอย่างเดียว โดยไม่ได้ปิดทอง ใช้หนี้ได้เฉพาะเจ้าภาพคนเดียว แต่ถ้าสร้างพระแล้วปิดทอง สามารถชดใช้ได้ทั้งหมู่คณะ ใครร่วมสร้าง ๑๐ คน ๒๐ คน ๕๐ คน ๑๐๐ คน มีสิทธิ์ในการชำระหนี้สงฆ์ของตนเองได้ทั้งหมด แล้วท่านถามพระยายมราชว่า "หนี้สงฆ์มีโทษหนักไหม ?" พระยายมราชบอกว่า "คนที่เป็นหนี้สงฆ์ ลงอเวจีอย่างเดียว" ครับ

ผมเองก็สงสัยว่ามีอะไรบ้างที่เป็นหนี้สงฆ์ ท่านบอกว่าข้าวของในวัด ดอกไม้ ผลไม้ หรือแม้กระทั่งข้าวปลาอาหารที่พระยังไม่ได้ฉัน คนก็โกยกลับบ้านแล้ว ถ้าเรารู้ราคาปัจจุบันว่าเท่าไร ต้องใช้คืนเท่านั้นได้ครับ แต่ถ้าไม่รู้ ก็ต้องสร้างพระเพื่อเป็นการชำระหนี้ สร้างไม่ได้ปิดทอง ชำระได้เจ้าภาพคนเดียว ถ้าสร้างแล้วปิดทอง ชำระได้ทั้งคณะครับ รายละเอียดมีดังที่ว่ามา

ถาม : ถ้าหากว่าวัดมีญาติโยมน้อย นอกจากหลักสะอาด สว่าง สงบแล้ว มีหลักการอื่น เพื่อช่วยดึงญาติโยมเข้าวัดไหม ?

ตอบ : กรรมฐานครับท่าน ดีที่สุดเลย แรก ๆ ก็อาจจะคนสองคน สอนเขาปฏิบัติไป ยุบหนอ..พองหนอ ไปเถอะครับ เดี๋ยวเขาบอกกันปากต่อปากไปก็จะมากขึ้นเอง แล้วก็จะมากจนกระทั่งไม่มีปัญญาที่จะดูแลโยมเสียด้วยซ้ำไป เอากรรมฐานนะครับ ในการดึงโยมเข้าวัด

(นิสิตกราบขอบพระคุณ) สาธุ..ขอให้เจริญในพระพุทธศาสนายิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกรูปทุกนามครับ


พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
พระพุทธศาสนากับสถานการณ์ปัจจุบัน
วันอังคารที่ ๒๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)