PDA

View Full Version : ปกิณกธรรมช่วงบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรม ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๘-๔ มกราคม ๒๕๖๙


เถรี
10-01-2026, 01:16
ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงเช้า วันพุธที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๘

การบวชปฏิบัติธรรมงวดนี้ เท่ากับเป็นรุ่นแรกของปี ๒๕๖๙ ซึ่งก็จะมีแนวปฏิบัติเหมือนกัน ก็คือบวชปฏิบัติธรรมส่งท้ายปีเก่า สร้างกุศลรับปีใหม่ ในระหว่างนั้นก็มีการสวดมนต์ข้ามปี ใส่บาตรสร้างกุศลร่วมกัน

สภาพจิตของคนเรามีปกติไหลลงต่ำเสมอ จึงต้องพยายามที่จะทำอย่างไรให้สภาพจิตของเราคงตัว หรือว่าก้าวขึ้นสู่ที่สูง ซึ่งเป็นเรื่องที่แต่ละคนจะต้องมีเทคนิค หรือวิธีการเฉพาะตน ในการประคับประคองรักษากำลังใจ ให้อยู่ในด้านดีมากกว่าด้านที่ชั่ว

สภาพจิตของเราเหมือนกับเก้าอี้ที่นั่งได้คนเดียว ถ้าความชั่วเข้าไปยึดไว้ก่อน ความดีก็เข้าไม่ได้ จึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องรีบนำความดีเข้าไปสู่ใจ เพื่อที่ความชั่วทั้งหลายจะได้มากล้ำกรายไม่ได้ และเป็นสิ่งที่เราท่านทั้งหลายจะต้องระมัดระวังรักษาอยู่ตลอดชีวิต ไม่ใช่มาทำเฉพาะช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ส่วนที่เหลือปล่อยไปแล้วแต่เวรแต่กรรม ถ้าอย่างนั้นโอกาสที่จะพลาดลงอบายภูมิมีสูงมาก..!

ต้องหมั่นฝึกฝนกำลังใจของตนเองให้เคยชินกับการสร้างความดี ไม่ว่าจะเป็นทาน เป็นศีล เป็นภาวนาก็ตาม เนื่องเพราะว่าถ้าจิตมีความเคยชินเราก็จะไม่รู้สึกว่างานนั้นหนัก แต่ถ้าเป็นการเริ่มต้นใหม่ ๆ สภาพจิตยังไม่เคยชิน เราจะรู้สึกว่างานนั้นหนักมาก

ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายเป็นอย่างอาตมภาพ ก็คงจะทำอะไรไม่ถูกกันพอดี อย่างเมื่อตีสามครึ่งก็ลงมาเริ่มนำทุกคนปฏิบัติธรรมช่วงเช้ามืด หลังจากที่ทำวัตรสวดมนต์กันเรียบร้อยแล้ว ก็ออกบิณฑบาต เสร็จจากบิณฑบาต ก็มานำพวกเราสมาทานพระกรรมฐานเพื่อเข้าสู่การปฏิบัติธรรมช่วงสาย เสร็จแล้วอาตมภาพต้องรีบวิ่งไปยังวัดห้วยเจริญ ซึ่งห่างจากที่นี่ ๓๐ - ๔๐ กว่ากิโลเมตร เพื่อไปร่วมพิธีเปิดงานปิดทองฝังลูกนิมิตอุโบสถใหม่ของวัดห้วยเจริญ

ใช้คำว่า อุโบสถใหม่ ไม่ได้แปลว่าเขามีของเก่า หากแต่แปลว่ามีแต่ของใหม่จริง ๆ และเป็นอุโบสถเจ้าปัญหาอยู่หลายปี เนื่องเพราะว่าผู้ถวายที่ให้สร้างวัดมีสองเจ้า เจ้าหนึ่งที่ดินเป็นโฉนด อีกเจ้าหนึ่งที่ดินเป็น ส.ป.ก. ซึ่งกฎเกณฑ์กติกาของ ส.ป.ก. ก็ระบุเอาไว้ชัดเจนแล้วว่าห้ามจำหน่ายจ่ายโอน ยกเว้นให้ทายาทของตน ปรากฏว่าเจ้าอาวาสไปรีบสร้างอุโบสถเสียก่อน ไม่ทราบเหมือนกันว่ากลัวเขาเอาที่คืนหรืออย่างไร ?

เถรี
10-01-2026, 01:17
ครั้นถึงเวลาขอวิสุงคามสีมา มีการตรวจสอบ พ่อเจ้าประคุณเถอะ..ดันไปสร้างคร่อมที่ดินไว้ทั้งสองผืน..! ก็คือทางด้านที่ไม่มีปัญหาคือที่ดินซึ่งเป็นโฉนด เพราะว่าจำหน่ายจ่ายโอนได้ตามปกติ แต่ด้านที่เป็น ส.ป.ก. มีปัญหา เพราะว่าที่ดิน ส.ป.ก. ไม่สามารถทำอะไรได้ แต่ไปสร้างโบสถ์คร่อมไว้บนที่ดินส่วนนั้นด้วย ก็เลยไม่สามารถขอพระราชทานวิสุงคามสีมาได้ ก็แปลว่าเป็นวัดที่ถูกต้องไม่ได้

เมื่อดิ้นรนอยู่หลายปี ไม่ว่ากำลังภายนอก กำลังภายใน ก็ไม่สามารถที่จะขอพระราชทานวิสุงคามสีมาได้ เพราะไม่มีใครอยากเอาคอไปขึ้นเขียง กระผม/อาตมภาพแนะนำไปตั้งแต่แรกแล้วว่า "ไปจ้างเขามาดีดโบสถ์กลับออกไปทางด้านที่เป็นโฉนด ก็หมดเรื่องไปแล้ว โบสถ์ครึ่งหลังยาวไม่ถึง ๒๐ เมตร ดีดพักเดียวก็เสร็จแล้ว"

เขาเสียดายค่าทำ บอกว่า "เขาคิดมาเจ็ดแสนบาท" ก็เลยมัวแต่ไปวิ่งเต้นทางด้านอื่น น่าจะหมดไปเกินเจ็ดแสนแล้ว ท้ายที่สุดก็ต้องกลับมาใช้วิธีเดิม ก็คือดีดโบสถ์ให้พ้นจากเขต ส.ป.ก. เท่านั้นเอง..!

ดั้งนั้น..เราท่านจะเห็นว่าในช่วงนี้ พอทำพิธีบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรมเรียบร้อยแล้ว อาตมภาพก็จะมอบหมายให้พระวิปัสนาจารย์นำพวกเราเข้าสู่การปฏิบัติธรรม ส่วนตัวเองก็ต้องวิ่งไปร่วมพิธีเปิดงานปิดทองฝังลูกนิมิต วัดห้วยเจริญศรัทธาราม ตำบลห้วยเขย่ง อำเภอทองผาภูมิ ฟังดี ๆ เนื่องเพราะว่าทองผาภูมิมีวัดหนองเจริญศรัทธาธรรมอีกหนึ่งแห่ง เจริญพอกันนั่นแหละ โดยที่อาตมภาพก็ร่วมเป็นเจ้าภาพลูกนิมิตและมีดตัดหวายไป น่าจะเป็นด้านทิศตะวันออกหนึ่งลูก หนึ่งแสนบาท ญาติโยมไม่ต้องกังวล ในขันข้างหน้าอาตมานี้น่าจะมีสักสามพันบาทแล้ว..!

เขาจะให้ไปตัดหวายวันที่ ๔ มกราคม ซึ่งอาตมภาพก็คงไม่อยู่ ปล่อยให้ไปตัดกันเอง ถ้าไม่ตัดก็ไม่ต้องฝัง..! ก็คือเจ้าอาวาสดูท่าว่าจะทำงานไม่เป็น ทั้ง ๆ ที่เป็นพระอุปัชฌาย์รุ่นเดียวกัน แนะนำอะไรไปทุกอย่างแล้ว แต่ส่วนที่ขาดคือขาดการประชาสัมพันธ์อย่างแรง ถ้าเทียบกับวัดประจำไม้ ที่อยู่ตำบลห้วยเขย่ง อำเภอทองผาภูมิเหมือนกัน ซึ่งจะยกฉัตรถวายพระประธาน เขาออกประชาสัมพันธ์ในไลน์ ในเฟซบุ๊กทุกวัน บางวันก็ ๒ - ๓ รอบ คนจะรู้กำหนดการที่แน่นอน

เถรี
10-01-2026, 01:19
เมื่อวานกระผม/อาตมภาพทวงถามไปว่ามีกำหนดการอะไรบ้าง ? กว่าจะได้ต้องให้เลขานุการเจ้าคณะตำบลไปตาม ถึงจะรู้ว่าวันนี้ ๐๙.๐๙ น. เขาจะทำพิธีเปิดงาน เออ..เรื่องของมึง..! ไปทันก็แล้วไป ถ้าไปไม่ทันก็เรื่องของมึงเถอะ..! เพราะว่าเสร็จจากตรงนี้อย่างน้อยก็ ๐๘.๓๐ น. มีเวลา ๓๐ นาทีวิ่งไป ๔๐ กิโลเมตร คงจะต้องเหาะไปกระมัง..?!

เรื่องของการทำงานทางโลก ในส่วนของการประชาสัมพันธ์สำคัญที่สุด สมัยก่อนใช้คำว่า "ตีปี๊บ" ให้อีโล้งโช้งเช้งเข้าไว้ คนจะได้สนใจหันมาดู ไม่ใช่ทำอะไรไปมากมายมหาศาลแต่เงียบฉี่ ไม่มีใครรู้ว่าคุณทำอะไร ? หลายต่อหลายวัดถึงขนาดต้องจ้างโฆษก หรือพิธีกรมืออาชีพ มาคอยพูดล้วงกระเป๋าญาติโยมเขาทั้งวัน สมัยก่อนค่าตัววันละ ๗๐๐ บาท สมัยนี้ไม่ทราบขึ้นไปถึงไหนแล้ว ? คำว่าสมัยก่อนคือสมัยที่อาตมภาพยังหนุ่มอยู่ ตอนนี้แก่ได้ที่แล้ว

เดี๋ยวพวกเราทำพิธีบวชเนกขัมมะให้เรียบร้อย แล้วจะได้เข้าสู่การปฏิบัติธรรมกันต่อไป

เถรี
11-01-2026, 02:14
ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงบ่าย วันพุธที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๘

ใครทะลึ่งเอาอะไรมาพ่นไว้ตรงนี้ หายใจเข้าไปทีจามเลย..! บางทีเขาก็หวังดี แต่เขาไม่รู้ว่าอาตมาแพ้ของพวกนี้ สมัยวัยรุ่นไปไหนกับเพื่อนผู้หญิง ห้ามเพื่อนผู้หญิงแต่งหน้าเด็ดขาด อาตมาภาพแพ้กลิ่นเครื่องสำอาง ถึงเวลาได้กลิ่นแล้วจะจามน้ำมูกยืด สมัยนั้นเขาจะรู้กัน ถ้าใครแต่งหน้ามา ไปล้างหน้าเสียดี ๆ สรุปว่าที่เหมาะที่สุดที่จะอยู่ก็คือวัด เพราะไม่มีกลิ่นพวกนี้ หรือจะมีแม่ชีแต่งหน้าขึ้นมาอีก..!

ปฏิบัติธรรมช่วงเช้าเป็นอย่างไรบ้าง..? การปฏิบัติธรรมแต่ละครั้ง แต่ละรอบ หรือแต่ละวัน อย่าทำทิ้งเฉย ๆ ต้องรู้จักสังเกตด้วยว่าทำได้ดีกว่าเดิมหรือแย่กว่าเดิม เราจะได้แก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ ไม่ใช่วันนี้ทำเช้า เดี๋ยวบ่าย เดี๋ยวค่ำ ทั้งวันเป็นอย่างไร ไม่รู้เรื่อง แล้วจะทำไปให้เหนื่อยทำไม ?

เราต้องหวังความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม ถ้าหากว่ามัวแต่ทำอยู่โดยไม่รู้ฟ้ารู้ดิน เราก็ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไร ? เพื่ออะไร ? จะผิดจะถูกก็มั่วไปเรื่อย..! จะว่าไปแล้วก็น่าชื่นชมนะ ว่าอย่างน้อยก็ขยัน แต่ความขยันก็ควรจะขยันแบบมีหลักการ ขยันให้ถูกทาง ไม่ใช่ขยันไปเรื่อยเปื่อย แล้วก็ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไร เพื่ออะไร ได้อะไร

โดยเฉพาะถ้าอ่านตัวเองไม่ออก เราก็แก้ไขและพัฒนาตัวเองไม่ได้ ในจำนวนญาณคือเครื่องรู้แบบพิเศษทั้งแปดประเภท มีอยู่ตัวหนึ่งเรียกว่าเจโตปริยญาณ คือการรู้ใจบุคคลรอบข้าง "ปริ" ก็คือโดยรอบ คราวนี้ส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือต้องรู้ใจตัวเอง

ถ้าหากว่าฝึกมาในด้านทิพจักขุญาณ ก็ต้องพยายามดูว่าวันนี้สภาพจิตของเราเศร้าหมอง หรือว่าผ่องใส ดีกว่าเมื่อวานหรือเปล่า ?
ถ้าฝึกมาในด้านสมาธิสมาบัติโดยตรง ก็ต้องดูว่าวันนี้เราเข้าสมาธิได้เร็วขึ้น หรือว่าได้เท่าเดิม หรือว่าช้ากว่าเมื่อวาน ? เราจะได้ใช้ความพยายามให้ถูก ถ้าทำได้เร็วขึ้น ดีขึ้น ก็ต้องตั้งเป้าหมายไว้ว่า "พรุ่งนี้เราต้องทำให้ได้ดีกว่านี้" ไม่อย่างนั้นแล้วเราจะหาความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมได้ยากมาก เพราะว่าดูตัวเองไม่เป็น ก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขอะไรได้

อย่าให้การปฏิบัติธรรมของเราเป็นการทำแล้วทิ้งไปเฉย ๆ ต้องทำแล้วหวังผลด้วย

เถรี
11-01-2026, 02:19
สมัยก่อนพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ถึงเวลาท่านก็จะให้พระคาถาไปภาวนา บอกว่า "เอาบทนี้ไปลูก ภาวนาแล้วผลจะเกิดแบบนี้ ๆ ให้เวลาสามเดือนไปลองทำดูว่าจะเกิดผลหรือไม่ แต่อย่าลืมว่าต้องภาวนาอย่างน้อยครั้งละ ๓๐ นาที และต้องรักษาศีลห้าด้วย" ส่วนใหญ่ที่ไปลองทำดูก็คือ ไม่กี่นาทีก็ทำได้แล้ว..!

คราวนี้พวกเราถ้าหากว่าไม่มีเครื่องวัดตัวเอง ให้ดูกำลังใจเทียบกับนิวรณ์ ๕ อย่าง นิวรณ์ก็คือกิเลสหยาบที่กั้นกำลังใจเราไม่ให้ถึงคุณงามความดี ประกอบไปด้วย
๑. กามฉันทะ ความยินดีในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ
๒. พยาปาทะ ความนึกโกรธ เกลียด อาฆาตแค้นผู้อื่น
๓. ถีนมิทธะ ความง่วงหงาวหาวนอน ชวนขึ้เกียจ
๔. อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจ ทำไม่ได้ผลแล้วหงุดหงิด
๕. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในผลการปฏิบัติ ทำแล้วมันจะได้จริงหรือวะ..?

พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นลูกอีช่างตั้งคำถาม แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาทำให้เกิดผล ก็มัวมาแต่ตั้งคำถามว่าทำแล้วจะได้ผลจริงไหม ? ข้าวตั้งอยู่ตรงหน้า แทนที่จะตักใส่ปาก ก็ไปนั่งเขี่ยดูว่าหุงมาจากข้าวอะไร * หอมมะลิหรือเปล่า ? หรือว่าเสาไห้ หรือว่าเขี้ยวงู หรือแม้กระทั่งข้าวนกกระเหรี่ยง ? มีให้กินยังทะลึ่งไปนั่งเขี่ยดูว่าทำมาจากอะไร..?! หลายต่อหลายคนเป็นคนขยัน แต่ใช้ความขยันในทางที่ผิด แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรม ก็ไปตั้งหน้าตั้งตาสงสัย

ดังนั้น..ถ้าหากว่าไม่มีอะไรเป็นเครื่องวัดผลการปฏิบัติของตนเอง ให้ใช้กิเลสทั้ง ๕ อย่างที่พูดมาเมื่อครู่นี้ จำกันไม่ได้แล้วแหง ๆ ถึงมีเชือกแถวนี้ตูก็ผูกคอตายไม่ได้หรอก เพราะว่าขื่อสูงมาก ทนอยู่กับพวกโยมต่อไปก็แล้วกัน..!

วัดดูว่าใจของเราในแต่ละวันมีนิวรณ์ ๕ อย่างอยู่หรือเปล่า ? ถ้าหากว่ามีอยู่..ก็เร่งขับไล่ออกไป วิธีขับไล่ที่ดีที่สุดก็คืออยู่กับลมหายใจเข้าออก ถ้าหากว่าไม่มีนิวรณ์ แปลว่ากำลังใจของเราอยู่ในด้านดีมากกว่า ก็เร่งการปฏิบัติให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป จะว่าไปแล้วงานของเรามีอยู่นิดเดียวเท่านั้น

เถรี
11-01-2026, 02:22
ก็ดูว่าใจของเรามีความชั่วอยู่หรือเปล่า ? ถ้าความชั่วมีอยู่ก็เร่งขับไล่ออกไป

ใจของเรามีความดีอยู่หรือเปล่า ? ถ้ายังไม่มีก็เร่งสร้างความดีขึ้นมา ถ้ามีความดีอยู่แล้ว ก็เร่งทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

สรุปแล้วที่เรียนมานั้นเยอะเกิน กลายเป็นประเภทเอื้อมมือเลยหัว เขาต้องการแค่หัวตัวเอง คลำเลยไปก็หยิบไม่ได้สักที ส่วนใหญ่แล้วพวกเราก็มักจะเปะปะไปหลายสำนัก ศึกษามามาก กลายเป็นความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด..!

หลักธรรมไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือทำให้เกิดผลก่อน พอเกิดผลแล้ว ซักซ้อมจนคล่องตัว และมั่นใจว่าต้องการเมื่อไรทำได้เมื่อนั้น แล้วค่อยขยับไปหาหัวข้อธรรมต่อไป ไม่ใช่ตีอวนจะเอาปลาทั้งทะเล การปฏิบัติธรรมเขาเน้นเอาปลาตัวเดียว ก็แปลว่าอย่างน้อย ๆ ก็คือใช้เบ็ดตกปลา และต้องเป็นเบ็ดตัวเดียว สมัยนี้มีเบ็ดพวง ถึงเวลาหย่อนลงไป ปลาหลาย ๆ ตัวกินพร้อมกัน ไอ้พวกโลภมาก กลัวจะบาปน้อย ฟังแล้วอนาถชีวิต..!

เมื่อเช้านี้วิ่งไปถึงวัดห้วยเจริญศรัทธาราม จากที่เขานัดไว้ ๐๙.๓๐ น. วิ่งไปถึง ๐๙.๐๙ น. เลขสวยมาก รอจน ๐๙.๕๙ น. เขาค่อยเริ่ม..! ลูกเจนนี่อยู่ไหม ? อย่าเที่ยวไปบ่นที่อื่นอีกนะว่า "ถ้าเป็นวัดหลวงพ่อหนู งานเสร็จไปนานแล้ว..!" เจ้าตัวเล็กก่อนหน้านั้นยังวัยรุ่นอยู่ งานเขารอดารามาเป็นประธาน แล้วงานใหญ่คนเป็นพัน ๆ มารอคนคนเดียว ยายหนูแกทนไม่ไหว รอไปครึ่งค่อนชั่วโมง เลยเวลาแล้วยังไม่ได้เริ่มงาน แกก็เลยบ่น "ถ้าเป็นวัดหลวงพ่อหนู ป่านนี้งานเสร็จไปนานแล้ว" เล่นเอาแม่ตะครุบปากแทบไม่ทัน..! เพราะฉะนั้น..เขาถึงบอกว่าวัดท่าขนุนตรงเวลาจนน่าเกลียด มีแต่ไปก่อน ไม่มีทีหลัง

เถรี
11-01-2026, 02:24
พระเดชพระคุณพระราชวิสุทธาภรณ์ (ทองดำ อิฏฺฐาสโภ ป.ธ. ๖) เจ้าอาวาสวัดพระแท่นดงรัง วรวิหาร รองเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี เมตตาถามว่า "ท่าขนุนมานานหรือยัง ?" คือปกติจะไปก่อนงานเป็นชั่วโมง กราบเรียนท่านไปว่า "ติดบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ เพิ่งมาถึงก่อนหลวงพ่อไม่กี่นาทีครับ" รองเจ้าคณะจังหวัดยังไปตรงเวลาเลย แต่ขอโทษ..เจ้าภาพมาไม่ตรงเวลา..!

อาตมาเป็นหนึ่งในเจ้าภาพลูกนิมิตและมีดตัดหวาย เขาคิดหนึ่งแสนบาท มีทั้งหมดเก้าลูก เป็นเจ้าภาพให้เขาไปหนึ่งลูก วันนี้ไปทำพิธีเปิดให้คนปิดทอง ความจริงก็คือการตั้งใจปิดทองถวายเป็นพุทธบูชาอย่างหนึ่ง ร่วมอนุโมทนากับเจ้าภาพด้วย ก็คือถ้าไม่อนุโมทนาเราก็คงไม่ไปปิดทองกับเขา..ใช่ไหม ?

เมื่อเสร็จงานก็วิ่งกลับมา ถึงนี่ ๑๑.๓๐ น. ไปฉันเพลไม่ทันแล้ว เลิก ๆ เอาแค่นั้นพอ ปรากฎว่าหลังจากนั้นนั่งฟังเสียงตามสาย ฟังไปฟังมา..วูบ วัยรุ่นสมัยนี้ว่า "ภาพมันตัด" ลืมตาขึ้นมา อ้าว..เสียงหายไปไหนหว่า ? แต่อย่าคิดว่าไม่ได้ยินนะ อาตมภาพมีความสามารถพิเศษ ก็คือฟังไปได้เรื่อย ๆ ปกติเสียงเทศน์หลวงพ่อประมาณแค่ ๓๐ นาที หรือไม่ก็ขาดนิดหน่อย แต่คราวนี้น่าจะเป็นชั่วโมงแล้วกระมัง ? พอลืมตาขึ้นมา เสียงหายวับ..! ก็คือเสียงตามสายจริง ๆ จบไปนานแล้ว แล้วที่เราได้ยินอยู่จนถึงเมื่อครู่นี้คืออะไร ? เนื้อหาต่อเนื่องดีด้วยนะ ไม่มีขาด ไปลอง ๆ หัดดู เผื่อจะทำได้บ้างนะ

พวกเราสมาทานพระกรรมฐาน แล้วเข้าสู่การปฏิบัติรอบบ่ายของเรากัน

เถรี
11-01-2026, 20:27
ก่อนสวดมนต์ข้ามปี วันพุธที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๘

โดยปกติแล้วก่อนจะทำพิธีอะไรส่วนใหญ่พวกเราก็จะขอศีล แล้วพระก็ให้ศีลก่อน ซึ่งความจริงก็คือเป็นการเพิ่มอานิสงส์ ให้กับคนที่ตั้งใจจะสร้างบุญกุศลในโอกาสต่าง ๆ ให้อยู่ในลักษณะที่ว่า เป็นผู้บริสุทธิ์ในศีลทุกข้อ คือเพิ่งจะรับศีลไป ศีลไม่น่าจะบกพร่อง ประมาณนั้น

แต่คราวนี้เนื่องจากว่าส่วนใหญ่ของพวกเราก็คือผู้ปฏิบัติธรรม ซึ่งรักษาศีลแปดเป็นปกติอยู่แล้ว งานนี้ก็น่าจะงดในเรื่องของการขอศีลให้ศีลไปโดยปริยาย เหลืออยู่แค่ว่าเมื่อถึงเวลา พวกเราก็เริ่มเข้าสู่การสวดมนต์ข้ามปีไปเลย

โดยปกติแล้วถ้าเป็นการสวดมนต์ข้ามปี พวกเราก็มักจะงดการทำวัตรเช้าไปเลย แล้วก็ไปรอฉันเช้าที่โรงครัว แต่ด้วยความที่ว่ารับปากชาวบ้านเขาไว้ว่า ช่วงปีใหม่นี้จะออกไปบิณฑบาตทุกวัน ดังนั้น..ถึงจะงดทำวัตรเข้า แต่ว่าถึงเวลาแล้วก็ให้ตีระฆังออกบิณฑบาตตามปกติ กลับจากบิณฑบาตแล้วค่อยฉันเช้า จากนั้นก็เข้าสู่ตารางปกติของเรา

ปกติแต่โบราณมา บ้านเราใช้วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ จนกระทั่งปีพุทธศักราช ๒๔๘๓ ทางราชการจึงประกาศให้ใช้ปีใหม่ตามหลักสากล ก็คือมาขึ้นปีใหม่กันในวันที่ ๑ มกราคมอย่างปัจจุบันนี้

ใหม่ ๆ ก็สร้างความวุ่นวายให้กับคนรุ่นนั้นอยู่พอสมควร โดยเฉพาะในเรื่องของอายุ เพราะว่าจากที่นับเดือนเมษายน คือเดือนห้าเป็นปีใหม่ แล้วมานับเอาเดือนยี่เป็นปีใหม่ ก็จะเกิดผลสองประการด้วยกันก็คือ คนเกิดปี ๒๔๘๔ อายุจะหายไปสี่เดือน หรือว่าคนที่เกิดปี ๒๔๘๓ อายุก็จะเพิ่มขึ้นมาสี่เดือน ก็คือการนับอายุจะช้าลงไปหรือเร็วขึ้นมา แล้วแต่สภาพว่าการเกิดนั้นเป็นช่วงไหน

เพียงแต่หลักโหราศาสตร์ของเราก็ยังคงนับเดือนห้าเป็นปีใหม่เหมือนเดิม แม้กระทั่งการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ พวกเราก็ยังใช้ในช่วงฤดูร้อน ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่สรรพชีวิตทั้งหลายเจริญเติบโต เป็นเวลาในการตั้งราชวงศ์ หรือตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นมา

แล้วสิ่งที่เป็นความปรารถนาของมนุษย์ตั้งแต่โบราณเลยก็คือให้อยู่สุข อยู่เย็นปราศจากสงคราม จึงมีการตั้งชื่อเมืองว่า อโยธยา หรือ อยุธยา คือเมืองที่ไม่ต้องรบ แต่ว่าความปรารถนาเป็นเรื่องหนึ่ง กิเลสในใจคนที่ไม่รู้จักพอเพียงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่พระรัฐบาลเถระกล่าวธรรมุทเทศ ๔ ประการ ว่า โลกคือหมู่สัตว์ พร่องอยู่เป็นนิจ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นสัจธรรมที่หาใครคัดค้านไม่ได้

เถรี
11-01-2026, 20:28
พระรัฐบาลเถระเป็นผู้บวชด้วยศรัทธา ก็คือเมื่อตั้งใจบวชแล้ว แม้ว่าบิดามารดาคัดค้านท่านก็ไม่เปลี่ยนใจ ถึงขนาดยอมอดอาหารตาย จนกระทั่งบรรดาพรรคพวกเพื่อนฝูงต้องไปขอร้องพ่อแม่ว่า "รัฐบาลมาณพเป็นลูกคนรวย ตอนนี้อยากบวชก็ให้บวชไปก่อนเถอะ ไปทนลำบากแบบศากยบุตรพุทธชิโนรสไม่ไหวหรอก เดี๋ยวก็สึกมาเอง" ต้องบอกว่าเดาผิดด้วยประการทั้งปวง เพราะว่าท่านบวชแล้วก็ปฏิบัติจนกลายเป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าตั้งไว้เป็นผู้เลิศกว่าคนอื่นด้านบวชด้วยศรัทธา..!

ถ้าดูบรรดาบุคคลที่เข้ามาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ก็จะเห็นว่ามีกระทั่งพระมหากษัตริย์ อย่างเช่นพระเจ้าภัททิยะศากยราชา พระมหากัปปินะ เป็นต้น มีบรรดามหาเศรษฐี โดยเฉพาะมหาเศรษฐีที่รวยจนคนประมาณไม่ได้อย่างโชติกเศรษฐี ซึ่งมีกระทั่งปราสาทแก้วมณีที่จะปรากฏเฉพาะพระเจ้าจักรพรรดิเท่านั้น

มีบรรดาพราหมณาจารย์ต่าง ๆ รูปแรกเลยก็คือหลวงปู่โกณฑัญญะ ซึ่งกระผม/อาตมภาพเคยคำนวณอายุของท่านเล่น ๆ ว่า ถ้าท่านได้เข้าทำนายลักษณะของสิทธัตถราชกุมารตั้งแต่ท่านอายุ ๑๖ ปี พระพุทธเจ้าอยู่จนอายุ ๒๙ พรรษาถึงเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ก็แปลว่าท่านตามปฏิบัติพระพุทธเจ้าตอนอายุ ๔๕ ปีเป็นอย่างน้อย พระพุทธเจ้าทรงทรมานพระวรกายอยู่อีก ๖ ปีก่อนจะตรัสรู้ อย่างน้อยหลวงปู่เราก็จะต้องบวชตอนอายุ ๕๑ ปี แต่ปรากฎว่าไม่ใช่ ไปอินเดียงวดนี้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าหลวงปู่โกณฑัญญะบวชตอนอายุ ๑๐๗ ปี..! แล้วก็ไปมรณภาพตอนอายุ ๑๒๐ ปี

เดี๋ยวจะทำการบูชาพระ แล้วพวกเราก็จะได้เข้าสู่การสวดมนต์ข้ามปีต่อไป

เถรี
13-01-2026, 01:36
ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงเช้า วันพฤหัสบดีที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๙

เมื่อคืนเราก็ส่งท้ายปีเก่า วันนี้ก็ต้อนรับปีใหม่แล้ว ไม่เห็นมีอะไรแปลกไปเลย..! สรุปก็คือ ไม่ว่าจะมีหน้าที่การงานอะไรเพิ่มเติมมาก็ตาม ส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือการรักษากำลังใจของเรา ให้อยู่ในกรอบของทาน ของศีล ของภาวนาให้ดี

ไม่ใช่ว่าพอมีสิ่งอื่นเข้ามาขัด เข้ามาในระหว่างกลาง เราก็ไหลตามไป จนกระทั่งหลงลืมว่าเป้าหมายในชีวิตของเราคืออะไร ? ถ้าอยู่ในลักษณะนี้เราจะเป็นบุคคลประเภทเอาดีได้ยาก หรือเรียกเป็นภาษาบาลีได้ว่า "อภัพบุคคล" เป็นบุคคลที่แม้แต่พระพุทธเจ้าก็โปรดไม่ขึ้น

สมัยกระผม/อาตมภาพเด็ก ๆ มีอยู่สองประโยคที่ผู้ใหญ่จะใช้กับเด็กอยู่เสมอ ก็คือ "ทำชั่วมาก ๆ จะตกนรกใต้เถรเทวทัต" เพราะว่าพระเทวทัตตกอเวจีมหานรก ซึ่งถือว่าลึกที่สุดแล้ว ยังจะตกนรกใต้เถรเทวทัตอีก ก็แปลว่าต้องลงโลกันตมหานรกเท่านั้น..! อีกประโยคหนึ่งก็คือว่า "อย่าทำตัวเป็นคนที่พระพุทธเจ้าโปรดไม่ขึ้น" พูดง่าย ๆ ก็คือขนาดพระพุทธเจ้ายังโปรดไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปหวังแล้วว่าใครจะช่วยเราได้..!

จึงเป็นเรื่องที่พวกเราทั้งหลายต้องมีสำนึกอยู่เสมอว่า เราทั้งหลายนั้นเดินอยู่บนกองทุกข์ ที่แผดเผาเราให้เร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา ต้องเร่งรัดนำพาตนเองออกไปให้พ้นโดยเร็วที่สุด ไม่ใช่เดินไปสามก้าวก็นอน "ทอดหุ่ย" สบายใจ เดินไปอีกหน่อยเจอสิ่งหน้าสนใจหยุดดูเสียหน่อย ถ้าลักษณะแบบนี้ก็จัดอยู่ในประเภทที่พระพุทธเจ้าโปรดไม่ขึ้น..!

ส่วนใหญ่พวกเราเป็นพวกรู้มาก ศึกษามามาก ครูบาอาจารย์มาก แล้วก็เรื่องมาก..! ก็คือมีข้อแม้ไปสารพัด กระผม/อาตมภาพเจอเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง จะเข้าวัดก็ได้ แต่พ่อแม่ต้องซื้อรถกระบะให้ ถ้าประเภทนี้เป็นกระผม/อาตมภาพก็ปล่อยไปอยู่เป็นเพื่อนเทวทัตไปเถิด ไม่เห็นต้องไปขอร้องให้เข้าวัดเลย..!

เถรี
13-01-2026, 01:45
ส่วนใหญ่แล้วพอพวกเรารู้มาก จัดอยู่ในประเภท "ดีชั่วรู้หมดแต่มักจะอดไม่ได้" แล้วกิเลสก็มีมายามาก จะอยู่ในลักษณะว่า "คราวที่แล้วยังทำได้เลย"

ในเมื่ออยู่ในจำพวกนั้น จึงกลายเป็นว่าเอาดีไม่ได้สักที เป็นลักษณะของคนขึ้เกียจ พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่า ลักษณะของคนขี้เกียจประกอบไปด้วย
๑. มักอ้างว่าหนาวนัก
๒. มักอ้างว่าร้อนนัก
๓. มักอ้างว่าหิวนัก
๔. มักอ้างว่ากระหายนัก
๕. มักอ้างว่าสายเสียแล้ว
๖. มักอ้างว่ายังเช้าอยู่

สรุปแล้วอ้างได้ทุกเรื่อง..! ในเมื่อหาทางอ้างให้กิเลสขึ้เกียจได้ ก็แปลว่าเรากลายเป็นทาสกิเลส แล้วจะไปประกาศตัวว่าเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า พูดไปก็ให้กิเลสมหัวเราะเยาะเสียเปล่า ๆ..!

พระพุทธเจ้าทรงทำความเพียรชนิดเอาชีวิตเข้าแลก ๖ ปีเต็ม ๆ ไม่มีใครทรมานพระองค์ยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว เราที่อ้างว่าเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส เป็นลูกพระพุทธเจ้า เป็นผู้เชื่อฟังพระพุทธเจ้า เราทำแบบท่านหรือยัง..?

ของบางอย่างไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันต์ก็ดี หรือว่าครูบาอาจารย์ที่สืบ ๆ กันมาจนถึงยุคนี้ก็ตาม ท่านทำเป็นแบบเป็นอย่างเอาไว้ ก็เพื่อให้พวกเราเลียนแบบและทำตาม ไม่ใช่ให้พวกเราไปชื่นชมว่า "ท่านเก่งอย่างนั้น ท่านดีอย่างนี้" แต่กูไม่ทำอย่างท่านหรอก..มันเหนื่อย..! แล้วชีวิตนี้จะเอาดีได้ไหม ?

ก็เป็นเรื่องแปลกที่ว่ากิเลส มันชัก มันจูง มันดึงจมูก สนตะพายเรายิ่งกว่าวัวกว่าควาย แต่เรากลับตามมันต้อย ๆ แต่โดยดี..! ส่วนพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าสิ่งนี้ควรละ สิ่งนั้นควรประพฤติ เรากลับไม่ใส่ใจ ไม่มีใครบังคับ ถ้าประเภทนี้หลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ท่านใช้คำว่า "ไอ้พวกสันดานขี้ข้า ไม่โดนหวายลงหลังไม่ขยับ"..!

เถรี
13-01-2026, 01:50
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น สิ่งทั้งหลายเหล่านี้จึงเป็นเครื่องวัดอย่างชัดเจนว่า ตัวเราปฏิบัติตัวสมควรแก่ธรรมหรือไม่ ? ถ้าไม่เข้าใจจะเปรียบให้ เหมือนกับว่าเราต้องการซื้อรถหรูราคา ๔๐ ล้านบาท แต่เราทำงาน ๑ ชั่วโมง ได้ค่าแรง ๒๐ บาท เราบอกว่าพอแล้ว ชาตินี้จะซื้อรถคันนั้นได้ไหม ?

เรื่องของการปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรมก็เช่นเดียวกัน ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านก็ทำให้ดูแล้วว่า ต้องแลกกันด้วยชีวิต ไม่ใช่เหนื่อยนิดก็ถอย เหนื่อยหน่อยก็ท้อ เดี๋ยวก็เข้าห้องน้ำถ่ายหนัก เดี๋ยวก็เข้าห้องน้ำถ่ายเบา เดี๋ยวต้องออกไปรับโทรศัพท์ กิเลสจูงเราไปทั้งนั้น แต่เราก็เชื่อมัน ส่วนพระพุทธเจ้าบอกอะไร เราไม่เชื่อสักอย่าง ดูแล้ว "น้ำตาจิไหล"..!

ถึงเวลาพระท่านเทศน์ก็ขึ้น "อิทานิ ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ปะรินิพพานะโต ปัฏฐายะ" ฯลฯ ก็คือนับตั้งแต่พระปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาจนบัดนี้ วันเวลาล่วงเลยไปแล้วกี่ปี ? กี่เดือน ? กี่วัน ? ก็เพื่อเตือนให้พวกเรารู้ตัว และไม่ประมาท ยิ่งในช่วงนี้เลยกึ่งกลางพระพุทธศาสนาไปแล้ว โอกาสที่ปฏิบัติแล้วจะเอาดีได้จริง ๆ ก็ยิ่งยาก เพราะว่ากิเลสต่าง ๆ ละเอียดขึ้น ประณีตขึ้น

สมัยกระผม/อาตมภาพยังเด็กอยู่ ไม่มีโทรทัศน์ อย่างเก่งก็มี "วิทยุแปดหลอด" หนึ่งเครื่อง อยู่ที่บ้านกำนัน คำว่า "แปดหลอด" ก็คือใช้ถ่านแปดก้อน บางทีต้องทั้งตบทั้งเตะกว่าที่จะยอมดังขึ้นมา..! เพราะว่าสมัยก่อนการกระจายคลื่นไม่ดีเหมือนกับสมัยนี้ โทรทัศน์เครื่องแรกมาถึงหมู่บ้านปี ๒๕๑๑ เป็นเครื่องขาวดำ เด็กทั้งหมู่บ้านวิ่งไปดูที่บ้านกำนัน..! ดังนั้น..ความบันเทิงต่าง ๆ ที่จะดึงเราให้ไปหยุด ไปติดอยู่ตรงนั้น โดยที่ละทิ้งการปฏิบัติธรรมจึงมีน้อยมาก

เถรี
13-01-2026, 01:55
มีโอกาสจะได้ดูก็ "หนังขายยา" ปีหนึ่งมาสัก ๒ - ๓ รอบ ดูจนเบื่อแล้วก็เลิกดูกันไปเอง เพราะว่าฉายยันสว่างแล้วหนังยังไม่ได้ครึ่งเรื่อง ฉายไปกำลังสนุกก็หยุดขายยาเสียก่อน ถ้าไม่มีคนซื้อเท่าที่เขาตั้งใจเอาไว้ เขาก็ไม่ฉายต่อเสียที ดังนั้น..แทนที่คนจะไปติดความสนุกของหนังของละคร กลายเป็นว่าเบื่อและรำคาญมากกว่า..!

จะเห็นว่าหลวงปู่หลวงพ่อยุคนั้น บวชมาแล้วก็กลายเป็นหลักชัยให้แก่ชาวบ้านได้หมด เพราะว่าสิ่งที่มายั่วกิเลสให้หันไปจากการสวดมนต์ ทำวัตร ปฏิบัติภาวนา นั้นมีน้อยมาก ๆ

มีลูกชายกำนันกับลูกเถ้าแก่โรงสี นัดกันบวชพรรษาเดียวกัน เพราะว่าเป็นเพื่อนรักกัน ลูกเถ้าแก่พ่อรวย ก็ให้พ่อแอบยกเครื่องเล่นแผ่นเสียงไปให้ สมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีเครื่องเล่นซีดี ไม่มีอะไรทั้งนั้น มีแต่เครื่องเล่นแผ่นเสียง เอาไปเปิดแอบฟังอยู่ในกุฏิ กุฏิอุตส่าห์อยู่ท้ายป่าช้าโน่น ยอมให้ผีหลอก เพราะกลัวว่าทำอะไรผิดเดี๋ยวหลวงพ่อจะรู้..!

แต่ปรากฎว่าไกลแค่ไหนหลวงพ่อก็รู้ ถึงเวลาก็ไปเคาะประตูปัง ๆ พวกก็คิดว่าเพื่อนจากกุฎิอื่นจะมาขอฟังเพลงด้วย ช่วงนั้นเพลงที่ดังที่สุดก็คือเพลงของสุรพล สมบัติเจริญ ปรากฎว่าเปิดประตูผัวะออกมา หลวงพ่ออินทร์ถือ "อีด้วน" รออยู่ อีด้วนก็คือหางกระเบนที่ท่านตัดแล้วตากเอาไว้จนแห้ง กลายเป็นอาวุธคู่มือสำหรับตีพระตีเณร..!

ใครไม่เคยเห็นว่าหางกระเบนหน้าตาเป็นอย่างไร ก็ลองไปหาดู ผิวหนังจะเป็นเม็ด ๆ เหมือนกับทราย หวดทีเดียวเลือดซิบทันตาเลย..! แล้วจะทำอย่างไร ? หาทางไปไม่ได้ หลวงพ่อขวางประตูอยู่ ท่านตีไม่เลือกที่ จึงต้องกระโดดหน้าต่างวิ่งแหกเข้าไปในป่าช้าโน่น..! นั่นขนาดแทบจะไม่มีอะไรที่มายั่วกิเลสให้พระเณรของเราว่อกแว่กไปจากการปฏิบัติหน้าที่ ก็ยังอุตสาห์มีพวก "แหกคอก" เหมือนกัน..!

เถรี
13-01-2026, 01:58
ถ้าท่านทั้งหลายสังเกตจะเห็นว่า ที่วัดท่าขนุนนี้ ปัจจุบันมีพระภิกษุ ๔๔ รูป สามเณร ๑ รูป แทบจะไม่มีคนในพื้นที่เลย คนพื้นที่ดูท่าจะมีแต่ปลัดแป๊ะ (พระปลัดวินัย ชาคโร)กับท่านปลายิ(พระอาทิตย์ อสโม) เท่านั้น เพราะว่าชาวบ้านแถวนี้เขาไม่เอาลูกมาบวชวัดท่าขนุน เขาบอกว่าบวชแล้วลูกลำบาก ต้องตื่นขึ้นมาเจริญพระกรรมฐานตั้งแต่ตีสามครึ่ง..!

ทุกคนเคารพเชื่อฟังหลวงปู่สายอดีตเจ้าอาวาสเป็นอย่างมาก จะบวชลูกบวชหลานต้องพามากราบขอขมาหลวงปู่ก่อน แล้วค่อยแห่ไปบวชวัดอื่น เป็นตายกูก็ไม่ให้ลูกบวชวัดนี้..!

แล้วก็อยากได้พระที่เคร่งครัด แต่ถึงเวลาที่ลูกบวช กูเอาไปวัดที่สบาย การกระทำกับความต้องการย้อนแย้งกันแบบนี้ในสังคมปัจจุบันของเรา ก็เลยทำให้พระพุทธศาสนาของเราเรียวปลายลงไปเรื่อย ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือง่อนแง่นคลอนแคลนไปเรื่อย..!

ยังโชคดีที่ทองผาภูมิอยู่กับพี่น้องมอญพี่น้องพม่าเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเกิดข่าวร้ายใหญ่โตกับพระพุทธศาสนาอย่างไร พี่น้องมอญพม่าไม่สนใจ กูทำบุญอย่างเดียว..! ถ้าเป็นรุ่นเก่า ๆ ถึงขนาดมีเงิน ๑๐ บาท ทำบุญไป ๙ บาท..! เพราะเขารู้ว่า "ตัวเองทำ ตัวเองได้" พระภิกษุสงฆ์ก็คือตัวแทนของคณะสงฆ์เท่านั้น ใครทำผิดทำพลาดเป็นเรื่องของบุคคล ไม่ใช่เรื่องของคณะสงฆ์..!

ดังนั้น..พอเกิดเรื่องไม่ดีไม่งามขึ้นมา อย่างเรื่อง "สีกากอล์ฟ" คนกรุงเทพฯ แทบจะไม่ใส่บาตรให้พระฉัน แต่พี่น้องมอญพม่าทองผาภูมิใส่บาตรเป็นปกติทุกบ้าน ที่หายหัวไปก็คือคนไทยไม่กี่บ้านนั่นแหละ..! ก็คือ เรื่องมาก ข้อแม้มาก รู้มาก แต่เอาตัวไม่รอด..! ส่วนพี่น้องมอญพม่าไม่ใส่ใจ สร้างสมบุญกุศลของตนเองไป เพราะเป้าหมายของเขาก็คือ สร้างบุญสร้างกุศลให้มากที่สุด เผื่อว่าเกิดชาติใหม่จะได้สบายที่สุด..!

เถรี
13-01-2026, 01:59
แล้วทุกท่านลองไปเดินถามดูในตลาด ปัจจุบันนี้เจ้าของร้านค้าแทบจะหาคนไทยไม่ได้แล้ว ร้านขายโทรศัพท์มือถือ ๕ แห่ง เป็นของมอญพม่าไป ๔ แห่ง เหลือแค่ "ร้านพรโมบาย" ที่เป็นคนไทยอยู่เจ้าเดียว..!

เพราะว่าคนทั้งหลายเหล่านี้เขาตั้งใจสร้างเสริมบุญกุศลอยู่ตลอดเวลา ถึงเวลาคนมีบุญก็เหมือนกับคนมีเงิน ทำอะไรก็มีแต่ความคล่องตัว เขาสร้างบุญสร้างกุศลแบบไม่มีข้อแม้ แบบไม่มีเงื่อนไข รู้ว่าสิ่งนี้ดีก็ทำ จึงเกิดผลดีกับตนเองและครอบครัวเร็วมาก เพราะว่าเขาทำกันอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ

พวกเราประเภทรู้มากเรื่องมาก โปรดดูคนเรื่องน้อยและรู้น้อยเป็นตัวอย่างด้วย ถ้าต้องการได้ดีแบบเขาก็ต้องทำแบบเขา ไม่เช่นนั้นแล้วนานไป กระผม/อาตมภาพมั่นใจว่า สมัยก่อนคนไทยเป็นลูกจ้างคนจีน ทั้ง ๆ ที่คนจีนมีแค่เสื่อผืนหมอนใบมาจากเมืองจีน ปัจจุบันนี้อีกไม่นาน เราจะเป็นลูกจ้างมอญพม่า ทั้ง ๆ ที่เขาก็มาตัวเปล่าเหมือนกัน..!

เอาละ..เข้าสู่การปฏิบัติธรรมของเรากันได้แล้ว

เถรี
13-01-2026, 21:03
ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงเช้า วันเสาร์ที่ ๓ มกราคม ๒๕๖๙

สรุปว่านั่งรอสิบนาทีก็ยังมาไม่ถึงครึ่งอยู่ดี ทำอะไรช้าแบบนี้ แล้วจะไปแย่งไปชิงอะไรกับเขาไหว ? เราเป็นคนมักน้อยสันโดษ แม้แต่พระนิพพานกูก็ไม่เอาแล้ว..!

วันนี้ตรงกับวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเส็ง จะเริ่มนับปีมะเมีย วันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนห้า ไม่ใช่พอลูกเกิดปีนี้ ยังไม่ทันจะถึง ๑ ค่ำ เดือนห้า ก็นับปีมะเมียกันหมด ให้รู้ด้วยว่าโบราณเขานับกันอย่างไร ? ไม่อย่างนั้นแล้วถึงเวลาไปหาหมอดูคู่หมอเดา ก็เพี้ยนกันหมด ทายอะไรไม่ถูกสักเรื่อง ก็เพราะว่าบอกวันเดือนปีไม่ถูก

หมอดูหรือว่าโหราพยากรณ์จัดเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง ก็คือองค์ความรู้ที่เขารวบรวมต่อเนื่องกันมาเป็นพัน ๆ ปี จากการสังเกตดวงดาว ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ ว่าการโคจรในแต่ละเดือนมีผลต่างกันอย่างไร ? โดยเฉพาะปรากฎการณ์ธรรมชาติ แล้วมนุษย์เราก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ จึงมีผลกระทบจากการโคจรของดวงดาวต่าง ๆ เพราะว่าเราก็เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลเช่นกัน

โบราณาจารย์ได้สังเกตว่า บุคคลที่เกิดในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน ถึงเวลาก็ประสบสุข ทุกข์ ดี ชั่ว ใกล้เคียงกัน จึงสรุปลงมาเป็นศาสตร์ ก็คือโหราศาสตร์ แก้ไขข้อบกพร่องผิดพลาดมาเรื่อย ๆ ต่อเนื่องเป็นพันปี เราจะเห็นว่าทางด้านประเทศอินเดีย ซึ่งเราเชื่อว่าเป็นต้นตำรับโหราศาสตร์ แต่เราก็มีโหราศาสตร์สายจีน มีโหราศาสตร์สายยุโรป ซึ่งทุกชาติทุกภาษาต่างก็มีบุคคลที่รวบรวมเอาองค์ความรู้เหล่านี้มา จนสรุปลงเป็นศาสตร์ สามารถบอกกล่าวแนวทางของชีวิต หรือความเป็นไปของโลกได้แบบคร่าว ๆ

สิ่งที่เขาพยายามสรุปมานั้น ความจริงก็คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน แต่พระองค์ท่านสอนไปที่แก่นแกนต้นเหตุ ก็คือกรรม..การกระทำของเรา บุคคลที่ทำกรรมดีกรรมชั่วมาใกล้เคียงกัน ถึงเวลาผลบุญผลกรรมก็ส่งให้มาเกิดใกล้เคียงกัน ดังนั้น..สิ่งที่ได้รับจึงคล้ายคลึงใกล้เคียงกันไปด้วย
เพียงแต่ว่าโหราศาสตร์นั้นยังไม่รู้จริงไม่รู้แท้ สามารถพึ่งพาอาศัยได้ไม่เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อีก ๔๐ เปอร์เซ็นต์นั้นเกินความรู้ของทางโหราศาสตร์ แต่ถ้าใครศึกษามาด้านทิพจักขุญาณ สามารถบอกได้ไม่เกิน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เนื่องเพราะว่าอีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์เป็นพวกกำลังใจเกินมนุษย์มนา ประเภทเถียงหัวชนฝา แถมยังข้างฝาพังอีกด้วย..! บุคคลประเภทนี้ต่อให้บอกว่าไม่ดีอย่างไร ก็ดิ้นรนเอาดีจนได้ จัดเป็นพวกนอกเหตุเหนือผล กำลังใจเกินกว่ากรรมจะสามารถฉุดรั้งเอาไว้ได้..!

ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือมาสายพุทธภูมิ ตั้งใจจะเกิดเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง จึงทำให้ต้องสร้างบารมีต่อเนื่องยาวนานกว่าบุคคลทั่วไปหลายเท่า ยิ่งสร้างบารมีมากเท่าไร ความเข้มแข็งของกำลังใจก็มากเท่านั้น ในเมื่อความเข้มแข็งของกำลังใจมีมาก สิ่งที่คนทั่วไปเชื่อถือศรัทธาและบังเกิดผล เมื่อไปเจอบุคคลเหล่านี้กลายเป็นว่าไม่สามารถที่จะส่งผลให้ได้ เพราะว่ากำลังใจของท่านเหนือกว่ามาก

เถรี
13-01-2026, 21:05
แม้ว่าในเรื่องของโหราศาสตร์จะเป็นที่นิยมกันก็ตาม แต่ในปัจจุบันนี้หาบุคคลที่เรียนรู้ได้ถึงลึกซึ้งจริงจังนั้นน้อยมาก โดยเฉพาะเมื่อเรียนรู้แล้วจะต้องรักษาจรรยาบรรณด้วย อย่างเช่นว่าถ้าเด็กอายุไม่ถึง ๗ ขวบจะไม่ทำนายทายทักให้ เนื่องเพราะว่าคำทำนายอาจจะส่งผลกับเด็กไปตลอดชีวิต หรืออีกหลายชาติ..!

อย่างเช่นถ้าบอกว่าเด็กคนนี้เกิดมากาลกิณี ทำให้ครอบครัวล่มจม คาดว่าชาตินี้ก็คงเป็นที่รักของพ่อแม่ไม่ได้..! บางสิ่งบางอย่าง อย่างเช่นว่า ถ้าหากให้ดูในเรื่องราวของการทำมาหากิน ก็จะไม่ดูฤกษ์ให้เปิดบ่อนการพนัน เปิดร้านขายสุรา เหล่านี้เป็นต้น

แต่ว่าหมอดูในปัจจุบันส่วนใหญ่แล้วดูเพื่อเงิน จึงพยายามอย่างยิ่งที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองมีชื่อเสียงขึ้นมา แม้จะต้องโหนกระแสก็ยอม ดังนั้น..สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องที่เชื่อถือได้ยาก หมอดูที่มีมาตรฐานก็มักจะมีลูกค้าล้นมือเสมอ

ดังนั้น..วิธีที่ดีที่สุดก็คือสร้างอนาคตให้กับตนเอง ถ้าหากว่าเราทำปัจจุบันนี้ดี อนาคตต้องดีแน่ ไม่ต้องเสียเวลาให้หมอดูมาทำนายทายทัก เพียงแต่ว่าเราจะต้องสร้างความดีให้ต่อเนื่องตามกัน อย่าขาดช่วงลง ถ้าขาดช่วงลงเมื่อไร บางทีในส่วนของกรรมชั่วเข้ามาสนอง จนทำให้คนกลายเป็นมิจฉาทิฎฐิไปมากต่อมากแล้ว..!

ตัวกระผม/อาตมภาพเองในช่วงที่ฝึกมโนมยิทธิได้ใหม่ ๆ ก็เที่ยวไปทำนายทายทักให้คนโน้นคนนี้ พอเขาชมในเรื่องความแม่นยำก็รู้สึกตัวลอย ปลื้มปิติ กลายเป็นขี้ข้าชาวบ้านเขาไม่รู้ตัว ?! เพราะว่าบุคคลที่มาส่วนใหญ่ก็จะเอาแต่เรื่องตัวเอง ไม่สนใจว่าเราจะได้พักผ่อนหลับนอนหรือไม่ ? บางทีข้าวคาปากอยู่ ยังบอกว่าขอเวลาห้านาที..! ในเมื่อเป็นเช่นนั้นจึงต้องเลิกไปโดยปริยาย

เถรี
13-01-2026, 21:11
อีกส่วนหนึ่งก็คือครูบาอาจารย์สั่งไว้หนักหนาสองข้อ

ข้อที่หนึ่ง..อย่าให้หวย ท่านบอกว่า "รู้แล้วไปบอกคนอื่นเขา เท่ากับช่วยเขาปล้น ข้าจะปรับอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระไปเลย.." เหตุเพราะว่าเฮี้ยน ให้หวยเขาถูกไปหลายงวด..!

ข้อที่สอง..ห้ามทำนายว่าคนตายแล้วไปไหน ? ตรงนี้ต้องสอบถามเหตุผล เพราะไม่เข้าใจว่าบอกแล้วมีโทษอย่างไร ? หลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านบอกว่า "แกไปดูในมหากัมมวิภังคสูตรก็จะเข้าใจ" จึงต้องไปเปิดพระไตรปิฎกดู ปรากฎว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่า

โยคีบุคคลผู้สามารถยังฌานสมาบัติให้เกิดเป็นแสนคน จะสามารถเข้าถึงฌานสี่สักคนก็แสนยาก
โยคีบุคคลผู้สามารถเข้าถึงฌานสี่เป็นแสนคน จะยังทิพจักขุญาณให้เกิดสักคนก็แสนยาก
โยคีบุคคลที่ยังทิพจักขุญาณให้เกิดแล้ว สามารถรู้เห็นนรกสวรรค์ได้ชัดเจน แล้วเที่ยวไปกล่าวว่า "บุคคลผู้ทำความดีย่อมขึ้นสวรรค์โดยส่วนเดียว บุคคลผู้ทำความชั่วย่อมลงนรกโดยส่วนเดียว" ตถาคตขอกล่าวว่า "ไม่ใช่"

เนื่องเพราะว่า
บุคคลผู้ทำความชั่วในอดีต..ทำความชั่วในปัจจุบัน..ย่อมมีทุคติเป็นที่ไปอย่างแน่นอน
บุคคลผู้ทำความชั่วในอดีต..ทำความดีในปัจจุบัน..ไม่แน่ว่าจะมีสุคติเป็นที่ไป
บุคคลผู้ทำความดีในอดีต..ทำความชั่วในปัจจุบัน..ไม่แน่ว่าจะไปทุคติ
บุคคลที่ทำความดีในอดีต..ทำความดีในปัจจุบัน..มีสุคติเป็นที่ไปแน่นอน

ดังนั้น..ถ้าหากว่าบุคคลที่ทำความดีให้ลูกหลานเห็นทั้งชีวิต แต่ลูกหลานไม่เห็นว่าในชาติก่อนทำชั่วอะไรบ้าง ก่อนตายกรรมบันดาลให้จิตประหวัดไปถึงความชั่วเก่า ๆ แค่นิดเดียว แล้วลงอบายภูมิ ถ้าเราไปทำนายว่าคนที่ทำความดีมาทั้งชีวิตแล้วตกนรก ลูกหลานก็คงไม่มีอารมณ์ที่จะทำความดีกันแน่..!

เถรี
13-01-2026, 21:13
ส่วนบุคคลที่ทำความชั่วมาทั้งชีวิต แต่เราดันไปเห็นเขาอยู่บนสวรรค์ ถ้าขืนไปบอกแบบนั้น ลูกหลานก็จะยิ่งชั่วกินประเทศกันหนักเข้าไปอีก..! เกี่ยวอะไรกันวะ..!? เนื่องเพราะว่าเขาเคยสร้างกรรมดีในอดีต แล้วกรรมนี้นั้นยังส่งผลไม่ขาดช่วง ดังนั้น..แม้ว่าเขาจะทำชั่วเท่าไรก็ตาม ผลชั่วก็ยังไม่ส่งให้ จนกว่าจะถึงวาระของมัน

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น การทำนายเรื่องคนตายแล้วไปไหน ? จึงมีแค่เสมอตัวและขาดทุน ก็คือถ้าเขาทำดีมาทั้งชีวิต เราบอกว่าตายแล้วไปดี..ก็แค่เสมอตัว..เพราะว่าสมควรที่จะได้ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าทำดีมาทั้งชีวิต..ตายแล้วตกนรก..ขืนไปบอกลูกหลานเขา ดีไม่ดีเราก็โดนเตะปากอยู่ตรงนั้นเอง..!

จึงเป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลาย ถ้ารักจะทำตัวเป็นหมอดู ก็ต้องรู้จักระมัดระวัง มีปัญญาให้เพียงพอ รู้ว่าเรารู้แค่นี้แล้วสามารถพูดได้แค่ไหน ? ไม่ใช่รู้ทั้งหมดแล้วพูดได้ทั้งหมด ตรงจุดนี้ผู้ทึ่ฝึกมโนมยิทธิหรือได้ทิพจักขุญาณมา จะมีประสบการณ์กันทุกคน บางเรื่องเขาบอกเรา แล้วให้พูดได้แค่ ๑ - ๒ อีก ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เขาไม่ให้พูด จะอกแตกตาย..!

ท้ายที่สุดก็เลยบอกว่า "ถ้าไม่จำเป็นก็อย่ามาให้รู้เลย..รำคาญ รู้แล้วพูดไม่ได้ จะส่งเรื่องนี้มาให้รู้ไปทำอะไร ?"

สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นของแถมของนักปฏิบัติ ถ้าซื้อรถยนต์เขาต้องให้ยางอะไหล่อยู่แล้ว ถ้าดีลเลอร์รายไหนไม่ให้ยางอะไหล่ แสดงว่าโกงลูกค้า..! ดังนั้น..ถ้าหากว่าเราตั้งใจปฏิบัติภาวนาไป จนใจสงบจนถึงระดับจริง ๆ ก็เหมือนอย่างกับน้ำที่นิ่งสนิท ย่อมสามารถสะท้อนเงาทุกอย่างลงไปได้อย่างชัดเจนเหมือนอย่างของจริง

เถรี
15-01-2026, 02:12
คราวนี้ก็อยู่ที่เราว่าจะจัดการอย่างไรให้ถูกต้อง ครูบาอาจารย์แนะนำว่าอย่าไปสนใจ กระผม/อาตมภาพทำมาเยอะแล้ว ยิ่งไม่สนใจจะยิ่งชัด แต่ถ้าสนใจเมื่อไรจะเบลอ อ้าว..ทำไมเป็นอย่างนั้น ?

ก็เหมือนกับน้ำที่กระเพื่อม พอเราไปให้ความสนใจแสดงว่าใจเราไม่สงบพอ ในเมื่อน้ำกระเพื่อมสิ่งที่เรารู้เห็นก็ไม่ชัดเจนแล้ว จึงเป็นอะไรที่เราท่านทั้งหลายจะต้องบริหารจัดการให้ถูกต้อง โดยเฉพาะบุคคลที่ฝึกมโนมยิทธิ ประเภทได้บ้างหายบ้าง เคยวิเคราะห์ตัวเองบ้างไหมว่าทำไมเป็นอย่างนั้น ?

เพราะว่ามโนมยิทธิเป็นการส่งใจไปยังภพภูมิต่าง ๆ สิ่งหนึ่งประการใดที่เรารู้เห็น ก็คือจิตเราไปอยู่ตรงนั้น แต่ด้วยความเคยชิน อยากจะเห็นให้ชัด เราก็ไปเพ่งดู จิตเราต้องส่งออกไปถึงตรงนั้นจึงเห็นได้ เมื่อจะเพ่งดูให้ชัดก็ต้องนึกถึงตา การนึกถึงตาคือนึกถึงตัว เป็นการดึงจิตกลับมาสู่ร่างกาย ภาพที่ต้องการเห็นก็หายไป หลายคนมีประสบการณ์มาเป็นสิบปี แต่จัดการไม่ถูก เห็นเมื่อไรกูเพ่งทันที ขอให้มีความสุขความเจริญ..! อาตมภาพโง่นานที่สุดก็สามปี คนที่โง่กว่าต้องยกให้เป็นครู..!

แล้วส่วนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของหวย อาตมภาพสามารถบอกได้ว่ารางวัลที่หนึ่งกี่ตัว ครบถ้วนสมบูรณ์ แต่หาซื้อไม่ได้ ก็เลยเปลี่ยนมาดูเลขท้าย ดูสามตัวหวยออกสองตัว ดูสองตัวหวยออกตัวเดียว ดูตัวเดียวแม่งไม่ออกเลย..!

เลยกราบเรียนถามหลวงพ่อฤๅษีฯ ว่า "ทำไมเป็นอย่างนั้นครับ ?" ท่านบอกว่า "ถ้าจิตประกอบด้วยความโลภ ตัวเลขจะเคลื่อน เพราะว่าเขามีการทดสอบเป็นปกติ" แล้วให้สังเกตไว้ว่าใครที่ให้หวยแม่นนักหนา ถ้าหากว่าส่วนมากรู้กันเมื่อไร ก็หายแม่นเมื่อนั้น เนื่องเพราะว่าแต่ละคนสร้างบุญสร้างกรรมมาไม่เท่ากัน ถ้าหากว่าวาระของบางคนไม่ถึง ไม่สมควรที่จะได้ตรงนั้น ก็พาให้เลขเคลื่อน อดกันทั้งขบวน สมน้ำหน้า เรื่องพวกนี้จะไปโทษใครก็ไม่ได้

เถรี
15-01-2026, 02:18
สุดยอดปรมาจารย์การให้หวยก็คือ หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี (พระครูโกวิทสมุทรคุณ) อาจารย์ปู่นั่นเอง เพราะว่าหลวงพ่อสาย วัดท่าขนุน เคยไปศึกษาวิชากับท่านเป็นเดือน ๆ หลวงพ่อเนื่องให้หวยตลอดชีวิต สามสิบกว่าปี วันที่ท่านมรณภาพ หลวงพ่อวัดท่าซุงบอกว่า "คนมันขอหวยพระอรหันต์จนตายไปทั้งองค์ ไม่มีใครไปขอธรรมะเลย..!"

กราบเรียนถามหลวงพ่อว่า "ทำไมหลวงพ่อเนื่องให้หวยได้ ทั้ง ๆ ที่ทุกคนวาระบุญวาระกรรมไม่เท่ากัน ?" ท่านบอกว่า "ถ้าหากคนรู้เคล็ด ก็จะได้ไปเอง" ก็คือถ้าได้เลขมา ต้องการจะเล่นงวดนั้น ก็ให้ตัดท้ายเล่นตัวเดียว แต่ถ้าใครอยากจะถูกทั้งสามตัวหรือสองตัว ท่านให้เล่นงวดนี้สิบบาท ถ้าไม่ออกงวดต่อไปเล่นยี่สิบบาท ถ้าไม่ออกงวดต่อไปเล่นสามสิบบาท ทบไปเรื่อย ๆ ไม่เกิน ๑๒ งวดจะมาตรง ๆ

วิธีนี้กระผม/อาตมภาพเคยไปบอกพี่ชาย ซึ่งหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ท่านจะให้หวยประมาณปีละครั้ง แต่ดันมาห้ามอาตภาพให้ตลอดชีวิต..! ส่วนใหญ่ท่านจะให้ช่วงกฐิน พอดีปีนั้นท่านบอกว่า "ใครมีเงิน ๓๙๖ บาท เอามาถวายกฐินหน่อยโว้ย..!" พวกก็เฮกันทั้งศาลา ได้หวยแล้ว..! ปรากฎว่าไปเล่นสามตัวตรงไม่ออก หวยออก ๓๙ งวดที่สองเล่นใหม่ หวยออก ๖๓ ที่เหลือตามไปเถอะไม่ออก แต่พี่ชายได้วิธีการไปแล้ว ตามไปเรื่อยจนถึงงวดที่เก้า มาตรง ๆ ตอนนั้นยังถามพี่ชายว่า "ถ้า ๑๑ งวดแล้วไม่มา ?" พี่ชายบอกว่า "งวดที่ ๑๒ ผมขายบ้านเล่นเลย..!"

เถรี
15-01-2026, 02:24
เพียงแต่ว่าบุคคลที่รู้จริงขนาดหลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี ไม่ได้มีมากมายขนาดนั้น ถึงเวลาหลวงพ่อเนื่องมรณภาพ เฉพาะเงินในกุฎิท่านมีอยู่ ๒๐ กว่าล้าน ลองนึกถึงสมัยนั้นดู ว่าค่าเงินมหาศาลขนาดไหน ทองคำบาทละไม่ถึง ๔,๐๐๐ บาทดี เพราะว่าคนส่วนใหญ่ก็จะเอาเงินไปถวายท่านทั้งปึก แล้วท่านก็จะดึงคืนให้หนึ่งใบ ซึ่งส่วนใหญ่เลขจะอยู่ในนั้น แล้วเงินละ ? ท่านก็โยนโครมไปข้างหลัง กองพะเนินเทินทึกอยู่ตรงนั้น

หลวงพ่อเจ้าคุณอิฏฐ์ วัดจุฬามณี (พระสมุทรวชิรโสภณ วิ., ดร.) ปัจจุบันเป็นพวกกัน ท่านเล่าให้ฟังว่า "ผมขึ้นกุฎิหลวงพ่อหลังจากมรณภาพแล้ว ต้องใส่ไปแต่สบงตัวเดียว" ถามว่า "ทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วย ?" ท่านบอก "คนมันจ้องจับผิดว่าผมจะไปขโมยเงินหลวงพ่อ ก็คือคนมันอยากได้ ลงจากกุฎิหลวงพ่อมาผมต้องปลดหัวสบง ขยับเบี่ยงซ้ายเบี่ยงขวาให้มันดูว่าไม่มีอะไร แล้วค่อยนุ่งกลับไปตามเดิม"

ท่านบอกว่าท่านเลื่อมใสหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง มากที่สุด ทั้ง ๆ ที่อยู่กับหลวงพ่อเนื่อง ถามว่า "ทำไมเป็นอย่างนั้น ?" ท่านบอกว่า "ตอนนั้นผมยังไม่เป็นโล้เป็นพายอะไรเลย ไปกราบหลวงพ่อฤๅษีฯ ที่วัดท่าซุง หลวงพ่อบอกว่า "อิฏฐ์..ตั้งใจศึกษาวิชาการหลวงพ่อเนื่องให้ดี ต่อไปแกต้องรับภาระแทน ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่าจะรับไปได้อย่างไร ? ในเมื่อผู้ช่วยเจ้าอาวาสมีอยู่ตั้งหลายรูป" แล้วตัวท่านเองก็เป็นพระใหม่

ทุกวันนี้ก็เห็นอยู่ว่า ภาระของวัดตกลงบนบ่าท่านตั้งแต่หนุ่ม ๆ มาจนป่านนี้ อายุก็ไม่ได้มากมายไปกว่ากระผม/อาตมภาพเลย แต่ว่าท่านโด่งดังมาเกิน ๒๐ ปีแล้ว จึงทำให้ท่านเคารพรักหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง มากที่สุด เพราะว่าทุกอย่างที่ทำนาย ตรงอย่างชนิดเปลี่ยนเป็นอื่นไม่ได้

วันนี้ที่มาบอกกล่าวพวกเราก็เพราะว่า ถ้าปฎิบัติไปแล้วเกิดจิตสงบถึงระดับ กรุณาจัดการให้ถูก ไม่อย่างนั้นเสียหมามาเยอะแล้ว..!

ลำดับต่อไปสมาทานพระกรรมฐานกัน

เถรี
16-01-2026, 02:08
ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงบ่าย วันเสาร์ที่ ๓ มกราคม ๒๕๖๙
(เสียงตามสายจบ) สรุปว่าหลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านเทศน์ว่าอะไร ? ฟังตั้งแต่ต้นจนจบแต่จำไม่ได้..!?

หลวงพ่อท่านเทศน์เรื่องของ "กรรมบถ ๑๐" ก็คือคนที่รักษาศีล ๕ ได้แล้ว ควรที่จะเพิ่มความละเอียดให้มากขึ้น อย่างเช่นว่าปกติศีล ๕ เราไม่ฆ่าสัตว์ แต่อาจจะมีการทำร้ายสัตว์โดยทำไม่ถึงตาย แต่ถ้าเป็นกรรมบถ ๑๐ เราไม่ฆ่าสัตว์ แล้วก็ไม่ทำร้ายสัตว์ให้ลำบากด้วยเจตนา เป็นต้น ถ้าหากว่าศีล ๕ เราไม่ลักขโมย ถ้าเป็นกรรมบถ ๑๐ แม้แต่คิดอยากได้ของเขาก็ไม่มี ซึ่งความละเอียดส่วนนี้ที่เพิ่มขึ้นมา ถ้าศีล ๕ เป็นคุณสมบัติของพระโสดาบัน กรรมบถ ๑๐ ก็เป็นคุณสมบัติของพระสกทาคามี

เรียกว่าฟังไม่ได้ศัพท์ ไม่สามารถจับเอามากระเดียดได้ ในเรื่องของการปฏิบัติธรรม อะไรที่เรายังทำไม่ถึง ฟังแล้วจะเหมือนกับผ่านหูไปเฉย ๆ อะไรที่ฟังแล้วสะดุดหู รู้สึกว่าตรงใจ นั่นคือสิ่งที่เรากำลังทำอยู่

ในยุคสมัยการปฏิบัติธรรมแรก ๆ กระผม/อาตภาพอ่านตำราหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ก็ไปขีดเน้นว่าตรงนี้สำคัญ..ตรงนี้สำคัญ หลังจากนั้นพออ่านทวนไปเรื่อย ๆ ก็ อ้าว..ตรงนี้ก็สำคัญ แล้วทำไมคราวที่แล้วเราไม่ได้ขีดเอาไว้ ? ก็เพราะว่ากำลังใจยังไปไม่ถึงจุดนั้น ก็เลยไม่เข้าใจว่าความสำคัญคืออะไร อ่านไปอ่านมาสำคัญทั้งเล่ม..!

ต้องกราบขอขมาพระรัตนตรัย ขออภัยเป็นอย่างสูงที่บังอาจไปขีดเน้นว่าตรงนี้สำคัญ ตรงโน้นเว้นไว้เพราะไม่สำคัญ ก่อให้เกิดโทษกับตัวเองเสียเปล่า ๆ..

นั่นคือพัฒนาการอย่างหนึ่งของนักปฏิบัติธรรม ที่ทำแล้วต้องปรากฏสิ่งดี ๆ ขึ้นอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ว่าถ้าโดยประสบการณ์ส่วนตัวของพวกเรา บางอย่างก็อาจจะติดอยู่เป็นปี ๆ หรือว่าหลายปี เพราะเหตุสองประการ

ประการแรก ไม่เข้าใจเคล็ดลับหรือวิธีการที่จะก้าวผ่านไป
ประการที่สอง กำลังยังไม่เพียงพอที่จะก้าวข้ามจากจุดนั้น

อย่างเช่นว่าถ้าเราทรงความเป็นพระโสดาบันหรือพระสกทาคามีได้ ด้วยอำนาจของปฐมฌานละเอียด อย่าลืมว่าแค่ปฐมฌานละเอียดเท่านั้น เราก็ทรงความเป็นพระอริยเจ้าได้สองระดับ แต่ฌานเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีศีล มีปัญญา เป็นเครื่องช่วยอีก โดยเฉพาะด้านปัญญา

เถรี
16-01-2026, 02:12
เราจะก้าวข้ามจากความเป็นพระโสดาบันหรือสกทาคามี ไม่ว่าจะขึ้นไปเป็นพระอนาคามีหรือว่าพระอรหันต์ก็ตาม อย่างน้อยต้องได้ฌาน ๔ ละเอียด ไม่อย่างนั้นแล้วกำลังไม่เพียงพอที่จะตัดกิเลส

ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่า ท่านทั้งหลายกำลังยังไม่พอที่จะก้าวข้ามจากจุดเดิมขึ้นไป ส่วนท่านที่กำลังเพียงพอแล้วแต่ไม่รู้เคล็ดลับไม่รู้วิธีการ ก็ค่อย ๆ คลำไป ๒๐ - ๓๐ ปีเดี๋ยวก็รู้เอง..!

ความเป็นครูสำคัญตรงนี้เอง เพราะว่าครูก็คือผู้ที่ก้าวข้ามจุดนั้นไปก่อน ถึงเวลาใครมาสอบถามก็จะบอกได้ เหมือนกับการปีนเขาชัน ๆ ทำอย่างไรจะขึ้นให้ถึงยอด โดยไม่ตกลงมาตาย ครูก็จะบอกว่าตรงนั้นมีร่องให้ยึดได้ ตรงนี้มีที่วางเท้าได้ เราก็ตะกายไปตามช่องทางนั้น เดี๋ยวก็ขึ้นไปถึงยอดเอง ไม่อย่างนั้นให้ตะเกียกตะกายหาเองก็นาน หรือไม่ก็พลาดก็ลงมากองอยู่ตีนเขา ไม่สามารถที่จะรีสตาร์ท (restart) แล้วก็เริ่มต้นใหม่ ชีวิตจริงนี่ตกเขาตายแล้วตายเลย..!

ดังนั้น..ในเรื่องของการปฏิบัติ กัลยาณมิตรจึงแทบจะเป็นทั้งหมดในชีวิต นี่บาลีพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดเจน แต่คำว่า กัลยาณมิตรนั้น ท่านหมายถึงบุคคลที่เป็นครู ไม่ใช่กัลยาณมิตรก็คือเพื่อนฝูงที่คอยบอกบุญอย่างน้อยเดือนละสามรอบ..! ท่านบอกว่ากัลยาณมิตรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ?

๑. ปิโย เป็นผู้ที่ควรแก่การรักการนับถือ สิ่งนี้จะต้องคลุกคลีด้วยเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ถึงจะมั่นใจได้

๒. ครุ ประกอบไปด้วยความหนักแน่น ก็คือ หูหนัก ใจหนัก ไม่ฟังคำคนแล้วลอยตามลมปากง่าย ๆ พิจารณาทุกอย่างโดยรอบคอบ ไม่ใจเร็วด่วนได้

๓. ภาวนีโย เป็นผู้ใฝ่ความเจริญ ก็คือหมั่นขัดเกลาฝึกฝนตนเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ทำตัวเป็นบุคคลประเภทน้ำเต็มแก้ว คือ พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ

๔. วัตตา เป็นผู้รู้จักใช้คำพูด ก็คือใครสมควรที่จะได้รับคำพูดประเภทไหน ที่จะส่งเสริมกำลังใจของเขาให้รักการปฏิบัติธรรม หรือว่าพากเพียรในการปฏิบัติธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป ถ้าตามหลักนักเทศน์ท่านบอกว่า ต้องพูดได้แจ่มแจ้ง ต้องพูดจูงใจให้เขาอยากปฏิบัติ ต้องพูดแล้วเขารู้สึกรื่นเริงในธรรม และพูดแล้วเขาอยากมอบกายถวายชีวิตให้กับพระธรรม

๕. วจนักขโม เป็นผู้ทนต่อวาจาคนอื่น ใครจะ "บูลลี่" อย่างไรกูไม่สน มีปากก็ปล่อยให้พูดไป กูไม่ได้เหนื่อยด้วย..!

๖. คัมภีรัญ จะ กถังกัตตา สามารถอธิบายข้อธรรมที่ลึกซึ้งให้แจ่มแจ้งได้

๗. โน จัฏฐาเน นิโยชเย ข้อนี้สำคัญที่สุด ไม่ชักนำศิษย์ไปในทางที่เสียหาย ไม่ชวนไปเข้า ดิ ไอคอน ไม่ชวนไปเข้าสำนักที่ถึงเวลาแล้วก็เรียกรับแต่ผลประโยชน์..!

ดังนั้น ..คุณสมบัติทั้ง ๗ ประการของกัลยาณมิตร ซึ่งความจริงก็คือคุณสมบัติของผู้เป็นครู ที่ทุกคนจะต้องมีทั้ง ๗ ข้อนี้ มากบ้าง น้อยบ้าง บางท่านถนัดข้อไหนก็จะมีข้อนั้นเด่นกว่าข้ออื่น แต่ในส่วนของการอธิบายข้อธรรมที่ลึกซึ้งให้แจ่มแจ้ง และไม่ชักนำศิษย์ไปในทางเสียหาย จำเป็นต้องมีทุกคน

เถรี
17-01-2026, 00:36
การปฏิบัติธรรมของเรานั้น ความจริงแล้วเป็นการปฏิบัติของบุคคลเดียว ที่บาลีท่านว่าเอาไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร ซึ่งเป็นหลักสูตรสำคัญมาก มีทั้งในทีฆนิกาย มีทั้งในมัชฌิมนิกาย มีทั้งในคัมภีร์วิสุทธิมรรค เนื้อหาเหมือนกันหมด ต่างกันตรงรายละเอียด ยาว สั้น กว่ากันเท่านั้น เนื้อหาไม่ได้ขาดแต่บางทีก็กระชับ เหมือนอย่างกับเนื้อกับกระดูกล้วน ๆ แทะยาก ควรใส่เนื้อใส่น้ำไปหน่อยหนึ่ง บาลีบอกว่า

เอกายโน อะยัง ภิกขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี่คือหนทางหนึ่ง

มัคโค สัตตานัง วิสุทธิยา เป็นทางที่นำหมู่สัตว์ทั้งหลายเข้าถึงความบริสุทธิ์

โสกะปริเทวานัง สะมะติกกะมายะ สามารถก้าวข้ามความทุกข์โศกร่ำไรทั้งหลายได้

ทุกขะโทมะนัสสานัง อัตถังคะมายะ สามารถทำให้ความทุกข์ความโทมนัสเสียใจตกล่วงไปได้

ญายัสสะ อะธิคะมายะ ทำให้หลักธรรมต่าง ๆ เจริญขึ้น

จัตตาโร สติปัฏฐานา นี่คือสติปัฏฐานทั้ง ๔

กะตะมา จัตตาโร ทั้งสี่อย่างประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ?

ขืนว่าต่อเดี๋ยวหมดทั้งพระสูตร..! บรรดานักปราชญ์รุ่นปัจจุบันมักจะแกล้งโง่แปลผิด..! ไปแปลว่าเป็นหนทางเดียวที่จะนำสัตว์ทั้งหลายไปสู่ความบริสุทธิ์ พูดง่าย ๆ ว่าทางอื่นไม่ใช่.. ถ้าหากว่าเป็นอย่างนั้น แล้วพระพุทธเจ้าจะตรัสถึงมรรคมีองค์แปดไปทำอะไร ? แล้วตรัสถึงหลักธรรมต่าง ๆ ตั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ไปทำอะไร ? ในเมื่อถ้าเป็นทางเดียวก็พูดอย่างเดียวไม่ดีกว่าหรือ ?

เอกะคือ หนึ่ง อายนะคือ หนทาง นี่เป็นหนทางหนึ่ง (ในหนทางทั้งหลาย) ไม่ใช่หนทางเดียว

รู้สึกว่านักปราชญ์รุ่นปัจจุบันเก่งกว่าอดีตเยอะมาก สามารถแปลเข้าข้างตัวเองได้ตลอด เพราะว่าตัวเองศึกษามาอย่างนี้ เพราะฉะนั้น..ของกูต้องเจ๋งที่สุด เอามันหนทางเดียวเลย คนอื่นไม่ต้องไปกัน..!

เถรี
17-01-2026, 00:44
ถ้าพวกเราดูเนื้อหาในมหาสติปัฏฐานสูตรทั้ง ๔ บรรพ มาจากคำว่า ปัพพะ คือตอน เราจะเห็นว่าประกอบไปด้วย

อานาปานปัพพะ คือลมหายใจเข้าออก ตอนเดียวก็จบได้แล้ว

อิริยาปถปัพพะ กล่าวถึงอิริยาบถและสัมปชัญญะ คือการรู้ตัวทั่วพร้อม ไม่ว่าจะยืน จะนั่ง จะเดิน จะพูด จะคุย มีสติอยู่เสมอ เป็นต้น

ไล่ไปเรื่อยถึงสัมปชัญญปัพพะ

แล้ววิกายะ ในส่วนของกายานุปัสสนาสติปัฏฐานก็จะไปจบลงที่นวสีวถิกาปัพพะ ก็คือดูสภาพร่างกายที่เหมือนซากศพ ๙ อย่าง

เฉพาะตอนแรกก็ว่าไปเป็นสิบ ๆ หนทางแล้ว แล้วไหนบอกว่าเป็นหนทางเดียว ? เพราะฉะนั้น..ใครอยู่ใกล้ ๆ แล้วเขาบอกว่าเป็นหนทางเดียว ทางอื่นไม่ใช่ ก็ช่วย "โบก" ให้คว่ำเลย..! แล้วบอกว่าหลวงพ่อวัดท่าขนุนฝาก "โบก" มา เพราะฉะนั้น..เราไม่ผิด เราแค่รับฝากมา "โบก" ให้..!

คราวนี้เราจะเห็นว่า ในส่วนของอานาปานปัพพะในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน พระพุทธเจ้าขึ้นลมหายใจเข้าออกก่อนเพื่อนเลย ก็แปลว่าไม่ว่าเราจะประพฤติปฏิบัติหลักไหนก็ตาม จะทิ้งลมหายใจเข้าออกไม่ได้ เพราะว่าสมาธิเกิดจากลมหายใจเข้าออก คือการตามดู..ตามรู้..ลมเข้า ตามดู..ตามรู้..ลมออก อานาปา อานากับอาปานะ..หายใจเข้ากับหายใจออก รวมกันแล้วก็เลยเป็นอานาปานะ อานาปานสติคือสติที่ไปกับลมหายใจเข้าและลมหายใจออก

พวกเราส่วนใหญ่ที่ทำผิดวิธีการ ก็มักจะเกิดจากการบังคับลมหายใจ ให้หายใจตามปกติ แค่เอาสติทั้งหมดของเราตามดูตามรู้เข้าไปจนสุด ตามดูตามรู้ออกมาจนสุดเท่านั้น มีหน้าที่อยู่แค่นี้ อย่างอื่นไม่ใช่

เมื่อเราทำอย่างนั้นแล้วก็จะเกิดอาการต่าง ๆ เกิดขึ้นกับร่างกาย ตามจิตที่ละเอียดขึ้น อย่างเช่นว่าขนลุก น้ำตาไหล ร่างกายโยกโคลง หรือดิ้นตึงตังโครมครามเหมือนผีเจ้าเข้าสิง บางคนก็รู้สึกว่าตัวพอง ตัวแตก ตัวระเบิด ตัวรั่วเป็นรู บางคนก็ลอยขึ้นทั้งตัว ลอยไปไกล ๆ พวกนี้ยังไม่ได้ขึ้นชั้นประถมหนึ่งเลย ที่ฝรั่งฮือฮานักหนาว่า พระลามะนั่งขัดสมาธิไม่ถึงครึ่งนาทีก็ลอยพ้นพื้นมาเป็นเมตร นั่นแค่เป็นอุเพ็งคาปีติ ก็คือปีติขั้นที่สี่เท่านั้น

เถรี
17-01-2026, 00:49
ในส่วนนี้บางทีสิ่งที่เกิดขึ้น ก็เหมือนกับคุณวิเศษ ที่คนอื่นทำไม่ได้ ทำไม่ถึง แล้วไปตื่นเต้นกัน แต่เป็นการจับปลายรูด ก็คือคิดว่านี่คือแก่นสารแล้ว แต่ความจริงแก่นสารจริง ๆ คือโคนไม้ที่โตอย่างน้อยสามคนโอบ..! ไปจับยอดไม้หน่อยเดียว รูดไป อ้า..อันนี้สุดยอดแล้ว ทั้ง ๆ ที่ความจริงยังไม่ทันจะขึ้นอนุบาล ๑ เลย..!

ถ้าทุกคนตั้งใจปฏิบัติจริง ๆ เรื่องของปีตินี่คาดว่าครึ่งวันน่าจะได้กันหมด เพียงแต่ว่าเราทำไม่จริงเท่านั้น หายใจเข้า..พุท ไม่ทันจะออก..โธ เราก็ไปคิดฟุ้งซ่านเรื่องอื่นแล้ว..! แล้วจะเอากำลังใจที่ไหนไปสู้กิเลส..?

ดังนั้น..ในวาระนี้ ขอย้ำกับทุกคนว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม อย่าทิ้งลมหายใจเข้าออก เพราะว่าลมหายใจเข้าออกเป็นพื้นฐานของกองกรรมฐานทั้งปวง กรรมฐานอื่นถ้าไม่มีลมหายใจเข้าออกช่วยกำกับ อย่างเก่งก็ตั้งมั่นได้ครู่เดียวก็พังแล้ว ต้องอาศัยลมหายใจเข้าออกควบไปด้วยเสมอ

บุคคลผู้ที่ปฏิบัติหวังมรรคผล อย่างน้อยต้องได้ปฐมฌานละเอียดขึ้นไป เพราะว่าสามารถตัดสังโยชน์เบื้องต้นในระดับพระโสดาบันและพระสกทาคามีได้ ถ้าใครทำถึงฌาน ๔ ละเอียดก็หวังสูงกว่านั้นได้

เดี๋ยวพวกเราสมาทานพระกรรมฐาน แล้วเข้าสู่รอบการปฏิบัติช่วงบ่ายต่อไป

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
ปกิณกธรรมช่วงบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรม ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ๒๕๖๙ ณ วัดท่าขนุน
วันพุธที่ ๓๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ - วันอาทิตย์ที่ ๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย ทะเล และ นาทาม)