กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ปี ๒๕๖๕ > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนกันยายน ๒๕๖๕

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 20-09-2022, 17:45
ตัวเล็ก's Avatar
ตัวเล็ก ตัวเล็ก is offline
กรรมการเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Mar 2009
ข้อความ: 9,903
ได้ให้อนุโมทนา: 202,197
ได้รับอนุโมทนา 637,002 ครั้ง ใน 29,963 โพสต์
ตัวเล็ก is on a distinguished road
Default เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๕

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๕


__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด
(-/\-) (-/\-) (-/\-)
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 39 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 20-09-2022, 22:51
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 28,009
ได้ให้อนุโมทนา: 134,381
ได้รับอนุโมทนา 4,306,967 ครั้ง ใน 31,590 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๕ กระผม/อาตมภาพเข้าร่วมอบรมในโครงการผู้ประเมินบทความทางวิชาการ รุ่นที่ ๑/๒๕๖๕ ของวิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี โดยที่ได้ลงเอาไว้ในฐานะผู้ประเมินว่า มีความชำนาญด้านการจัดการ ด้านทรัพยากรมนุษย์และด้านวิปัสสนากรรมฐาน

เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าหากว่าไม่ตรงกับความชำนาญของเราแล้วไปตรวจประเมิน ก็อาจจะสร้างความเสียหายให้เกิดกับผู้เขียนบทความได้ หรือไม่ก็อาจจะทำให้วารสารนั้น ๆ โดนประเมินว่าเป็นวารสาร "ไม่ถึงขั้น" ใครเอาบทความไปลงก็เสียเวลาเปล่า..ประมาณนั้น

แต่ว่านี่ไม่ใช่ส่วนที่อยากจะพูดถึง ส่วนที่อยากจะพูดถึงก็คือว่า ในระหว่างที่รับการอบรมอยู่ เนื้อหาส่วนใดที่เข้าใจแล้ว ก็แบ่งความรู้สึกไปทำงานอื่นด้วย จึงได้เข้าไปตรวจการในเว็บวัดท่าขนุน แล้วก็เห็นว่ามีบุคคลเหมาเอาพระยอดขุนพลกาญจนบุรี พิมพ์ใหญ่ สีดำ เนื้อแก่ผงกากยายักษ์ ส่วนที่เหลือไปทั้งหมด

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ กระผม/อาตมภาพไม่ได้ดีใจเลย เนื่องเพราะว่าผู้ที่เหมาไปนั้น ถ้าเอาไปจำหน่ายต่อก็ว่าไปอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเอาไปเก็บเอาไว้เพื่อความภาคภูมิใจเป็นส่วนตัวก็ดี หรือว่าตั้งใจจะช่วยวัดก็ตาม กระผม/อาตมภาพอยากจะบอกชัด ๆ ว่า "กรุณาอย่าเสือกยุ่งกับเรื่องของกู..!" เพราะว่ากระผม/อาตมภาพไม่ได้มีปัญหาในเรื่องการเงินแม้แต่นิดเดียว ต้องการเงินเท่าไร ถึงเวลาก็จะมีมาเอง

ตัวของบุคคลที่เคยทำบุญจำนวนมาก ๆ กับวัดท่าขนุน แล้วมักจะโดนกระผม/อาตมภาพปฏิเสธไป อย่างเช่น ถามแล้วถามอีกว่า "มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินในส่วนอื่นอีกหรือไม่ ?" จนกระทั่งมั่นใจแล้ว เขายืนยันว่า
ถ้าหากว่าไม่มีเงินก้อนนี้แล้วไม่เดือดร้อน กระผม/อาตมภาพถึงได้รับเอาไว้

หรือว่าบางรายทำบุญมาทีหนึ่งหลายล้านบาท..! กระผม/อาตมภาพบอกให้เอากลับไปก่อน "ให้เวลาคิด ๗ วัน ถ้าหากว่า ๗ วันไปแล้วยังไม่เปลี่ยนใจ ค่อยเอามาถวายใหม่" ในระหว่าง ๗ วันนั้นให้พิจารณาดูว่า ตัวเราก็ดี ลูกเมียก็ดี หน้าที่การงานก็ตาม มีส่วนใดที่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนนี้บ้าง ? ถ้าหากว่า
เมื่อเสียเงินก้อนนี้ไปแล้วไม่มีใครเดือดร้อนจริง ๆ ค่อยเอามาถวายใหม่
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 21-09-2022 เมื่อ 02:45
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 29 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 20-09-2022, 22:56
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 28,009
ได้ให้อนุโมทนา: 134,381
ได้รับอนุโมทนา 4,306,967 ครั้ง ใน 31,590 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

การทำบุญนั้น เราจะต้องทำบุญโดยมีปัญญาประกอบด้วย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวถึงหลักธรรมมากต่อมากด้วยกัน โดยที่ลงท้ายด้วยปัญญาเอาไว้เสมอ แม้กระทั่งสรุปลงมาเหลือแค่หลักไตรสิกขา ก็ยังเป็น ศีล สมาธิ และปัญญา

ดังนั้น..บางคนอาจจะไม่ได้คิดถึง ประมาณว่าหน้ามืดตามัว ไม่ได้ดูว่าตัวเองเป็นหนู จะเอาเนื้อไปปะให้ช้าง ช้างเกิดบาดแผลหน่อยหนึ่ง ไม่ถึงตายแน่นอน แต่ว่าหนูไปสงสารช้าง แล้วตัดเนื้อตัวเองไปปะให้ช้าง กว่าจะเต็มบาดแผลนั้น เนื้อก็คงจะหมดจากตัวหนู ถึงแก่ความตายพอดี จึงมีสำนวนว่า "เอาเนื้อหนูไปปะเนื้อช้าง" บรรดาสำนวนต่าง ๆ ของโบราณนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นภูมิปัญญาที่ตกผลึกมาทั้งสิ้น

ดังนั้น..ในเมื่อท่านทำเช่นนี้ คนรอบข้างอาจจะเกรงใจไม่กล้าว่ากล่าว แต่ขอให้รู้ด้วยว่า ถ้าเขาเกิดความไม่ยินดี จิตใจเศร้าหมองขึ้นมา เท่ากับว่าท่านกำลังหาอบายภูมิให้กับคนรักรอบตัว ถ้าหากว่าคิดจะช่วยเหลือกระผม/อาตมภาพด้วยการหาเงินให้กับวัดท่าขนุน ขอใช้คำพูดเดิม ๆ ที่เคยบอกเสมอว่า "อะไรที่กูไม่ได้สั่ง..โปรดอย่าเสือก..!" เพราะว่าเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ มีแต่จะทำให้ตัวเองและคนรอบข้างเดือดร้อน

ถึงแม้ว่ากระผม/อาตมภาพไม่ได้เงินก้อนนี้มา ก็จะได้มาจากทางอื่น แต่ว่าท่านทั้งหลายที่ทำในลักษณะอย่างนี้ ถ้าหมดเงินก้อนนี้ไปอาจจะเดือดร้อนมากกว่าที่คิด คนที่ท่านรักอาจจะเกรงใจไม่กล้าพูด แต่กระผม/อาตมภาพไม่เคยเกรงใจใครที่ทำอะไรโง่ ๆ แบบนี้ ดังนั้น..จึงขอพูดตรงนี้ให้ชัดเจนไปเลย

การทำบุญไม่ใช่ทำทีละมาก ๆ แล้วพระพุทธเจ้าจะสรรเสริญ เพราะว่าหลักของการทำบุญให้ทานนั้น คือการตัดความโลภจากจิตจากใจของตนเอง ไม่ใช่ว่าทำมาก ๆ ทีเดียวแล้วจะดี การทำบุญมาก ๆ ทีเดียวนั้น กำลังใจก็ตัดออกยาก ละออกยาก โอกาสที่เราจะ "ยินดีก่อนที่จะทำ ในระหว่างที่ทำมีความยินดี เมื่อทำไปแล้วนึกถึงเมื่อไรก็ยินดีเมื่อนั้น" ก็จะเกิดขึ้นได้ยาก

บางท่าน
เมื่อรับความลำบากขึ้นมา กำลังใจถดถอย ก็จะไปคำนึงถึงว่า ถ้าเราไม่เสียเงินก้อนนี้ไป เราอาจจะไม่ลำบากแบบนี้ ทำให้จิตใจเศร้าหมอง ถ้าตายลงไปตอนนั้น มีโอกาสลงสู่อบายภูมิสูงมาก..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 21-09-2022 เมื่อ 02:49
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 29 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 20-09-2022, 23:02
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 28,009
ได้ให้อนุโมทนา: 134,381
ได้รับอนุโมทนา 4,306,967 ครั้ง ใน 31,590 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เรื่องของการทำทานนั้น ในเมื่อเป็นการทำเพื่อตัดความโลภ ก็ให้ทำบ่อย ๆ "ทำน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง ดีกว่าทำมาก ๆ ครั้งเดียว" การทำน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง เราได้จาคานุสติ ได้ทานบารมีทุกครั้ง เมื่อทำไปนาน ๆ เข้า กำลังใจเข้มแข็งมากขึ้น ก็สามารถที่จะสละออกได้มากขึ้น แต่เป็นการสละออกแบบคนมีปัญญา ไม่ใช่ว่าเรามี ๒๐ บาท เราก็ทำบุญ ๒๐ บาท เพราะเห็นว่าคนอื่นทำทีเป็นพันเป็นหมื่น หรือว่ามหาเศรษฐีพันล้านทำบุญทีหนึ่งตั้งล้านบาท..!

ถ้าหากว่าเรามี ๑๐ บาท เราทำไป ๑ บาท นั่นเท่ากับ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ที่เรามีอยู่ แต่มหาเศรษฐีพันล้าน ทำบุญหนึ่งล้าน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ยังไม่ได้เลย แล้วจะไปเปรียบเทียบกำลังใจได้อย่างไร ?

การทำทานนั้น ถ้าหากว่าเนื้อนาบุญอยู่ในระดับเดียวกัน เราก็ได้เกิดเป็นมหาเศรษฐีเหมือนกัน เพียงแต่ว่าเราอาจจะมีทรัพย์แค่ ๘๐ โกฏิ ส่วนคนที่ทำมาก เพราะมีความคล่องตัวกว่า เขาอาจจะมีสัก ๒๐๐ - ๓๐๐ โกฏิ แต่ก็จัดอยู่ในเกณฑ์ของมหาเศรษฐีเช่นเดียวกัน

ดังนั้น..ในเรื่องของการทำทานจึงควรที่ต้องพินิจพิจารณา ดูว่าทำแล้วตัวเราและคนรอบข้างเดือดร้อนหรือไม่ ? ให้ระลึกอยู่เสมอว่า ทานใดที่ทำไปแล้ว ตัวเราและคนรอบข้าง มีผู้หนึ่งผู้ใดเดือดร้อน นั่นไม่ใช่ทานที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญ ต้องใช้ปัญญาให้มากเข้าไว้ ไม่ใช่ทำกันแบบบ้าเลือด แล้วก็พาให้เกิดการ "บ้านแตกสาแหรกขาด..!"

แบบเดียวกับที่บางคนไปเจอการทำบุญแบบแชร์ลูกโซ่ คนหนึ่งต้องหาเพิ่มให้ได้ ๕ คน จาก ๕ คนต้องหาให้ได้ ๒๕ คน ลักษณะของการกระทำก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเจตนาไม่บริสุทธิ์ ในเมื่อเจตนาในการทำบุญไม่บริสุทธิ์ วัตถุทานที่ได้มาก็ไม่บริสุทธิ์ ผู้ให้ก็ไม่บริสุทธิ์ ต่อให้ผู้รับบริสุทธิ์ อย่างไรทานนั้นก็มีผลน้อย ทำมากเท่าไรก็ได้บุญแค่เฟื้องแค่สลึง

แบบเดียวกับที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) วัดระฆังโฆสิตาราม หรือที่เรียกสั้น ๆ ตามภาษาชาวบ้านว่า หลวงปู่โต วัดระฆัง ไปรับโมทนาวิหารทานจากยายแฟง ซึ่งสร้างวัดถวายเอาไว้ในพระพุทธศาสนา จัดเป็นวิหารทานที่สูงกว่าสังฆทานเป็นร้อยเท่า

แต่เมื่อยายแฟงได้ถามถึงอานิสงส์ พระเดชพระคุณท่านเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ วัดระฆัง ได้ตอบว่า "ทำเป็นล้านอานิสงส์ก็ได้แค่สลึงเฟื้อง เพราะว่าเจตนาไม่บริสุทธิ์ วัตถุทานไม่บริสุทธิ์ แล้วจะเอาบุญเต็มที่มาจากไหน ?"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 21-09-2022 เมื่อ 02:53
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 29 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า 20-09-2022, 23:05
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 28,009
ได้ให้อนุโมทนา: 134,381
ได้รับอนุโมทนา 4,306,967 ครั้ง ใน 31,590 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เรื่องนี้จึงควรเป็นตัวอย่างที่เราทั้งหลายได้ระลึกถึงอยู่เสมอว่า พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้อย่างไร ? บุญนั้นต้องบริสุทธิ์ด้วยเจตนา ด้วยวัตถุทาน ด้วยทายกคือผู้ให้ ด้วยปฏิคาหกคือผู้รับ ถ้าบริสุทธิ์โดย ๔ ส่วนจะเป็นบุญมากน้อยแค่ใดก็ตาม ก็จะมีผลเต็มร้อยทุกรายไป แต่ถ้าหากว่าส่วนใดส่วนหนึ่งขาดไป ก็เท่ากับโดนตัดลดไปส่วนละ ๒๕ เปอร์เซ็นต์อยู่เสมอ

ขอให้ทุกคนทราบว่ากระผม/อาตมภาพนั้น ไม่ได้มีความยินดีเลยที่เห็นท่านทั้งหลายทำบุญเป็นจำนวนมาก หลายคนทำบุญทีละ ๕๐๐ บาท ทีละ ๑,๐๐๐ บาท กระผม/อาตมภาพยังถามว่า "ไม่จำเป็นต้องใช้อย่างอื่นหรือ ? ไม่ใช่ว่ามาทำตรงนี้แล้วไปเดือดร้อนทางด้านอื่นนะ"

เด็ก ๆ บางคนยังเรียนหนังสืออยู่ ต้องเจียดค่าขนมประจำเดือนมาทำบุญ กระผม/อาตมภาพบางทีรับมาแล้วก็คืนให้ แล้วยังแถมค่ารถกลับบ้านให้อีก พร้อมกับบอกเขาว่า "ถ้าหากว่ายังไม่มีเงินเหลือพอที่จะทำบุญ ก็ให้มาวัดอย่างเดียว ถือศีลปฏิบัติธรรมไป ไม่จำเป็นต้องทำบุญก็ได้ มาวัดแล้ว ถ้าไม่มีค่ารถกลับบ้าน ให้มาบอกหลวงพ่อ เดี๋ยวหลวงพ่อจะให้ค่ารถกลับบ้านเอง"

สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันและเป็นพยานบุคคลที่ชัดเจนว่า กระผม/อาตมภาพนั้น ไม่ได้มุ่งหวังในเรื่องปัจจัยไทยธรรมที่ญาติโยมทั้งหลายได้ถวายมา ตัวเองก็พอกินพอใช้ เนื่องจากว่าถ้าอยู่วัดก็บิณฑบาตทุกวันอยู่แล้ว เรื่องของงานการต่าง ๆ ก็ทำไปตามที่ครูบาอาจารย์ หรือว่าพระท่านสั่ง โดยมีข้อตกลงกันตั้งแต่แรกแล้วว่า กระผม/อาตมภาพมีหน้าที่ทำอย่างเดียว ภาระในการหาเงินเป็นภาระของครูบาอาจารย์ ไม่ใช่ภาระของกระผม/อาตมภาพเอง..!

ท่านทั้งหลายจึงไม่จำเป็นที่จะต้องมากังวล ไม่จำเป็นที่จะต้องมาช่วยเหลือ ต่อให้ทุกคนไม่คิดที่จะทำบุญพร้อม ๆ กัน กระผม/อาตมภาพก็ยังมีทองคำอยู่ไม่รู้ว่ากี่หมื่นกี่แสนตัน..! พร้อมที่จะไปขุดมาใช้งานอยู่เสมอ จึงเป็นมหาเศรษฐีมือเปล่า ที่ไม่ได้มีความเครียดในเรื่องเงินทองกับใคร ถ้ายังสามารถหาได้ก็หา ถ้าหาไม่ได้ก็จะไปปล้นจากเทวดาที่เฝ้าทองอยู่ ถ้าไม่ให้ก็คงจะต้องลงมือลงไม้กัน เพราะเขายืนยันว่าเป็นของอาตมาเอง..!

สำหรับวันนี้ ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมให้ทราบโดยทั่วกันแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันอังคารที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๕
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 21-09-2022 เมื่อ 02:56
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 37 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 15:41



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว