กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ปี ๒๕๖๕ > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนตุลาคม ๒๕๖๕

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 21-10-2022, 19:46
ตัวเล็ก's Avatar
ตัวเล็ก ตัวเล็ก is offline
กรรมการเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Mar 2009
ข้อความ: 9,906
ได้ให้อนุโมทนา: 203,460
ได้รับอนุโมทนา 651,135 ครั้ง ใน 30,873 โพสต์
ตัวเล็ก is on a distinguished road
Default เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๕

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๕


__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด
(-/\-) (-/\-) (-/\-)
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 29 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 22-10-2022, 00:00
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 28,373
ได้ให้อนุโมทนา: 136,317
ได้รับอนุโมทนา 4,320,952 ครั้ง ใน 31,955 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๒๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ เมื่อคืนกระผม/อาตมภาพและคณะ เดินทางมาถึงสนามบินนานาชาติดอนเมืองตอน ๒ ทุ่ม ก็ต้องบอกว่ายังปลอดภัยดี แล้ววันนี้ต้องเข้าประชุมพระสังฆาธิการในเขตปกครองคณะสงฆ์จังหวัดกาญจนบุรีต่อ อยู่ในห้องปรับอากาศครึ่งค่อนวัน พักผ่อนก็ไม่พอ ทำให้อาการมาลาเรียเรื้อรังกำเริบ

มาลาเรียนั้นเป็นโรคที่มีเพื่อนมาก พอตัวเองมาก็ชักชวนพรรคพวกเพื่อนฝูงทั้งหมดมาด้วย ดังนั้น..เคยเจ็บเคยป่วยด้วยอะไรไว้ ก็จะกำเริบกลับขึ้นมาใหม่ทั้งหมด กระผม/อาตมภาพซึ่งไปหกล้มที่ประเทศลาว มาถึงวันนี้บาดแผลทุกอย่างก็เลยอักเสบขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า ส่วนใหญ่แล้วที่เขาตาย ๆ กันเพราะมาลาเรีย ก็คือทนการอักเสบแบบนี้ไม่ไหว

คราวนี้การประชุมคณะสงฆ์จังหวัดกาญจนบุรีนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นงานการปกครองคณะสงฆ์ ๖ ด้านที่จะต้องปฏิบัติ ติดตาม รายงานผลเป็นปกติ ไม่มีอะไรที่น่ากล่าวถึง

แต่ในระหว่างที่ประชุมอยู่นั้น กระผม/อาตมภาพต้องเข้าระบบซูม เพื่อร่วมอบรมในโครงการ Up skill การสอนวิชาทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นการอบรมที่อาจารย์ในระดับผู้บังคับบัญชาระดับสูงมาสอนวิธีการสอนให้แก่อาจารย์ทั่วไป ในสังกัดของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นวิทยาเขต วิทยาลัยสงฆ์ และหน่วยวิทยบริการต่าง ๆ เป็นต้น

ในช่วงของการถามคำถาม มีการแลกเปลี่ยนโดยอาจารย์ท่านหนึ่งที่กล่าวว่า พระอรหันต์สุกขวิปัสสโกไม่ได้ฌาน ไม่ได้สมาบัติ จึงไม่สามารถที่จะแสดงฤทธิ์ได้เหมือนกับพระอรหันต์ที่ได้อภิญญา เรื่องตรงนี้ ถ้าฟังก็ดูแล้วก็เหมือนกับใช่ แต่เป็นการเข้าใจผิดที่หนักมากสำหรับผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติเอง ดีแต่ศึกษาตำราอย่างเดียว

พระอริยเจ้าทุกประเภท ไม่ว่าจะสุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ และปฏิสัมภิทัปปัตโต ต้องได้ฌานสมาบัติทั้งสิ้น ถ้าไม่ได้ กำลังก็จะไม่พอในการตัดกิเลส

ถ้าเป็นพระประเภทสุกขวิปัสสโกในระดับโสดาบันและสกทาคามี อย่างน้อยต้องทรงปฐมฌานละเอียดได้

ถ้าตั้งแต่ระดับอนาคามีหรือว่าพระอรหันต์ ต้องทรงฌาน ๔ ละเอียดได้ ไม่อย่างนั้นกำลังจะไม่เพียงพอในการตัดกิเลสในระดับนั้น ๆ

เพียงแต่ว่าพระอรหันต์สุกขวิปัสสโกนั้น บางทีท่านทรงฌาน ท่านเองก็ยังไม่รู้ตัว เพราะว่าพิจารณาวิปัสสนาญาณไปเรื่อย ๆ สภาพจิตดิ่งลึกลงเป็นสมาธิ จึงทรงฌานโดยอัตโนมัติ เมื่อกำลังเพียงพอ ก็ตัดกิเลสในระดับที่ท่านพิจารณาอยู่ได้ เรียกง่าย ๆ ว่าทรงฌานเหมือนกับไม่ได้ทรงฌาน เพราะว่าแม้แต่ท่านเอง บางทีก็ไม่รู้ตัวว่าท่านกำลังทรงฌานอยู่
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 22-10-2022 เมื่อ 20:26
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 28 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 22-10-2022, 00:06
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 28,373
ได้ให้อนุโมทนา: 136,317
ได้รับอนุโมทนา 4,320,952 ครั้ง ใน 31,955 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

บุคคลที่จะมีความคล่องตัว รู้ในเรื่องเหล่านี้ได้ละเอียด อย่างน้อยก็ต้องเป็นพระแบบวิชชา ๓ ที่มีการซักซ้อมจนเกิดความคล่องตัวเป็นอย่างสูง ถ้าเป็นพระสุกขวิปัสสโกทั่วไป ก็มักจะกล่าวกันว่า ไม่ได้ฤทธิ์ ไม่ได้เดช ไม่ได้ฌานสมาบัติอะไรทั้งสิ้น

แต่ในชีวิตของกระผม/อาตมภาพเจอพระอรหันต์สุกขวิปัสสโก ที่แสดงฤทธิ์ได้เหมือนกับพระอภิญญาเลย นั่นก็คือหลวงปู่ท่านเจ้าคุณพระภาวนาปัญญาวิสุทธิ์ (อำพัน อาภรโณ บุญ-หลง) แห่งวัดเทพศิรินทราวาส ที่เป็นครูบาอาจารย์ของกระผม/อาตมภาพท่านหนึ่ง

ตัวอย่างที่จะยกให้ฟังก็คือ มีอยู่วันหนึ่งหลวงปู่ท่านอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ มีข่าวว่าเกิดภัยแล้งเป็นวงกว้างในภาคกลาง ถ้าหากว่าฝนฟ้ามาไม่ทันภายในอาทิตย์นั้น ข้าวกล้าอาจจะแห้งตาย เกิดความเสียหายและเดือดร้อนแก่ชาวนาเป็นจำนวนมาก

หลวงปู่ท่านมองหน้ากระผม/อาตมภาพแล้วก็ถอนใจ บอกว่า "สงสารเขานะ" แล้วท่านก็หลับตาลง ทันทีทันใดนั้น ทั้ง ๆ ที่ฟ้าใส ๆ ฝนก็ได้ตกกระหน่ำอย่างหนัก ต่อหน้าต่อตาเดี๋ยวนั้นเลย..! ๒ ชั่วโมงเต็มก็ขาดเม็ดเหมือนอย่างกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาเลย รุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าชาวนาภาคกลางรอดตาย เพราะว่ามีฝนหลงฤดูตกหนักถึง ๒ ชั่วโมง แล้วท่านทั้งหลายคิดว่าเป็นฝีมือใคร ? เมื่อลืมตาขึ้นมา หลวงปู่ท่านกำชับกระผม/อาตมภาพว่า "อย่าเที่ยวพูดไปนะ"..!

อีกครั้งหนึ่งระหว่างที่เฝ้าไข้หลวงปู่ท่านอยู่ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า ที่ชาวบ้านเรียกง่าย ๆ ว่าโรงพยาบาลทหารเรือ หลวงปู่มหาอำพันท่านได้ข่าวว่า พลเรือโทบรรยงค์ ถาวรามร อดีตเจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ ลูกศิษย์ผู้ใหญ่ของท่านป่วยเข้าโรงพยาบาลอยู่เหมือนกัน แต่ว่าช่วงนั้นหลวงปู่ท่านไม่มีกำลัง เดินไปเยี่ยมไม่ได้ ท่านจึงนอนหลับตาภาวนา

พอดีเป็นช่วงสายที่หมอจะต้องออกตรวจอาการคนไข้ทุกห้อง ที่ภาษาทางแพทย์เขาเรียกว่า "ออกราวน์" ปรากฏว่าผู้ที่มาตรวจก็คือนาวาตรี นายแพทย์สุรเสน ตวงวรนันท์ เมื่อคุณหมอสุรเสนจับชีพจรหลวงปู่ก็ตกใจ ประมาณว่าช็อก..! เพราะว่าหลวงปู่ไม่มีชีพจรเลย คลำจนแน่ใจแล้ว ทั้ง ๆ ที่คุณหมอค่อนข้างอ้วน แต่วิ่งตัวปลิวไปรายงานท่านเจ้ากรมแพทย์ทหารเรือคนปัจจุบัน คือ พลเรือโทพนิต ศรียาภัย คงประมาณว่า ครูบาอาจารย์ของท่านเจ้ากรมมรณภาพแล้ว..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 22-10-2022 เมื่อ 03:05 เหตุผล: แบบ
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 29 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 22-10-2022, 00:11
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 28,373
ได้ให้อนุโมทนา: 136,317
ได้รับอนุโมทนา 4,320,952 ครั้ง ใน 31,955 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

กระผม/อาตมภาพเห็นท่าไม่ดีก็เลยสะกิดหลวงปู่ บอกว่า "หมอมาตรวจ เขาตกใจครับ" หลวงปู่ท่านลืมตาขึ้นมา ก็พอดีท่านเจ้ากรมฯ กับหมอสุรเสนกลับเข้ามาพอดี พอเห็นหลวงปู่นั่งอยู่ก็ทำหน้าเหวอ..! หลวงปู่ท่านยิ้มให้ บอกว่า "เมื่อกี้นี้ฝันว่าไปเยี่ยมลูกศิษย์มา" พวกท่านสามารถฝันในลักษณะอย่างนี้ได้ไหม ?

นั่นคือการเอากายในไปแบบมโนมยิทธิเต็มกำลัง ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุงย้ำนักย้ำหนากับกระผม/อาตมภาพว่า "ถ้าไปเต็มกำลัง อย่าลืมล็อกประตูด้วย ไม่อย่างนั้นคนเข้ามาจะคิดว่าแกตายแล้ว จะเอาไปเผาซะ..!"

กระผม/อาตมภาพได้รับการกำชับมาก็จริง แต่ตอนสมัยที่มาอยู่วัดท่าขนุนนี้ไม่นาน อาการมาลาเรียกำเริบมาก ก็ใช้วิธีทิ้งไปเลย ขี้เกียจทนกับอาการเวทนาต่าง ๆ ของร่างกาย แต่ปรากฏว่าช่วงนั้น ไม่ว่าจะพระ จะแม่ชี ต่างคนต่างมีกุญแจกุฏิของกระผม/อาตมภาพอยู่ เมื่ออาจารย์ที่ไม่เคยขาดทำวัตรสวดมนต์ อยู่ ๆ ขาดไป ก็เปิดประตูเข้าไปดู แล้วทุกคนก็ลงความเห็นว่าน่าจะมรณภาพไปแล้ว ก็พยายามช่วยกันแก้ไข เอาน้ำร้อนใส่กะละมัง เอาผ้าขนหนูชุบ แล้วก็รูดไปซะทั้งตัว เพราะว่าต้องการจะให้ร่างกายร้อนขึ้น เผื่อว่าจะฟื้น..!

ท้ายที่สุดพอกระผม/อาตมภาพตื่นขึ้นมาก็คือ ผิวหนังแทบจะถลอกปอกเปิก แสบไปทั้งตัว แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมา ถ้าหากว่ากระทบอากาศหนาว หรือว่าอยู่ในห้องปรับอากาศเมื่อไรก็จะคัน เพราะว่าผิวเสียตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา ถ้าไม่ได้ทาพวกโลชั่นต่าง ๆ เอาไว้เสมอก็ต้องเกาเป็นลิงไปเลย..!

ดังนั้น..ในส่วนที่อาจารย์ท่านนั้นแสดงทัศนคติมา เป็นทัศนคติของบรรดานักวิชาการที่เข้าไม่ถึงหลักการปฏิบัติอย่างแท้จริง ถึงได้ไปยืนยันว่าพระอรหันต์สุกขวิปัสสโกไม่สามารถที่จะแสดงฤทธิ์ได้ แล้วที่หลวงปู่มหาอำพันท่านทำคืออะไร ? เพราะว่าท่านเป็นพระอรหันต์สุกขวิปัสสโก

สิ่งที่ท่านทำก็เป็นฤทธิ์ แต่ไม่ใช่วิกุพพนาฤทธิ์ ซึ่งเป็นฤทธิ์ผาดแผลง สามารถทำโน่นนี่ได้เกินมนุษย์สามัญ แต่ของท่านเป็นฌานฤทธิ์ คือฤทธิ์ที่เกิดจากกำลังสมาธิ อธิษฐานฤทธิ์ ฤทธิ์ที่เกิดจากความตั้งใจมั่น และท้ายที่สุด บุญฤทธิ์ ฤทธิ์ที่เกิดจากการสั่งสมคุณงามความดีมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน เพราะฉะนั้น..เมื่อท่านตั้งใจอย่างไร ? ท่านแค่คิดก็เป็นไปตามนั้นแล้ว
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 22-10-2022 เมื่อ 03:08
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 30 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า 22-10-2022, 00:17
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 28,373
ได้ให้อนุโมทนา: 136,317
ได้รับอนุโมทนา 4,320,952 ครั้ง ใน 31,955 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถ้าถามว่าพระอรหันต์สุกขวิปัสสโกสามารถพัฒนาตนเองเป็นพระอรหันต์วิชชา ๓ อภิญญา ๖ หรือปฏิสัมภิทาญาณ ๔ ได้ไหม ? ถ้าท่านต้องการก็น่าจะแค่ "ชั่วเคี้ยวหมากแหลก" อย่างที่โบราณว่า เหมือนอย่างกับคนที่มีเงินอยู่เต็มกระเป๋า แค่บอกวิธีว่าล้วงเงินมาใช้อย่างไรก็จบแล้ว..!

แต่เนื่องจากว่าท่านเข้าถึงความหมดกิเลสแล้ว ไม่รู้ว่าจะเอาเรื่องทั้งหลายเหล่านั้นไปทำอะไร ก็เลยไม่ได้คิดที่จะพัฒนาต่อให้เป็นพระอรหันต์วิชชา ๓ อภิญญา ๖ หรือปฏิสัมภิทาญาณ ๔ แต่อย่าลืมว่ามโนมยิทธิที่หลวงปู่มหาอำพันใช้ ถ้าใช้แบบครึ่งกำลังก็คือประเภทวิชชา ๓ ถ้าใช้เต็มกำลังก็คืออภิญญา ๖ เพราะว่าหลวงปู่ท่านฝึกมโนมยิทธิกับหลวงพ่อวัดท่าซุงมาตั้งแต่ต้น

โดยเฉพาะท่านทั้งหลายที่เคยเห็นจดหมาย ตลอดจนกระทั่งเนื้อหาบันทึกข้อความที่กระผม/อาตมภาพตอบคำถามในการปฏิบัติมโนมยิทธิถวายแก่หลวงปู่ ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นกระผม/อาตมภาพเป็นพระบวชใหม่ แค่ ๒ - ๓ พรรษาเท่านั้น แต่หลวงปู่ท่านไม่มีมานะ ท่านรู้ว่าใครมีความสามารถ ท่านก็ขอความรู้จากคนนั้น

ปัจจุบันนี้บรรดาสมุดบันทึก ตลอดจนกระทั่งจดหมายเหล่านั้น ก็ไม่ทราบว่ามีท่านใดเก็บเอาไว้บ้าง แต่ว่าเป็นหลักฐานว่าหลวงปู่ท่าน แม้จะเป็นพระอรหันต์สุกขวิปัสสโก แต่ก็ฝึกมโนมยิทธิได้และคล่องตัวมาก ถึงขนาดถอดจิตไปเยี่ยมลูกศิษย์ที่ป่วยไข้ ถ้าไปลักษณะนั้น ลูกศิษย์จะเห็นหลวงปู่ไปเป็นกายเนื้อ ๆ อย่างที่ภาษาวัยรุ่นสมัยนี้เรียกว่า "ตัวเป็น ๆ" แต่ว่าอีกทางหนึ่งนั้น ถ้าไม่มีใครเฝ้าอยู่ คนก็จะตกใจ แบบเดียวกับที่หมอสุรเสนตกใจ คิดว่าหลวงปู่มรณภาพไปแล้ว

เรื่องพวกนี้จึงเป็นเรื่องของนักปฏิบัติ ไม่ใช่นักวิชาการจะมา "คิดว่า" "คาดว่า" ต้องทำเท่านั้นถึงจะเข้าถึงความเป็น "ปัจจัตตัง" ความรู้เฉพาะตน ที่วิญญูชนผู้ปฏิบัติแล้วจักสามารถรู้ได้ด้วยตนเอง

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันศุกร์ที่ ๒๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 22-10-2022 เมื่อ 03:12
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 35 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 21:01



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว