กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ปี ๒๕๖๔ > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนตุลาคม ๒๕๖๔

Notices

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนตุลาคม ๒๕๖๔ เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนตุลาคม ๒๕๖๔

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 03-10-2021, 21:00
ตัวเล็ก's Avatar
ตัวเล็ก ตัวเล็ก is offline
กรรมการเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Mar 2009
ข้อความ: 10,448
ได้ให้อนุโมทนา: 214,562
ได้รับอนุโมทนา 730,757 ครั้ง ใน 35,603 โพสต์
ตัวเล็ก is on a distinguished road
Default เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๖๔

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๖๔


__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด
(-/\-) (-/\-) (-/\-)
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 36 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 03-10-2021, 23:17
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 30,265
ได้ให้อนุโมทนา: 149,627
ได้รับอนุโมทนา 4,392,252 ครั้ง ใน 33,854 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔ จากช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการอบรมผ่านระบบผ่านระบบ Zoom ซึ่งก็ต้องนั่งกันหลาย ๆ ชั่วโมง ก็เลยทำให้สภาพร่างกายไม่ค่อยจะไหว

ส่วนหนึ่งที่อยากจะบอกกับพวกเราก็คือว่า ในขณะที่เราจะทำสิ่งหนึ่งประการใดก็ตาม หน้าที่สำคัญที่สุดก็คือ การรักษาใจของตนให้ผ่องใสเข้าไว้ เนื่องเพราะว่าถ้าหากอยู่ในช่วงที่กำลังฝึกหัดอยู่ แล้วเราปล่อยเผลอให้กำลังใจของเราไปรับเอา รัก โลภ โกรธ หลง เข้ามา ในช่วงที่กำลังกิเลสยังแข็งกล้า เราจะขับไล่ออกไปได้ยากมาก

ดังนั้น...ถ้าหากว่ามีโอกาสภาวนาจนกำลังใจทรงตัวแล้ว ต้องพยายามรักษากำลังใจนั้นเอาไว้ โดยใช้สติคอยประคับประคอง ไม่ให้หลุดไปจากลมหายใจเฉพาะหน้า ใหม่ ๆ เราอาจจะใช้กำลังใจประคองไว้ได้แค่ไม่กี่นาที แต่พอซักซ้อมนานเข้า ก็สามารถที่จะรักษาระยะเวลาได้นานขึ้น แล้วถ้าเราไม่ทิ้ง..ให้ความใส่ใจ ก็สามารถที่จะรักษากำลังใจไว้ได้เป็นเดือนเป็นปี

แต่ตรงนี้ต้องให้ระวัง เพราะว่าพบมาหลายท่านแล้ว ที่คิดว่าตนเองได้มรรคได้ผล เนื่องจากสมาธิมีกำลังสูง กดให้ รัก โลภ โกรธ หลง ดับไปชั่วคราว การที่สมาธิทรงตัวได้นาน ๆ รัก โลภ โกรธ หลง เกิดไม่ได้ พอหลาย ๆ วันติดกันเข้า ก็มักจะไปเข้าใจว่าตนเองน่าจะได้มรรคได้ผลแล้ว ซึ่งถ้าหากว่าเราได้จริงก็แค่เสมอตัว แต่ถ้าหากว่าไม่ได้ แล้วไปคิดว่าตนเองได้ อันนั้นจะขาดทุนมาก เพราะว่าเราไปคิดว่าตนเองได้แล้ว เราเลยไม่ใช้ความเพียรพยายามในการประพฤติปฏิบัติต่อ จึงทำให้เราเสียประโยชน์ที่จะควรมีควรได้ไปอย่างน่าเสียดาย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 04-10-2021 เมื่อ 03:24
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 35 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 03-10-2021, 23:19
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 30,265
ได้ให้อนุโมทนา: 149,627
ได้รับอนุโมทนา 4,392,252 ครั้ง ใน 33,854 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

การที่เราจะรักษาอารมณ์ใจเอาไว้ได้ ส่วนหนึ่งเราต้องพยายามฝึกทรงอารมณ์ไว้ขณะที่เคลื่อนไหว ก็คือเดินแล้วภาวนาไปด้วย ตรงจุดนี้ต้องใช้ความพยายามสูง เนื่องจากว่าถ้าไม่มีความคล่องตัวมาก่อน ถึงเวลาถ้าเราจับลมหายใจครบ ๓ ฐาน..จะเดินไม่ออก เนื่องเพราะว่าอาการที่ลมหายใจครบ ๓ ฐานนั้น เป็นอาการของปฐมฌาน

คราวนี้การที่เราทรงปฐมฌานนั้น จิตกับประสาทเริ่มแยกออกจากกัน ทำให้บังคับร่างกายได้ยาก ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เราจึงต้องใช้ความพยายามซักซ้อมบ่อย ๆ ถ้าสามารถทำได้ตรงส่วนนี้ หลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ท่านเรียกว่าฌานใช้งาน ก็คือสามารถทรงสมาธิแนบแน่น แล้วทำสิ่งอื่น ๆ ไปได้ด้วยในเวลาเดียวกัน

ถ้าหากว่าเราสามารถทรงตรงนี้เอาไว้ได้ ก็จะช่วยให้เรามีกำลังในการต่อสู้กับกิเลสมากขึ้น เนื่องเพราะว่าส่วนใหญ่พวกเราทั้งหลายนั้น เมื่อถึงเวลานั่งนิ่งอยู่กับที่ กำลังใจก็ทรงตัวดี แต่พอขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว กำลังใจก็มักจะหลุดหายหมด พูดง่าย ๆ ก็คือว่า ทำได้เฉพาะตอนที่นั่งอยู่เท่านั้น

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น โอกาสที่เราจะชนะกิเลสก็เป็นไปได้ยาก เพราะว่ากิเลสไม่ได้มาหาเราเฉพาะตอนที่นั่งกรรมฐาน แต่ว่ากิเลสนั้นตามกัดกินเราอยู่ตลอดเวลา ทุกนาที ทุกวินาที เผลอเมื่อไรก็โดนกิเลสครอบงำเมื่อนั้น เราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฝึกซ้อม จนกระทั่งมีความคล่องตัวในการทรงอารมณ์เป็นอัปปนาสมาธิได้ในทุกอิริยาบถ ไม่เช่นนั้นเมื่อกิเลสเกิดขึ้น เราก็ไม่สามารถที่จะต่อสู้ได้

แล้วถ้าหากว่าโดนกิเลสยึดครองกำลังใจไป หลายต่อหลายท่านก็เสียผู้เสียคนไปเลย ก็คือกำลังใจที่เคยสงบระงับ เยือกเย็น ปราศจาก รัก โลภ โกรธ หลง อยู่ ๆ ก็กลายเป็นว่ารัก โลภ โกรธ หลง เต็มอกเต็มใจของตนเองขึ้นมา สลัดอย่างไร หลีกหนีอย่างไรก็ไม่พ้น กำลังใจเหมือนหน้ามือกลายเป็นหลังเท้า..! หลายคนก็ถึงขนาดเลิกการปฏิบัติธรรมไปเลย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 04-10-2021 เมื่อ 03:26
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 34 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 03-10-2021, 23:22
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 30,265
ได้ให้อนุโมทนา: 149,627
ได้รับอนุโมทนา 4,392,252 ครั้ง ใน 33,854 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ตรงส่วนนี้ พวกเราส่วนใหญ่แล้วมีประสบการณ์ ก็คือ จิตตก สมาธิตก กรรมฐานแตก แล้วถ้ายิ่งไปอยากได้คืน ก็ยิ่งได้คืนยากมาก เพราะว่าตัวอยากเป็นความฟุ้งซ่าน ยิ่งอยากมากเท่าไร กำลังใจก็ไม่มีทางทรงตัวมากเท่านั้น

เราต้องวางกำลังใจว่า เรามีหน้าที่ภาวนา ส่วนกำลังใจจะทรงตัวหรือไม่ทรงตัวก็ช่างเถอะ ถ้าสามารถทำเช่นนี้ได้ ก็จะกอบกู้กำลังใจคืนมาได้ แต่แล้วก็จะประสบพบเหตุที่กำลังใจตกแบบนี้อยู่เนือง ๆ จนกว่าเราจะสามารถเอาชนะกำลังใจไปได้ในระดับหนึ่ง

ถ้าหากว่าถึงตอนนั้นแล้ว ก็เหมือนกับเรามีพื้นฐานรองรับ จิตตก สมาธิตก กรรมฐานแตก ขนาดไหนก็ตาม จะไม่เกินกว่าพื้นฐานตรงนั้น แล้วสามารถกอบกู้กำลังใจคืนมาได้เร็วมาก แต่ว่าในระยะแรกเริ่ม ต้องยอมเหนื่อยในการที่จะซักซ้อมกำลังใจของเรา ให้ทรงตัวให้ได้ในทุกอิริยาบถ ไม่เช่นนั้นแล้วถึงเวลาเผลอเมื่อไร พอขยับตัวแล้วสมาธิเคลื่อน กิเลสก็กินเราแล้ว

การที่เราจะต่อสู้เพื่อชนะกิเลส เป็นสิ่งที่นักปฏิบัติตั้งแต่โบร่ำโบราณมาจนถึงปัจจุบัน ต้องทุ่มเทอย่างชนิดที่เอาชีวิตเข้าแลก ไม่ใช่สักแต่ว่าปฏิบัติธรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วก็จะสามารถชนะกิเลสได้ ต้องตั้งใจจริง ใช้ความเพียรพยายามในการปฏิบัติ ทุ่มเทชนิดสุดกำลังกาย สุดกำลังใจ ขนาดนั้นแล้วหลายต่อหลายท่านก็ยังไปได้ไม่ถึงไหน เหตุที่เป็นเช่นนั้นเกิดจาก ๒ อย่างด้วยกัน

อย่างแรกก็คือทำผิด คำว่าผิด ในที่นี้คือผิดวิธี เนื่องเพราะว่าการปฏิบัติธรรมจะให้ได้ผลนั้นต้องเป็นมัชฌิมาปฎิปทา คือทางสายกลาง ทุ่มเทมากเกินไปก็ไม่ได้ผล ย่อหย่อนมากเกินไปก็ไม่ได้ผล แล้วที่สำคัญที่สุด ทางสายกลางนี้ไม่มีมาตรฐาน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับกำลังกาย กำลังใจ กำลังสติปัญญาของแต่ละท่านที่สั่งสมมา กำลังใจสูงก็มาตรฐานสูง กำลังใจต่ำก็มาตรฐานต่ำ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 04-10-2021 เมื่อ 03:28
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 35 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า 03-10-2021, 23:24
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 30,265
ได้ให้อนุโมทนา: 149,627
ได้รับอนุโมทนา 4,392,252 ครั้ง ใน 33,854 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เราจะเห็นว่าบางท่านนั่งกรรมฐานกันที ๓ วัน ๓ คืนสบายมาก ส่วนของเราแค่ ๓๐ นาทีก็จะตายแล้ว นั่นเป็นเพราะว่าทางสายกลางของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ดังนั้น...เมื่อท่านปฏิบัติธรรมไปแล้วจนรู้สึกว่าไปต่อไม่ไหว ขอให้ลองฝืนดูก่อน ถ้าฝืนแล้วไม่ไหวจริง ๆ ค่อยเลิก หันไปทำสิ่งอื่น ๆ แทน แต่ถ้าฝืนแล้วยังไหว ให้รู้ว่าเมื่อครู่นี้กิเลสหลอกเรา

กิเลสนั้นมีมารยามากอย่างยิ่ง และอาศัยอยู่กับเราจนแทบจะเป็นตัวตนเดียวกัน เมื่อถึงเวลาเราใช้ความเพียรในการแผดเผากิเลส แค่เริ่มวิ่งเข้าหาลมหายใจเข้าออก กิเลสก็รู้ว่าตนเองโดนตีกรอบไปไหนไม่ได้แล้ว ก็จะพยายามอาละวาด นั่งนานนิดหนึ่ง ก็ทำท่าจะตายขึ้นมา

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เราเองจะต้องมีสติมีปัญญาที่เพียงพอ ไม่อย่างนั้นแล้ว เราก็จะไปเข้าใจว่าที่จะตายนั่นก็คือเรา แล้วก็เลิกการปฏิบัติธรรมไป ทำให้กิเลสรอดไปได้ทุกครั้ง เพราะว่าทุกครั้งเราจะรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว จะตายแล้ว เลิกเถอะ ขอให้รู้ว่านั่นเป็นสิ่งที่กิเลสเรียกร้อง ไม่ใช่ตัวเรา

นักปฏิบัติที่แท้จริงนั้นต้องแลกกันด้วยชีวิต ถ้าหากว่าสบโอกาสแล้ว มีอย่างเดียวก็คือต้องตามตี ตามบี้กิเลสให้ตายไปเลย เพราะว่ากิเลสนั้นไม่เคยปรานีเรา เผลอเมื่อไรก็ยึดครองจิตใจของเราเอาไว้ ให้ประสบความทุกข์จาก รัก โลภ โกรธ หลง เป็นปกติ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 04-10-2021 เมื่อ 16:53
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 33 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #6  
เก่า 03-10-2021, 23:25
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 30,265
ได้ให้อนุโมทนา: 149,627
ได้รับอนุโมทนา 4,392,252 ครั้ง ใน 33,854 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

แต่ว่าตัวเราเอง พอถึงเวลากิเลสบอกว่าไม่ไหวแล้ว จะตายแล้ว เราก็ไปรามือให้ทุกครั้ง เพราะว่ารู้ไม่เท่าทันกิเลส จึงทำให้กิเลสรอดไปได้ เมื่อเพาะสร้างกำลังแข็งแกร่งขึ้นมา ก็หันกลับมาทำร้ายเราอีก วันแล้ววันเล่าก็เป็นเช่นนี้ เดือนแล้วเดือนเล่าก็เป็นเช่นนี้ ปีแล้วปีเล่าก็เป็นเช่นนี้ พวกเราจึงควรที่จะรู้สึกเข็ด รู้สึกพอเสียที อย่าให้กิเลสหลอกลวงและชักจูงเราต่อไป ไม่เช่นนั้นเราก็จะตกเป็นทาสอย่างนี้ไปตลอด โดยไม่สามารถที่จะเป็นไทได้

วันนี้ก็ขอบอกกล่าวในส่วนของการประพฤติวัตรปฏิบัติธรรมว่า การปฏิบัติตามทางสายกลางจึงเป็นสิ่งที่จะประสบความสำเร็จ และทางสายกลางนั้นไม่มีมาตรฐาน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หนทางแห่งการรบกับกิเลสนั้น ต้องแลกด้วยชีวิต

ขอให้เข้าใจว่า ถ้าเราสามารถตัดการเวียนว่ายตายเกิดนับชาติไม่ถ้วนลงไปได้ ต่อให้เอาชีวิตของเราไปแลก ก็คุ้มแสนที่จะคุ้ม เพราะว่าไม่ต้องเกิดมาทุกข์ยากลำบากอีกนับชาติไม่ถ้วนเช่นกัน

จึงขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา ตลอดจนกระทั่งเจริญพรบอกกล่าวกับญาติโยมแต่เพียงเท่านี้


พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันอาทิตย์ที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 04-10-2021 เมื่อ 03:42
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 39 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 08:16



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว