กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องบูรพาจารย์ > ประวัติและปฏิปทาของพระสุปฏิปันโน

Notices

ประวัติและปฏิปทาของพระสุปฏิปันโน รวมประวัติ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์อันเป็นที่เคารพจากทั่วเมืองไทย

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #261  
เก่า 05-01-2015, 17:56
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,945 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ท่านนักปฏิบัติโปรดยึดเอาเข็มทิศจากสวากขาตธรรม นำไปปฏิบัติจนเกิดความรู้ความเห็นขึ้นจำเพาะตน และกลายเป็นสมบัติของตนขึ้นมา นั่นแหละจะมีทางทราบได้ว่างานของเราเป็นงานประเภทหนึ่ง งานของท่านเป็นงานประเภทหนึ่ง แต่รวมผลรายได้เป็นตัวเงินอันเดียวกัน จะได้รับร้อยบาท พันบาท หมื่นบาท หรือมากกว่านั้น ก็ทราบชัดว่าเงินจำนวนนี้เกิดจากผลงานที่ตนได้ทำความอุตส่าห์พยายามแสวงหามา มีมากหรือมีน้อยจะเป็นที่อุ่นอกอุ่นใจแก่ตนเอง อาจจะดีกว่าการคาดคะเนทรัพย์ในกระเป๋าของคนอื่น หรือการนำปริมาณทรัพย์ของคนอื่นมาถกเถียงกัน โดยคู่ความทั้งสองไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากความแพ้ความชนะนั้น ๆ เลย ทั้งเป็นการตัดทอนสันทิฏฐิโก ที่ทรงมอบให้เป็นสมบัติของผู้บำเพ็ญจะรับไปเป็นมรดกให้ลดคุณภาพลง

วิจิกิจฉาคือความสงสัย โดยสงสัยว่าตายแล้วเกิดหรือตายแล้วสูญ ถ้าตายแล้วเกิด แต่จะเกิดในภพชาติที่เคยเกิดหรือไม่ หรือจะเกิดเป็นอะไรในภพต่อไป คนตายแล้วเปลี่ยนภพชาติเกิดเป็นสัตว์ หรือสัตว์ตายแล้วเปลี่ยนภพชาติเกิดเป็นคนได้หรือไม่ คนตายแล้ว สัตว์ตายแล้ว.. ไปอยู่ที่ไหนกัน กรรมดี - กรรมชั่วมีจริงไหม ? และที่ทำลงไปแล้วให้ผลหรือไม่ ภพหน้าชาติหน้ามีจริงไหม ? นรกสวรรค์มีจริงไหม ? มรรคผลนิพพาน มีจริงไหม ? ทั้งนี้อยู่ในข่ายแห่งความสงสัยทั้งนั้น

พระโสดาบันบุคคลคิดว่าท่านละได้ เพราะท่านรู้เห็นหลักความจริงประจำใจ ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งมวลที่กล่าวมา และยังเชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างฝังใจแบบถอนไม่ขึ้น ทั้งเชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าและพระธรรม ว่าเป็นสวากขาตธรรมและเป็นนิยยานิกธรรม สามารถนำผู้ปฏิบัติตามให้ถึงความพ้นทุกข์ได้โดยลำดับอย่างฝังใจอีกเช่นเดียวกัน

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 05-01-2015 เมื่อ 19:50
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 29 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #262  
เก่า 09-01-2015, 11:40
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,945 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ตามหลักความจริงของกฎธรรมชาติแล้ว ไม่มีอะไรสูญในโลก มีแต่ความเปลี่ยนแปลงของสังขารทุกประเภท ซึ่งไม่ใช่ธรรมชาติเดิมเท่านั้น เปลี่ยนแปลงตัวเองลงสู่ธรรมชาติคือธาตุเดิมของเขา และเปลี่ยนแปลงตัวเองจากธรรมชาติเดิมขึ้นมาสู่ธาตุแฝง เช่น เป็นสัตว์ บุคคล เป็นต้น

กรรมดี กรรมชั่ว ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประจำสัตว์ ผู้มีกิเลสเครื่องผลักดันและมีความรู้สึกในแง่ดีชั่วต่างกัน จำต้องทำกรรมอยู่โดยดีแล้วกรรมดีกรรมชั่วจะสูญไปไม่ได้ แม้ผลดีผลชั่วซึ่งผู้ทำกรรม จะรับเสวยเป็นความสุขความทุกข์.. จำต้องมีเป็นคู่กันโดยจะเสื่อมสูญไปไม่ได้เหมือนกัน นอกจากผู้ทำใจให้หมดเชื้อจากภพชาติแล้วเท่านั้น จะเป็นผู้หมดปัญหาในเรื่องเกิดตาย เพราะการทำดีทำชั่วและได้รับผลดีชั่ว ทั้งนี้เป็นสาเหตุมาจากเชื้อแห่งภพชาติที่ฝั่งอยู่ภายในใจเป็นมูลฐาน นอกจากนี้แล้วจะไม่อยู่ในอำนาจคำปฏิเสธและคำรับรองของผู้ใด เช่นเดียวกับความมืด ความสว่าง ตั้งอยู่เหนือโลกธรรมของโลก


ฉะนั้น สีลัพพตปรามาส ท่านแปลว่าการลูบคลำศีลพรต เป็นสังโยชน์เครื่องข้องอันดับสาม การลูบคลำเกิดจากความไม่ไว้ใจ ถ้าเป็นลูกหญิงลูกชายก็เป็นที่ไม่ไว้ใจของพ่อแม่ อาจจะทำความหนักใจให้พ่อแม่ได้รับทุกข์อยู่เรื่อย ๆ เช่น ลูกหญิงประพฤติตัวไม่สมศักดิ์ศรีของหญิง ทำคุณค่าของหญิงให้ต่ำลง เป็นคนชอบเที่ยว ชอบเกี้ยวผู้ชาย ชอบทำตัวในลักษณะขายก่อนซื้อ ใครชมว่าดี ว่าหญิงคนสวยที่ไหน เกิดความติดใจ เชื่อง่าย จ่ายไปโดยไม่คิดมูลค่าเพื่อความเป็นคู่ครอง ไปที่ไหนแฟนคอยแอบแฝงและติดตามเป็นพวง ๆ ประหนึ่งเขาร้อยปูนาปลาทะเลไปขายที่ตลาด ครั้นแล้วกลายเป็นเขาร้อยหญิง ปรามาสหญิง ประเภทนี้เรียกว่าหญิงปรามาส เป็นที่ลูบคลำของชายทั่ว ๆ ไป ด้วยเป็นหญิงปรามาสสำหรับพ่อแม่ จะต้องหนักใจในการว่ากล่าวสั่งสอนซ้ำ ๆ ซาก ๆ ด้วยเป็นหญิงชอบค้าประเวณี อันเป็นที่อับอายและขายหน้าของวงศ์สกุลด้วย

ถ้าเป็นลูกชายก็ทำความหนักใจให้พ่อแม่อีกทางหนึ่ง เช่น ประพฤติตัวเป็นคนเกเร ขี้เกียจเรียนหนังสือและไปโรงเรียน เพื่อนชวนไปเที่ยวและเกี้ยวผู้หญิงที่ไหนเป็นที่พอใจ ไปโดยไม่บอกลาผู้ปกครองทางบ้านและทางโรงเรียน ให้ทราบนอนเท้าปลายเท้าเลย ไปแสวงหาความสนุกสนานรื่นเริงโดยวิธีชิงสุกก่อนห่าม ครูทางโรงเรียนเห็นท่าไม่ดี เพราะเด็กขาดโรงเรียนไปหลายวัน เข้าใจว่าเด็กขโมยมาที่บ้าน รีบมาหาผู้ปกครองทางบ้าน ถามเรื่องราวของเด็กคนเกเร พ่อแม่ผู้ปกครองทางบ้านเกิดงงงันอั้นตู้ และพูดออกมาด้วยความตื่นเต้นตกใจว่า อ้อ..ก็ได้มอบเด็กให้อยู่กับครูที่โรงเรียนแล้ว ทางบ้านก็ไม่สนใจ เพราะเข้าใจว่าเด็กอยู่ประจำที่โรงเรียน

เรื่องก็เลยยุ่งกันใหญ่ เพราะผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่รู้เรื่องของเด็ก ไฟที่เด็กก่อขึ้นเพื่อประโยชน์เฉพาะตัว จึงลุกลามไปไหม้ทั้งครู ผู้ปกครอง ทางโรงเรียนและพ่อแม่ของเด็กทางบ้าน ให้กลายเป็นเพลิงทั้งกองไปด้วยกัน ทั้งนี้เป็นเรื่องหนักใจแก่พ่อแม่ไม่น้อยเลย เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นลูกชายประเภทที่กล่าวนี้ เรียกว่าชายปรามาส พ่อแม่ต้องทนทุกข์แล้วทุกข์เล่า สั่งสอนแล้ว อบรมแล้ว ไม่มีเวลาปิดปากสนิทลงได้เลย ต้องลูบต้องคลำอยู่เช่นนั้น ไม่เป็นอันกินอยู่หลับนอนให้สนิทได้

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 09-01-2015 เมื่อ 13:27
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 27 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #263  
เก่า 20-01-2015, 17:21
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,945 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ถ้าเป็นสามีก็คือสามีที่ไม่น่าไว้ใจ กลัวจะไปคบชู้สู่แฟนในสถานที่ต่าง ๆ เวลาลับหูลับตาลูกเมีย เที่ยวพ่วงผู้หญิงตามตรอกตามซอก แล้วนำไฟปรมาณูมาเผาผลาญลูกเมียและครอบครัว เพราะตามธรรมดาผู้ชายชอบเป็นนักเที่ยว นักเกี้ยวผู้หญิงและนักฉวยโอกาส ผู้หญิงคนใดใจลอยพลอยเชื่อง่าย มักจะถูกต้มจากฝ่ายชายเสมอ ผู้ชายที่ไม่ค่อยจะเห็นคู่ครองเป็นของสำคัญ โดยมากมันเป็นคนเสียหายในทางกามารมณ์ เบื้องต้นก็เห็นเหยื่อ (หญิง) ที่ผ่านเข้ามาอย่างลอย ๆ นั้นว่าเป็นอาหารว่าง แต่ไม่ได้คำนึงถึงปลาที่ติดเบ็ดจนถึงตายเพราะเหยื่อล่อ ปล่อยเลยตามเลยจึงต้องเสียคน

ผู้มีครอบครัวเป็นหลักฐาน ประพฤติให้หนักไปทางกามารมณ์จึงเป็นความเสื่อมเสียแก่ตนและครอบครัว หญิงผู้มีสามีประเภทชอบแสวงหาอาหารว่างเป็นนิสัย จึงเป็นที่หนักใจยิ่งกว่าภูเขาทั้งลูก กินอยู่หลับนอนไม่เป็นสุข ฉะนั้น สามีประเภทอาหารว่างนี้จึงควรให้นามว่า สามีปรามาสของภรรยา เพราะต้องรับประทานข้าวกับน้ำตา เนื่องจากความประพฤติระแวงจากสามีเสมอ ปล่อยอารมณ์ให้สบายใจสักนิดไม่ได้เลย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 21-01-2015 เมื่อ 02:48
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 28 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #264  
เก่า 26-01-2015, 11:59
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,945 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ถ้าเป็นภรรยาก็เป็นภรรยาที่ไม่น่าไว้ใจของสามีเช่นเดียวกัน เป็นคนผลาญทรัพย์กลับใจ มีนิสัยเหมือนวานร (ลิง) ทั้งเป็นคู่รัก ทั้งเป็นคู่เวร ชอบเที่ยวแสวงหาสิ่งแปลก ๆ เป็นอาหารในเวลาวิกาลแบบนกค้างคาว กลับมาถึงบ้านก็ทำการเคี่ยวเข็ญสามี ทำท่าตีโพยตีพายหาโทษร้ายป้ายสีสามี เพื่อหาอุบายหนีจากสามีไปตามชู้ กิจการงานซึ่งเป็นหน้าที่ของแม่บ้านในครอบครัวจะจัดทำไม่นำพา สอดหูส่ายตามองไปมองมา ล้วนแต่เป็นมารยามองทางหาแฟน หนักเข้าก็นำเงินไปมอบให้ชายชู้ จ้างคนมาฆ่าสามีของตัวเพื่อครองรักกับเขา ถ้าเป็นหญิงประเภทนี้ก็ควรให้นามว่าภรรยาปรามาส เพราะก่อกรรมทำเข็ญให้สามีได้รับความทุกข์ทรมาน และปวดร้าวในหัวใจไม่มีวันสร่าง ทั้งเป็นการเสี่ยงภัยต่อชีวิตอันอาจเกิดขึ้นจากภรรยาเพชฌฆาต ผู้คอยสังหารอยู่ตลอดเวลาที่ได้โอกาส

ถ้าเป็นสมบัติ มีรถราเป็นต้น ก็เป็นที่ไม่น่าไว้ใจ จะขับขี่ไปทางไหนก็กลัวอันตราย ต้องเข้าโรงซ่อมบ่อย ๆ ไม่เช่นนั้นก็จะพาเจ้าของไปคว่ำจมดินที่ไหนไม่แน่ทั้งนั้น ต้องตรวจดูเครื่องทุกเวลาก่อนจะขับขี่ไปไหนมาไหน ลักษณะที่กล่าวมาทั้งนี้ เข้าในข่ายของคำว่าปรามาส คือการลูบคลำทั้งนั้น

ถ้าเป็นศีลก็เป็นศีลประเภทล้มลุก คนผู้รักษาศีลก็เป็นบุคคลล้มลุก เดี๋ยวก็ทำศีลให้ขาด เดี๋ยวก็ไปรับศีลใหม่ รับแล้วรับเล่า ขาดแล้วขาดเล่า จนตัวเองก็ไม่แน่ใจว่าตนมีศีลหรือเปล่า ทั้ง ๆ ที่รับศีลแล้วรับศีลเล่าอยู่นั่นเอง ทั้งนี้หมายถึงศีลของสามัญชนทั่ว ๆ ไป เพราะรับแล้ววันนี้คราวนี้ แต่วันหน้าคราวหน้าต้องรับอีก เหล่านี้เรียกว่าสีลัพพตปรามาส เพราะลูบคลำศีลเหมือนลูบคลำบาดแผล

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-01-2015 เมื่อ 20:10
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 26 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #265  
เก่า 30-01-2015, 10:27
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,945 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

พระอริยบุคคลชั้นพระโสดาบัน แม้จะเป็นฆราวาสก็เป็นผู้แน่วแน่ในศีลที่ตนรักษาอยู่ ไม่รับศีลแล้วรับศีลเล่าเหมือนสามัญชน เพราะท่านเชื่อเจตนาของตนและรักษาศีลด้วยความระมัดระวัง ไม่ยอมให้ศีลขาดหรือด่างพร้อยด้วยเจตนาล่วงเกิน แม้จะเป็นผู้นำหน้าของหมู่ชน ก็เพียงรับเป็นจารีตของผู้เป็นหัวหน้าเท่านั้น แต่เจตนาจะรับเพราะเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีศีลขาดหรือด่างพร้อยนั้น ไม่มีในพระโสดาบันบุคคลเลย

พระสกิทาคาท่านว่า ทำราคะ โทสะ โมหะให้เบาลง นี่ทางด้านปฏิบัติไม่มีข้อข้องใจ จึงขอยุติไว้เพียงนี้

พระอนาคามี ละสังโยชน์ได้ ๕ คือ ๓ ที่ผ่านมาแล้ว และละเพิ่มได้อีก ๒ ข้อ คือกามราคะ ความยินดีในประเพณีของโลก และปฏิฆะความหงุดหงิดใจ ส่วนกามราคะนั้น อยู่ในวงของรูปกายตามความเห็นของธรรมะป่า ว่าสักกายทิฏฐิ ๒๐ นั่นแลเป็นบ่อของกามราคะแท้ ควรเป็นภาระของพระอนาคามี.. เป็นผู้ละได้โดยเด็ดขาด เพราะผู้จะก้าวขึ้นสู่ภูมิอนาคามีโดยสมบูรณ์ จำต้องพิจารณาขันธ์ห้าโดยความรอบคอบด้วยปัญญา แล้วผ่านไปด้วยความหมดเยื่อใย คือสามารถพิจารณาส่วนแห่งร่างกายทุกส่วน เห็นด้วยความเป็นปฏิกูลด้วย โดยความเป็นไตรลักษณ์ด้วย ประจักษ์กับใจจนทราบชัดว่า ทุกส่วนในร่างกายสะท้อนนี้ มีความเป็นปฏิกูลเต็มไปหมด

ความปฏิกูลของร่างกายที่ปรากฏเป็นภาพอยู่ภายนอก กลับย้อนเข้ามาสู่วงของจิตภายในโดยเฉพาะ และทราบชัดว่าความเป็นสุภะทั้งนี้ เป็นเรื่องของจิตออกไปวาดภาพขึ้นมา แล้วเกิดความกำหนัดยินดีก็ดี ความเป็นอสุภะที่จิตออกไปวาดภาพขึ้น แล้วเกิดความเบื่อหน่าย และอิดหนาระอาใจต่อความเป็นอยู่ของร่างกายทุกส่วนก็ดี ในภาพทั้งสองนี้จะรวมเข้าสู่จิตดวงเดียว คือมิได้ปรากฏออกภายนอกดังที่เคยเป็นมา จิตได้เห็นโทษแห่งภาพภายนอกที่ตนวาดขึ้นอย่างเต็มใจ พร้อมทั้งการปล่อยวางจากสุภะและอสุภะภายนอก ที่เกี่ยวโยงกับส่วนร่างกายที่ตนเคยพิจารณา ถอนอุปาทานความถือกายนอกได้โดยสิ้นเชิง เรื่องของกามราคะซึ่งเกี่ยวกับกาย ก็ยุติลงได้ในขณะที่ถอนจิตถอนอุปาทานจากกาย โดยผ่านออกระหว่างสุภะและอสุภะต่อกัน.. หมดความเยื่อใยในสุภะและอสุภะทั้งสองประเภท

ปฏิฆะ ความหงุดหงิดของใจ ข้อนี้ทางด้านปฏิบัติไม่มีแปลกต่างและข้องใจ จึงขอยุติไว้เพียงเท่านี้

อันดับสี่คือ อรหัตภูมิ ท่านว่าละสังโยชน์ได้ ๑๐ คือสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ที่กล่าวผ่านมาแล้ว กับสังโยชน์เบื้องบนอีก ๕ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 30-01-2015 เมื่อ 11:27
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 27 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #266  
เก่า 05-02-2015, 12:02
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,945 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

รูปราคะ ความกำหนัดยินดีในรูป ไม่ได้หมายถึงรูปหญิง รูปชาย และรูปพัสดุสิ่งของต่าง ๆ ซึ่งเป็นของภายนอกและเป็นส่วนหยาบ ๆ แต่หมายถึงนิมิตที่ปรากฏกับจิตอยู่ภายในโดยเฉพาะ คือภาพที่ได้จากภายนอกตามที่กล่าวผ่านมา ซึ่งย้อนกลับเข้ามาอยู่ในวงของจิตโดยเฉพาะ ผู้พิจารณาจำต้องถือนิมิตนี้เป็นอารมณ์ของจิต หรือเป็นเครื่องเพ่งเล็งของจิต จะว่าจิตยินดีหรือติดรูปฌานก็ถูก เพราะจิตชั้นนี้ต้องทำการฝึกซ้อมความเข้าใจ เพื่อความชำนาญอยู่กับนิมิตภายในโดยไม่เกี่ยวกับกายอีกเลย จนเกิดความชำนิชำนาญในการปรุงและทำลายภาพภายในจิต ให้มีการปรากฏขึ้นและดับไปแห่งภาพได้อย่างรวดเร็ว

แต่การเกิด – ดับของภาพ ทั้งนี้เป็นการเกิด – ดับอยู่จำเพาะใจ มิได้เกิด – ดับอยู่ภายนอกเหมือนแต่ก่อนซึ่งจิตกำลังเกี่ยวข้องอยู่กับกายเลย แม้ความเกิดดับของภาพภายใน เมื่อถูกสติปัญญาจดจ้องเพ่งเล็งอยู่ไม่หยุด ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงตัวเองไปโดยลำดับ ความเกิด – ดับของภาพชนิดนี้ นับวันและเวลาเร็วเข้าทุกที จนปรากฏเหมือนฟ้าแลบแล้วดับไป ผลสุดท้ายก็หมดไป ไม่มีนิมิตเหลืออยู่ภายในใจเลย พร้อมทั้งความรู้เท่าทันว่า ภาพนี้มีความสลายไปเช่นเดียวกับสภาวธรรมอื่น ๆ จากนั้นก็เป็นสุญญตา ว่างเปล่า ไม่มีนิมิตภายในจิต แม้ร่างกายจะทรงตัวอยู่ แต่ในความรู้สึกนั้นปรากฏเป็นความว่างเปล่าไปหมด ไม่มีภาพใด ๆ เหลืออยู่ภายในจิตเลย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 05-02-2015 เมื่อ 12:33
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 26 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #267  
เก่า 06-02-2015, 15:14
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,945 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

อรูปราคะ คือความยินดีในสุขเวทนาหรือรูปฌาน ข้อนี้ทางด้านปฏิบัติไม่มีข้อข้องใจ จึงขอยุติไว้

มานะ ความถือ แยกออกเป็นมานะ ๙ คือความสำคัญใจ ๙ อย่าง เช่น ตัวมีภูมิธรรมต่ำกว่าเขา สำคัญว่าต่ำกว่าเขาบ้าง เสมอเขาบ้าง ยิ่งกว่าเขาบ้าง ตนมีภูมิธรรมเสมอเขา สำคัญว่าต่ำกว่าเขาบ้าง เสมอเขาบ้าง ยิ่งกว่าเขาบ้าง และตนมีภูมิธรรมยิ่งกว่าเขา แต่สำคัญว่าต่ำกว่าเขาบ้าง เสมอเขาบ้าง ยิ่งกว่าเขาบ้าง

ความสำคัญทั้งนี้เป็นการผิดทั้งนั้น ถ้าพูดตามธรรมชั้นสูง เพราะความสำคัญเป็นเรื่องของกิเลส จึงควรแก้ไขจนไม่มีอะไรมาแสดงความสำคัญภายในใจ จะชื่อว่าเป็นใจที่บริสุทธิ์ เพราะหมดความคะนองส่วนละเอียด

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-02-2015 เมื่อ 16:59
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #268  
เก่า 13-02-2015, 12:08
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,945 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

อุทธัจจะ คือความฟุ้งของใจนี้ ไม่ได้หมายถึงความฟุ้งซ่านแบบสามัญชนทั่ว ๆ ไป แต่เป็นกิริยาแห่งความขยันหมั่นเพียร และเพลิดเพลินของพระอริยเจ้าชั้นนี้ ท่านทำการขุดค้นหาต้นตอของวัฏฏะ ด้วยสติปัญญาอันแหลมคมของท่านต่างหาก แต่การทำทั้งนี้รู้สึกจะมุ่งสำเร็จให้ทันกับความหวังของใจ ที่มีกำลังกล้าต่อแดนพ้นทุกข์ จึงไม่ค่อยคำนึงถึงมัชฌิมาคือความพอดี ได้แก่การพักผ่อนจิตให้เข้าสู่ความสงบสุขคือสมาธิ เพราะปัญญาชั้นนี้คิดไปเท่าไร ก็ยิ่งเห็นทางถอดถอนกิเลสอาสวะโดยลำดับ ซึ่งเป็นโอกาสให้ผู้พิจารณามีความเพลิดเพลินต่องานของตน จนลืมพักจิตในความสงบเพื่อเป็นกำลังทางด้านปัญญาต่อไป เพราะเห็นว่าการพักจิตในสมาธิก็ดี การพักหลับนอนก็ดี เป็นการเนิ่นช้าต่อทางดำเนิน ฉะนั้น จิตจึงมีความเร่งรีบและเพลิดเพลินต่อการพิจารณาจนเลยเถิด ซึ่งเป็นทางผิดได้อีกทางหนึ่ง ท่านจึงได้ให้นามว่าสังโยชน์..คือเครื่องผูกมัดใจ

อวิชชา ถ้าหมายถึงอวิชชาทั่ว ๆ ไปในสามัญชนและสามัญสัตว์ ก็ขอแปลแบบพระป่าว่า รู้แกมโง่.. ฉลาดแกมโกง ทั้งรู้ทั้งหลง จับเอาตัวจริงไม่ได้เรียกว่า อวิชชาชั้นหยาบ ส่วนอวิชชาชั้นละเอียดที่ท่านกล่าวไว้ในสังโยชน์เบื้องบนนั้น ตามความรู้สึกของธรรมะป่าว่า คือความหลงจิตดวงเดียวเท่านั้น เพราะสิ่งอื่น ๆ สามารถรู้เท่าและปล่อยวางได้ แต่กลับมาหลงตัวเองท่านจึงให้นามว่า “อวิชชา” แปลว่ารู้ไม่รอบ รู้ไม่ชัดเจน ยังมีเงาปิดบังตัวเองไว้ ต่อเมื่อสติปัญญาเพียงพอเพราะอาศัยการขุดค้นไตร่ตรองเสมอ นั่นแล.. จิตจึงจะรู้ขึ้นมาว่า อวิชชาคือความหลงตัวเองเท่านั้น พอปัญญาได้หยั่งทราบ อวิชชาก็ดับลงในขณะเดียว ไม่มีอวิชชาตัวไหนจะยังเหลืออยู่ในจิตอีกเลย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 13-02-2015 เมื่อ 15:19
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 24 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #269  
เก่า 26-02-2015, 18:14
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,945 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

คำว่าอุทธัจจะ คือความฟุ้งในการพิจารณาก็ดี มานะความถือจิตก็ดี ย่อมหมดปัญหาลงในขณะเดียวกันกับขณะอวิชชาดับไป เพราะหมดต้นเหตุที่จะทำให้เพลิดเพลินและถือมั่นโดยประการทั้งปวงแล้ว เรื่องทั้งหมดก็มีอวิชชาคือสิ่งที่แปลกประหลาดอันเดียวเท่านั้น เป็นต้นเหตุสำคัญในไตรภพ เพราะเป็นสิ่งน่ารู้และน่าหลงเคลือบแฝงอยู่ในตัวของมันอย่างพร้อมมูล ผู้ปฏิบัติถ้าไม่สันทัดทางด้านปัญญาจริง ๆ จะหาทางออกจากอวิชชาได้โดยยาก เพราะอวิชชาทั่ว ๆ ไปกับตัวอวิชชาจริง ๆ รู้สึกผิดแปลกกันมาก อวิชชาทั่ว ๆ ไปได้แก่ ธรรมชาติที่รวมความหลงทั่งภายนอกและภายในเป็นตัวกิเลสไว้ด้วยกัน เช่นเดียวกับไม้ทั้งต้นซึ่งรวมสิ่งต่าง ๆ ของมันไว้ ส่วนอวิชชาจริง ๆ ได้แก่ ธรรมชาติที่ถูกตัดต้นโค่นรากจากความเพียรมาเป็นลำดับ จนหายพยศจากสิ่งต่าง ๆ เข้ามาเป็นระยะ ๆ สุดท้ายก็มารวมลงที่จิตแห่งเดียว

จุดนี้แล.. เป็นจุดตัวจริงของอวิชชาแท้ แต่ขณะนี้อวิชชาไม่มีสมุนเป็นบริวารเหมือนสมัยที่กำลังเรืองอำนาจ ตัวอวิชชาแท้นี้เป็นที่เก็บรวมสิ่งต่าง ๆ ที่แปลกประหลาด ซ่อนไว้กับตัวของมันหลายอย่าง ซึ่งเราไม่เคยคาดหมายไว้ก่อนเลย เช่นเดียวกับยาพิษที่แทรกอยู่กับวัตถุชิ้นเล็ก ๆ เป็นเครื่องล่อสัตว์ให้ตาย ฉะนั้น สิ่งแทรกซึมอยู่กับตัวอวิชชาแท้นั้น ที่พอจะนำมาอธิบายให้ท่านผู้ฟังได้ก็เพียงเล็กน้อย เพราะไม่สามารถจะนำมาเทียบกับสมมุติ ให้เหมือนตัวจริงของสิ่งเหล่านี้ได้สมความต้องการ สิ่งแทรกซึมนั้นคือความผ่องใสเด่นดวง ประหนึ่งเป็นสิ่งสำเร็จรูปโดยสมบูรณ์แล้วหนึ่ง ความสุขเป็นความสุขที่พ้นจากแดนสมมุติทั้งปวงหนึ่ง ความองอาจภายในตัวเอง ประหนึ่งจะไม่มีสิ่งอาจเอื้อมเข้าไปเกี่ยวข้องได้หนึ่ง ความติดใจและสงวนธรรมชาตินั้น ประหนึ่งทองคำธรรมชาติหนึ่ง

สิ่งเหล่านี้แล เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินเพื่อสันติธรรมอันแท้จริง โดยเจ้าตัวไม่รู้สึกในเวลานั้น ต่อเมื่อได้ผ่านอุปสรรคเหล่านี้ไปแล้ว จึงจะทราบความผิดถูกของตน เมื่อย้อนกลับคืนมาพิจารณาข้างหลังที่เคยดำเนินมาก็ทราบได้ชัดว่า เราดำเนินมาถึงที่นั้นคดโค้งไปหรือผิดเพี้ยนไป ระยะนั้นเราติดความสงบ คือติดสมาธิมากไป ระยะนั้นเราพิจารณาทางด้านปัญญามากไป ไม่สม่ำเสมอทั้งด้านสมาธิและด้านปัญญา ความเพียรจึงช้าไปในระยะนั้น ๆ ย่อมทราบย้อนหลังโดยตลอด สิ่งที่จะให้เกิด - ตายต่อปีอีกคืออะไร ย่อมทราบชัดจากขณะอวิชชาดับไปแล้ว จากนั้นเป็นผู้หมดกังวลทั้งอดีตที่เคยเป็นมาของตน ทั้งอนาคตที่จะพาให้เป็นไปข้างหน้า เพราะปัจจุบันจิตขาดจากการติดต่อกับเรื่องทั้งหลายโดยประการทั้งปวงแล้ว...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-02-2015 เมื่อ 19:19
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 23 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #270  
เก่า 06-03-2015, 14:12
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,945 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

บ้าหลงสังขาร

องค์หลวงตากล่าวถึงการปฏิบัติของท่าน หลังออกจากสมาธิเข้าสู่การพิจารณาทางด้านปัญญา จนถึงภาวะที่จิตพ้นจากกามกิเลสไปแล้ว ท่านว่าจากนั้นก็เป็นสติปัญญาอัตโนมัติ ซึ่งหมุนแล้วเป็นเกลียวเพื่อความพ้นทุกข์โดยถ่ายเดียว ประหนึ่งว่านิพพานอยู่ชั่วเอื้อมเท่านั้น ดังนี้

“... รอไม่ได้เลย หมุนติ้ว ๆ สติปัญญาอัตโนมัตินี้ คือสติปัญญาแก้กิเลส ฆ่ากิเลสเป็นอัตโนมัติ ไม่ว่ายืน ว่าเดิน ว่านั่ง ว่านอน เว้นแต่หลับเท่านั้น พอตื่นนอนขึ้นมา สติปํญญานี้จะจับงานอัตโนมัติของตนแล้วเป็นลำดับลำดา นี่คือสติปัญญาอัตโนมัติทำงาน แก้กิเลสเป็นอัตโนมัติ ทีนี้เรื่องความพากความเพียรที่เราจะหมุน อย่างที่ว่าเพียรพยายามถูไถกันไป อย่างนี้ไม่มีในวงที่ว่าสติปัญญาอัตโนมัติ มีแต่หมุนตัวไปเองเพื่อความพ้นทุกข์ ๆ แก้กิเลสโดยอัตโนมัติ อยู่ที่ไหนแก้ตลอด ๆ ไม่มีคำว่าพัก


‘โห.. เอาเสียจนบางคืนนอนไม่หลับเลยนะ เป็นคืนสองคืน นอนไม่หลับ’…”

เมื่อถึงขั้นนี้แล้ว ท่านว่ามันยิ่งเห็นโทษเห็นภัยของกิเลสอย่างหนัก ขณะเดียวกันก็เห็นคุณค่าของความหลุดพ้น มีน้ำหนักเท่า ๆ กัน เมื่อเป็นเช่นนี้ การต่อสู้ห้ำหั่นระหว่างธรรมกับกิเลสจึงไม่มีวันที่จะยอมแพ้กันได้เลย ท่านเล่าอย่างถึงใจว่า

“... มันก็พุ่งน่ะสิ มีแต่ว่าตายเท่านั้น เรื่องแพ้ไม่พูดเลย แพ้ก็ต้องแบกหามลงเปลไปเลย ที่จะให้ยกมือยอมแพ้นั้นไม่มี ซัดกันขนาดนั้น.. ถ้าได้ลงทางจงกรมแล้วมันไม่รู้จักหยุด ไม่ว่าเวล่ำเวลา ร้อนหนาว มันไม่ได้สนใจ คือจิตมันอยู่ที่นี่ มันไม่ได้ออกนะ ออกไปตามดินฟ้าอากาศนี้ไม่ได้ ออกไปหาร่างกายนี้... วันหนึ่งมันก็ไม่ได้ออก มันฟัดกันอยู่ภายใน เหมือนนักมวยเข้าวงใน ว่างั้นเถอะนะ ใครจะไปสนใจเรื่องความเจ็บความปวด มันไม่สนใจนะ


อันนี้กิเลสมันเข้าวงในนะ ระหว่างธรรมกับกิเลส... ฟัดกันวงในมันเป็นอย่างนี้ หมุนติ้ว ๆ เดินจงกรมตั้งแต่ฉันอาหารเสร็จแล้ว จนกระทั่งถึงเวลาปัดกวาดตอนเย็นนะ มันเดินได้ยังไง คือมันไม่รู้เวล่ำเวลา

จนกระทั่งเวลาหยุดจากทางจงกรมแล้ว มองเห็นกาน้ำมันจะตายเลย มันไม่ได้กินน้ำ โดดคว้ากาน้ำมารินนี้ กลืนนี้ โห.. กลืนไม่ทัน สำลัก กั๊ก ๆ ๆ เวลามันฟัดกันนี่ ไม่ได้สนใจกับสิ่งเหล่านี้นะ เวลาออกมาแล้ว มาเห็นกาน้ำนี่สิ โอ้โห.. โดดใส่เลยเชียวนะ มันจะตาย แหม.. มันขนาดนั้นนะ

เราไม่ถึงฝ่าเท้าแตก แต่ออกร้อน โอ้โห.. เหมือนไฟลนแหละ พอมาถึงที่พักถึงรู้นะ ตอนนั้นไม่รู้ แดดก็ไม่รู้ร้อน มันไม่สนใจกับแดดกับฝนอะไร แต่ไม่ได้เคยตากฝนเดินจงกรม แต่ตากแดดนี่เคยแล้ว เราเอาผ้าอาบน้ำมาพับครึ่งแล้วก็มัดผูกบนศีรษะนี้ แล้วก็เอาผูกใส่คางเหลือแต่ตา

เดินจงกรมกลางแจ้งทีเดียวบนไร่ร้างสวนร้างเขา เอากันอยู่นั่น ไม่มีร่มเลย ร่มไม่ร่ม.. ช่างหัวมัน ฟาดลงนั้นเลย ทำได้นะ ไม่สนใจกับร้อนกับหนาวอะไรเลย เพราะอันนี้มันรุนแรงภายในใจ

นี่.. แล้วไม่ใช่เดินอยู่วันหนึ่งวันเดียว นั่นซี.. มันเป็นประจำของมันอย่างนั้น พอเข้าทางจงกรมแล้วเท่านั้นแหละ ไม่มีเวล่ำเวลานาทีมายุ่งกวน มีแต่อันนี้ฟัดกันอยู่ภายใน หมุนติ้ว ๆ เราก็เดิน ก็เดินไปยังงั้นล่ะ แต่ทางนี้ทำงานอยู่ตลอดเวลา เดินสะเปะสะปะไปตามเรื่องของมัน ที่นี้เดินไม่หยุดสิ วันนี้ก็เดิน วันหน้าก็เดิน.. หลายวันต่อหลายวัน...

เดินจงกรมไม่รู้จักหยุด.. ไม่รู้ว่าเหนื่อยว่าอะไร เพราะมันหมุนติ้ว ๆ อยู่นี่ งานอยู่นี้เดินไป บางทีเดินจงกรมนี้ โน่น.. เซซัดเข้าไปในป่าโน้น โครมครามในป่าโน้นเพราะจิตมันไม่ออก ตาก็มืดมัวไปหมดละซี มีแต่ขาก้าวไป ๆ ก็เข้าไปโน่น แล้วออกมาอีกที..เอาอีกอยู่งั้น คำว่าน้ำท่าอะไร ๆ ไม่สนใจทั้งนั้นเมื่อถึงขั้นตะลุมบอนกัน...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-03-2015 เมื่อ 16:57
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 23 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #271  
เก่า 12-03-2015, 14:10
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,945 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ท่านว่าในขั้นสติปัญญาอัตโนมัตินี้ จะหมุนฆ่ากิเลสตลอด เทียบได้กับเวลากิเลสมีกำลัง จิตใจหมุนไปทางไหน คิดไปแบบไหนจะเป็นกิเลสทั้งนั้น ไม่ได้เป็นธรรม มีแต่ลากเราไปเป็นกิเลส แล้วเอากองทุกข์ขนมาทับหัวใจเรา อันนี้เป็นอัตโนมัติของกิเลส ดังนี้

“... ปุถุชนเรานี้คิดเรื่องใดก็ตาม กิเลสต้องเป็นอัตโนมัติของมันตลอด ๆ ไป นี่..เวลากิเลสมีกำลังมากเป็นอย่างนั้นนะ ทีนี้บทเวลาสติปัญญาขั้นนี้ขึ้นมา มันรับกันล่ะซิ พอสติปัญญาขั้นนี้ขึ้นมา.. มันฆ่ากิเลส ที่นี้ฆ่ากิเลส มันก็เพลินในการฆ่ากิเลส เพลินไปเพลินมา.. เลยกลายเป็นอัตโนมัติไป หมุนติ้ว ๆ เลย อยู่ไม่ได้.. ต้องฆ่าตลอด ๆ นี้เรียกว่า วิวัฏจักร หมุนกลับ


แต่ก่อนกิเลสมันเป็นวัฏจักร หมุนจิตเข้ามาสู่ความทุกข์ทั้งหลาย ทีนี้เป็นวิวัฏจักร.. ด้วยสติปัญญาอัตโนมัติ มันหมุนจิตกลับออกจากกองทุกข์ หมุนเรื่อย ๆ หมุนติ้ว ๆ จนกระทั่งกลางคืนทั้งคืนนั่งภาวนา มันพิจารณาของมันตลอด นอนมันก็พิจารณาของมันตลอด อยู่อิริยาบถไหนเรียกว่าไม่มีอิริยาบถ คือมันเป็นสติปัญญาตลอดเวลา ไม่ว่าจะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน มันจะเป็นสติปัญญาฟัดกับกิเลสตลอดเวลา แม้ที่สุดเราฉันจังหันอยู่นี้ จิตมันไม่ได้อยู่กับอาหารนะ มันจะทำงานของมันอยู่ในนั้น หมุนติ้ว ๆ ซัดกันอยู่ในนั้น นี่ละ..สติปัญญาอัตโนมัติ นี่ละ..ฆ่ากิเลส ที่นี้เริ่มละนะ เริ่มเรื่อย ๆ ๆ ไป

ถ้าลงได้ก้าวลงไปเดินจงกรมแล้วไม่รู้จักหยุดจักยั้งน่ะ จนกระทั่งเวลาเช่นเวลาปัดกวาด ฉันจังหันเสร็จแล้วลงเดินจงกรม นานขนาดไหนฟังซิ มันรู้เมื่อไรว่าเช้า สาย บ่าย เย็น ที่ไหน มีแต่กิเลสกับธรรมฟัดกันอยู่ภายในใจ หมุนติ้ว ๆ นี่ถ้าเป็นนักมวยก็เรียกว่าเข้าวงใน ไม่รู้จักเป็นจักตาย นักมวยเข้าวงในกันเป็นอย่างนั้น อันนี้กิเลสกับธรรมเข้าวงในกันก็แบบเดียวกัน วงนี้วงจะออกจากทุกข์แล้วนี่ หมุนติ้ว ๆ เดินจงกรมตั้งแต่ฉันจังหันเสร็จแล้ว จนกระทั่งถึงเวลาปัดกวาด ถึงด้อม ๆ มาจากทางจงกรม วันนี้ก็เดิน คืนนี้ก็เดิน วันหน้าก็เดิน คืนหน้าก็เดิน เดินไม่หยุดไม่ถอย ฟัดกับกิเลสจนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นลงเมื่อไรถึงจะหยุดได้ แล้วมันมีเวลากี่วัน กี่ปี กี่เดือน นั่น..ฟังซิน่ะ เดินอยู่อย่างนั้นตลอด

ถ้าลงได้เดินก็ไม่รู้จักหยุด ถ้าได้นั่งก็เอาไม่รู้จักเคลื่อนจักไหว เพราะทางภายในมันไม่ได้ออก มันหมุนของมันอยู่ภายใน นี่ละ.. ฝ่าเท้าถึงแตกเพราะเดินไม่หยุด วันนี้ก็เดิน วันหน้าก็เดิน เดินหลายวันหลายคืนมันก็แตกล่ะซิ ทีนี้มาพิจารณาถึงเรื่องความเพียรที่มันเป็น ที่ท่านเดินจงกรมฝ่าเท้าแตกเพราะเหตุนี้เอง ถ้าธรรมดาเราบังคับบัญชา เราเดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก ร้อยทั้งร้อย พันทั้งพัน เรายังไม่อยากเชื่อนะ แต่พอก้าวเข้าถึงขั้นความเพียรอัตโนมัติ สติปัญญาอัตโนมัตินี้แล้ว เชื่อทันทีเลย นี่..ลงเดินจงกรมก็เหมือนกัน มันได้เห็นแล้วนี่ ถ้าลงได้เดินแล้วไม่รู้เวล่ำเวลา เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หิวโหยอะไร ไม่เคยสนใจเลย น้ำท่าไม่ได้สนใจ

อะไรไม่ได้สนใจทั้งนั้นเลย มีแต่หมุนติ้ว ๆ อยู่ภายใน ๆ ๆ วันนี้ก็เป็นอย่างนี้ กลางคืนก็เป็นอย่างนี้ ถ้าว่านั่งก็ไม่รู้จักลุก ถ้าว่าเดินก็ไม่รู้จักหยุด ทำอะไรเป็นอันว่าคือมันหมุนอยู่ภายใน มันไม่ออกข้างนอก เรื่องที่ว่าร้อนว่าหนาว ว่าชุ่มว่าเย็น ว่าหิวว่ากระหาย อย่าเอามายุ่งเลย.. อยู่ภายนอก อันนี้อยู่ภายใน ไม่สนใจกับอะไรทั้งนั้น มันจะร้อนแผดขนาดไหน.. แดดไม่ได้สนใจนะ ไม่มีคำว่าร้อน กิเลสกับธรรมฟัดกันอยู่ภายใน อันนี้หมุนติ้ว ๆ มันจะออกไปอะไร หาดินหาฟ้าอากาศล่ะ นั่นละ ที่นี้ยอมทันที อ๋อ... ท่านเดินจงกรมผ่าเท้าแตก ยอมรับทันที อ๋อ.. เดินแบบนี้เอง เดินฝ่าเท้าแตก

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ลัก...ยิ้ม : 12-03-2015 เมื่อ 19:06
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 24 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #272  
เก่า 17-03-2015, 11:28
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,945 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

เราเองฝ่าเท้าไม่แตก แต่ได้เอามาดูจริง ๆ พอมานั่งหยุดพักเดินจงกรม ฝ่าเท้านี้เหมือนไฟลนนะ ออกร้อนวูบ ๆ ๆ ๆ ‘โอ้โห.. ทำไมฝ่าเท้าเราจึงเป็นอย่างนี้

พลิกออกมาก็มาดู หรือฝ่าเท้าแตกหรือยังไง ! มาดู..ไม่แตก แต่เวลาเอามือลูบ ๆ มันเสียวแปลบ ๆ นี่.. จวนจะทะลุแล้วนะ ฝ่าเท้ามันทะลุถึงเนื้อ.. เข้าใจไหม หนังเรานี่ เดินนานเข้ามันบางเข้า ๆ มันทะลุจะถึงเนื้อ เรามาลูบดูฝ่าเท้าเรานี้มันก็ไม่แตก หรือมันฝ่าเท้าแตก..! ทำไมมันออกร้อนหนักหนา..! มาดูมันไม่แตกแล้วเอามือลูบดู โอ๊ย..เสียวแปลบ ๆ ออกร้อน นี่.. ถ้านานกว่านี้จะแตก นี่จับได้ตรงนี้ เราฝ่าเท้าไม่แตก แต่ว่าจะแตกถ้านานกว่านี้ไป..แตกแน่ ๆ นี่ละเรื่องของความเพียรของผู้ที่เห็นภัยในวัฏสงสาร ไม่ต้องมีใครบอกนะ เป็นอยู่ในหัวใจนี้แล้ว ยังไงก็ไม่อยู่

‘ตายก็ให้ตายไปเลย ที่จะมาถอยให้กิเลสบีบคั้นอย่างแต่ก่อนไม่ได้แล้ว นั่นเห็นโทษขนาดนั้น ถึงว่าถอยไม่ได้แล้วต้องเอาตายเข้าว่าเลย ถึงธรรมขั้นที่กระจ่างแจ้ง จะให้หลุดพ้นโดยถ่ายเดียวแล้วจะอยู่ไม่ได้เลย ต้องหลุดโดยถ่ายเดียว ไม่หลุดก็ เอ้า..ตาย ให้ถอย ให้ยกมือไหว้ไม่มี เอาตายเข้าว่าเลย’

ทีนี้เวลามันไปเต็มที่แล้ว นั่งเหนื่อยแล้วนอน นอนให้มันหลับ.. มันไม่ยอมหลับ มันหมุนของมันเหมือนกับนั่งอยู่นั้นละ หมุนฆ่ากิเลส ‘เอ๊..นั่งก็เหนื่อย เอ้า..ลุกขึ้นมานั่งอีก สุดท้ายแจ้ง..ไม่หลับเลย อ้าว..กลางวันยังจะไม่หลับอีกนะ มันยังหมุนของมันอยู่ตลอดเวลา วันนี้ไม่หลับ วันหลังก็ไม่หลับอีกกลางคืน เอ้า..มันจะตายแล้วนะ ทำไมเป็นอย่างนี้’

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 17-03-2015 เมื่อ 11:37
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #273  
เก่า 18-03-2015, 17:50
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,945 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

เรื่องอ่อนนะ..คือมันจะเป็นความลำบาก เป็นความอ่อนเพลียภายในหัวอกของเรานี่ คือสติปัญญามันทำงานอยู่ตรงนี้ สังขารคือทำงานนั่น เข้าใจไหม..มันทำงานอยู่ในนี้ สังขารมันทำงาน สังขารสัญญาที่คาดที่หมาย ที่คิดกับกิเลสจะฆ่ากิเลส มันไปด้วยกันนั่นแหละ แต่เป็นสังขารของมรรค สัญญาของมรรค ไม่เป็นสัญญาของสมุทัย สังขารของสมุทัยเหมือนแต่ก่อน เข้าใจไหมล่ะ แต่มันก็หมุนของมันอยู่นี้

ทีนี้มันก็เหนื่อยล่ะซิ ทำงานอยู่ตลอดเวลา เหนื่อย..ที่นี้เราจะมาพัก พักมันก็ไม่ถอย มันหมุนของมัน เรียกว่าทางแพ้ไม่มี พูดง่าย ๆ ว่าอย่างนั้นนะ เรื่องแพ้ไม่มี เมื่อเรื่องแพ้ไม่มี..มันก็ต้องหมุนของมันเรื่อย อันนี้ก็แจ้ง

‘อู๋ย.. ยังไงกัน กลางวันก็เป็นอย่างนี้ มันจะไม่ตายเหรออย่างนี้ วิตกนะ วิตกวิจารณ์ หือ..ขนาดนี้มันจะไม่ตายเหรอ มันทำไมลำบากลำบนนักหนา’

จนกระทั่งถึงได้ย้อนหลังมาคิด ที่เราเคยคิดค้นเดามาแต่ก่อนด้วยความคาดความหมาย เวลานี้เราลำบากลำบน แต่ก่อนเพราะเรายังไม่ได้รากได้ฐาน แต่เวลาได้รากได้ฐาน จิตมีความละเอียดลออเข้าไปเท่าไร การงานของเราจะค่อยเบาไป ๆ สะดวกสบายไปและพ้นทุกข์ไปเลย มันคาดนะ นั่นนะ.. มันคิดมันด้นมันเดา แต่เวลามันได้เหตุได้ผลของมันมากเท่าไร.. มันยิ่งหมุนของมันใหญ่ มันไม่ได้คิด แต่เวลามันไปเจอจัง ๆ ที่เป็นปัจจุบันตัวเป็นเอง.. มันก็เอามาคิด

‘โห.. ที่เราคาดคิดเอาไว้ ว่าแต่ก่อนเวลาจิตเราหยาบนี้มันก็ต้องทุกข์ลำบาก เวลาจิตละเอียดเข้าไปเท่าไรมันก็ค่อยสบาย ๆ อย่างนี้ มันผิดทั้งเพ เวลามันได้ผลมันยิ่งหมุนของมันใหญ่เลย มันยังไงกัน ๆ คิดแย็บเดียวเท่านั้น เดี๋ยวมันก็หมุนของมันไปอีก ๆ’

จนกระทั่งไม่ไหวแล้วต้องวิ่งขึ้นหาพ่อแม่ - ครูอาจารย์ แต่สำหรับพ่อแม่ครูอาจารย์กับเรานี้ ท่านจะเห็นเหตุผลอะไรไม่ทราบนะ ถ้าหากว่าเป็นไม้ก็ยกมาทั้งท่อนเลย ให้ไปจาระไนเอง ให้ไปเลื่อยเอง ท่านไม่เลื่อยให้ ไม่จาระไนให้ ไม่อธิบายแยกแยะนะ ท่านจะโยนตูมมาให้เลย...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 18-03-2015 เมื่อ 19:35
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 23 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #274  
เก่า 26-03-2015, 11:51
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,945 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

โดยปกติ หลวงปู่มั่นจะพูดกับท่านแบบธรรมดาคล้ายพ่อแม่กับลูก แต่หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับการภาวนาแล้ว จะไม่พูดแบบธรรมดาเลย แต่จะจริงจัง เด็ดขาด และพูดอย่างคึกคักเต็มที่ ซึ่งถูกกับจริตนิสัยที่ผาดโผนจริงจังของท่านมาก คราวนี้ก็เช่นกัน

“... ทีนี้ก็ขึ้นไปหาท่านละซิ นี่ที่พ่อแม่-ครูอาจารย์ว่าให้พิจารณาทางด้านปัญญานั้น


‘เวลานี้ มันออกแล้วนะ’ ก็ว่างั้น

‘มันออกยังไงว่าซิ’ ท่านว่า ‘โอ๋ย.. มันไม่ได้นอนทั้งวันทั้งคืนเลย เวลามันได้หมุนตลอดเลย ทั้งวันทั้งคืนไม่ได้นอน นี่.. ก็ไม่ได้นอนมาสองคืนแล้ว’

ท่านก็ใส่เปรี้ยงเลยนะ ‘นั่นละ มันหลงสังขาร’ ท่านว่า ‘นั่น.. ฟังซิ สังขาร’

ทางนี้ก็ปั๊บเข้าไป ‘ถ้าไม่พิจารณา มันก็ไม่รู้’

‘นั่นละ บ้าหลงสังขาร’…”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-03-2015 เมื่อ 14:04
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 24 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #275  
เก่า 07-04-2015, 16:54
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,945 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

แบ่งพัก แบ่งสู้


หลวงปู่มั่นใส่ปัญญา “บ้าหลงสังขาร” ให้แก่ท่าน โดยไม่มีการอธิบายหรือแจกแจงอะไรให้เลย ทั้งนี้เพื่อให้ท่านได้ขบคิดใช้สติปัญญาของตนพิจารณาหาทางแก้ไขเอาเอง ดังนี้

“... ท่านเอาทั้งรังทิ้งเลย ปัญญานี้เอาทิ้งเลย ให้หาใหม่ เป็นอย่างนั้นละ คำว่าหลงสังขาร คือทางกิเลสมันก็เอาสังขาร ความคิดความปรุงนี้ออกไปใช้ เข้าใจไหมล่ะ ? ทีนี้ทางมรรคทางปัญญา ก็ต้องเอาสังขารนี้ออกมาใช้ทางด้านปัญญา เมื่อเวลาใช้มาก ๆ มันไม่รอบคอบต่อสังขารที่เป็นฝ่ายมรรค สังขารฝ่ายสมุทัยก็แทรกเข้ามา ๆ ‘นั่นละ มันหลงสังขาร’


คือหลงสังขาร ตัวมันเป็นสมุทัย เราไม่รู้เข้าใจไหม ท่านว่าอย่างนั้น ทีนี้มันลงนะ เห็นจะเป็นอย่างท่านว่า แต่ความหมุนของเราที่มันหมุนด้วยปัญญานี้.. ไม่ถอยนะ เวลามันจะตายจริง ๆ ก็รั้งเข้ามาสู่สมาธิ รั้งเข้ามานะ..

สมาธินี้มันเกรียงไกรขนาดไหน ฟังซิ.. ติดถึง ๕ ปีมันไม่ได้สนใจนะ เหมือนหมูขึ้นเขียงมันว่างั้น เวลามันจะตายจริง ๆ ก็ย้อนเข้ามาสู่สมาธิ กำหนดภาวนาสมาธิถึงขนาดได้บริกรรมจิตของเรา มันเป็นสมาธิแน่นหนามั่นคงมาขนาดไหน ทำไมจึงต้องใช้คำบริกรรมกำกับ ก็คือว่ามันเพลินกับเรื่องปัญญามากกว่าสมาธิ เพราะฉะนั้น เวลาเราจะถอนเข้ามาให้อยู่ในสมาธิ มันไม่ยอมอยู่ มันจะพุ่งเข้าหางานแก้กิเลส เราจึงต้องบริกรรม คำว่าบริกรรมนี้ นึกพุทโธ ๆ เราชอบพุทโธ เอาพุทโธติดไว้เลย ให้สติอยู่กับจิตติดอยู่กับนี้ ไม่ให้ออกไปทำงาน คือสติถ้าออกจากนี้มันก็ไปหางาน งานฆ่ากิเลสทางด้านปัญญา ทีนี้หมุนงานฆ่ากิเลสทางด้านปัญญาด้วยสตินั้น เข้ามาสู่สติกำกับคำบริกรรม มันก็อยู่กับคำบริกรรมบังคับไว้ เผลอไม่ได้นะ

แต่เราไม่อยากพูดคำว่าเผลอนี่ มันเผลอเมื่อไร ถ้าเราอ่อนนี่ทางปัญญามันจะออกทันที ออกพุ่งหาปัญญา จึงต้องบังคับ ๆ เอาไว้ พุทโธ ๆ ๆ ถี่ยิบเลยนะ ไม่ยอมให้มันคิดทางไหน สักเดี๋ยวมันก็แน่ว ๆ เมื่อคำบริกรรมกับสติติดแนบกัน ไม่ยอมให้ออกไปทำงานด้านปัญญาแล้ว ทางนี้มันก็ค่อยสงบตัวลง ๆ แล้วแน่วลงเลยนะ ลงสู่ฐานเดิมของสมาธิเราที่เคยเป็น ทีนี้ถึงลงขนาดนั้นแล้วมันยังต้องได้บังคับเอาไว้ คือความเพลินทางปัญญามันมีน้ำหนักมากกว่านี้อยู่ พอเบามือมันจะพุ่งออกโน้นเลย เราต้องบังคับไว้ตลอด

จนกระทั่งจิตสงบแน่วอยู่เต็มที่เต็มฐาน ทีนี้.. มันเหมือนถอดเสี้ยนถอนหนามนะ ความทุกข์ ความลำบากลำบน ในธาตุในขันธ์ที่มันอ่อนเปียกเพราะการพิจารณามาก มันจะสงบตัวลงไป ๆ เหมือนกันหมด ทีนี้.. จิตสงบแน่วไม่คิดไม่ปรุงอะไรเลย อยู่ด้วยความสงบอันเดียวเหมือนสมาธิแต่ก่อน

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-04-2015 เมื่อ 17:49
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 24 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #276  
เก่า 10-04-2015, 10:52
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,945 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

พออยู่นั่นแล้ว มันจึงเป็นเหมือนถอนเสี้ยนถอนหนาม ความทุกข์ทั้งหลายที่ลำบากลำบนในการพิจารณานี้มันถอนออกหมดเลย เหลือตั้งแต่ความรู้ล้วน ๆ กับความเอิบอิ่ม นี่เรียกว่าหล่อเลี้ยงจิตด้วยสติ พักจิตด้วยสติ จิตมีกำลังขึ้นมา พอได้กำลังพอสมควรแล้ว ทีนี้เราก็เริ่มเคลื่อนที่จะให้ออกทางด้านปัญญา ไม่ต้องบอก มันเร็วที่สุดนะ ถึงขนาดเราต้องบังคับเอาไว้ให้อยู่ จนกระทั่งมันมีกำลังเต็มที่แล้ว แน่ใจว่าได้กำลังทางด้านจิตใจเต็มที่แล้วเราถึงปล่อย พอปล่อยพับก็ผึงเลยทางด้านปัญญา นี่อันหนึ่งที่มันเห็นประจักษ์นะ

พอจิตที่ได้รับความสงบนี้หนุนจิตให้มีกำลังเต็มที่แล้ว ปัญญาก็แกล้วกล้า.. คมเหมือนกับมีด เรานี่ลับหิน..ว่างั้นเถอะ เราก็ได้รับการพักผ่อนนอนหลับเรียบร้อยแล้วมีกำลัง หรือเข้าสมาธิก็เป็นกำลังอยู่แล้ว พอออกนั้นเรียกว่ามีดได้แก่ปัญญานี้.. ได้ลับหินคือสมาธิแล้ว ออกคราวนี้มันพุ่ง ๆ ๆ ยิ่งคล่องตัวยิ่งกว่านั้นนะ

ตั้งแต่ก่อนเราก็ออก.. ไม่ทราบว่าเอาทางสันลง เอาทางคมลง เวลามันหมุนของมันเต็มที่ แต่เวลาออกจากสมาธินี้แล้ว มันหมุนไปตรงไหนนี้.. ขาดสะบั้น ๆ มันก็จับได้ ๆ นี่ ที่นี้เวลามันจะตายจริง ๆ ธรรมดาไม่จริง มันไม่ยอมเข้ามาพักสมาธิ แต่มันก็จับเงื่อนได้ เวลามันจะตายจริง ๆ มันก็ถอนย้อนจิตมาสู่สมาธิ มันจะตายจริง ๆ มันถึงจะเข้านะ ไม่ตายจริง ๆ มันไม่ยอม คือมันเพลินทางด้านปัญญา อย่างนี้ตลอดไปเลยนะ

ท่านจึงเรียกว่าอุทธัจจะในสังโยชน์เบื้องบน สังโยชน์ ๕ เบื้องบน รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ๕ อย่างนี้เรียกว่าสังโยชน์เบื้องบน อรหัตมรรคเท่านั้นเป็นผู้ก้าวเดิน จะพ้นอยู่ในสังโยชน์เบื้องบนห้า สังโยชน์ต่ำห้า สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ สังโยชน์เบื้องบนก็คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ทีนี้มันอยู่ในขั้นอุทธัจจะ คำว่าอุทธัจจะนี้ มันเพลินในการพิจารณา ไม่ใช่ฟุ้งซ่านรำคาญแบบโลก ๆ เขานะ ที่ว่าสังโยชน์เบื้องบนนี้.. มันเพลินการพิจารณาต่างหาก คำว่าอุทธัจจะ ๆ มันไม่อยากพักสมาธิ มันเพลินกับการพิจารณาเพื่อแก้กิเลสโดยลำดับ ๆ มันเพลินของมัน จึงต้องได้รั้งมาสู่สมาธิเป็นกาลเป็นเวลา เวลามันผ่านไปแล้ว.. มันก็รู้เอง

อย่างที่ท่านว่า “นั่นน่ะ มันหลงสังขาร ๆ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 10-04-2015 เมื่อ 15:48
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 24 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #277  
เก่า 23-04-2015, 10:46
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,945 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

บทเวลามันผ่านไปแล้วมันมาแยกแยะได้หมดนะ.. อ๋อ ท่านว่าอย่างนั้น หมายความว่าอย่างนั้น ๆ มันย้อนรู้หมดเลยนะ นี่..ที่ท่านเอาซุงทั้งท่อนมาให้เราไปเจียรนัยเอง ครั้นเวลามันรู้.. มันตามรู้ทั้งหมด อ๋อ.. ท่านให้เราคิดเอาความหมาย ท่านพูดให้พิจารณาหรือแจงให้ ท่านก็อาจจะทำ แต่สำหรับเรา.. ท่านไม่เคยนะ อันไหนต้องโยนให้ทั้งท่อนเลย.. ให้ไปเจียรนัยเอา มันก็ย้อนหลัง ๆ มาพิจารณาถึงเรื่องเหล่านี้ เช่นอุทธัจจะ.. ความฟุ้ง มันความเพลินในความเพียร มันไม่อยากเข้าสมาธิ มันเพลินถ่ายเดียว เพราะฉะนั้น จึงต้องรั้งเข้ามาสู่สมาธิให้พอเหมาะพอดีกัน เป็นอย่างนั้น...”

แม้จะใช้วิธีรั้งการฆ่ากิเลสเอาไว้ด้วยคำบริกรรม พุธโธ.. เพื่อสงบ พักงานเข้าสู่สมาธิ ทำให้มีกำลังวังชาเหมือนกับได้ถอดเสี้ยนถอดหนาม ถึงขนาดนั้นแล้วก็ตาม ท่านว่ายังต้องคอยบังคับไว้มิให้พุ่งออกทำงานอีก เพราะสติปัญญาจะตามต้อนกิเลสเรื่อยไป ดังนี้

“... เวลาออกทางด้านปัญญานี่ โถ !..ไม่มีในตำรา เราก็เรียนมาเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงกล้าพูดได้ กิเลสประเภทไหนเป็นยังไง สติปัญญานี้เหนือกว่า ๆ ตามต้อนกันทัน เผากันไปเรื่อย ๆ มันเป็นเอง นั่นละที่มันเพลิน มันไม่ได้หลับได้นอน มันเพลินฆ่ากิเลสเพราะมันเห็นภัยอย่างสุดหัวใจแล้ว ถึงขนาดที่ว่า
‘ยังไงกิเลสไม่ตาย เราต้องตาย’
…”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 23-04-2015 เมื่อ 14:51
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 23 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #278  
เก่า 24-04-2015, 17:31
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,945 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

จิตไม่เผลอด้วยสติปัญญาอัตโนมัติ

ท่านเปรียบการพักหลับเป็นกำลังอันหนึ่งทางธาตุขันธ์ การพักจิตเข้าสู่สมาธิเป็นกำลังอันหนึ่งทางจิตใจ เพราะเมื่อกำลังวังชาไม่พอก็เป็นเหมือนมีดไม่คม ฟันเท่าไรก็ไม่ขาดง่าย ๆ การพักสู่สมาธิจึงเป็นเหมือนหินลับมีดพร้อมใช้งานต่อไป ดังนี้

“... นี่ละ ขั้นสติปัญญาอัตโนมัติ พอจากนี้หมุนเข้าไป ละเอียดลออเข้าไป ๆ แล้วก็เชื่อมโยงถึงมหาสติมหาปัญญา เพียงขั้นสติปัญญาอัตโนมัตินี้ก็ไม่มีเผลอแล้ว จิตจะเผลอ สติสตังเผลอไม่มีแล้ว พอก้าวเข้าสู่มหาสติมหาปัญญา นอกจากไม่เผลอแล้วยังละเอียดลออซึมซาบไปหมดเลย


สติปัญญาอัตโนมัตินี้ยังเป็นคลื่น ๆ ถ้าทำงานก็เหมือนเขาฟักลาบยำลาบ ถึงจะยำถี่ยิบขนาดไหน มันก็เป็นคลื่นแห่งการยำลาบอยู่นั้นแหละ ทีนี้พอก้าวจากสติปัญญาอัตโนมัตินี้เข้าไปสู่มหาสติมหาปัญญา ทีนี้ราบรื่นไปเลย ซึมซาบ ฆ่ากิเลสก็ซึมซาบ อะไรซึมซาบทั้งหมดไปตาม ๆ กัน นี่เรียกว่ามหาสติมหาปัญญา ...

ทีนี้ การพิจารณาสติปัญญาอัตโนมัติก็ถือเอาขั้นอนาคาฯ นี้ อารมณ์ของอนาคาฯ นิมิตของอนาคาฯ นี้ ฝึกซ้อมจนชำนิชำนาญแล้วกลายเป็นว่างไปหมด หมดนิมิตที่เกี่ยวกับจิต ซึ่งเรามาตั้งฝึกซ้อมนี้หมดไป ๆ หมดเร็วเข้า ๆ สุดท้ายหมด.. ตั้งขึ้นพับดับพร้อม ๆ เหมือนฟ้าแลบ ๆ ต่อไปอย่างงั้น ไม่มี ไม่มีจะเป็นอะไร ที่นี่นะ จิตมันว่างไปหมดแล้ว มันหากเป็นเอง สิ่งที่มีเงื่อนต่อมันมีเหมือนกับไฟได้เชื้อ เชื้อไฟมีอยู่ที่ไหน ไฟจะลุกลามไปตามเชื้อโดยไม่บังคับกันแหละ ขอให้มีเชื้อไฟเถอะ ไฟจะลุกลามไปตาม

อันนี้ขอให้มีเชื้อกิเลสอยู่ที่ตรงไหน สติปัญญาซึ่งเป็นเหมือนกับไฟ ความพากความเพียรเหมือนกับไฟจะหมุนเข้าไปพิจารณาเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เวทนาก็ถือเอาเวทนาทางกายบ้าง ถือเอาเวทนาทางจิตบ้าง ส่วนมากจะเป็นเวทนาทางจิตนะ ทางกายผ่านไปแล้วไม่ค่อยสนใจ สัญญา สังขาร วิญญาณ มักจะมีแต่สุขเวทนาภายในจิตใจ ทุกขเวทนามีแต่ว่าน้อย ๆ ลงไปโดยลำดับ สุขเวทนานั้นเด่น ๆ นี่ก็อยู่ในขั้นสมมุติ สัญญา สังขาร วิญญาณ เฉพาะอย่างยิ่งคือสังขาร พอปรุงแพล็บ ๆ ปรุงมาจากไหน ปรุงมาจากใจ ดับไป ดับไปไหนมาจากใจ

สัญญาหมายปั๊บ มาจากไหน สติปัญญานี้จะหมุนตาม ๆ ทันทีโดยหลักธรรมชาติ สุดท้ายมันก็หมุนออกจากใจ หมุนเข้ามาก็หมุนเข้ามาสู่ใจ ติดตามเข้าไปหาพระราชวังหลวง คืออวิชชาปัจจยา สังขารา ได้แก่ กษัตริย์วัฏจักรอยู่ในท่ามกลางนี้แหละ อวิชชาเป็นกำแพงล้อมเอาไว้ ตัวอวิชชาจริง ๆ อยู่ในกำแพง เพราะฉะนั้น จึงติดตามเหล่านี้เข้าไว้ ติดตามอันนี้เข้าไปเรื่อย ๆ ฝึกซ้อมกันเรื่อย พอมันเข้าใจ.. เข้าใจหลายครั้งหลายหน เข้าใจเรื่อย ๆ เข้าไปก็ตามเข้าไปถึงอวิชชาปัจจยา สังขารา กลายเป็นปัจจยาการขึ้นมาภายในจิตดวงนั้น เรียกว่าอริยสัจสี่ เป็นเต็มตัวแล้วเข้าไปนั้น แล้วจิตมันตามเข้าไปหลายครั้งก็ไปเห็นต้นตออันใหญ่หลวงคือ อวิชชาปัจจยา ซึ่งเป็นกษัตริย์วัฏจักรภายในหัวใจของเรา เพราะสิ่งอื่นมันปล่อยหมดแล้ว จิตใจว่างไปหมด ทั้ง ๆ ที่จิตก็ยังไม่ว่างตัวเอง แต่สิ่งภายนอกทั้งหลายมันว่างไปหมด ต้นไม้ ภูเขา ดินฟ้าอากาศ วัตถุต่าง ๆ นี้ว่างไปหมด ไม่มีในจิตใจ จิตใจกลายเป็นความว่างไปหมดแล้ว เหลือตั้งแต่ภายในตัวเองยังไม่ว่าง อ่านให้มันถึงอย่างงั้นซิ นักปฏิบัติให้ถึงตัวอะไรยังไม่ว่าง ก็อวิชชาปัจจยา สังขารา ยังสำคัญว่าอันนั้นว่าง อันนี้ว่าง ตัวเองลืมตัวเอง ตัวเองยังไม่ว่าง ให้ย้อนเข้ามาจนกระทั่งถึงตัวจริงของอวิชชา...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 25-04-2015 เมื่อ 01:09
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 22 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #279  
เก่า 20-05-2015, 17:07
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,945 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ระดับจิตของพระอนาคามี


เทศนาอบรมพระคราวหนึ่งขององค์หลวงตา กล่าวถึงวิธีการปฏิบัติเมื่อระดับจิตได้ขาดจากกามราคะลงไปแล้ว ดังนี้

...ในธรรมขั้นนี้ประจักษ์แล้ว ทีนี้เมื่อมันประจักษ์แล้วจะหายสงสัยเอง เรื่องกิเลสตัวนี้เป็นมาจากอะไร จากนั้นก็พยายามตั้งภาพอันนั้นแหละ ที่เราเคยพิจารณาเป็นมาตลอดนั้น ตั้งขึ้นไว้อย่างเก่านั้นแหละ แล้วมันจะหมุนตัวเข้ามา ๆ ในหัวใจของเรา ทีนี้เร็วขึ้น ๆ นี่การฝึกซ้อมปัญญาทางด้านกามกิเลส อสุภะอสุภังเป็นของสำคัญมาก


จากนี้แล้ว สภาพอันนี้ฝึกซ้อม มันปรากฏขึ้นมาช้าเร็วขนาดไหนจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง เอาสภาพที่เราเคยกำหนดไว้นี้แล้ว ว่าเป็นการฝึกซ้อมให้มีความชำนิชำนาญในขั้นนี้ให้จงได้ นี่ละ.. พอได้ที่แล้วก็ฝึกซ้อมเรื่อย จิตใจจะละเอียดเข้าไปเรื่อย ในภาพเหล่านี้ก็จะละเอียดเข้าไป ๆ นี่แหละ พระอนาคามี ท่านจึงไม่ลงมาเกิดอีก คือกามกิเลสนี้เป็นตัวสำคัญ มีแต่ดึงลง ๆ ท่าเดียว หมุนลงท่าเดียว ให้สัตว์ทั้งหลายได้รับความทุกข์ทรมาน เพราะกด เพราะถ่วง บีบบี้สีไฟอย่างลึกลับภายในจิตใจอยู่นั้นแล

ทีนี้เมื่อเวลาได้เข้าใจในนี้แล้ว จิตใจของเราเมื่อได้ระดับแล้ว เป็นที่แน่ใจ เอาละ..ทีนี้หมดแล้ว ขาดจากกันแล้ว ทีนี้ฝึกเข้าไป ซ้อมเข้าไป จิตอันนี้จะมีความชำนิชำนาญไปอีกขั้นหนึ่ง มีความละเอียดไปอีกขั้นหนึ่ง ๆ เอา ฝึกซ้อมเข้าไปเรื่อย ๆ นี้เองที่เป็นสักขีพยานตามที่ท่านแสดงไว้ในอรรถในธรรมว่า

พระอนาคามีนั้น เมื่อบรรลุถึงขั้นอนาคามีแล้ว ท่านจะไม่กลับมาเกิดอีก คือจิตดวงนี้จะไม่ถูกกด ถ่วงดึงลงเหมือนแต่ก่อนเมื่อมีกามราคะผูกพันอยู่ พอหลักใหญ่ของกามราคะขาดลงไปแล้ว เรียกว่าสอบได้แล้ว ๕๐% นี่หมายถึงฐานะของเราผู้เป็นเนยยะ ผู้ได้รู้ช้ารู้เร็ว จึงบอกลำดับลำดาไว้

พอได้รู้ชัดเจนแล้ว จิตใจนี้จะไม่หมุนลงนะ ไม่มีอะไรมาดึงใจนี้ลง มีกามกิเลสเท่านั้นดึงลง ๆ ตลอดเวลา พอกิเลสขาดออกไปในขั้นนี้แล้ว จิตจะค่อยหมุนขึ้นเป็นลำดับ พิจารณาฝึกซ้อมจิตใจดวงนี้แหละด้วยอสุภะ ดังที่เคยปฏิบัติมานั้น.. จิตใจจะละเอียดลงไป ๆ และความหมุนตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ ละเอียดขึ้นเรื่อย ๆ นี่ละ.. พระอนาคามีที่ผ่านไม่กลับมาเกิด ก็คือมีกามกิเลสอันเดียวนี้เท่านั้นดึงลง มาสู่นรกอเวจีได้เพราะกามกิเลส พออันนี้ขาดลงไปแล้วจิตใจจะเบาลงไป ๆ เบาจนกระทั่งเบาหวิว ๆ กำหนดพับ ๆ ซักฟอกตัวเอง ๆ ในส่วนที่เป็นมลทินอันละเอียดติดแนบอยู่กับจิต ซึ่งอยู่ในขั้นอนาคามีที่ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ มลทินเหล่านี้จะค่อยกระจายละเอียดลงไป ๆ ด้วยการฝึกซ้อมของเรา

พอละเอียดเข้าไปเท่าไร.. จิตยิ่งหมุนสูงขึ้น ๆ เรื่อย อย่างที่ท่านเทียบไว้ในสุทธาวาส ๕ ชั้น อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา นี่แหละ ระดับพระอนาคามี พอได้ระดับเบื้องต้นที่ว่าสอบไล่ได้แล้ว หากว่าตายก็จะไปเกิดในอวิหา แล้วเลื่อนไปอตัปปา ละเอียดเข้าไปก็สุทัสสา เข้าสุทัสสี ละเอียดเข้าไปทั้ง ๆ ที่ยังไม่ตายก็รู้เป็นลำดับ ละเอียดเข้าไปเต็มที่แล้วขึ้นอกนิฏฐา นี่เป็นชั้นที่ ๕ ของสุทธาวาส ๕ ชั้น พอจากชั้นนี้แล้วก็ดีดผึงก้าวเข้าสู่นิพพาน เพราะฉะนั้น พระอนาคามี.. เมื่อสำเร็จเป็นพระอนาคามีแล้ว ท่านจึงไม่กลับมาเกิดอีก ถ้าว่าเกิดก็ไปเกิดในอวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสีเรื่อยไป แล้วพร้อมที่จะไม่กลับคืนมา ไปจนกระทั่งทะลุพระนิพพานไปเลย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 30-06-2015 เมื่อ 19:56
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 22 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #280  
เก่า 21-05-2015, 11:34
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,945 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

นี่ภาคปฏิบัติ ภาคปัญญา การพิจารณาทางด้านปัญญานี้ต้องพิจารณาให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ถึงกาลเวลาพิจารณา เวลาที่จะเข้ามาพักสมาธิมีความสงบ เพื่อเอากำลังหนุนทางด้านปัญญา เราก็เข้ามาพักสมาธิคือความสงบใจเสีย.. อย่าไปกังวลกับความคิดอ่านไตร่ตรองเรื่องปัญญาเลย ให้อยู่กับความสงบ.. สงบได้ดีเท่าไรยิ่งเป็นของดี อยู่ตรงนี้ พอจิตอิ่มพอในความสงบแล้ว พอถอยออกมาเท่านั้น ทีนี้เอาพิจารณาทางด้านปัญญาอย่างยิ่งกับทางสมาธิ ปล่อยไปเลยสมาธิ เหมือนเป็นคนละโลก ในขณะนั้น ให้ก้าวเดินทางด้านปัญญา เมื่อเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแล้วก็ถอยมาพักสมาธิ นี้เป็นการก้าวเดินอย่างราบรื่นดีงามของผู้ปฏิบัติทั้งหลาย ... แล้วก้าวเดินไปอย่างนี้เรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงอกนิฏฐาเต็มภูมิ นี่ท่านเรียกว่าพระอนาคามีเต็มภูมิ ไปเต็มที่นั่นนะ.. ตั้งแต่อวิหา อตัปปานี้ยังไม่เต็มภูมิ แต่ได้ฐานเรียบร้อยแล้วว่าสำเร็จเป็นพระอนาคามี ถ้าบันไดก็ขั้นต้น บันไดของพระอนาคามีมีถึง ๕ ขั้น ถ้าเทียบบันได ขั้น ๑ อวิหา ๒ อตัปปา ๓ สุทัสสา ๔ สุทัสสี ๕ อกนิฏฐา นี่ลำดับของพระอนาคามี ที่ได้ในขั้นต้นแล้วแต่ยังไม่สมบูรณ์แบบเหมือนผู้รู้ธรรมโดยขิปปาภิญญา

การกล่าวทั้งนี้ เรากล่าวตามธรรมดาของเนยยะ อยู่กลาง ๆ ของคนเราธรรมดา ไม่ได้กล่าวถึงพวกอุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญู ซึ่งรวดเร็ว พอถึงปั๊บนี่.. พุ่งเลย อวิหา อตัปปา อนาคามี นี่พุ่งทะลุถึงกันถึงนิพพานเลย นี่เป็นประเภทหนึ่ง ไม่ได้นับเข้ามาในนี้ ส่วนมากนักปฏิบัติของเรามักจะก้าวเดินไปตามนี้ เพราะเป็นการบำเพ็ญของผู้ที่อยู่ในท่ามกลาง ยากลำบาก ช้าก็ช้า..แต่ถึง นี่เป็นอย่างนี้นะ ผู้ที่รวดเร็วนั้น พอบรรลุปึ๋ง ๆ ถึงที่สุดเลย นี่เรียกว่าอุคฆฏิตัญญู เรียกว่าขิปปาภิญญา ผู้รู้ได้เร็วต่างกันอย่างนี้ แต่ให้แยกแยะเอานะ นี่การพิจารณาทางด้านปัญญาให้พิจารณาอย่างนี้

เรื่องกิเลสกามราคะนี้รุนแรงมาก หนักมากที่สุด ถ่วงจิตใจมากทีเดียว ไม่ว่าหญิงว่าชาย เป็นแต่เพียงไม่พูดถึงกัน เรานำมาพูดเฉพาะนักบวชที่เป็นผู้จะเสียสละสิ่งเหล่านี้ แล้วนำมาแก้ไขดัดแปลงกัน แก้ไขถอดถอนกันจึงรู้สึกว่าอันนี้ยาก ยากจริง ๆ เวลาเข้าถึงขั้นนี้ที่จะปล่อยวาง ที่จะสำเร็จเป็นขั้นที่สามคืออนาคามีได้นั้น เป็นนักมวยก็เรียกว่านักมวยชุลมุน ต่อยกันอยู่วงใน หมุนติ้ว ๆ อยู่วงใน คือสติปัญญาขั้นนี้ ขั้นหมุนตัวติ้ว ๆ อยู่กับอสุภะอสุภัง พออันนี้ผ่านได้แล้วก็กลายเป็นสติปัญญาอัตโนมัติขึ้นมา โดยที่นำอันนี้แหละ มาฝึกมาซ้อมอยู่โดยสม่ำเสมอก็กลายเป็นสติปัญญาอัตโนมัติ...

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 21-05-2015 เมื่อ 16:26
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 22 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 11:22



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว