กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องบูรพาจารย์ > ประวัติและปฏิปทาของพระสุปฏิปันโน

Notices

ประวัติและปฏิปทาของพระสุปฏิปันโน รวมประวัติ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์อันเป็นที่เคารพจากทั่วเมืองไทย

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #281  
เก่า 27-05-2015, 17:32
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,911 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

พระอนาคามีสอบขึ้นขั้น

“... ผู้สำเร็จพระอนาคามีขั้นต้น ถ้าสอบก็เรียกว่าสอบได้ ๕๐% แล้วเป็นอันว่าสอบได้ สอบได้เพียงขั้นแรก ๕๐% นี้เมื่อตายลงไปแล้วก็ควรแก่อวิหาอนาคามีชั้นแรก ส่วนใหญ่คือว่าสอบได้แล้วนั้น เรียกว่าส่วนใหญ่นั้นตายแล้ว กามราคะหมด แต่ส่วนที่ปลีกย่อยที่เป็นกระแสของราคะตัณหานี้.. ยังมีเป็นชั้น ๆ ตอน ๆ ไป เพราะฉะนั้นผู้สำเร็จพระอนาคามีแล้ว เว้นผู้ที่เป็นขิปปาภิญญา คือบรรลุธรรมอย่างรวดเร็วเสีย ผู้บรรลุธรรมเป็นไปตามธรรมดากลาง ๆ นี้ จะต้องได้ก้าวเป็นลำดับลำดาไป

พอสอบได้เป็นพระอนาคามี.. กามกิเลสได้สิ้นไปจากใจแล้วซึ่งเป็นส่วนใหญ่ ส่วนปลีกย่อยที่มีเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ไม่ถึงกับจะทำให้เกิดกามกิเลสได้อีกต่อไปนั้นยังมีอยู่ ท่านจึงชำระกามกิเลสประเภทนี้ นี่ละ ท่านเรียกว่าสติปัญญาเป็นอัตโนมัติ คือเป็นตั้งแต่ชั้นนี้ขึ้นไป ชั้นที่จะฆ่าฟันแหลกกับกามกิเลสชั้นแรกนั้น เป็นชั้นชุลมุนวุ่นวาย ถ้าเป็นนักมวยก็คลุกวงในกันตลอดเวลา จนกระทั่งกิเลสตัวสำคัญนี้ขาดสะบั้นลงไปแล้ว จากนั้นก็เป็นสติปัญญาอัตโนมัติ ท่านฝึกซ้อมกามราคะที่ส่วนใหญ่สิ้นไปแล้ว ส่วนที่ยังบริษัทบริวารนี้ เป็นเหมือนกับว่าเป็นผุยเป็นผงยังมีอยู่ ท่านก็ฝึกซ้อมอันนี้แหละเป็นลำดับลำดา

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 28-05-2015 เมื่อ 03:06
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 29 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #282  
เก่า 28-05-2015, 14:12
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,911 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

เมื่อละเอียดเข้าไป ก็ก้าวเข้าไปสู่... จากอวิหาแล้วก็ไป อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี นี่ฝึกขึ้นไปเรื่อย ๆ จิตจะค่อยเลื่อนชั้นขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงอกนิฏฐา นี่เต็มภูมิ เรียกว่าราคะไปสิ้นสุดโดยสิ้นเชิงในขั้นอกนิฏฐานี้ จากนั้นก็ก้าวเข้าสู่นิพพาน สิ้นโดยลำดับถึงขั้นนิพพานทีเดียว นี่พูดถึงการปฏิบัติธรรม คำว่ากามกิเลสส่วนใหญ่ขาดไป เพราะฉะนั้น ในสุทธาวาส ๕ ชั้น จึงต้องมีเป็นลำดับลำดาไป ให้เหมาะให้ควรแก่ผู้ที่ชำระกามกิเลสนี้ได้ยังไม่หมดโดยสิ้นเชิงทีเดียว ยังเหลืออยู่เป็นผุยเป็นผง ก็จะได้ชำระซักฟอกกันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงชั้นสุดยอด คืออกนิฏฐาแล้วก็ก้าวเข้าสู่นิพพาน เรียกว่าสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว

ที่กล่าวถึงเรื่องจิตไม่ตาย นี่เป็นอย่างนี้เอง ผู้ที่สำเร็จเฉพาะอย่างยิ่ง คือผู้สำเร็จพระอนาคามีนี้ ตายเวลาไหน.. ท่านจะทราบของท่านทันที ว่าท่านจะไปเกิดในภูมิใด.. อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา คำว่าเกิดนั้น ท่านเรียกในที่ทั่ว ๆ ไป แต่คำว่าค่อยเลื่อนชั้นไปตามลำดับของจิตนี้.. สนิทดีสำหรับผู้ปฏิบัติ จะว่าเกิดชาตินี้ ตายจากอวิหาแล้วไปอตัปปาอย่างนั้น ไม่ค่อยสนิทในภาคปฏิบัติ ถ้าว่าเลื่อนชั้นไปเรื่อย ๆ สมกับนามของใจว่าเป็นนามธรรมแล้ว ไม่มีรูปร่าง อย่างอื่นพอให้เกิดให้ตายต่อไปอีก ก็รูปร่างเป็นนามธรรม จึงเรียกว่าเกิดก็ได้ตายก็ได้ ให้สนิทจริง ๆ ก็คือเลื่อนชั้นไปเป็นลำดับลำดา จนกระทั่งถึงอกนิฏฐาแล้วก็ก้าวเข้าสู่นิพพาน สำเร็จเป็นพระอรหันต์ นี้สนิทใจ...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 30-06-2015 เมื่อ 19:55
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 30 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #283  
เก่า 19-06-2015, 18:10
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,911 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

พระโสณะฝ่าเท้าแตก
พระจักขุบาลจักษุแตก

“...พระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงไว้เรียบร้อยแล้ว ก็มาเห็นประจักษ์ เอามาเป็นพยานกัน ท่านว่าพระโสณะเลิศเลอทางความพากเพียรมาก

... พระโสณะนี่ ท่านประกอบความเพียรจนกระทั่งเดินจงกรมฝ่าเท้าแตก

.. พระจักขุบาลตาแตก นี่แหละ..ตั้งสัจอธิษฐานจะไม่นอน รักษาตา หมอเขาว่า ‘ให้นอนหยอดตา หยอดยาใส่ตา’ ท่านบอกว่า ‘ไม่นอน..เพราะตั้งความสัตย์แล้ว’ ‘ถ้าท่านไม่นอน ท่านก็ตาบอด’ เขาก็บอก

‘บอดก็บอด’ ท่านว่าอย่างนั้นนะ นั่น..เห็นไหม ท่านไม่ได้เชื่อหมอ ท่านเชื่อธรรมต่างหาก

‘เอ้า.. บอดก็บอด คำสัตย์คำจริง เราประกาศออกมาแล้วว่าเราจะไม่นอน เราจะนอนไปไม่ได้’

ไม่นอน สุดท้ายตาแตก ตาแตกข้างนอก ใจจ้าเข้ามาข้างใน เห็นไหม .. กิเลสแตกข้างใน นี่พระจักขุบาลถึงขนาดตาแตก ท่านก็ไม่ยอมถอย พระโสณะเดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก ท่านก็ไม่ถอย.. กิเลสแตก เห็นไหม ท่านเอาขนาดนั้นนะ ท่านถึงได้สิ่งเลิศเลอ...

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 20-06-2015 เมื่อ 03:11
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 26 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #284  
เก่า 30-06-2015, 17:06
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,911 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

อุปัฏฐากพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่มั่น

อุปัฏฐากหลวงปู่มั่น

เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อหลวงปู่มั่นนั้น องค์หลวงตาพยายามใช้ความสามารถอย่างเต็มกำลังสติปัญญาทุกสิ่งทุกอย่าง เฉพาะอย่างยิ่งในระยะ ๕ พรรษาสุดท้ายที่อยู่กับหลวงปู่มั่นที่วัดป่าบ้านหนองผือ หลวงปู่หล้าได้เล่าถึงความเอาใจใส่ และความเคารพบูชาขององค์หลวงตาที่มีต่อหลวงปู่มั่นว่า

“... ด้านบิณฑบาต หลวงปู่มั่นพาลูกศิษย์ปฏิบัติยินดีภัตที่ตกลงในบาตร ไม่ค่อยส่งเสริมในการตามส่งทีหลังอันเป็นปัจฉาภัต ยินดีฉันรวมในบาตรทั้งหวานทั้งคาว ไม่ซดช้อน เอามือเป็นช้อน ด้านจีวรยินดีบังสุกุลวางไว้ที่กุฏิบ้าง บันไดใกล้ที่ขึ้นลงบ้าง ทางไปส้วมและใกล้ทางจงกรม และทางไปบิณฑบาตบ้าง และในศาลาที่ประชุมฉันบ้าง แต่หลวงปู่มีภาพพจน์ลงไปอีก มีข้อสังเกตของพระอาจารย์มหาบัว เล่าให้ผู้เขียนฟังเป็นพิเศษจึงสังเกตได้


พระอาจารย์มหาบัวเล่าให้ฟังว่า

‘หล้าเอ๋ย ผมสังเกตหลวงปู่มั่นได้คือ ผ้าบังสุกุลอันใดที่เจ้าศรัทธา เขาทำกองบังสุกุลไว้เป็นส่วนรวม เช่น ที่หนทางบิณฑบาตและศาลา และที่ร่มไม่ไกลจากกุฏิองค์ท่าน แม้ท่านจะขาดเขินสักเพียงใดก็ดี องค์ท่านไม่ค่อยจะใช้ให้เขา หรือไม่ใช้เลยก็ว่าได้ องค์ท่านให้แต่เฉพาะที่เขาเอามาบังสุกุลไว้ที่กุฏิ ใกล้บันได ใกล้ส้วม ใกล้บริเวณทางจงกรมขององค์ท่านเท่านั้น สังเกตดูถ้าไม่เชื่อ’


เมื่อสังเกตดูก็เป็นจริงแท้ ๆ เพราะองค์ท่านลึกซึ้ง.. ใช้ของไม่มีราศีแก่ท่านผู้ใด และของที่เขาเอามาบังสุกุลใกล้บริเวณที่องค์ท่านอยู่และพักนั้นก็ดี องค์ท่านไม่ได้หวงไว้ใช้องค์เดียว เมื่อลูกศิษย์ขาดเขินก็ให้ทั้งนั้น

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 30-06-2015 เมื่อ 17:27
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 26 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #285  
เก่า 10-07-2015, 10:00
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,911 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ในยุคบ้านหนองผือ พระอาจารย์มหาลึกซึ้งมากทุกวิถีทาง หลวงปู่มั่นไว้ใจกว่าองค์อื่น ๆ ในกรณีทุก ๆ ด้าน ควรจะเปลี่ยนไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งก็ดี หรือครบทั้งไตรก็ดี หรือสิ่งใดที่ควรเก็บไว้เป็นพิเศษเฉพาะองค์หลวงปู่ก็ดี ในด้านจีวรและของใช้เป็นบางอย่าง ตลอดทั้งเภสัช เป็นหน้าที่ของท่านพระอาจารย์มหาทั้งนั้น เป็นผู้แนะนำให้คณะสงฆ์รู้ความหมายลับหลังหลวงปู่มั่นทั้งนั้น และหลวงปู่มั่นก็มิได้นัดหมาย ให้พระอาจารย์มหาบัวทำประโยชน์เพื่อองค์ท่านเองอย่างนั้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม ลึกหรือตื้นด้วยประการใด ๆ เลย พระอาจารย์มหาเคารพลึกซึ้งเป็นเอง...”

เรื่องความละเอียดลออเกี่ยวกับการเฝ้าสังเกตการขบฉันของหลวงปู่มั่นนั้น หลวงปู่หล้าก็ยังเคยกล่าวชื่นชมท่านไว้ว่า

“... พระอาจารย์มหา เวลาอยู่กับหลวงปู่มั่นคงจะนึกอยากจะเว้นอาหารอยู่ แต่มีเหตุผลในใจว่าเราเป็นพระผู้ใหญ่อยู่กับองค์ท่าน เราจะได้สังเกตองค์ท่าน ว่าวันหนึ่ง ๆ องค์ท่านฉันได้เท่าไร ข้าวหมดขนาดไหน กับอะไรหมดขนาดไหน เราจะได้สังเกตประจำวัน เพื่อจะจัดถวายได้ถูก เท่าที่มีมาโดยเป็นธรรม แม้องค์ท่านหยิบใส่บาตรเองก็ดี เราจะสงวนรู้ว่าหยิบอะไรบ้าง เพราะเราเป็นห่วงองค์ท่านมาก เมื่อองค์ท่านฉันได้บ้าง เราก็พลอยเบาใจ...”


และด้วยเหตุนี้เอง เมื่อมีโอกาสจำเป็นต้องลาองค์หลวงปู่มั่นเพื่อไปธุระที่จังหวัดอุดรธานีชั่วคราว หลังจากเสร็จธุระแล้วขากลับท่านจะพยายามจัดหาเอาของใช้ของฉันที่อุดรธานี ที่ถูกกับธาตุกับขันธ์ขององค์ท่าน เพราะท่านคอยสังเกตอยู่ตลอด จนรู้ว่าอันใดองค์ท่านฉันได้สะดวกธาตุขันธ์ ท่านก็จะเอาใส่เข่งเต็มเอี๊ยด แล้วให้เณรแกงหม้อเล็ก ๆ ถวายองค์ท่านวันละหม้อเป็นประจำโดยมิให้หลวงปู่มั่นทราบ แต่ต่อมาหลวงปู่มั่นก็ล่วงรู้ได้และได้ห้ามปราบไว้ แม้อย่างนั้นด้วยความเคารพรักและเป็นห่วงในธาตุขันธ์ของครูบาอาจารย์ซึ่งล่วงเลยเข้าวัยชรามากแล้ว ท่านก็หาอุบายทำของฉันถวายหลวงปู่มั่นอีกจนได้ ดังนี้

“... บางเวลาจึงหาอุบายลาท่านมาอุดรฯ ไม่มีอุบายไม่ได้ ต้องมีอุบายเต็มตัว ข้อแก้ตัวมาเต็มตัวเลย หาอุบายมาจังหวัดอุดรฯ แต่ละครั้งนี่ ความจริงตั้งใจมาหาเอาของไปถวายท่าน จึงต้องหาอุบายที่จะทำให้ท่านยอมอนุญาต พอท่านอนุญาตแล้วเวลาจะไปก็ต้องมีอุบาย พยายามจะไม่ให้ท่านจับได้ ทำทีไปหาแก่นขนุนมาย้อมผ้าบ้าง อะไรที่จำเป็นจะได้ไม่ถูกท่านตีแสกหน้าเอา

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 10-07-2015 เมื่อ 12:20
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 24 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #286  
เก่า 15-07-2015, 14:30
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,911 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ถึงอุดรฯ แล้วสั่งโยมให้เขาไปหากว้านของในตลาด อันไหนที่เห็นท่านชอบ สั่งเลย..จัดใส่เข่งจนเต็มที่แล้ว แล้วจึงหาเอาแก่นขนุนใส่ไปด้วยเพื่อเป็นข้อแก้ตัว ‘แก่นขนุนนี่หละคือแก่นแก้ตัวเวลาจำเป็น ท่านซักถามจะเอานี้เป็นข้อแก้ตัว’

สิ่งของพร้อมมูลแล้วจึงขึ้นรถกลับ พอขากลับมาถึงอำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนครแล้ว ทางรถไปต่อไม่ได้ก็เอาเกวียนเขามาบรรทุกของที่เตรียมเอาไปถวายท่าน เต็มล้อ*เทียวนะ

พอกลับถึงวัดบ้านหนองผือ ต้องทำแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ลุกลี้ลุกลนตลอด ให้เณรมาขนทันที เก็บเข้าไปซ่อนไว้หมด ไม่ให้มีพิรุธ ไม่ให้ท่านเห็น ไม่ให้ล้อเกวียนเข้าไปลึกนะ กลัวท่านจะมองเห็น ต้องจอดไว้ข้างนอกแล้วก็ขนออกไปเก็บไว้ในกระต๊อบ เก็บไว้ที่ไหนดี ?
‘เณรเพ็งนี่แหละ (พระอาจารย์บุญเพ็ง เขมาภิรโต วัดถ้ำกลองเพล) เป็นผู้ที่คอยปฏิบัติกับเรา แล้วก็คอยดูท่าน’


พอเรียบร้อยแล้วจึงไปหาท่าน พอท่านทราบว่าเรามาแล้ว ตอนเช้าท่านเดินบิณฑบาตออกมานี้.. ตาท่านส่าย ๆ รอยล้อรอยเกวียน เราเอาไม้กวาดไปกวาดไว้หมดนะ ไม่ให้เห็น เราก็ว่าเรารอบคอบดี แต่ไม่พ้นตาท่าน จับจนได้.. ไปเห็นรอยล้ออยู่นั้น กวาดไม่หมดจึงถามว่า ‘นี่รอยเกวียนมาจากไหน ?’ ท่านจี้เข้าไปเลย

เอาอีกละ กูตายที่นี้ ‘อ๋อ ! มาจากทางอำเภอพรรณาฯ เห็นแก่นขนุนดี ๆ ก็เลยเอาแก่นขนุนมา’

กราบเรียนท่าน ท่านก็เลยนิ่งเลยนะ นี่เห็นไหม ท่านจับได้แล้วนั่น อยู่ ๆ ต่อมาสักพัก ท่านปัดกวาด มองโน้นมองนี้ กวาดนั้นกวาดนี้ เดินไป.. ตรงดิ่งเปิดกุฏิที่เราเก็บของที่ขนมาจนได้ โถ !

‘อะไรเต็มอยู่ในนี่’ ท่านจี้ถาม


‘อู๊ย ! เราจะตาย เราหาข้อแก้ตัว’

เรื่องอาหารการฉันนี้ อะไรที่ถูกกับธาตุกับขันธ์ของท่าน ก็เราเป็นผู้ปฏิบัติอยู่ตลอด ท่านชอบฉันอะไรบ้าง เราสังเกตอยู่ตลอด อันไหนที่ท่านเมตตาฉัน เห็นว่าถูกกับธาตุกับขันธ์ท่าน เราจะไปหาสิ่งนั้นมาเป็นเข่ง ๆ ต้องเอามาอย่างเต็มเหนี่ยว

ถ้าได้โอกาสลาท่านไปเที่ยวกรรมฐานทางไหน ในป่าในเขามีอะไรที่ถูกกับธาตุกับขันธ์ท่านก็ไปหาเอามาอีก ก็ไม่ได้นึกว่าท่านจะรู้ บทเวลาท่านใส่นี้

โอ๋ย..ใส่นี้หงายหมาเลย ไม่ได้หงายธรรมดา ไม่มีท่าต่อสู้ สู้ท่านไม่ได้ว่างั้นเถอะ เปรี้ยงทีเดียวหงายเลย’…”


เรื่องการขบการฉัน หยูกยา ผ้านุ่งผ้าห่ม บริขาร และเครื่องใช้ไม้สอยทุกสิ่งทุกอย่างของหลวงปู่มั่น ท่านจะคอยสังเกตพินิจพิจารณา และกระทำอย่างตั้งใจจดจ่อ เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายแก่ธาตุขันธ์ร่างกายของหลวงปู่มั่นมากที่สุด ความเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลีย หรือทุกข์ยากลำบากส่วนตนนั้นไม่ถือเป็นประมาณ หรือเป็นปัญหาอุปสรรคยิ่งกว่าการให้ครูบาอาจารย์ได้รับความสะดวก เรียกได้ว่ายามใดที่ท่านอยู่.. ยามนั้นครูบาอาจารย์ก็เบาใจ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 15-07-2015 เมื่อ 15:19
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 24 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #287  
เก่า 24-07-2015, 14:31
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,911 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

หลวงปู่มั่นเอาผ้าห่มมาให้

หลวงปู่มั่นให้ความไว้วางใจ โดยมอบให้ท่านเป็นผู้จัดสรรจตุปัจจัยไทยทานตามความจำเป็นแก่พระเณรภายในวัด ในเรื่องนี้เคยเล่าไว้ว่า

“อย่างของที่ตกมานี่ ท่านอาจารย์มั่นมอบเลยนะ ‘ท่านมหาฯ จัดการดูแลพระเณรนะ’


หลวงปู่มั่นพูดเท่านั้น แล้วปล่อยเลยนะ เขามาทอดผ้าป่ากองพะเนินเทินทึก เราเป็นผู้ดูแลทั้งหมดเลย องค์ไหนบกพร่องตรงไหน องค์ไหนบกพร่องอะไร ๆ จัดให้ จัดให้ สำหรับเราไม่เอา ครั้นเวลาเราไม่อยู่บ้าง ท่านสืบถามพระนี่

‘ท่านมหาฯ ท่านได้เอาอะไรไหม ? ของที่เอามามอบให้ท่านจัดให้พระเณร ท่านเอาอะไรไหม ?’


พระตอบ ‘ท่านไม่เอาอะไรเลย’ ท่านนิ่งนะ.. เฉย ท่านจับได้หมด พิจารณาแล้ว เราทำทั้งหมดด้วยความเป็นธรรม ท่านรู้...
เราไม่เอาอะไรนี่ ขนาดท่านเอาผ้าห่มของท่านไปบังสุกุลให้เรา มีที่ไหน ไม่เคยมีนะ เพราะท่านเห็นเราไม่ใช้ผ้าห่ม หนาวขนาดไหน.. เราก็ไม่เอา เราเด็ดของเราอยู่อย่างนั้นตลอด
...


เราก็ไม่ได้บอกว่าเราไม่มีผ้าห่ม เพราะเราไม่เอา ผ้ามีเท่าไหร่เราก็ไม่สนใจ นอกจากการปฏิบัติตนเองให้เคร่งครัด และสุดท้ายท่านก็เอาผ้าห่มท่านมาให้เรา ถ้าเอาผ้าห่มผืนใหม่ ๆ มาให้เราก็กลัวเราไม่ห่ม ถ้าเอาผ้าห่มใหม่ให้ ท่านก็กลัวเราจะไม่ใช้ นั่นเห็นไหมอุบายของท่าน ต้องเอาผ้าของท่านที่ท่านห่มอยู่นั่น พับเรียบร้อยแล้วไปบังสุกุลให้เรา

เอาดอกไม้ เอาเทียนไป โอ๊ย.. ทุก ๆ อย่าง ท่านเป็นอาจารย์ ปรมาจารย์ชั้นเอกทุกอย่าง ไปก็ขึ้นไปวางที่นอนของเราเลย กุฏิหลังเตี้ย ๆ ท่านขึ้นไปเอง เอาไปวางไว้ วางไว้กลางที่นอน มีดอกไม้ มีเทียนวาง

ผ้าห่มเป็นผ้าที่ท่านห่มอยู่แล้ว ผ้าใหม่ท่านกลัวเราจะไม่ใช้ นั่นแหละ.. ท่านหาอุบายต้องเอาผ้าท่านเอง ว่างั้นเถอะ เราขึ้นไปแล้วไปดู

‘อู๊ย ! มันผ้าพ่อแม่ครูอาจารย์ ผ้าที่ท่านครองอยู่ทุกวัน ท่านห่มอยู่ทุกวัน’


เรารู้ทันทีเลย เราปฏิบัติอยู่ทุกวันกับผ้าท่าน ทำไม่จะไม่รู้ นี่แสดงว่าให้ใช้ ให้ใช้หน่อยเถอะ ก็ดูรอยเท้าท่านมาจากทางกุฏิ ด้อม ๆ ขึ้นมานี้ก็กลับไป ตามดูรอยรองเท้าท่าน ท่านคงสงสารเรามาก เห็นว่าเราไม่ใช้ผ้าห่ม ก็คือความเด็ดขาดของเราเอง ไม่ใช่อะไรนะ ผ้าห่มมีแต่เราไม่เอา ท่านก็รู้ ท่านเอามาบังสุกุลเราก็ห่มใช้ ว่างั้น เพราะท่านเห็นนิสัยอย่างนั้น เอาจริงเอาจังทุกอย่าง...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 24-07-2015 เมื่อ 15:32
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 22 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #288  
เก่า 31-07-2015, 12:22
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,911 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

เณรเป็นเนื้อ เราเป็นเขียง ถูกหลวงปู่มั่นสับยำ

เหตุการณ์ช่วงหนึ่งเกิดขึ้นที่วัดป่าบ้านหนองผือ ท่านสั่งให้เณรเพ็ง (หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต) ทำอาหารเล็ก ๆ ที่สังเกตว่าถูกธาตุขันธ์หลวงปู่มั่นเป็นประจำทุกวัน ซึ่งหลวงปู่มั่นก็ไม่อยากเสริม จึงหาวิธีขนาบลูกศิษย์ทั้งสอง ดังนี้

“... ของอะไรที่ถูกกับธาตุขันธ์ท่าน เราจะพยายามหามา ๆ ๆ ไม่ให้ท่านรู้นะ รู้ไม่ได้ เณรเพ็ง.. เณรเพ็งละเป็นเขียงรอง ให้เณรเพ็งมาทำ ท่านสับเณรเพ็ง เณรเพ็งเป็นเนื้อบนเขียง เราเป็นเขียง ท่านเป็นมีด.. ยำลง เณรเพ็งก็ไม่ทราบจะปฏิบัติต่อใครอย่างไร

ท่านว่า..มาทำหาอะไร นี่นะ.. บิณฑบาตมาล้นบาตร ๆ กินให้ตาย มันก็ตายนี่นะ ท่านไปอย่างนั้นนะ มายุ่งทำไม’


ท่านว่างั้น อันนี้เป็นเรื่องของท่าน เราก็ไปกระซิบกับเณรเพ็งให้ทำอย่างนั้น ๆ แก้ตัว..เข้าใจไหม หาอุบายแก้ตัว เณรเพ็งก็ทำตามเราทุกอย่าง เพราะเณรก็เคารพเรา

ทีนี้เวลาบิณฑบาตนั่นละ..ที่มันขบขันมาก เณรก็ทำอาหารเล็ก ๆ อยู่ในครัว ตามธรรมดาบิณฑบาตท่านออกหน้า แล้วพระเณรจะหลั่งไหลไปตามท่าน ๆ ลงจากศาลาหอฉันนั่นน่ะ พอท่านออกไปแล้ว พระเณรก็ตามหลังท่านเป็นสายยาวเหยียดไป แต่วันนั้นเผอิญอะไรไม่รู้ พระเณรออกไปหมดแล้ว ท่านยังไม่ไป.. ท่านยังอยู่นั้น

ทีนี้เณรเพ็งก็ว่า ‘กูตาย..พระเณรไปกันหมดแล้ว’ แสดงว่าพ่อแม่ครูอาจารย์ไปแล้วก็เลยวิ่งจากครัว มาพบท่าน

เหอ..มาไงม้าแข่งนี่ จะขับไล่ท่านเพ็งออกจากวัดนะ ม้าแข่งมาจากไหนต้องออกจากวัด เณรนี้มันยังไงกัน เณรม้าแข่งนี่’


โอ๊ะ..กูตายวันนี้ ทำไงท่านจะเอาเณรออกจากวัด ก็เรานั่นแหละจะเป็นคนแก้ไม่ใช่ใคร ไม่สบายเลยวันนั้น บิณฑบาตท่านพูดอะไรกับเรา เราก็นิ่งเฉยไม่พูดเลย ทุกวันมีตอบบ้างอะไรบ้าง วันนั้นนิ่ง ท่านคงจะทราบว่ามหาฯ องค์นี้มันจะตาย วันนี้กูจะไล่เณรเพ็งออกไป มันจะไปแบกเณรเพ็งเอาไว้นี่ กูพูดอะไรมันก็ไม่พูด ท่านรู้นะ เรื่องเหล่านี้รู้หมด

พอฉันเสร็จแล้วเพราะเราเคยปฏิบัติ ฉันเสร็จแล้วไปเช็ดไปกวาดถูที่บริเวณท่านฉัน ให้พระเณรเอานั้นลงไป มีอะไรก็คุยกับท่านเรื่องนั้นเรื่องนี้ไป คุยไปคุยมาดึงเข้ามา ๆ ๆ ใกล้เข้ามาหาเณรเพ็งนี่นะ พอถึงนั้นเฉียดตรงนั้นแล้ว เอ้อ.. ขึ้นเลย

‘ไหน..เณรเพ็งว่าไง ท่านมหาฯ’ ขึ้นเลย เข้าจุดแล้วนี่ จึงกราบเรียนท่าน


เรากราบเรียนท่านอย่างมีเหตุมีผลนะ ท่านก็ฟัง พอสุดท้ายท่านยังไว้ลวดลายนะ เราขอเมตตาจากท่าน เพราะมันลุกลี้ลุกลน มันรีบ มันกลัวจะไม่ทัน มันก็เป็นบ้าง อะไร ๆ นี้ ขอเมตตาเอาไว้เสียก่อน

‘เออ..คราวหลังเป็นอย่างนี้ไม่ได้นะเพ็ง


ท่านรู้เราแล้วตั้งแต่บิณฑบาต เราไม่พูดอะไรเลย มหานี้มันจะอกแตกละวันนี้ กูจะไล่เณรเพ็งหนีคงว่างั้นนะ แต่กับเราท่านก็ไม่ว่าอะไรนะ เรื่องเณรเพ็งนี้ก็มีภาคทัณฑ์เอาไว้

‘เพ็งทำอย่างนี้อีกไม่ได้นะ’ ท่านว่า


นั่นท่านให้อภัยแล้ว แต่มีลวดลายเอาไว้นั้นอีก ท่านเพ็งจึงเป็นเนื้อบนเขียง ข้างบน ก็เป็นท่านนั่นละ สับลงไป เราเป็นเขียงรองเอาไว้ ท่านเพ็งเป็นลาบพอดี เป็นอย่างนั้นละ อยู่กับพ่อแม่ครูนี่เป็นของง่ายเมื่อไร พ่อแม่ - ครูอาจารย์จอมปราชญ์สมัยปัจจุบัน พ่อแม่ – ครูอาจารย์มั่นเป็นจอมปราชญ์ในสมัยปัจจุบัน ไม่อย่างนั้นไม่ทัน ความคิดความอ่านมันก็เกิดขึ้นเอง ปัญญาเมื่อคิดมันเกิดเองให้ทันกับเหตุการณ์ ที่ท่านคล่องแคล่วว่องไว เฉลียวฉลาดแหลมคม เราก็ฟิตของเราว่าตัวโง่ ว่าอย่างนั้นเถอะนะ เป็นตัวจอมโง่เข้ารับกันไม่อย่างนั้นไม่ทันกาล...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 03-08-2015 เมื่อ 02:48
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 24 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #289  
เก่า 11-08-2015, 17:16
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,911 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

แม้จะเสี่ยงต่อการถูกดุด่าว่ากล่าว เพราะหลวงปู่มั่นไม่เสริมในสิ่งที่ขัดปฏิปทาที่เคยดำเนินมา แต่ด้วยความห่วงใยในธาตุขันธ์พ่อแม่ครูอาจารย์ ผู้มีพระคุณสูงสุดซึ่งชราภาพมากแล้ว อยากให้มีกำลัง มีอายุยืนยาว อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรแก่หมู่ศิษย์อีกนานแสนนาน ท่านก็ยอมเสี่ยงได้ ดังนี้

“... นี่ก็ขอร้องท่านนะ เวลาท่านจวนตัวเข้ามาเต็มที่แล้ว ขอให้ท่านซดช้อนเพราะบิณฑบาตก็ไม่ได้แล้ว ท่านก็ยังไม่ยอม ก็เรียนท่านว่า

แต่มันจำเป็น พ่อแม่ครูอาจารย์พาลูกศิษย์ลูกหาบึกบืนมาก็พอแล้ว อันนี้ก็เป็นเรื่องที่จะปฏิบัติต่อธาตุต่อขันธ์พอจะเป็นไปได้ ได้วันหนึ่ง สองวันก็เป็นที่ภาคภูมิใจแก่สัตว์โลกทั้งหลายแล้ว ขอให้พ่อแม่ครูอาจารย์ได้ทำตามธาตุตามขันธ์ ไม่มีใครมายึดแหละ ไม่ใช่พระเทวทัตมาอยู่ที่นี่ ถ้าเป็นพระลูกศิษย์มีครูแล้วไม่มีใครยึด’


เราละเป็นตัวสำคัญกับพ่อแม่ครูอาจารย์ ผู้อื่นไม่กล้าพูด เรามันกล้า.. กล้าด้วยเหตุด้วยผล ใครจะมายึดพ่อแม่ครูอาจารย์ในเวลานี้ ใครยึดก็เป็นเทวทัต เราว่างั้น ถ้าลูกศิษย์มีครูแล้วไม่ยึด เพราะธาตุขันธ์ของพ่อแม่ครูอาจารย์เป็นยังไง เวลานี้ไม่มีใครรู้ พ่อแม่ครูอาจารย์มีความสะดวกสบายด้วยการขบการฉัน ด้วยวิธีใดก็ขอนิมนต์เพื่อเป็นประโยชน์แก่โลก อยู่ไปกี่วันก็เป็นประโยชน์แก่โลกไม่ใช่น้อย ๆ ฉันไม่สะดวก อะไรไม่สะดวก ธาตุขันธ์ก็ยิ่งทรุดลงไป ๆ แล้วก็ยิ่งมีแต่ทางเสื่อมทางเสียโดยถ่ายเดียว

ท่านก็ฉันให้บ้าง สักเดี๋ยวท่านก็พลิกอีกแหละ เราก็เอาอีก เพราะนิสัยของท่าน นิสัยปัญญานี่ พลิกพับ ๆ ๆ...”

สำหรับการดูแลเรื่องหมากพลู บุหรี่ ที่ชาวบ้านทำมาถวายหลวงปู่มั่นนั้น ท่านเคยพูดไว้เช่นกันว่า “ท่านตำหมากวันหนึ่งไม่มากนะ ตอนเช้า ตอนบ่าย และตอนเย็น ๆ บุหรี่ก็ไม่มาก ตอนเช้า ตอนบ่าย แล้วตอนค่ำ บุหรี่นี้จะมีถึง ๓ ครั้ง แต่หมากก็น่าจะเหมือนในระยะเดียวกัน เวลาลูกศิษย์ลูกหาขึ้นไปหาท่าน ท่านคุยแล้วก็ตำหมากถวายท่าน”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 12-08-2015 เมื่อ 03:09
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 24 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #290  
เก่า 19-08-2015, 11:48
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,911 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

หลวงปู่มั่นยกเรื่องหมูเป็นคติ

“.. บางทีพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นท่านพูดมีตลกขบขัน อยู่กับท่านมันหากหัวเราะไม่ได้.. เราจะตาย บางทีกลั้นหัวเราะไม่อยู่ มันอดหัวเราะไม่ได้นะ มันทำไมเป็นอย่างนั้น ท่านพูดแปลก ๆ หากเป็นคติด้วยขบขันด้วยอยู่ในตัวนี่แหละ

วันหนึ่งเรามันดื้อสิ หมูตัวขนาดกระโถน แต่มันอ้วน ๆ มันเดินไปขุดดินขึ้นมาริมถนน จนเป็นร่อง มันก็เอาจมูกมันขุดหญ้าแห้วหมูกินเพลิน ท่านก็เดินบิณฑบาตไปทางนั้น พูดไปพลาง.. มองหางตาแย็บมาหาเรา

‘นี่เห็นไหม หมูเขาไม่มีจอบมีเสียบ เขายังขุดได้ เห็นไหม เขาไม่ยอมตาย เขาขุดกินหญ้าแห้วหมูเห็นไหม พระเราจะไปโง่อะไรนักหนา ปัญญามี ขุดลงไปสิ!


ท่านว่าอย่างนั้น อุบายของท่านออกอย่างนั้น อันนี้พอผ่านไปแล้ว เราก็ไปเจอหมูตัวถัดกันไป มันกำลังเอาจมูกขุดดินกินหญ้าแห้วหมู เราไม่ได้ตั้งเจตนาอะไรนะ เราเดินไปนั่น เวลามันขุดอยู่นี่มันจะทำยังไง เราจึงสอดเท้าเข้าไปใต้ท้อง มันตื่นกระโดดหนีตกลงร่อง ตกไปแล้วมันไม่แล้วยังหงายท้องขาชี้ฟ้า

ท่านมองมา “มันเป็นอะไร มันเป็นอะไร ๆ”

เราไม่ทราบว่าจะพูดยังไง มันขบขันนี่สิ เรื่องมันขบขันนะ “ว่าแต่พระไม่มีปัญญา บทเวลาหมูตัวมีปัญญาตกไปงี้ หงายท้อง” มันอดหัวเราะไม่ได้

ทีนี้ถึงเวลาให้พร ท่านเป็นองค์ ยถาฯ สัพพีฯ ส่วนเราเป็นคนรับสัพพีฯ พอถึงคำว่า สัพพีฯ เรารับไม่ได้เราก็นิ่ง กลั้นหัวเราะ จะรับได้อย่างไรมันคอยจะพุ่งออกมาอยู่นี่ (หัวเราะ) เราก็เลยรับไม่ได้นี่นะ ท่านก็สัพพีคนเดียว หมู่เพื่อนก็เลยรับทางโน้น เราก็เลยสัพพีไม่ได้เลยนะ ทีนี้พอพ้นหมู่บ้านแล้ว ท่านก็ว่า “ทำไมขึ้น ยถาฯ ให้ สัพพีฯ ไม่เห็นรับ”

“ผมอยากหัวเราะ มันขำจะตาย”

“หึ! เท่านั้นก็อยากหัว (หัวเราะ)” ท่านว่า

มันขบขันนะ เพราะท่านพูดท่านไม่มีอะไรนี่ ไอ้เรามันเป็นบ้านี่ อดหัวเราะไม่ได้ ที่เราทำหมูไม่ใช่อะไรนะ เราทำด้วยความรักหมูต่างหาก เราไม่ได้ทำความแกล้งท่านอะไร แม้นเม็ดทรายหนึ่งก็ไม่มี แต่นี่เราพูดสนุกเฉย ๆ ทำไมมันถึงฉลาดนัก หมูเรานี่นะ เหมือนลักษณะอย่างนั้น แต่ความจริง เราไม่มีเจตนาอย่างนั้น คือมันอ้วนมันน่ารักนี่

นั่นล่ะ เรื่องมันเป็นอย่างนั้น ขบขันจะตาย ท่านมีอุบายแปลก ๆ ที่เราไม่เคยคิดเคยคาดนะ ไปเจออะไรนี่.. จะออกมาปุ๊บ ๆ เป็นคติทั้งนั้น นี่เป็นนิสัยของพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น สมกับท่านเป็นครูเป็นอาจารย์

คำที่ว่า “ศาสดา” ไม่ใช่ขึ้นบนธรรมมาสน์นั่งเทศน์แล้วถึงจะว่าศาสดานะ บทอากัปกิริยาทุกอย่าง ความเคลื่อนไหวไปมาขององค์ศาสดานั่นแหละ คือครูเอกนะ เป็นคติ จับมาเป็นคติได้หมดเลย ไม่จำเป็นจะต้องตั้งหน้าตั้งตาเทศน์ ให้การอบรมสั่งสอนถึงจะว่าเป็นศาสดา ความเคลื่อนไหวไปมาขององค์ศาสดานั่นล่ะ คือครูของโลกตลอด ยึดได้หมด เป็นคติ

อันนี้พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นก็เหมือนกัน เคลื่อนไหวอะไรออกไปมีแต่เป็นคติ พูดออกมาแย็บ ๆ หนึ่งก็มีคติเตือนใจ บางทีเวลาท่านเปิดเต็มที่ ท่านบอกว่า “ถ้าจะสมมติ เอาบริเวณที่เขาล้อมรั้วของวัดนี้ มันกว้างขนาดไหน คนเต็มทั่วโลกนี้ สู้จิตวิญญาณในบริเวณวัดนี้เท่านั้น.. ไม่ได้

คือท่านยกเอาคน เฉพาะคนทั้งหมดทั้งโลกนี้ ไม่รวมสัตว์นะ ก็ยังสู้จิตวิญญาณในวงวัดนี้ไม่ได้ ท่านว่าอย่างนี้ นั่นลึกลับมาแต่ไหน ลึกลับสำหรับสายตาคน แต่ไม่ลึกลับสำหรับความจริงต่อความจริง ความจริงต่อความจริงคืออะไร ? คือธรรมชาติที่รู้ ก็รู้ตามความจริง...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 19-08-2015 เมื่อ 14:45
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #291  
เก่า 25-08-2015, 11:58
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,911 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ตัดคอรองแทนหมู่เพื่อน

เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระแก่หลวงปู่มั่น ท่านจะคอยเป็นหูเป็นตาสอดส่องดูแลพระเณร คอยสังเกตอัธยาศัยใจคอพระเณรที่อยู่รวมกัน ทราบกันว่า ในยามที่พระเณรมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นคราใด ท่านมักจะออกรับผิดกับหลวงปู่มั่นแทนหมู่เพื่อน ชนิดยอมตัดคอออกรองเลยก็ว่าได้ ดังนี้

“... ตอนจะฉัน ท่านเอาตอนที่ปิดประตูตีหมา เพื่อมันจะได้ขี้ทะลักออก เรานั่งอยู่นี้ ก็ท่านนั่งอยู่นั้น กำลังจะฉันท่านพูดเปรย ๆ ขึ้นว่า
‘พระเรานี้ แต่ละองค์ ๆ นิสัยไม่เหมือนกัน องค์หนึ่งเด่นทางหนึ่ง ๆ ท่านกงมาก็เด่นทางผ้า มาทีไรต้องได้ผ้ามาเป็นไม้ ๆ


ทั้ง ๆ ที่ผ้าหายากนะ สมัยนั้นสงครามโลก ผ้าหายาก ท่านหามาแต่ไหนก็ไม่รู้แหละ

อาจารย์สีลา บ้านวา อากาศอำนวย นี้เก่งทางมีดโกนทอง มาทีไรเป็นกำ ๆ เป็นมัด ๆ มาเลย แจกพระเณรได้ทั่วทั้งวัด

องค์นั้นเก่งทางนั้น ๆ เราก็ฟังไปอย่างนั้นแหละ องค์นั้นเด่นทางนั้น ๆ เราก็มีแต่เพลิน ฟังทั้งอ้าปากค้าง... พอท่านชมองค์นั้นองค์นี้หมดแล้ว ก็หันมาหาเราชี้นิ้วเลยว่า
‘นี่ ! ตัวยุ่งที่สุดคือตัวนี้ นี่ยุ่งที่สุด ไปที่ไหนอะไรแหลกไปเลย อะไร ๆ ที่ไหน มันไปยุ่งเอาหมด อะไรอยู่ที่ไหนมันไปเห็นหมด ไปยุ่งหมด’


‘กูตาย’ เราอุทานในใจ เอาแล้วที่นี้จะสู้ท่านได้ยังไง เรามัวแต่ฟังท่านเพลิน เวลาท่านจะฟาดเรานี้ เราไม่ได้ดู ท่านใส่เอาอย่างถนัด เราก็หมอบ ก็มันเป็นความจริง นึกว่าท่านจะไม่รู้ เห็นไหมล่ะอย่างนั้นแล้วเวลาท่านตี

เรื่องพระเณรก็เหมือนกัน เรานี้เรียกว่ารับแทนหมู่เพื่อนในวัด เด็ดดุก็อยู่กับเรา แต่เวลาจำเป็นนี้.. เราตัดคอเข้ารอง ใครผิดที่ไหนเราก็หาอุบายสอดเข้าไป หาอุบายเข้าไม่ได้ ไม่ได้แต่งขึ้นนะ มันหากมีเงื่อนพอเข้าถึงได้เราก็ไป อันนั้นผิดอย่างนั้น ผิดอย่างนี้

เราก็บอกว่า ‘เรื่องราวมันเกี่ยวกับเรื่องกระผม เราสั่งให้หมู่เพื่อนทำอย่างนั้น ๆ’ เราก็ว่าไป พอมาถึงเรา เราเป็นคนผิดแล้วท่านก็นิ่งเสีย นิ่งหนหนึ่ง นิ่งสองหน นิ่งหลายหนต่อหลายหน พระเณรไม่ใช่น้อยองค์นี่ เดี๋ยวองค์นั้นผิดอย่างนั้น องค์นี้ผิดอย่างนี้ มีแต่เราเป็นผู้ไปตัดคอรอง

ครั้นนาน ๆ เข้าก็เอาตอนฉันจังหันนั่นละ ตอนเงียบ ๆ บทเวลาจะขึ้น ท่านกล่าวว่า..

พระเณรผิดท้ายวัดหัววัดก็มหาบัวผิด พระเณรหูหนวกตาบอดผิดก็มหาบัวผิด เป็นใบ้เป็นบอก็มหาบัวผิด มหาบัวผิดทั่วทั้งวัด พระเณรหูหนวกตาบอดเป็นบ้าเป็นบอมาจากไหน เข้ามาในเขตวัดนี้มีแต่ผู้ถูกทั้งหมด มหาบัวผิดคนเดียว เหอ
...! มหาองค์นี้มันโง่ถึงขนาดนั้นเชียวเหรอ

ท่านรู้แล้วว่าเราตัดคอรองหมู่เพื่อน เราก็หมอบเสียอย่างนั้นละ..เห็นไหม ? ท่านจับได้หมด เวลาพระเณรจะเป็นจะตาย.. เราก็ตัดคอรอง แต่เวลาออกมาแล้วก็สอน อย่างน้อยก็สอน มากกว่านั้นจับบิดเอาเลย ‘ทำไมทำอย่างนั้น ๆ’ จี้เอาเลย ก็เราเป็นคนรองออกมาแล้ว นั่นละ..ไม่ได้นึกว่าท่านจะรู้จะจับได้ เห็นไหมล่ะ จับได้หมดเลย อย่างนี้สิเราถึงได้เทิดทูน

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 25-08-2015 เมื่อ 12:31
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #292  
เก่า 09-09-2015, 13:19
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,911 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นนี้ท่านตามดูจริง ๆ จับทั้งส่วนหยาบ ส่วนละเอียด จับหมดเลย เพราะฉะนั้น เราถึงเทิดทูนสุดยอด อะไรก็ตามท่านเห็นหมด เราพยายามทำแบบไหน ท่านเห็นหมด แต่ท่านก็พอที่จะคิดบ้างว่า

‘นี่มันก็ต้องใช้ปัญญาเต็มภูมิมันนั่นแหละ แต่ปัญญานี้มันเป็นปัญญาหางอึ่ง’


เพราะฉะนั้น เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับพ่อแม่ – ครูอาจารย์มั่นนี้ลงใจทันที เราสุดกำลังความสามารถของเราที่จะพินิจพิจารณาสังเกตสังกาท่าน ไม่ว่าหลักธรรมหลักวินัยไม่มีเคลื่อนคลาดเลย ที่เราเทิดทูนสุดยอดก็คือ เรื่องความฉลาดแหลมคมของท่าน การปฏิบัตินี้ตรงแน่วตามตำรับตำรา พระวินัยข้อไหน ๆ ตรงไหนท่านเก็บหอมรอมริบเรียบหมด ไม่มีเรี่ยราดสาดกระจาย พรรณนาไม่หมด เรื่องเรดาร์ท่านจับเรานี่ท่านจับจริง ๆ ไม่ใช่ธรรมดา...”

มีอยู่คราวหนึ่ง ท่านไม่สบาย ป่วยหนักจนลุกไม่ขึ้น ทั้งลมก็แรงตลอด ฝนก็ตกทั้งคืน ใบไม้จึงร่วงหล่นมากมาย พอเช้ามาหลวงปู่มั่นไม่ได้ยินเสียงปัดกวาดใบไม้เหมือนทุก ๆ วัน รู้สึกผิดจากปกติมาก หลวงปู่มั่นจึงถามขึ้นทันทีว่า

“หือ..พระเณรไปไหนหมด..หือ ? ท่านมหาไปไหน ?”


พระเณรตอบว่า “ท่านอาจารย์มหาป่วย

หลวงปู่มั่นพูดแบบดุ ๆ ขึ้นทันทีว่า “หือ..ท่านมหาป่วยเพียงองค์เดียว วัดร้างหมดเลยเชียวหรือ ?

ที่กล่าวเช่นนี้ เป็นเพราะโดยปกติประจำวันท่านจะคอยใส่ใจ เป็นธุระนำหน้าหมู่คณะออกทำข้อวัตรต่าง ๆ ทุกชิ้นทุกอันอยู่เสมอ เมื่อมาเจ็บป่วยจนลุกไม่ขึ้น พระเณรจึงยังไม่ทันทราบ เลยไม่มีใครพาเริ่มต้นทำข้อวัตร ทำให้เช้าวันนั้นดูเงียบผิดปกติ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 09-09-2015 เมื่อ 17:29
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 24 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #293  
เก่า 22-09-2015, 18:12
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,911 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ยาดีของหลวงปู่มั่น

และในบางครั้งที่ท่านป่วยไข้อย่างหนัก มีอยู่เหมือนกันที่หลวงปู่มั่นเมตตาเอายาไปให้ฉันด้วยตนเองเลยทีเดียว ท่านเล่าให้ฟังอย่างไม่มีวันลืมเหตุการณ์นี้ไปได้เลย ดังนี้

“... เรามีนิสัยวาสนาอย่างหนึ่งเหมือนกัน คือไม่ค่อยได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับโรงพยาบาล ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ไม่ไป ยิ่งเวลาออกปฏิบัติอยู่นั้นยิ่งไม่สนใจกับหมอ
เลย ยาไม่เคยติดย่ามแม้เม็ดเดียว อยู่แบบหมูแบบกวาง เวลามันจะป่วยมันไปหาโรคมาจากไหน ? ทำไมเป็นได้ ? ธรรมแก้ตัวเอง แก้อย่างนั้น เวลามันจะหายมันไปหาโอสถมาจากไหน ? เกิดที่ไหนมันก็ตายที่นั่นแหละ

เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยใครเอายามาให้ เราบอก ‘อย่ามายุ่ง’ ทีนี้หลายครั้งหลายหน ท่านเห็น ท่านก็มาเองล่ะสิ คึกคักเข้าไปถึงตัวเราเลยนะ เรานอนไข้อยู่นะ

‘นี่ ! นี่ ! ได้ยามาแล้วนะ ท่านมหานะ นี่ ! ได้ยาดีวิเศษมาให้ พอฉันปุ๊บจะหายทันที เอ้า ! เอ้า ! ฉัน’ ท่านว่าอย่างนั้นเลย มือยื่นให้พร้อมเลย ตกลงเราก็ต้องฉัน


ถ้าเป็นเรื่องพ่อแม่ – ครูอาจารย์มั่นนี้ เราไม่เคยปฏิเสธเลย ท่านพูดเลยว่า ‘ยานี้สำคัญมาก ยาดีนะ ฉันแล้วหาย หาย หาย จะหายก่อนฉันด้วยซ้ำนะ’

ท่านเสกสรรยาของท่าน แล้วท่านก็ยื่นเข้ามาให้เลย

‘เอา... เอา... เอาให้มันหายเดี๋ยวนี้เลย’


นี่ถ้าว่าเด็ดจริง ๆ ท่านก็เป็นอย่างนั้นนะ พ่อแม่ครูอาจารย์มั่น เพราะท่านทราบว่านิสัยเราเป็นอย่างนั้น เวลาเด็ดเราก็ยอมรับ เพราะเรามันจริงจังท่านจึงเอามาเอง ฉันแล้วก็ไม่หาย เราก็ไม่สนใจว่าหายหรือไม่หาย ... นี่พูดถึงพ่อแม่ – ครูอาจารย์มั่น ท่านปฏิบัติต่อเรา ท่านเอาอย่างนั้น กับองค์อื่น ๆ ก็ไม่เห็นท่านทำ...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 23-09-2015 เมื่อ 02:58
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #294  
เก่า 28-09-2015, 11:26
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,911 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ฟันหลวงปู่มั่นหลุด

วันหนึ่งท่านเนตร (พระอาจารย์เนตร กนฺตสีโล) นั่งอยู่ติดทางบันได ส่วนเราก็นั่งอยู่นี่ติดกับพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น สนทนากันสักประเดี๋ยวพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นพูดขึ้นว่า

"โอ้! ฟันเราหลุด ฟันหลุดหายตอนอาบน้ำ”


“หลุดหายที่ห้องน้ำเหรอ ?”

“เออ ! ก็ที่ห้องน้ำนั่นแหละ” ท่านว่าอย่างนั้น

พอว่าอย่างนั้น เราก็ลุกปุ๊บ ท่านเนตรก็ลุกปั๊บเลย ท่านอยู่ใกล้ห้องน้ำกว่าเรา ท่านจึงลงได้เร็วกว่าเรา เราอยู่ด้านข้างใน กว่าจะออกมา ท่านเนตรไปก่อนแล้ว

พอไปถึงห้องน้ำ เราก็จับหลังท่านไสล้มลง ตาก็ล่อกแล่กสาดส่องมองหา แต่ท่านเนตรก็พบฟันก่อนเรานะ พอดูดี ๆ กลายเป็นฟันลอง (ปลอม) อู้ย !.. นึกว่าฟันจริง หมดท่าเลย ...(หัวเราะ)...

เออ ! บาปมันสู้บุญไม่ได้นะ เรามันไม่ซื่อสัตย์สุจริตนี่ พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นท่านก็ดูอยู่ คงคิดว่า “พวกบ้าสองตัวนี้มันทำอะไรกัน ?”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 28-09-2015 เมื่อ 17:27
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #295  
เก่า 02-10-2015, 10:00
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,911 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ถวายเปลือกน่อง

ในการปฏิบัติต่อที่พักหลับนอนของหลวงปู่มั่นนั้น ท่านก็ทำอย่างละเอียดลออที่สุด แม้อย่างนั้น หลวงปู่มั่นก็มีอุบายที่จะเตือนมิให้นิ่งนอนใจ ดังนี้

“... จัดที่หลับที่นอนให้เราก็พยายามเต็มที่เต็มฐาน เราจัดที่นอนให้ท่านปูเสื่อปูอะไร ที่นอนท่านบอกอย่างดีนะ บอกอย่างนี้ ๆ โอ๊ย.. จดจำเก่งยิ่งกว่าอะไรนะ เราก็พยายามทำแต่ไม่นานก็พลิกปุ๊บ แต่ก่อนได้ยินแต่เพื่อนฝูงเล่าให้ฟัง ครูบาอาจารย์ ผู้ท่านปฏิบัติมาก่อนเล่าให้ฟัง

‘เรื่องทำกับพ่อแม่ครูอาจารย์นี้มันไม่ถูกแหละ เพราะมันไม่ถูกอยู่ที่หัวใจเรา เดี๋ยวท่านก็พลิก เดี๋ยวท่านก็ดุ เราก็จำเอาไว้ก็จริง ทำเหมือนกับว่าจะเอาดินสอขีดไว้โน่นละ แม้แต่วางกาก็เหมือนกับจะเอาดินสอขีดเอาไว้ กำหนดไว้ให้ดี สุดท้ายก็เอาปั๊บอีกแหละ ทำไมทำอย่างนี้ ต้องทำอย่างนี้ ๆ ซี’


ท่านก็พลิกไปนิดหน่อยเท่านั้นละ ไม่มาก ความจริงคือ จิตของเราพอเห็นว่าถูกแล้วมันนอนใจนะ ไม่ระเวียงระวัง มันนอนใจ ท่านพลิกปั๊บ ตรงนั้นไม่ให้นอนใจ ให้ได้ใช้ความคิดความหมาย เรารู้ตามหลังนั่นน่ะ

‘อ๋อ... เป็นอย่างนี้เอง’


ท่านให้ใช้ความคิด ไม่ใช่ทำแบบเซ่อ ๆ ถูกอยู่กับคำว่าถูก นอนอยู่นั้นเสีย ไม่ได้ใช้ความคิดเลยไม่เกิดปัญญา นี่.. สอนให้เกิดปัญญาจะว่าไง ท่านสอนเพื่อความฉลาดทุกระยะแล้วท่านก็พลิกเรื่อย ๆ

แต่ก่อนเราก็ไม่เข้าใจอะไรนัก ทีนี้ต่อมา ๆ เข้าใจ อ๋อ.. เป็นอย่างนั้น ๆ เพราะท่านไม่ได้คุ้นกับอะไร.. จิตท่าน แล้วอุบายวิธีที่ไม่คุ้นกับอะไรนั้นน่ะ มันเป็นอุบายที่ถูกต้องสำหรับผู้มีกิเลสที่จะถอดถอนกิเลส ความนอนใจไม่ใช่เป็นสิ่งถูกต้อง นี่.. ยอมรับท่าน...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 02-10-2015 เมื่อ 11:24
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 23 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #296  
เก่า 07-10-2015, 12:28
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,911 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

อีกเรื่องหนึ่งที่องค์หลวงตาว่า เป็นสิ่งที่สลักลึกอยู่ภายในใจของท่านตลอดมา คือเรื่องเปลือกน่อง เมื่อนำมาทุบตีและแผ่ออกแล้ว ใช้ทำเป็นอาสนะนั่งได้เป็นอย่างดี ดังนี้

“.. ท่านอาจารย์มั่นท่านว่า ‘แต่ก่อนเคยใช้เปลือกน่อง ทุกวันนี้ไม่ค่อยได้ใช้ ไม่มีต้นน่อง


ชื่อต้นไม้ ชื่อ “น่อง” เป็นต้นไม้เปลือกหนา ๆ เวลาเราต้องการจะเอามาปูนี้ เราไปตีย่น ๆ ๆ เข้ารอบต้นทุก ๆ ด้าน แล้วแผ่ออกมา มันก็อ่อนนุ่ม ๆ อยู่ในตัวของมันเอง เอามาตากแห้งเรียบร้อย แล้วก็เอามานั่งทำเป็นอาสนะ พอท่านพูดถึงเรื่องเปลือกน่องว่า

‘แต่ก่อนใช้เปลือกน่องอยู่เป็นประจำ แถวถิ่นนี้ไม่มีเปลือกน่องเลย ไม่ได้ใช้เปลือกน่อง’


เราก็กราบเรียนท่านทันทีว่า ‘มี’

ท่านถามว่า ‘จะมีอยู่ที่ไหน ?’

‘อยู่ทางโน้นมี กระผมไปเที่ยวถ้ำนั้น ๆ จังหวัดสกลนคร มี..มีเยอะ’ กราบเรียนท่านอย่างนั้น

‘กระผมจะไปหามาถวายให้’ ท่านนิ่ง ๆ

แล้วจากนั้นมาอีก ๒ – ๓ วัน ก็กราบเรียนท่านถึงเรื่องที่จะไปเอาเปลือกน่องว่า ‘จะต้องค้างคืน จากหนองผือเดินทางไปไม่มีรถยนต์ ต้องเดินไป’

พอตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ตอนค่ำนั้นก็กราบเรียนท่านว่า ‘วันพรุ่งนี้กระผมจะได้ออกเดินทางแต่เช้า ไปฉันจังหันที่อำเภอพรรณาฯ จะไม่ได้มาเกี่ยวข้องเรื่องต่าง ๆ กับพระ กับเณร กับข้อวัตรปฏิบัติต่าง ๆ’

ทีนี้ก่อนที่จะออกเดินทางหนูมันชุม ถ้าสิ่งของไม่เก็บให้ดี ๆ ไม่ได้ หนูมันเข้าไปกัดฉีกไปทำลายหมด บริขารเราก็ไม่มีมากนี่นะ มีเล็ก ๆ น้อย ๆ เราก็จัดเอาของเล็ก ๆ น้อย ๆ มาใส่ถุงย่ามเอาไว้ เสร็จเรียบร้อยแล้วเราก็วางพิงหมอนไว้ที่นั่นแหละ แล้วก็สั่งกับพระเอาไว้ว่า

‘เวลาผมออกไปแล้วนั้น ให้พากันไปเอาย่ามที่ผมเอาของใส่ไว้ข้างในนั้น ให้เอาไปเก็บไว้ดี ๆ นะ ไม่งั้นหนูมันจะกัด’ เราสั่งพระไว้เรียบร้อย พระก็ทราบแล้ว


ทีนี้เราก็ออกเดินทางแต่เช้า พอท่าน (หลวงปู่มั่น) ฉันจังหันเสร็จแล้ววันนั้น ท่านก็ถามพระ ‘ฮึ ! ท่านมหาไปแล้วหรือ ?’

‘ไปแต่เช้าแล้วขอรับ’ พระตอบ

นึกว่าองค์ท่านจะไม่มีอะไรนะ พอฉันเสร็จแล้วลุกจากที่นั่งไปกุฏิเรา ตรงขึ้นข้างบนเลย ขึ้นไปคว้าเอาย่ามที่เราเอาวางไว้ข้างหมอน สะพายย่ามเราลงมานะ พระก็รุมไปหาท่าน ท่านกำลังเอาย่ามเราไปกุฏิท่านนะ แปลกมากอยู่ รู้สึกท่านเมตตามาก เราพิจารณาเพราะไม่เห็นท่านทำกับองค์ใด ๆ อย่างนี้

ทีนี้พอท่านเดินลงมาจากกุฏิเรา พระก็รุมเพื่อจะไปรับย่ามกับท่าน

‘อย่ามายุ่ง’ ท่านว่าอย่างนี้นะ ท่านก็เดินเรื่อย ๆ พระก็เดินตามไป พอไปถึงกุฏิท่านแล้ว ท่านก็เอาย่ามของเราวางข้าง ๆ ท่าน แล้วพระก็รุมตามไปกราบท่าน จากนั้นก็เอาแล้วนะ ทีนี้นะ

‘นี่..ท่านมหาไปทำประโยชน์รู้กันไหมนี่ แล้วของที่ท่านวางไว้นั้น ทำไมทิ้งไว้อย่างนั้น ไม่เห็นใครไปดูแลเก็บสิ่งของ ๆ ท่าน มันยังไงกัน ?
’ ท่านว่าอย่างนั้น


พระก็เลยกราบเรียนท่านว่า ‘ก่อนที่ท่านจะไป ท่านได้สั่งพวกกระผมเรียบร้อยแล้ว ว่าท่านได้จัดย่ามวางไว้ข้างหมอน ให้ไปเก็บด้วย หนูมันจะกัด พวกกระผมฉันจังหันเสร็จเรียบร้อยจึงจะไปเอามาเก็บ แต่พ่อแม่ครูอาจารย์ไปเอามาเสียก่อน’

ท่านก็เลยนิ่งนะ

พอคุยกันพอสมควรแล้ว พระก็คลานขึ้นมาเอาย่าม ท่านก็ไม่ว่าอะไร รู้สึกว่าท่านจ้องมากนะ สำหรับเรา..เหมือนเรดาร์ จับตลอดเลยความเคลื่อนไหวของเรา ไปไหนมาไหนจับตลอด...”

================================

*เปลือกน่อง* ชื่อพื้นเมือง จ้อยนาง ยาค่าง ย่าน่อง (เชียงใหม่) ชะแวะ ยางน่องขาว (นครราชสีมา) เทียนขโมย (เพชรบูรณ์) ย่านาง (ภาคกลาง ภาคเหนือ) ชื่อวิทยาศาสตร์ Antiaris toxicaria Lesch. sbsp. toxicaria ลักษณะไม้ต้น น้ำยางสีขาว ใบเดี่ยวเรียบสลับ มีขนปกคลุมหนาแน่น ดอกช่อ ออกที่ง่ามใบ ผลรูปรี สีแดงเข้ม เมื่อสุกสีดำ สรรพคุณ เปลือกและใบ แก้ไข้ น้ำคั้นจากใบใช้ในปริมาณน้อย เป็นยากระตุ้นหัวใจ น้ำยาง ใช้เป็นยาพิษ ทาลูกหน้าไม้ยิงสัตว์ เมล็ด แก้ท้องร่วง แก้ไข้ แก้บิด

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 08-10-2015 เมื่อ 16:54
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 22 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #297  
เก่า 09-10-2015, 11:08
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,911 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

แรงกรรม.. อุจจาระราดทางหลวงปู่มั่น

มีเรื่องหนึ่งที่องค์หลวงตาเล่าไว้ แต่ไม่ได้บอกไว้ว่าเกิดขึ้นหมู่บ้านใด เรื่องเกิดขึ้นในตอนเช้า ขณะหลวงปู่มั่นเดินบิณฑบาตผ่านทุ่งนาของเขา แต่เจ้าของไม่ต้องการให้ท่านเหยียบผ่านคันนาของเขาไป ดังนี้

“... เขาว่าทำคันนาเขาเสียหาย เขาก็เอาขี้ไปราดตามคันนาไว้ ไม่ให้ท่านเดินผ่านมาบิณฑบาตที่นั่น เขาโกรธเคียดให้ท่าน สำหรับท่านเฉยอยู่ ท่านไม่สนใจล่ะ


แล้วสุดท้ายในที่สุด คนพวกนี้ก็เลยกลายเป็นคนบ้ากันทั้งครอบครัว มันช่างเป็นไปต่าง ๆ นานา ไม่เป็นบ้าก็เป็นใบ้ ที่เป็นหมดทั้งครอบครัวเพราะพวกนี้ก็พลอยยินดีในเรื่องนี้ไปด้วย แต่คนที่ลงมือทำเป็นพ่อ

พอพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นออกมาบิณฑบาต ท่านจึงเหยียบขี้ที่เขาเทราดไว้ เปรอะเปื้อนเท้าไปหมด

เมื่อเป็นดังนั้น พวกคนที่อยู่ในครอบครัวเดียวกันคงจะดีใจ พลอยยินดีไปด้วย คือสมรู้ร่วมคิดเป็นใจแล้วกรรมส่งผลให้เป็นบ้า ผู้เฒ่าหัวหน้าครอบครัวก็เป็นบ้า แล้วลูกเต้าเกิดมาเป็นบ้าก็มี เป็นใบ้ก็มี คนดี ๆ หาไม่ค่อยได้ในบ้านนั้น เป็นกันอยู่อย่างนั้น จนชาวบ้านเขาลือกันว่าเป็นเพราะทำกับท่าน

ตั้งแต่นั้นมาไม่มีจะกิน ยากจน คนเขาชี้หน้าด่าทอกันหมดทั้งหมู่บ้าน เพราะใคร ๆ เขาก็รู้กันทั้งหมู่บ้าน ว่าทำกรรมอันน่าทุเรศกับท่านอย่างนั้น เวลากรรมบันดลบันดาลมันให้ผล มันเป็นให้โลกเขาเห็นทั้งบ้านทั้งเมืองเหมือนกัน นี่แหละที่เรียกว่า กรรมตามทัน...

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 09-10-2015 เมื่อ 15:19
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 22 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #298  
เก่า 12-10-2015, 14:23
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,911 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ไม้กวาดสอนศิษย์

แม้หลวงปู่มั่นจะให้ความเมตตาเป็นพิเศษหลายอย่าง แต่ก็มีเหมือนกันที่ทำให้ท่านต้องถูกหลวงปู่มั่นดัดนิสัยเอาบ้าง ดังนี้

“... ท่านดัดนิสัยเราหนหนึ่ง เราไม่ลืมเลย เรื่อง “ไม้กวาดด้ามหนึ่ง” ที่เราคิดว่าใช้ไม่ได้แล้ว จึงทิ้งเข้าไปในป่า วันต่อมา เราไปเดินจงกรมอยู่ในป่า ถึงเวลาปัดกวาด เราออกมาแล้วเอื้อมมือไปหยิบไม้กวาดที่สอดไว้ใต้ถุนกุฏิ แล้วไปเห็นไม้กวาดด้ามที่เราทิ้งในป่ามาเหน็บอยู่ที่นั่น

‘อ้าว ! ไม้กวาดนี้มันมาได้ยังไง !’


เราจับเอาไม้กวาดออกมาดู ‘อ้อ ! ไม้กวาดนี้เป็นไม้กวาดที่เราทิ้งไปเมื่อวันก่อน ใครหนอเอามาเหน็บไว้ที่นี้ ? คงเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์นั่นแหละ ท่านสอนเรา’ เห็นดังนั้น เราก็หมอบเลย

ตั้งแต่นั้นมา “ไม้กวาดด้ามนั้น” ก็เป็นอาจารย์เอกทีเดียว ถ้าพอซ่อมได้ยังไง เราจะซ่อมเต็มเหนี่ยวเลยนะ นี่แสดงว่ามันพอใช้ได้อยู่.. เอาไปทิ้งทำไม ! ท่านเทศน์สอนเรา ไม้กวาดนี้ต้องซ่อมให้เรียบร้อย จนใช้ไม่ได้แล้วถึงจะทิ้ง ถ้าทิ้งครั้งที่สองนี้ ท่านน่าจะเอามาตีหน้าผากเรา ครั้งนี้ยังไม่ตี อย่างนั้นล่ะ...ท่านสอนเรา อุบายท่าน เราก็ปฏิบัติตามนั้นเลย...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 12-10-2015 เมื่อ 14:58
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 23 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #299  
เก่า 16-10-2015, 11:18
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,911 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

คุณยายกั้ง ผู้มีญาณหยั่งรู้

ในหมู่บ้านหนองผือมีบ้านอยู่ ๗๐ หลังคาเรือน มีคุณยายนุ่งขาวห่มขาวคนหนึ่งชื่อ “กั้ง” อายุราว ๘๐ ปี เป็นนักภาวนาสำคัญคนหนึ่ง ที่หลวงปู่มั่นเมตตาเป็นพิเศษเสมอมา คุณยายอุตส่าห์ตะเกียกตะกายไปศึกษาธรรมกับท่านที่วัดป่าบ้านหนองผือเสมอ ดังนี้

“... แกใช้ไม้เท้าเป็นเครื่องพยุงออกไปหาพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น กว่าจะถึงวัดต้องพักเหนื่อยระหว่างทางถึง ๓ - ๔ ครั้ง ทั้งเหนื่อยทั้งหอบ น่าสงสารมาก บางทีท่านพระอาจารย์มั่นก็ทำท่าดุเอาบ้างว่า ‘โยมจะออกมาทำไม มันเหนื่อยไม่รู้หรือ แม้แต่เด็กเขายังรู้จักเหนื่อย แต่โยมแก่จนอายุ ๘๐ – ๙๐ ปีแล้ว ทำไมไม่รู้จักเหนื่อยเมื่อยล้า มาให้ลำบากทำไม ?’


แกเรียนตอบท่านอย่างอาจหาญ ตามนิสัยที่ตรงไปตรงมาของแกว่า ‘ก็มันอยากมา มันก็มาซิ’...”

คุณยายแกมีหลานชายคนหนึ่ง เป็นโยมอุปัฏฐากหลวงปู่มั่น คอยส่งบาตรทุกวัน พอองค์ท่านรับบาตรเสร็จแล้ว ก็จะสะพายบาตรไปส่งที่วัดทุกวันไม่เคยขาด องค์หลวงตากล่าวถึงการภาวนาของคุณยายว่า

คุณยายแกภาวนาดี มีหลักเกณฑ์ทางจิตแล้ว แกยังมีปรจิตวิชชา คือสามารถรู้พื้นเพดีชั่วแห่งจิตคนอื่นได้ด้วย และมีนิสัยชอบรู้สิ่งแปลก ๆ ภายนอกด้วย เวลาแกมารับการอบรมกับท่านอาจารย์มั่น แกเล่าความรู้แปลก ๆ ถวายท่านด้วยความอาจหาญมาก ท่านทั้งขบขันทั้งหัวเราะ ทั้งเมตตาว่ายายแก่นี้อาจหาญจริง ๆ ไม่กลัวใคร


คุณยายสามารถรู้เรื่องความคิดจิตใจของใครต่อใครได้ จนบางครั้งหลวงปู่มั่นยังได้ถามคุณยายแบบขบขันว่า “รู้เรื่องนั้นไหม ?”

คุณยายก็ว่า “รู้”

“แล้วเรื่องนี้รู้ไหม ?” ก็ว่า “ก็รู้อีก”

หลวงปู่มั่นเลยลองถามว่า “แล้วรู้ไหม ? จิตของพระในวัดหนองผือนี้”

คุณยายว่า “ทำไมจะไม่รู้” แถมพูดแบบขู่เลยว่า “รู้หมดแหละ”

คุณยายเคยเล่าเรื่องภาวนาให้หลวงปู่มั่นฟังอย่างอาจหาญว่า “มองมาวัดหนองผือแห่งนี้สว่างไสวทั่วหมดเลย มีแต่พระภาวนา ดวงเล็ก ดวงใหญ่ เหมือนดาวอยู่เต็มวัด

เวลาเล่าถวายหลวงปู่มั่น คุณยายจะพูดแบบอาจหาญมากไม่กลัวใคร แม้พระเณรจำนวนร่วมครึ่งร้อยซึ่งมีท่าน (องค์หลวงตามหาบัว) รวมอยู่ด้วย จะนั่งฟังอยู่เวลานั้นด้วยก็ตาม คุณยายก็จะพูดได้อย่างสบาย ไม่สนใจว่าใครจะคิดอะไร พวกพระทั้งหลายพากันรีบล้างบาตร แล้วค่อยมาแอบฟังคำพูดของแก อยู่ทางด้านหลังหอฉัน แกพูดอาจหาญตามหลักความจริงไม่สะทกสะท้าน ดังนี้

“...เวลาพวกทวยเทพทั้งหลายมากราบพ่อแม่ครูอาจารย์ที่หนองผือ หลั่งไหลมา เขามาทิศทางพระไม่อยู่นะ พวกทวยเทพทั้งหลาย เขาเคารพพระมาก คือเขาจะมาทางด้านไม่มีพระ ถ้าพระมากทางด้านไหน เขาจะไม่มาทางนั้น เขาไม่มาสุ่มสี่สุ่มห้านะ


พ่อแม่ครูอาจารย์บอกกับโยมยายกั้งพูดเข้ากันได้ ท่านบอกว่า

‘ทางด้านนี้พวกเทพมา ใครอย่าไปทำสุ่มสี่สุ่มห้าแถวนั้นนะ นอนก็เหมือนกัน.. หลับครอก ๆ แครก ๆ ให้พวกเทพเขามาปลงธรรมสังเวชไม่ได้นะ ให้รักษามารยาท’


พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นท่านพูดก่อนแล้ว โยมยายกั้งนี้แกมาพูดแบบเดียวกัน แกรู้จิตคนอื่น แกเห็นจริง ๆ รู้จริง ๆ ใครสะอาดผ่องใสขนาดไหนแกเห็น เวลาแกมาเล่านี้ คือแกนิสัยตรงไปตรงมา พูดไม่กลัวใครเหมือนขวานผ่าซาก รู้อย่างไร.. พูดอย่างนั้น แกเป็นคนตรงไปตรงมา พวกพระก็สนุกฟัง..

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 16-10-2015 เมื่อ 14:00
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 23 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #300  
เก่า 22-10-2015, 17:19
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,361
ได้ให้อนุโมทนา: 23,340
ได้รับอนุโมทนา 187,911 ครั้ง ใน 5,403 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ยายกั้งมาเล่าถวาย ถึงการล่วงรู้จิตของท่านและพระเณรในวัด รู้สึกน่าฟังมาก พระเณรทั้งแสดงอาการหวาด ๆ บ้าง แสดงอาการอยากฟังแกเล่าบ้าง แกเล่าว่า

‘นับแต่จิตท่านอาจารย์ลงมาถึงจิตเณร ความสว่างไสวลดหลั่นกันลงมาเป็นลำดับลำดา เหมือนดาวใหญ่กับหมู่ดาวเล็ก ๆ ที่อยู่ด้วยกัน ฉะนั้น รู้สึกน่าดูและน่าชมเชยมาก ที่มองดูจิตพระเณรมีความสว่างไสวและสง่าผ่าเผย ไม่เป็นจิตที่อับเฉาเฝ้าทุกข์ที่กลุ้มรุมดวงใจ แม้เป็นจิตพระหนุ่มและสามเณรน้อย ๆ ก็ยังน่าปีติยินดี และน่าเคารพนับถือตามภูมิของแต่ละองค์ ที่อุตส่าห์พยายามชำระขัดเกลาได้ตามฐานะของตน’


บางครั้งแกมาเล่าถวายท่าน เรื่องแกขึ้นไปพรหมโลกว่า ‘เห็นพระจำนวนมากมายในพรหมโลก ไม่เห็นมีฆราวาสสลับสับปนกันอยู่บ้างเลย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?’

แกหัวเราะแล้วเรียนท่านว่า ‘ลืมเรียนถามพระท่าน เวลาลงมาแล้วจึงระลึกได้ก็มาเรียนถามท่าน ต่อไปถ้าไม่ลืม เวลาขึ้นไปอีกจึงจะเรียนถามพระท่าน’

แล้วแกจึงเรียนถามท่านต่อไปอีกว่า ‘เมื่อคืนนี้ใครกัน มองตรงไหนมีแต่หน้าเต็มไปหมด ?’

ท่านตอบให้ด้วยความเมตตาว่า ‘อ๋อ ! นั่นมันท้าวมหาพรหม เขามานมัสการเรา’ ท่านอาจารย์ตอบปัญหายายกั้งมีความหมายเป็นสองนัย

นัยหนึ่งตอบตามความจริง นัยสองตอบเป็นเชิงแก้ความสงสัยของยายกั้งที่ถาม ต่อมาท่านห้ามไม่ให้แกออกรู้สิ่งภายนอกมากไป เสียเวลาพิจารณาธรรมภายในซึ่งเป็นทางมรรคทางผลโดยตรง ยายกั้งก็ปฏิบัติตามท่าน..”

ความรู้ที่พิเศษอีกตอนหนึ่งก็คือ ที่คุณยายทายใจหลวงปู่มั่นอย่างอาจหาญมาก และไม่กลัวว่าท่านจะดุจะว่าอะไรบ้างเลย คุณยายทายว่า
“จิตหลวงพ่อพ้นไปนานแล้ว ฉันทราบจิตหลวงพ่อมานานแล้ว จิตหลวงพ่อไม่มีใครเสมอทั้งในวัดนี้หรือที่อื่น ๆ จิตหลวงพ่อประเสริฐเลิศโลกแล้ว หลวงพ่อจะภาวนาไปเพื่ออะไร ?”


หลวงปู่มั่นจึงตอบทั้งหัวเราะ และเป็นอุบายสอนคุณยายไปพร้อมว่า

ภาวนาไปจนวันตายไม่มีถอย ใครถอยผู้นั้นมิใช่ศิษย์ตถาคต


คุณยายเรียนท่านว่า “ถ้าไปได้ก็พอไป แต่นี่จิตหลวงพ่อหมดทางไปทางมาแล้ว มีแต่ความสว่างไสวและความประเสริฐเต็มดวงจิตอยู่แล้ว หลวงพ่อจะภาวนาไปไหนอีกเล่า ฉันดูจิตหลวงพ่อสว่างไสวครอบโลกไปหมดแล้ว อะไรมาผ่านหลวงพ่อก็ทราบหมด ไม่มีอะไรปิดบังจิตหลวงพ่อได้เลย

แต่จิตฉัน มันยังไม่ประเสริฐอย่างจิตหลวงพ่อ จึงต้องออกมาเรียนถาม เพื่อหลวงพ่อได้ชี้แจงทางเดินให้ถึงความประเสริฐอย่างหลวงพ่อด้วยนี้”

ทุกครั้งที่คุณยายมา จะได้รับคำชี้แจงจากหลวงปู่มั่นทางด้านจิตตภาวนาด้วยดี ขณะเดียวกัน พระเณรต่างองค์ต่างก็มาแอบอยู่แถวบริเวณข้าง ๆ ศาลาฉัน ซึ่งเป็นที่ที่คุณยายสนทนากับท่าน เพื่อฟังปัญหาธรรมทางจิตภาวนา ซึ่งโดยมากเป็นปัญหาที่รู้เห็นขึ้นจากการภาวนาล้วน ๆ เกี่ยวกับอริยสัจทางภายในบ้าง เกี่ยวกับพวกเทพพวกพรหมภายนอกบ้าง ทั้งภายในและภายนอกเมื่อคุณยายเล่าถวายจบลง ถ้าท่านเห็นด้วย ท่านก็ส่งเสริมเพื่อเป็นกำลังใจในการพิจารณาธรรมส่วนนั้นให้มากยิ่งขึ้น ถ้าตอนใดที่ท่านไม่เห็นด้วยก็อธิบายวิธีแก้ไข และสั่งสอนให้ละวิธีนั้น.. ไม่ให้ทำต่อไป

หลวงปู่มั่นเคยชมเชยคุณยายท่านนี้ให้พระฟังว่า

“แกมีภูมิธรรมสูงที่น่าอนุโมทนา พวกพระเรามีหลายองค์ที่ไม่อาจรู้ได้เหมือนคุณยาย”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 23-10-2015 เมื่อ 02:41
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 23 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 03:12



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว