PDA

View Full Version : เรื่องปรมัตถธรรม


นักเดินทางสังสารวัฏ
23-12-2025, 01:58
ผมได้โยนิโสมนสิการ โดยการถามตัวเองเกี่ยวกับหัวข้อธรรมะต่าง ๆ เพื่อเข้าใจรายละเอียดของหัวข้อนั้น ๆ แต่ก็มีหลายเรื่องที่ตอบไม่ได้ ผมปัญญาไม่ถึง จึงขอพึ่งบารมีหลวงพ่อครับ

๑. ทุกอย่างนั้นเป็นอนัตตา และอนัตตาในที่นี้ คือการไม่มีเจ้าของ
แล้วใครเป็นคนได้บุญ ได้บาปเวลาทำกรรมต่าง ๆ ครับ?

ถ้าคำตอบคือตัวเรา แปลว่า ตัวตน (อัตตา) เรามี ซึ่งเป็นสัสสตทิฐิ ขัดกับสัมมาทิฐิ
ถ้าคำตอบคือไม่ใช่เรา ก็ขัดคำตอบก่อนหน้านี้ เพราะคนที่ได้รับก็เป็นเราอยู่ดี เช่น ทำบุญตัวเราไปสวรรค์ ทำชั่วตัวเราไปนรก

๒. สังขาร คือความคิดปรุงแต่ง จัดว่าอยู่ในกฎไตรลักษณ์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่เราเป็นเจ้าของเหมือนกัน
พิสูจน์ง่าย ๆ ด้วยการทดสอบให้ตัวเองหยุดคิดสักครู่ ผลที่ได้คือคิดถี่ขึ้น

แต่สมมุติว่า สมชายตั้งใจจะไปวัดทำบุญ ก็เป็นตัวสมชายเองที่ตั้งใจเอง ไม่ได้มีใครมาบังคับ
ดังนั้นก็สรุปได้ว่าสังขารก็เป็นของเรา

ซึ่งมันขัดกับข้อที่กล่าวก่อนหน้านี้ที่ว่าด้วยการหยุดคิด
ในข้อนี้ควรอธิบายอย่างไรดีครับ?

๓. มีคำกล่าวว่า ทุกสิ่งเกิดจากเหตุปัจจัยต่าง ๆ เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน มีรายละเอียดในระดับปรมัตถธรรมมากมาย
ต้องใช้ปัญญา หาเหตุหาผล แยบคาย จึงจะเข้าใจอย่างแท้จริง ๑๐๐ % ว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่ใช่เรา แต่เป็นผลลัพธ์(output) ซึ่งเกิดจากเหตุปัจจัยต่างหาก(input)
ณ จุดนี้ผมก็พอเข้าใจและเห็นด้วยกับคำกล่าวด้านบน

แต่ปัญหาคือ แล้วนามธรรมอย่างบารมี ๑๐ ฌานสมาบัติ ความเป็นพระอริยเจ้า อย่างอรหัตผล พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ ท่านยึดหรือเปล่าว่าเป็นของเรา
สมมุติถ้าคำตอบคือว่า ใช่ท่านยึด ก็อาจจะขัดกับไตรลักษณ์
สมมุติถ้าคำตอบคือว่า ไม่ใช่ ก็แปลว่า พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ก็ไม่มีอรหัตผล ไม่มีฌานสมาบัติ ซึ่งขัดกับความจริง ผมเลยสงสัยว่าควรจะอธิบายอย่างไรดีครับในข้อนี้?

สุธรรม
23-12-2025, 03:48
ถาม : ผมได้โยนิโสมนสิการ โดยการถามตัวเองเกี่ยวกับหัวข้อธรรมะต่าง ๆ เพื่อเข้าใจรายละเอียดของหัวข้อนั้น ๆ แต่ก็มีหลายเรื่องที่ตอบไม่ได้ ผมปัญญาไม่ถึง จึงขอพึ่งบารมีหลวงพ่อครับ

ทุกอย่างนั้นเป็นอนัตตา และอนัตตาในที่นี้ คือการไม่มีเจ้าของ แล้วใครเป็นคนได้บุญ ได้บาปเวลาทำกรรมต่าง ๆ ครับ ?

ถ้าคำตอบคือตัวเรา แปลว่า ตัวตน (อัตตา) เรามี ซึ่งเป็นสัสสตทิฐิ ขัดกับสัมมาทิฐิ ถ้าคำตอบคือไม่ใช่เรา ก็ขัดคำตอบก่อนหน้านี้ เพราะคนที่ได้รับก็เป็นเราอยู่ดี เช่น ทำบุญตัวเราไปสวรรค์ ทำชั่วตัวเราไปนรก
ตอบ : ต้องแยกให้ได้ก่อนว่า เมื่อทำอะไรเราที่เป็น "ควาย" ก็จะต้องรับ แต่บุคคลที่เป็นคนแล้ว ย่อมเห็นชัดและบอกได้ว่าเราไม่ใช่ "ควาย"..!

ถาม : สังขาร คือความคิดปรุงแต่ง จัดว่าอยู่ในกฎไตรลักษณ์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่เราเป็นเจ้าของเหมือนกัน พิสูจน์ง่าย ๆ ด้วยการทดสอบให้ตัวเองหยุดคิดสักครู่ ผลที่ได้คือคิดถี่ขึ้น

แต่สมมุติว่า สมชายตั้งใจจะไปวัดทำบุญ ก็เป็นตัวสมชายเองที่ตั้งใจเอง ไม่ได้มีใครมาบังคับ ดังนั้นก็สรุปได้ว่าสังขารก็เป็นของเรา ซึ่งมันขัดกับข้อที่กล่าวก่อนหน้านี้ที่ว่าด้วยการหยุดคิด ในข้อนี้ควรอธิบายอย่างไรดีครับ ?
ตอบ : เมื่อคิดแล้วความคิดนั้นอยู่ที่ไหน ?

ถาม : มีคำกล่าวว่า ทุกสิ่งเกิดจากเหตุปัจจัยต่าง ๆ เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน มีรายละเอียดในระดับปรมัตถธรรมมากมาย ต้องใช้ปัญญา หาเหตหาผล แยบคาย จึงจะเข้าใจอย่างแท้จริง ๑๐๐ % ว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่ใช่เรา แต่เป็นผลลัพธ์(output) ซึ่งเกิดจากเหตุปัจจัยต่างหาก(input) ณ จุดนี้ผมก็พอเข้าใจและเห็นด้วยกับคำกล่าวด้านบน

แต่ปัญหาคือ แล้วนามธรรมอย่างบารมี ๑๐ ฌาสมาบัติ ความเป็นพระอริยเจ้า อย่างอรหัตผล พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ ท่านยึดหรือเปล่าว่าเป็นของเรา ? สมมุติถ้าคำตอบคือว่า ใช่ท่านยึด ก็อาจจะขัดกับไตรลักษณ์
สมมุติถ้าคำตอบคือว่า ไม่ใช่ ก็แปลว่า พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ก็ไม่มีอรหัตผล ไม่มีฌานสมาบัติ ซึ่งขัดกับความจริง ผมเลยสงสัยว่าควรจะอธิบายอย่างไรดีครับในข้อนี้ ?
ตอบ : กลับไปดูข้างบนที่ตอบไปแล้ว