กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เทศน์ในวาระสำคัญต่าง ๆ

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #21  
เก่า 15-01-2022, 22:23
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 26,512
ได้ให้อนุโมทนา: 116,663
ได้รับอนุโมทนา 4,241,576 ครั้ง ใน 30,063 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ก่อนทำวัตรเย็นวันเสาร์ที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕

ถ้าหากว่าใครจะภาวนาพระคาถาเงินล้าน ให้เปิดใน YouTube ๑๐๘ จบ เหมือนที่เปิดตอนสวดมนต์ข้ามปีเมื่อเช้า อันนั้นตั้งใจจริง ๆ ให้คนที่ไม่มีสมาธิเลย ถ้าสวดตามจังหวะนั้นก็จะเป็นสมาธิไปในตัว

ถ้าโยมสังเกต จะเห็นว่าตั้งแต่ต้นยันจบ เสียงเสมอกันมาก ลักษณะของคนที่เข้าสมาธิ เวลาพูดเหมือนกับคนไร้อารมณ์ คือจะไปเรื่อย ๆ แบบนั้น เพราะฉะนั้น...ถ้าหากว่าไม่มีอะไร ก็เปิดให้พรหม ให้เทวดาฟังไปก็แล้วกัน ถ้ามีอารมณ์ก็ภาวนาตามไป อย่างอาตมาเองถ้าไม่มีอะไรจะทำ ถึงเวลาก็ยังเปิดเลย ทุ่นแรงตัวเอง ไหน ๆ ก็เข้าสมาธิขนาดนั้นแล้ว ก็ต้องใช้เองด้วยสิ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 16-01-2022 เมื่อ 07:33
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 38 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #22  
เก่า 16-01-2022, 07:36
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 26,512
ได้ให้อนุโมทนา: 116,663
ได้รับอนุโมทนา 4,241,576 ครั้ง ใน 30,063 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงบ่าย วันอาทิตย์ที่ ๒ มกราคม ๒๕๖๕

วันนี้เป็นวันพระ แรม ๑๔ ค่ำ เดือนอ้าย คำว่า อ้าย โบราณใช้แทนคำว่า ใหญ่สุด หรือแทนคำว่า หนึ่ง พี่อ้ายก็คือพี่คนใหญ่สุด พี่คนแรก พี่คนที่หนึ่ง ต้องแก่ ๆ กว่านี้แล้วจะชินกับสำเนียงเก่า ๆ และสำนวนเก่า ๆ

เพราะฉะนั้น...วันนี้เราปฏิบัติกันได้สักครึ่งบัลลังก์ พระก็น่าจะลงโบสถ์กัน การลงโบสถ์เป็นการทบทวนพระปาฏิโมกข์ ซึ่งคือศีลพระ ถามว่า "ทำไมต้องทบทวน ?" เพราะว่าศีลพระมีถึง ๒๒๗ ข้อ ถ้าหากว่าไม่ทบทวนไว้บ่อย ๆ ก็ไม่ทราบว่าตนเองผิดพลาดตรงไหนบ้าง

ส่วนใหญ่แล้วศีลพระที่ไปทวนกันนั้น ก็จะสามารถแสดงคืนได้ คำว่าแสดงคืนก็คือ สารภาพผิดในท่ามกลางสงฆ์ โดยมีบาลีสำทับตอนท้ายว่า นะ ปุเนวัง กะริสสามิ ข้าพเจ้าจักไม่ทำเช่นนี้อีก นะ ปุเนวัง ภาสิสสามิ ข้าพเจ้าจักไม่พูดเช่นนี้อีก นะ ปุเนวัง จินตะยิสสามิ ข้าพเจ้าจักไม่คิดอย่างนี้อีก พูดง่าย ๆ ก็คือสิ่งที่เคยทำผิดทำพลาดไป ต่อไปนี้แม้แต่คิดก็จะไม่คิด พูดก็จะไม่พูด ทำก็จะไม่ทำ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 17-01-2022 เมื่อ 17:42
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 37 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #23  
เก่า 16-01-2022, 07:38
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 26,512
ได้ให้อนุโมทนา: 116,663
ได้รับอนุโมทนา 4,241,576 ครั้ง ใน 30,063 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

คราวนี้เราทบทวนกันไปในแต่ละอุเทศ ก็จะมีคำถามตรงช่วงท้ายหลังจากจบ คำว่า อุเทศ หมายถึง แต่ละหมวด สมมุติว่าหมวดของปาราชิก หมวดของสังฆาทิเสส หมวดของปาจิตตีย์ เป็นต้น ตอนท้ายก็จะมีคำถามว่า ตัตถายัสมันเต ปุจฉามิ กัจจิตถะ ปะริสุทธา..ขอถามท่านทั้งหลายว่า ศีลเหล่านี้บริสุทธิ์แล้วหรือ ? ทุติยัมปิ ปุจฉามิ..ขอถามเป็นครั้งที่สอง ตะติยัมปิ ปุจฉามิ..ขอถามเป็นครั้งที่สาม พระท่านก็จะได้รู้ว่าตนเองผิดพลาดตรงไหนระหว่างที่ทวนไป

ถ้าหากว่าเป็นแบบโบราณก็คือ ผิดตรงไหนก็ขออนุญาตแสดงคืนอาบัติตรงนั้นเลย แต่ว่าสมัยใหม่ของเราเห็นว่ายุ่งยากมาก ก็ใช้วิธีแสดงคืนตั้งแต่ก่อนที่จะลงอุโบสถ โดยใช้คำว่า สัมพะหุลา นานาวัตถุกาโย ก็คือทุกอย่างที่ผิด..นานาวัตถุ ในเมื่ออะไรผิดก็เป็นอันว่าขอสารภาพในตรงนี้

ดังนั้น...ในเรื่องของการทวนศีล เป็นหน้าที่ซึ่งพระจะต้องทำอย่างน้อยเดือนละ ๒ ครั้ง ท่านใช้คำว่า กึ่งเดือน คือ อั
ฒมาสํ (อัด-ทะ-มา-สัง) อัฑฒ แปลว่าครึ่งหนึ่ง โบราณใช้คำว่ากึ่งหนึ่ง แบบเดียวกับนางอัฒฑกาสี ที่แปลว่าครึ่งเมืองกาสี ครึ่งเมืองกาสีมาจากอะไร ?

นางอัฒฑกาสีเป็นหญิงนครโสเภณี คำว่า นครโสเภณี ก็คือหญิงผู้ทำให้เมืองนั้นงาม สมัยก่อนต้องได้รับการแต่งตั้งจากพระราชาอย่างเป็นทางการให้เป็นหญิงนครโสเภณี ถ้าไม่ได้รับการแต่งตั้ง ห้ามทำหน้าที่นี้อย่างเด็ดขาด โดนประหารชีวิตเอาง่าย ๆ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 17-01-2022 เมื่อ 17:42
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 36 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #24  
เก่า 16-01-2022, 07:39
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 26,512
ได้ให้อนุโมทนา: 116,663
ได้รับอนุโมทนา 4,241,576 ครั้ง ใน 30,063 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

หญิงนครโสเภณีนั้นค่าตัวก็ต่าง ๆ กันไป แล้วแต่ความสวยและความสามารถ ค่าตัวของนางอัฒฑกาสีเท่ากับภาษีที่เก็บได้ของเมืองกาสีครึ่งเมือง..! ถ้าสมมติว่าเมืองกาสีคือกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครเก็บภาษีได้ประมาณแปดหมื่นล้านบาท ค่าตัวของนางอัฒฑกาสีก็คือสี่หมื่นล้านบาท..! ชวนแม่เจ้าประคุณนอนคุยด้วยคืนเดียวหมดไปสี่หมื่นล้าน แค่ได้ยินก็ "น้ำตาจิไหล" แล้ว..!

นางอัฒฑกาสีได้ฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้า เกิดความเลื่อมใสอยากจะบวช ทันทีที่มีข่าวรั่วออกไปว่านางอัฒฑกาสีจะบวช บรรดาเศรษฐี บรรดาเจ้าชาย บรรดาพราหมณ์มหาศาล สั่งลูกน้องปิดเมืองเลย เอาทหารล้อมเมืองไว้ห้ามออก นางอัฒฑกาสีก็เลยต้องส่งหญิงรับใช้ไปทูลพระพุทธเจ้าว่า อยากจะบวชเป็นภิกษุณี แต่มีปัญหาดังนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่เป็นไร ให้หญิงรับใช้ศึกษาวิธีการบวชเป็นภิกษุณี ว่าจะต้องโกนหัวอย่างไร ? จะต้องห่มผ้าอย่างไร ? จะต้องถือศีลอย่างไร ? แล้วก็ให้หญิงรับใช้เป็นคนไปบอกวิธีการ แล้วก็ทำตามนั้น
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 17-01-2022 เมื่อ 03:24
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 36 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #25  
เก่า 16-01-2022, 07:40
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 26,512
ได้ให้อนุโมทนา: 116,663
ได้รับอนุโมทนา 4,241,576 ครั้ง ใน 30,063 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

นางอัฒฑกาสีจึงเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่บวชด้วยวิธีประหลาดที่สุดในโลก เขาเรียกว่า ทูเตนอุปสัมปทา คือการบวชโดยการส่งทูตไปทูลขออนุญาตพระพุทธเจ้า บวชเสร็จเดินหัวเหม่งออกมา ทุกคนช็อก..! อุตส่าห์ล้อมเมืองไว้แล้วยังบวชได้อีก..! นางอัฒฑกาสีภายหลังปฏิบัติธรรมจนเป็นพระอรหันต์

หญิงนครโสเภณีสมัยก่อนอย่างนางสิริมาก็เป็นพระโสดาบัน ก็คือเขาเป็นโดยอาชีพ เป็นโดยหน้าที่ เป็นโดยรับการแต่งตั้ง ถามว่า "แล้วในลักษณะอย่างนั้นต้องนอนกับผู้ชายแล้วไม่ผิดศีลหรือ ?" ถ้าหากว่าการล่วงละเมิดโดยที่เขามีเจ้าของ..ถือว่าผิดศีล แต่ว่านางได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมบัติสาธารณะ ใครมีเงินมากกว่า หรือใครจองคิวได้ก่อน ก็เป็นสิทธิ์ของคนนั้น..จึงไม่ผิดศีล แต่สมัยนี้ไม่มีการแต่งตั้ง ดังนั้น..จึงผิดทุกประตู..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 17-01-2022 เมื่อ 03:25
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 36 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #26  
เก่า 19-01-2022, 00:08
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 26,512
ได้ให้อนุโมทนา: 116,663
ได้รับอนุโมทนา 4,241,576 ครั้ง ใน 30,063 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เรื่องของศีลนั้นตรงไปตรงมา พระเณรของเราจำเป็นที่จะต้องทบทวนในเรื่องของศีล ส่วนของญาติโยมในแต่ละวัน สมัยที่อยู่กับหลวงพ่อวัดท่าซุง ท่านบอกว่าก่อนนอนให้ทบทวนว่า วันนี้ศีลของเรามีข้อไหนบกพร่องบ้าง แล้วตัดสินใจว่าตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไปเราจะเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ แล้วก็ภาวนาให้หลับไป ก็แปลว่าเราจะเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ตั้งแต่ตอนที่ตั้งใจ จนกระทั่งตื่นขึ้นมา

หลังจากตื่นขึ้นมาแล้ว จะไปละเมิดศีล ละเมิดธรรม อะไรที่ไหน ก็ถือว่าเป็นคนละวาระ คนละเวลากัน บุญที่เราทำคือส่วนของบุญ กรรมที่เราสร้างคือส่วนของบาป ไม่ได้ปะปนกัน แต่ถ้าหากว่าจะให้ดีก็คือ ควรที่จะรักษาให้ต่อเนื่อง สามารถทำได้ต่อเนื่องทุกลมหายใจเข้าออกก็ยิ่งดี

ในส่วนทั้งหลายเหล่านี้ที่เรามาฝึกซ้อมมาปฏิบัติอยู่ อย่างเมื่อเช้าเราก็สมาทานศีล ใส่บาตรวันอาทิตย์กัน ญาติโยมจะเห็นว่าโครงการนี้เป็นที่นิยมมาก คนแห่กันไปมากเลย ขอบอกตรง ๆ แบบไม่เขินเลยว่า ขโมยโครงการนี้มาจากประจวบคีรีขันธ์ ไปดูงานทางวัฒนธรรม ในฐานะที่เป็นประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอทองผาภูมิ ก็พาคณะกรรมการสภาวัฒนธรรมไปดูงาน

จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เขามีงานถนนวัฒนธรรมสายสู้ศึก ช่วงเช้ามีการใส่บาตรพระ ชักชวนนักท่องเที่ยวไปใส่กันแบบนี้ แต่ขอโทษนะ...พระของเขาทั้งวัดมีอยู่แค่ ๑๐ รูป ทั้งพระทั้งเณรหมดวัดแล้วมีแค่นั้น อาตมภาพเห็นว่าเขามีแค่ ๑๐ รูป เขายังกล้าจัดงานแบบนี้ แล้วพระของเราตั้ง ๔๐ - ๕๐ รูป ทำไมเราจะจัดไม่ได้ กลับมาถึงก็เริ่มลงมือเลย จัดงานมาครบหนึ่งปีทั้ง ๆ ที่โดนโควิด ๑๙ เล่นงาน หกล้มหกลุกมา แต่โยมก็สังเกตเห็นว่าคนมากันเยอะมาก
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 20-01-2022 เมื่อ 03:03
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 29 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #27  
เก่า 19-01-2022, 00:10
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 26,512
ได้ให้อนุโมทนา: 116,663
ได้รับอนุโมทนา 4,241,576 ครั้ง ใน 30,063 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

แต่ส่วนที่อยากจะเตือนสติพวกเราก็คือว่า การให้ทานนั้น ถ้านับอานิสงส์ทั่วไป..ให้หนึ่ง..ได้ร้อย การรักษาศีล..รักษาหนึ่ง..ได้หมื่น สำคัญที่สุดคือการภาวนา..ทำหนึ่ง..ได้ล้าน

ทำไมอานิสงส์ต่างกันขนาดนั้น ? อรรถกถาจารย์ท่านอธิบายง่าย ๆ ว่า ทาน...ทำด้วยกายอย่างเดียวก็ได้ ก็คือสักแต่ว่าหยิบส่ง ๆ ให้เขาไปก็ได้ ศีล...รักษากายกับวาจาเท่านั้น แต่ภาวนา..ต้องรักษาทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจให้สงบระงับ ปราศจากกิเลส ต่อให้เป็นชั่วครั้งชั่วคราว อานิสงส์ก็มหาศาล อานิสงส์ในการรักษาต้องระมัดระวังมากขึ้นเท่าไร กุศลก็ได้มากขึ้นเท่านั้น

ในส่วนของอานิสงส์ต่อไปในกาลข้างหน้า การให้ทาน..เกิดมาเราจะมีโภคสมบัติมาก พูดง่าย ๆ คือเกิดมารวย การรักษาศีล..เกิดมาเป็นผู้มีรูปสวย มีร่างกายสมบูรณ์ มีจิตใจดีงาม การเจริญภาวนา..เกิดมาจะเป็นคนฉลาดมาก

ถ้าเป็นไปได้ควรจะทำให้ครบถ้วนทั้งสามส่วน เพราะว่าถ้าคนสวยแต่ไร้สมอง ก็ดูท่าจะเอาตัวไม่รอด ส่วนคนรวย หน้าตาขี้เหร่ แม้ว่าพอที่จะกล้ำกลืนฝืนทนได้ แต่พ่อเจ้าพระคุณมีเงิน แต่ดันไม่มีสมอง ก็คงจะรักษาทรัพย์ไว้ได้ไม่นาน เพราะฉะนั้น...ในเรื่องของทาน ของศีล ของภาวนานั้น ถ้าเป็นไปได้ควรจะทำให้ครบทุกอย่าง มีโอกาสให้ทาน..เราให้ทาน มีโอกาสรักษาศีล..เรารักษา มีโอกาสภาวนา..เราปฏิบัติ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 20-01-2022 เมื่อ 03:04
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 28 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #28  
เก่า 19-01-2022, 00:13
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 26,512
ได้ให้อนุโมทนา: 116,663
ได้รับอนุโมทนา 4,241,576 ครั้ง ใน 30,063 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

โดยเฉพาะเมื่อปฏิบัติแล้ว ต้องรักษาอารมณ์ใจเอาไว้อยู่กับเรา ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะว่าการปฏิบัติธรรมคือการทวนกระแสโลก ทั่ว ๆ ไปคนในโลกเขาไหลตาม รัก โลภ โกรธ หลง ในเมื่อเราทวนกระแส เราก็ต้องใช้แรงมากเป็นพิเศษ เหมือนกับว่ายทวนน้ำ ถ้าไม่หมั่นทำไว้บ่อย ๆ ก็จะไหลตามน้ำไปอีก

เรื่องของการปฏิบัติธรรม จึงไม่ใช่รอให้ทางวัดจัดบวชเป็นรุ่น ๆ แบบนี้ แล้วเราค่อยมาปฏิบัติกัน ถ้าอย่างนี้ไม่พอรับประทาน เพราะว่ากิเลสกินเราอยู่ทุกวัน แล้วเราหวังจะเอาชนะแค่ไม่กี่วันที่ปฏิบัติธรรม ย่อมเป็นไปไม่ได้ การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องที่ต้องตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติไปตลอดชีวิต

ไม่ต้องหวังผลอะไรมาก เอาแค่อย่าละเมิดกรอบของศีลก็พอ คือ รัก โลภ โกรธ หลง มีได้เป็นปกติ แต่อย่าทำให้เราต้องละเมิดศีล รักขนาดไหน ก็อย่าไปช่วงชิงคนรัก ของรัก ของคนอื่น ข้าวของของเขาดีมีราคาขนาดไหน ก็อย่าไปลักขโมย หยิบฉวยช่วงชิงเขามา พยายามหามาให้ได้ถูกต้องตามศีลตามธรรม

ถ้าลักษณะอย่างนี้เราก็คือปุถุชนชั้นดี เพราะว่ามีศีลเป็นเครื่องอาศัย แรก ๆ เราก็ต้องระวังรักษาศีลด้วยความลำบาก ด้วยความเหนื่อยยาก แต่ว่านานไปเมื่อทำจนเคยชิน ไม่รู้สึกถึงความลำบากเหนื่อยยากแล้ว ตอนนั้นอานิสงส์ของศีลจะย้อนกลับมารักษาพวกเราเอง

พูดง่าย ๆ ก็คือ เรารักษาศีลก่อน แล้วหลังจากนั้นศีลจะมารักษาเรา คำว่าศีลรักษาเราก็คือ สีเลนะ สุคะติง ยันติ ศีลย่อมนำพาไปสู่สุคติ คือที่ไปอันดี คือเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็เป็นมนุษย์ชั้นดี เกิดเป็นเทวดา นางฟ้า เกิดเป็นพรหม หรือ สีเลนะ นิพพุติง ยันติศีลเป็นปัจจัยนำเราเข้าสู่พระนิพพาน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 20-01-2022 เมื่อ 03:05
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 28 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #29  
เก่า เมื่อวานนี้, 21:39
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 26,512
ได้ให้อนุโมทนา: 116,663
ได้รับอนุโมทนา 4,241,576 ครั้ง ใน 30,063 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

การรักษาศีลเป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญมาก กฎเกณฑ์กติกาของบุคคลที่จะเข้าสู่พระนิพพาน อันดับแรกเลยคือ...เคารพพระพุทธเจ้าจริง ๆ ข้อที่สอง...เคารพพระธรรมจริง ๆ ข้อที่สาม...เคารพพระสงฆ์จริง ๆ คำว่าเคารพจริงในที่นี้ก็คือ ไม่ล่วงเกินด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

ข้อต่อไปก็คือ ต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์ด้วยตนเอง ไม่ยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นละเมิดศีล และไม่ยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นละเมิดศีล

ข้อสุดท้ายใช้ปัญญาเข้าไปช่วย ก็คือรู้ตัวอยู่เสมอว่าเราต้องตาย ถ้าหากว่าเราตาย ขึ้นชื่อว่าการเกิดมามีร่างกายที่เต็มไปด้วยความทุกข์เช่นนี้ การเกิดมาในโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์เช่นนี้ จะไม่มีสำหรับเราอีก ที่เดียวที่เราต้องการไปก็คือพระนิพพาน ที่พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดทั้งปวง

ดังนั้น...ในกฎเกณฑ์กติกาทั้ง ๕ ข้อนี้ ศีลเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด เรารักษาศีลเพราะเราเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เรารักษาศีลเพราะเราต้องการจะไปพระนิพพาน ศีลจึงเป็นข้อกลางในการเชื่อมต่อปุถุชนเข้ากับพระอริยเจ้า มีศีล ๕ ครบถ้วนสมบูรณ์บริบูรณ์ มีความเคารพในพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง รู้ตัวเสมอว่าต้องตาย ถ้าลักษณะอย่างนี้ท่านคือพระโสดาบัน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 03:14
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 13 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #30  
เก่า เมื่อวานนี้, 21:41
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 26,512
ได้ให้อนุโมทนา: 116,663
ได้รับอนุโมทนา 4,241,576 ครั้ง ใน 30,063 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถ้าหากว่าท่านเป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยกรรมบถ ๑๐ ก็คือเพิ่มเติมในเรื่องของระมัดระวังทางวาจาขึ้นมา นอกจากไม่โกหกแล้ว ยังไม่พูดส่อเสียดให้คนแตกร้าวกัน ไม่พูดวาจาเพ้อเจ้อไร้ประโยชน์ ไม่พูดคำหยาบ มีสัมมาทิฏฐิเห็นว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นดี เราควรที่จะทำตาม สิ่งเหล่านี้เพิ่มเติมขึ้นมาจากศีล ๕ ช่วยขัดเกลาให้รัก โลภ โกรธ หลง ของเราเบาบางลง โดยเฉพาะโทสะกับราคะ ถ้าอย่างนี้ท่านคือพระสกทาคามี

ถ้าหากว่าตัดราคะโทสะได้อย่างเด็ดขาด มีศีล ๘ เป็นเครื่องรักษาตัวเป็นปกติ ไม่ต้องใช้ความพยายาม ศีล ๘ ก็ทรงตัวโดยอัตโนมัติ ถ้าอย่างนี้ท่านคือพระอนาคามี

สำคัญที่สุดตอนสุดท้ายก็คือ ท่านทั้งหลายเห็นความไม่มีแก่นสารในร่างกายนี้ เห็นความไม่มีแก่นสารในโลกนี้ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ย่อมไม่เห็นความดีในคนอื่น ไม่เห็นความดีในสัตว์อื่น คำว่าไม่เห็นความดี ก็คือไม่เห็นแล้วอยากได้มาเป็นของตน ไม่ใช่ว่าไม่เห็นว่าเขาทำความดี ในเมื่อเห็นแล้วไม่อยากได้อะไร ไม่มีอะไรให้สนใจ แม้แต่ร่างกายนี้ก็ไม่ต้องการ ไม่มีที่ให้ท่านทั้งหลายต้องยึด..ก็ปล่อย คนที่ปล่อยวางในภาระทั้งปวงได้ มีที่เดียวเป็นที่ไป..คือพระนิพพาน ถ้าท่านทำอย่างนั้นได้ ท่านก็เป็นพระอรหันต์
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 03:16
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 13 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #31  
เก่า เมื่อวานนี้, 21:44
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 26,512
ได้ให้อนุโมทนา: 116,663
ได้รับอนุโมทนา 4,241,576 ครั้ง ใน 30,063 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เป็นพระยังพอจะดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้จนกว่าจะหมดอายุขัย แต่ถ้าเป็นแม่ชี เป็นฆราวาส ภายใน ๗ วันต้องตายแน่ เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าอยู่แล้วจะก่อโทษให้คนอื่นมาก เนื่องจากว่าเราเป็นคนธรรมดาในสายตาคนอื่น อาจมีการล่วงเกินเราด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ แต่ว่าสิ่งนั้นเป็นการล่วงเกินพระอรหันต์ ทำให้เกิดโทษหนักมาก ในเมื่อเป็นเช่นนั้นก็เลยต้องตัดให้ตายไปภายใน ๗ วัน จะได้ไม่ทำความเดือดร้อนให้กับใคร

ในเมื่อท่านทั้งหลายรู้แล้วว่ากฎเกณฑ์กติกาของพระอริยเจ้าแต่ละระดับเป็นอย่างไร ก็ยึดถือเอาจุดใดจุดหนึ่ง มุมใดมุมหนึ่ง ที่เรามีความถนัด แล้วตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติไป ถ้าหากว่าทำจริง กำลังใจไปถึงระดับแล้ว รู้ว่าดีเราก็ทำ เพราะสิ่งนั้นนักปราชญ์ทุกคนบอกว่าเป็นความดี รู้ว่าสิ่งใดชั่วเราก็ละ เพราะว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้นำพาความเจริญมาให้กับเรา จิตใจไม่ได้เกาะทั้งความดี ความชั่ว ก็จะผ่ากลางหลุดพ้นไป สู่สถานที่เป็นเอกันตบรมสุขคือพระนิพพาน เป้าหมายทั้งหลายเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักปฏิบัติธรรมควรที่จะตั้งเป้าเอาไว้

ทำไมต้องตั้งเป้าไว้สูงขนาดนั้น ? ก็เพราะว่าถ้าเป้าหมายอยู่สูง อยู่ไกล เราก็ต้องใช้ความเพียรพยายามมากเป็นพิเศษเพื่อไปให้ถึง ถ้าท่านพากเพียรเต็มที่ของท่านแล้ว ต่อให้ไปไม่ถึง ก็ยังไปได้ไกลกว่าคนอื่นเขา ดังนั้น..เราจึงควรที่จะตั้งเป้าหมายเอาไว้สูงสุด แล้วตั้งหน้าตั้งตาทำไป จนกว่าจะถึง ชาตินี้ไม่ถึง ชาติหน้าก็ต้องถึง
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 03:18
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 14 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #32  
เก่า เมื่อวานนี้, 21:46
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 26,512
ได้ให้อนุโมทนา: 116,663
ได้รับอนุโมทนา 4,241,576 ครั้ง ใน 30,063 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงเช้า วันจันทร์ที่ ๓ มกราคม ๒๕๖๕

อยากจะบอกว่ากิเลสล้ำหน้า ก้าวล้ำนำสมัย เคยไปนั่งทะเลาะกับเจ้าตัวกิเลสมา กิเลสบอกว่าทุกอย่างที่เป็นความเจริญนั้น ฝีมือเขาล้วน ๆ เลย เขาสร้างโลกเสมือนจริงขึ้นมา

ปัจจุบันนี้มี Metaverse มีใครลองใช้บ้างหรือยัง ? แค่ทุกวันนี้ที่ผ่านมาก็แย่แล้วนะ อันดับแรกเลยก็อีเมล์..จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ก็ต้องมีชื่อเรา เฟซบุ๊ก ไลน์ สไกป์ ๑ ยูสเซอร์คือ ๑ ตัวตน ลำพังตัวเราก็แย่แล้วนะ ยังไปสร้างตัวตนเสมือนมาอีกเยอะแยะ กิเลสก็ท่วมทับแทบตาย พออัพเดทปุ๊บ คนมากดไลค์..อุ๊ย..เป็นปลื้ม ตัวเราชัด ๆ เลย ใช่ไหม ? คนมาดิสไลค์ปุ๊บ..ก็โกรธ โกรธทำไม ? ตัวเราหรือเปล่า ?

จะเห็นว่าแค่ร่างกายนี้ เราก็ยึดจนไม่รู้จะยึดอย่างไรแล้ว ที่พวกฝึกมโนมยิทธิมาถามว่า ฝึกแล้วออกไป กลัวว่าจะกลับไม่ได้ อาตมาเอาประสบการณ์ตัวเองที่ฝึกมาตลอดชีวิตว่า ไม่ต้องกลัวเลย ถ้าจะกลัว จงกลัวว่าจะไปไม่ได้ ไม่ใช่กลัวว่าจะกลับไม่ได้ ประสบการณ์ที่ผ่านมาก็คือ มีอะไรนิด มีอะไรหน่อย จิตก็เผ่นกลับเข้าร่างกายทันที ไม่มีอะไรที่เราจะรักยิ่งกว่าร่างกายนี้อีกแล้ว

คนไหนที่แฟนบอกว่ารักปานจะกลืนกิน พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ให้เอาถ่านร้อน ๆ หย่อนใส่หัวพร้อมกันทั้งสองคน แล้วดูว่าจะปัดให้ใครก่อน ถ้าหากว่าปัดให้แฟนก่อน ค่อยเชื่อว่ารักจริง คิดว่าจะหาได้ไหม ? หาไม่ได้แน่นอน..ใช่ไหม ?
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 03:20
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 14 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #33  
เก่า เมื่อวานนี้, 21:48
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 26,512
ได้ให้อนุโมทนา: 116,663
ได้รับอนุโมทนา 4,241,576 ครั้ง ใน 30,063 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เรื่องพวกนี้บอกให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า การยึดมั่นถือมั่นในตัวกูของกู เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่ต้องพยายามมีสติ อย่าให้มากมายจนล้นเกิน ถ้าหากว่าเกินเมื่อไร ก็กลายเป็น ถือตัว หยิ่ง ยโส ทะนง ประมาณนั้น หนักไปยิ่งกว่านั้นอีก ก็ที่แสดงออกอาการน่าเกลียดน่าชัง ที่เขาตั้งฉายาว่า "มนุษย์ลุง" "มนุษย์ป้า" อะไรประมาณนั้น

คราวนี้ถ้าหากว่าเรารู้ตัวก็ต้องพยายามลด อย่าบอกเชียวนะว่าจะละ ยังละไม่ได้หรอก ต้องลดก่อน ค่อย ๆ ลดความถือเนื้อถือตัวลง วิธีลดง่ายที่สุดก็คือ พิจารณาให้เห็นว่าเขากับเรามีอะไรต่างกันที่ไหน..? ก็ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม รวมกันขึ้นมา มีหัว มีหู มีหน้า มีตา เหมือนกัน ในเมื่อไม่มีความต่างกัน แล้วจะไปถือตัวกันถึงไหน ? แล้วไม่ใช่แค่คนนะ หมาก็เป็น ถ้าหากว่าลองสังเกตดู หมาบางตัวลูบหัวไม่ได้ ไม่ให้ลูบหรอก หมายังถือตัว ลูบหัวแล้วงับมือเลย..!

ในเมื่อคนและสัตว์ ทุกรูปทุกนามเป็นอย่างนี้ อันดับแรกก็ค่อย ๆ ลด ใช้ปัญญาที่พอมีอยู่น้อยนิด พิจารณาให้เห็นว่า ทุกอย่างไม่มีอะไรต่างกันเลย เกิดมาไม่เที่ยงเหมือนกัน เป็นทุกข์เหมือนกัน ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเราเหมือนกัน ซักซ้อมการลดไปเรื่อย ๆ

หลังจากลดแล้วก็พยายามละ นำตัวห่าง ๆ ออกมา ก่อนหน้านี้ก็ใครขัดอกขัดใจไม่ได้ อาละวาดทุกวัน ให้ตั้งใจว่าเราจะอาละวาดเฉพาะวันอาทิตย์ ของเราที่นี่มีใส่บาตรทุกวันอาทิตย์ เราทำความดีก่อนแล้วค่อยมาชั่วยังพอทนบ้าง

พอละก็คือห่างออกมา..ห่างออกมา ท้ายสุด..ก็เลิกได้
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 03:22
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 13 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #34  
เก่า เมื่อวานนี้, 21:49
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 26,512
ได้ให้อนุโมทนา: 116,663
ได้รับอนุโมทนา 4,241,576 ครั้ง ใน 30,063 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

การที่เราจะเลิกในสิ่งที่ชวนให้ รัก โลภ โกรธ หลง ถือว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิตของทุกคน ในเมื่อตั้งเป้าไว้แล้ว ก็ต้องพยายามไปให้ถึง ถ้าไปไม่ถึงก็ตะเกียกตะกายไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้

อย่าลืมในสิ่งที่สอนไปตอนช่วงเช้ามืด ตอนตีสามครึ่ง พยายามเก็บเอาไปใช้งานหน่อย ไม่เช่นนั้นแล้วถึงเวลาเราก็จะเสียทีที่มาเรียนกัน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 03:23
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 13 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 22:07



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว