กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนกรกฎาคม ๒๕๖๔

Notices

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนกรกฎาคม ๒๕๖๔ เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนกรกฎาคม ๒๕๖๔

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 23-07-2021, 21:20
ตัวเล็ก's Avatar
ตัวเล็ก ตัวเล็ก is offline
กรรมการเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Mar 2009
ข้อความ: 9,351
ได้ให้อนุโมทนา: 181,482
ได้รับอนุโมทนา 521,596 ครั้ง ใน 22,620 โพสต์
ตัวเล็ก is on a distinguished road
Default เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๔

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๔


__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด
(-/\-) (-/\-) (-/\-)
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 41 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 23-07-2021, 23:43
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 25,991
ได้ให้อนุโมทนา: 110,151
ได้รับอนุโมทนา 4,215,772 ครั้ง ใน 29,536 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๒๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔ ในช่วงเช้ากระผม/อาตมภาพก็รับเทียนพรรษา ก่อนหน้าที่เชื้อไวรัสโควิด ๑๙ จะระบาด ทางหน่วยราชการ เอกชน ตลอดจนกระทั่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทองผาภูมิ จะนัดกันมาถวายเทียนพรรษาพร้อมกัน แต่พอเชื้อไวรัสโควิด ๑๙ แพร่ระบาด ก็กลายเป็นต่างคนต่างมา เพราะถ้าหากว่ามาพร้อมกันเป็นจำนวนมาก ก็อาจจะกลายเป็นการชุมนุมผู้คนเกินจำนวนที่ทางพรก.ฉุกเฉินอนุญาตไว้

ขณะเดียวกัน ถ้าหากว่าชุมนุมกันมาก ก็อาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด ๑๙ ได้ ตรงจุดนี้ก็ทำให้ความใกล้ชิด ความสามัคคี หายไปโดยปริยาย กลายเป็นต่างคนต่างมา

ในช่วงบ่ายก็ทำการอุปสมบทหมู่เพื่อจำพรรษา ๖ รูปด้วยกัน เรื่องของการบวชนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่บวชแล้วจะอยู่ให้ได้นั้นเป็นเรื่องยากที่สุด ตัวกระผม/อาตมภาพเองเจอมาเต็มที่เลย ขนาดทุ่มเทกับการปฏิบัติอย่างชนิดที่คนรอบข้างว่า "บ้า" มั่นใจตนเองว่าเรื่องสมาธิ สมาบัติ ตลอดจนกระทั่งหลักธรรมต่าง ๆ เราไม่น้อยหน้าใคร บวชเข้าไปใหม่ ๆ ยังอยากจะสึกวันหนึ่งเป็นร้อย ๆ หน..!

ก็อย่างที่บอกไปว่า ชีวิตฆราวาสเหมือนกับเอาตัวเรากับเสือไปปล่อยไว้ในป่า บางทีเดินทั้งปีไม่เจอเสือตัวนั้นเลย แต่ชีวิตพระที่โดนตีกรอบด้วยศีล ๒๒๗ ข้อ และอภิสมาจารอีกเป็นร้อย ๆ ข้อ กลายเป็นว่า เขาเอาเสือตัวนั้นยัดอยู่ในกรงแคบ ๆ กับเรา โดนฟัดอยู่ทุกวัน..!

ดังนั้น..ถ้าหากว่าไม่มีความอดทนอดกลั้นจริงก็อยู่ยาก บรรดาคนที่ "ตีหัวเข้าบ้าน" ด้วยการบอกว่า "บวชพระสบาย บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อ ภาษีไม่ต้องเสีย" ถ้าสบายจริง ทำไมคนไม่มาบวชกัน ? ก็เพราะว่าบวชแล้วอยู่ยากเป็นที่สุด ถึงบวชแล้วอยู่ได้ จะประสบความสำเร็จในการปฏิบัติธรรมก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก

ถ้าหากว่าพวกเราอ่านพระไตรปิฎกในมหากัมมวิภังคสูตร แค่เห็นการปฏิบัติทิพจักขุญาณอย่างเดียวก็คงหมดอารมณ์ไปอีก เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า "โยคีบุคคลผู้ตั้งใจปฏิบัติในสมาธิภาวนาเป็นแสนคน จะทรงฌาน ๔ ได้สักคนก็แสนยาก โยคีบุคคลผู้ทรงฌาน ๔ ได้เป็นแสนคน จะทรงทิพจักขุญาณได้สักคนก็แสนยาก" แสนคูณแสน..เข้าไปเท่าไรแล้ว ?
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 24-07-2021 เมื่อ 01:55
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 37 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 23-07-2021, 23:47
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 25,991
ได้ให้อนุโมทนา: 110,151
ได้รับอนุโมทนา 4,215,772 ครั้ง ใน 29,536 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เรื่องของการบวชจึงเป็นของที่ยากมาก อย่างที่บาลีเขาใช้คำว่า "บรรพชาเป็นของหนัก" คนที่จะอยู่ได้จะต้องประกอบไปด้วยเนกขัมมบารมีจริง ๆ ทั้งยังต้องมีความอดทนอดกลั้นอย่างสูงสุดจริง ๆ ถึงได้บอกว่าการบวชนั้นเป็นการทดสอบวุฒิภาวะ

สมัยก่อนเขาให้บวชแล้วค่อยเบียด ก็คือถ้าสามารถอดทนอดกลั้นอยู่ได้จนครบพรรษา แปลว่าวุฒิภาวะของตนมั่นคงพอที่จะไปเป็นผู้นำครอบครัวได้ เมื่อเจอแรงบีบคั้นในขณะที่บวช ซึ่งมีมากมายมหาศาล เมื่อถึงเวลาไปใช้ชีวิตคู่ตอนที่มีครอบครัว เรื่องยากก็กลายเป็นเรื่องง่าย เพราะว่าโดนของที่หนักกว่ามาแล้ว อย่างที่โบราณบอกว่า "ลำบากก่อนแล้วสบายเมื่อปลายมือ"

วันนี้มีผู้ตั้งคำถามมาว่า ในอุทุมพริกสูตรบอกว่า แก่นของการปฏิบัติคือจุตูปปาตญาณ ยังพอที่จะแปลออกไหม ? ก็คือญาณที่รู้การจุติ คือ เคลื่อนไป พูดง่าย ๆ ว่าตาย หรืออุบัติ คือ เกิดขึ้น ก็คือการเกิดของหมู่สัตว์ด้วยทิพจักขุ รู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์นั้นว่าเป็นไปตามกรรม

คำถามก็คือ ในอุทุมพริกสูตรระบุว่า หลักธรรมต่าง ๆ มีทั้งเปลือก มีทั้งกระพี้ มีทั้งแก่น ทำไมถึงระบุว่าจุตูปปาตญาณเป็นแก่น ทั้ง ๆ ที่ตัวเข้าถึงจริง ๆ คือ อาสวักขยญาณ การทำกิเลสให้สิ้นไป ? อันนี้ต้องบอกว่าสงสัยพระพุทธเจ้าว่าจะลำดับผิดหรือเปล่า ?

ถ้าหากว่าเราไม่มีความชำนาญในเรื่องญาณทั้งหลายเหล่านี้จริง ๆ ก็น่าสงสัยอยู่ การทำกิเลสให้สิ้นได้น่าจะเป็นแก่น ทำไมถึงไม่ได้เป็น ?

ขออ้อมโลกไปถึงอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์...สิ่งที่ต้องทน เกิดมาแล้วเจอทุกคน สมุทัย...สาเหตุที่ทำให้ทุกข์เกิด นิโรธ...การดับทุกข์อย่างสิ้นเชิง และมรรค...หนทางที่เข้าถึงความดับทุกข์ แค่การเรียง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค คนก็ประสาทรับประทานแล้ว ทำไมไม่เอาสาเหตุขึ้นก่อน แล้วถึงกล่าวถึงทุกข์ที่เกิด ? ทำไมไม่เอาหนทางเข้าถึงความดับขึ้นก่อนแล้วถึงเป็นความดับ ? ก็เพราะว่าพระพุทธเจ้าเรียงตามกำลังใจของเราที่เจอ

คนเราส่วนมาก ทุกข์เกิดจากอะไรไม่รู้ รู้แต่ว่าตอนนี้ทุกข์ฉิบหายเลย..! ในเมื่อทุกข์จนหาทางออกไม่ได้ ต้องหาทางดิ้นรนเพื่อหนีให้พ้นจากความทุกข์นั้น ค่อยไปเจอว่าทุกข์เกิดจากอะไร เมื่อถึงเวลาเปะปะไปเปะปะมา ดับทุกข์นั้นได้โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ โอ๊ย...สบายอย่าบอกใครเลย นิโรธเกิดขึ้น แต่พอคลำไปหลาย ๆ ที เอ...ทำไมถึงทุกข์อยู่เรื่อย ? แล้วนาน ๆ ทุกข์ก็จะดับเสียที ทำอย่างไรเราจะดับทุกข์ให้ได้ดีขึ้น ? ก็ต้องเสาะหาว่าการดับทุกข์ คือนิโรธมาจากไหน ในที่สุดก็เจอว่าเป็นมรรคมีองค์ ๘ ตั้งแต่สัมมาทิฐิไปจนถึงสัมมาสมาธิ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 24-07-2021 เมื่อ 01:59
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 37 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 23-07-2021, 23:50
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 25,991
ได้ให้อนุโมทนา: 110,151
ได้รับอนุโมทนา 4,215,772 ครั้ง ใน 29,536 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระพุทธเจ้าทรงเรียงตามกำลังใจของเราที่เกิด ตามกำลังใจของเราที่เป็น จึงเป็น ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นิโรธนอนอยู่เฉย ๆ ไม่มีอะไรเลย ความสำคัญอยู่ที่มรรค ๘ คือทำอย่างไรเราจะเดินบนหนทาง ๘ สายนี้เพื่อที่เข้าถึงความดับ ? นิโรธเป็นจุดหมายปลายทางอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไรเลย เราก็ต้องมีตั้งแต่สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ ไล่ไปเรื่อยจนถึงสัมมาสมาธิ ต้องทำได้สมบูรณ์พร้อม จึงเข้าถึงนิโรธคือความดับทุกข์อย่างแท้จริง สรุปว่านิโรธไม่ได้ช่วยอะไรเลย แค่อยู่เฉย ๆ

ตรงนี้ก็เหมือนกัน ทำไมจุตูปปาตญาณเป็นแก่น อาสวักขยญาณถึงไม่ใช่แก่น ? เพราะอาสวักขยญาณ เครื่องรู้ที่ทำให้กิเลสสิ้นไป หรือรู้ว่ากิเลสสิ้นไปแล้ว ชาติคือการเกิดจบลงแล้ว พรหมจรรย์ไม่ต้องประพฤติปฏิบัติเพราะมีครบถ้วนแล้ว การเกิดไม่มีสำหรับเราอีกแล้ว เขาเรียกว่า อาสวักขยญาณ เครื่องรู้ในการทำกิเลสให้สิ้นไป อยู่เฉย ๆ เหมือนกัน ไม่ได้ทำอะไรเลย เรียนจบแล้วก็แค่รู้ว่าจบ

แต่จุตูปปาตญาณ การรู้ว่าคนและสัตว์ก่อนเกิดมาจากไหน ? ตายแล้วจะไปไหน ? แต่ละคนสร้างกรรมอะไรมาถึงเป็นอย่างนี้ ก็จะทำให้คนเราเกิดปัญญาขึ้นมา เกิดความรู้ดีรู้ชั่วขึ้นมาว่า เราเองเวียนว่ายตายเกิดมานับชาติไม่ถ้วนแล้ว แต่ละชาติก็เจอแต่ความทุกข์แบบนี้ พอทีหรือยัง ?

ดังนั้น...จุตูปปาตญาณเป็นตัวสร้างให้เกิดอาสวักขยญาณ จุตูปปาตญาณจึงถูกจัดให้เป็นแก่น อาสวักขยญาณอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไร คนถามก็ถามยาก คนตอบก็เลยต้องตอบยากตามไปด้วย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 24-07-2021 เมื่อ 02:02
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 36 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า 23-07-2021, 23:56
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 25,991
ได้ให้อนุโมทนา: 110,151
ได้รับอนุโมทนา 4,215,772 ครั้ง ใน 29,536 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เอาของง่าย ๆ บ้าง มีคนถามว่าพระเนื้อตะกั่วหลังตอกโค้ด ๕ เป็นของวัดท่าขนุนหรือเปล่า ? เห็นมีขายกันอยู่ในเฟซบุ๊กเพียบเลย ต้องบอกว่า "เป็นของวัดท่าขนุนไม่กี่องค์" พระชุดนี้สร้างโดยพระครูไพโรจน์ภัทรคุณ, ดร. เพื่อนของอาตมาเอง ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดสระพัง เจ้าคณะตำบลดอนข่อย จังหวัดนครปฐม ท่านถวายมา ใส่กล่องพลาสติกเล็ก ๆ มา ๓ กล่อง บอกว่า "ถวายอาจารย์เล็กไปแจกลูกศิษย์"

อาตมภาพเองตั้งใจจารหลังไป ๒ รอบ เพื่อมอบให้แก่บุคคลที่ติดตามลงไปทอดกฐินปลดหนี้ที่นราธิวาส เพราะว่าช่วงนั้นเหตุการณ์ปักษ์ใต้ปะทุรุนแรงมาก แล้ววัดที่ไปก็คือวัดรัตนานุภาพ ที่เจ้าอาวาสโดนยิงตายไปพร้อมกับพระลูกวัด เกรงว่าโยมที่ไปด้วย ๘๐ คนจะเกิดอันตราย จึงได้จารหลังด้วยนะโมตาบอดไปครั้งละ ๘๐ องค์ ๒ ปีก็ ๑๖๐ องค์ แล้วก็มีการตอกโค้ดนะโมตาบอดไปอีกจำนวนหนึ่งที่เหลือ

ดังนั้น...ถ้าหากมีโค้ด ๕ เฉย ๆ ยังไว้ใจไม่ได้ว่าเป็นของวัดท่าขนุนหรือเปล่า เพราะว่าคนสร้างไม่ใช่อาตมภาพเอง พูดแบบนี้จะทำให้คนอื่นทำมาหากินไม่ได้เสียกระมัง ? แต่คราวนี้คนถามอยากรู้ ก็เลยต้องบอกให้ทราบ

แต่ส่วนที่อยากจะเตือนญาติโยมทั้งหลายก็คือ เรื่องของเชื้อไวรัสโควิด ๑๙ ย้ำแล้วย้ำอีกว่าจะอยู่กับเรานานกว่าที่คิด ถ้าเป็นไปได้ ก็พยายามระวังป้องกันตนเองอย่างสุดชีวิต เว้นระยะ ใส่หน้ากาก ล้างมือบ่อย ๆ ออกนอกบ้านกลับเข้ามาก็รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ทำตัวเป็นคนอนามัยจัด แล้วถ้าหากว่ามีวัคซีนก็รีบฉีด

การฉีดวัคซีนไม่ได้ช่วยให้เราไม่ติดเชื้อ แต่ช่วยให้เราตายยากขึ้น เพราะว่าวัคซีนไปสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นในเลือดของเรา แต่เชื้อโรคนั้นลงไปที่คอ ลงไปที่ปอด ไม่ได้ลงไปที่เลือด เพียงแต่เมื่อมีภูมิคุ้มกัน ร่างกายแข็งแรงขึ้น เราก็ตายยากหน่อย พอที่จะมีเวลารักษาให้หายได้

อีกประการหนึ่งก็คือ ในเรื่องของการทำมาหากิน
ตอนนี้ต้องอดกลั้น อดทน อดออมทุกประการเลย เพราะถ้าหากว่ายังปล่อยให้รัฐบาลมวยวัดของเราบริหารประเทศชาติต่อไป เราก็คงจะต้องลำบากกว่านี้

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ต้องช่วยเหลือตนเอง ด้วยการหยิบจับงานทุกอย่างตรงหน้าขึ้นมาทำ เดี๋ยวจะเหมือนหลานสุดรักของอาตมา น้องกิ๊ฟท์ (อันตรา ลักษณะ) ปกติแล้วก็ทำทัวร์ ตอนนี้ไม่สามารถที่จะทำได้ เพราะเชื้อไวรัสแพร่กระจายรุนแรงมาก นอนกินเงินโครงการเราชนะ โครงการคนละครึ่ง จนกระทั่งท้ายสุดไม่มีจะกิน ก็เลยเปิด "เพจกิ๊ฟท์จังพลังเวทย์" บอกว่าขออนุญาตเอาข้าวของต่าง ๆ ที่หลวงตาเคยให้มาวางขาย

ส่วนใหญ่ที่ให้ไป อาตมาจะจารหรือว่าลงลายมือไว้ให้..ให้เป็นรางวัล ปกติน้องกิ๊ฟท์เป็นเด็กเกเร แต่ค่อนข้างที่จะเชื่อหลวงตา พอถึงเวลาเรียนดีก็ให้รางวัล เป็นเด็กคนเดียวในปีนั้นที่สอบวิชาสถิติและงานวิจัยได้ A ของมหาวิทยาลัย แล้วไม่กล้าบอกเพื่อน เพราะว่าเพื่อนทั้งห้องไม่มีใครได้ A เนื่องจากว่าหลวงตาเป็นคนสอนไปเอง ว่าในเรื่องของงานวิจัยต้องทำอย่างไร เราจะเห็นว่าบุคคลที่เคยทำงาน มีเงินมีทองใช้อย่างฟุ่มเฟือย ยังต้องขนเอาทรัพย์สมบัติออกมาขายแล้ว ฉะนั้น...ถ้าใครมีเงินอยู่ควรที่จะยินดีเป็นอย่างยิ่ง
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 24-07-2021 เมื่อ 15:55
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 41 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #6  
เก่า 23-07-2021, 23:59
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 25,991
ได้ให้อนุโมทนา: 110,151
ได้รับอนุโมทนา 4,215,772 ครั้ง ใน 29,536 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

แต่ก็มีอยู่รายหนึ่ง ส่งข่าวมาพร้อมกับหลักฐานใบขึ้นเงินเดือน สวนกระแสชาวบ้านเขาสุด ๆ ระยะนี้เขามีแต่โดนไล่ออก ให้ออก ปลดออก แต่เจ้านายขึ้นเงินเดือนให้ เขาบอกว่าพอดีบูชาวัตถุมงคลจากวัดท่าขนุนไปแล้วปฏิบัติตาม ก็คือภาวนาพระคาถาเงินล้านวันละ ๑๐๘ จบ

ก็ต้องบอกว่าสิ่งที่เขาทำนั้นก็คุ้มกับสิ่งที่เขาได้ เพราะการภาวนาพระคาถาเงินล้านวันละ ๑๐๘ จบ ไม่ใช่เรื่องง่าย ฉะนั้น...ถ้าหากว่าใครลองทำตามดู ต่อให้ไม่เกิดผลขนาดนี้ ถ้าเราทำด้วยความเคารพจริง ๆ ก็ยังสามารถพอที่จะหมุนซ้ายหมุนขวาไปได้ ในขณะที่คนอื่นอาจจะไปไม่รอด

อีกรายหนึ่งเป็นผู้ช่วยนายแพทย์ทำการผ่าตัด พกวัตถุมงคลเข้าไป ปรากฏว่าเครื่องมือไม่ทำงาน พอเห็นดังนั้นก็ตั้งใจอาราธนาบารมีพระบอกว่าขอให้เลิกคุ้มกันตอนนี้ชั่วคราว เพื่อที่จะให้ทำงานได้ ก็สามารถทำงานได้ พออาราธนาพระกลับมา เครื่องมือก็ทำงานไม่ได้อีก

อย่าไปรู้เลยว่าเป็นรุ่นไหน เดี๋ยวจะไปตามหากัน เพราะว่าของหมดไปแล้ว เขาบอกว่าเขามั่นใจที่สุดว่าวัตถุมงคลวัดท่าขนุนคุ้มครองได้จริง ขนาดคนที่อยู่ในรัศมียังคุ้มได้ อาตมาเองไม่ได้มั่นใจขนาดนี้ ที่อาตมาเองมั่นใจก็คือว่า "เข้าใจ เข้าถึง"

อย่างเช่นว่า ถ้าพวกท่านต้องการความเป็นมหาลาภ บูชาเหรียญพญาเต่ามังกรเงินล้านไปจะเป็นรุ่นไหนก็ตาม อย่าลืมว่าบนหลังเต่ามีรูปพระพุทธเจ้าอยู่ ถ้าเราตั้งใจภาวนาพระคาถาเงินล้าน ๑๐๘ จบ โดยความเข้าใจอย่างแท้จริงว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราเป็นผู้สมบูรณ์บริบูรณ์พร้อมในทุกด้านแล้ว จึงสามารถตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณได้

ในเมื่อพระองค์เป็นผู้สมบูรณ์บริบูรณ์พร้อมทุกด้านแล้ว เราซึ่งเป็นผู้บูชาท่าน พระองค์ท่านเข้าพระนิพพานไปแล้ว ไม่ได้ใช้สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เราเป็นผู้บูชาท่าน เราก็รับส่วนที่พระองค์ท่านมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์มาใช้แทน อาตมภาพถึงได้บอกว่า เรื่องของวิชาการเรื่องของคาถาอาคมอะไรต่าง ๆ ถ้าเราสามารถเข้าใจ เข้าถึง เราจะใช้ได้ผลมากกว่าคนอื่นเขา

ดังนั้น...ถ้าหากว่าใครต้องการจะบูชา "เหรียญเต่าฯ" ยังมีเยอะแยะอยู่ในเว็บวัดท่าขนุน ราคาก็ไม่แพง อย่าไปแย่งเอาของที่ราคาแพงกัน เพียงแต่เวลาภาวนาคาถา ให้เข้าใจอย่างแท้จริงว่า สิ่งที่เราภาวนาไปนั้นคืออะไร แล้วก็จะได้ผลเช่นเดียวกับที่อาตมภาพทำมา วันนี้รบกวนเวลาของพวกเรามากพอแล้ว ก็ขอหยุดลงแต่เพียงเท่านี้


พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันศุกร์ที่ ๒๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 24-07-2021 เมื่อ 02:10
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 44 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 22:52



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว