กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ)

Notices

พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) รวมธรรมะจากพระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ)

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 19-11-2009, 12:16
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 25,782
ได้ให้อนุโมทนา: 107,377
ได้รับอนุโมทนา 4,204,291 ครั้ง ใน 29,326 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default อาการตกใจ

พวกเด็กที่ไปอบรมที่วัด เขาสงสัยว่าทำไมอาจารย์ไม่ตกใจอะไรกับเขาบ้าง ? ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าถ้าใจเราอยู่กับตัวก็จะไม่ตกใจ อาการตกใจเกิดจากการที่เราส่งใจไปที่อื่น พอเกิดอะไรขึ้นใจก็จะรีบวิ่งกลับมา เพื่อบังคับประสาทร่างกายให้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น อาการที่ใจวิ่งกลับมาเร็วเกินไป เขาเรียกว่าตกใจ คราวนี้คนที่ใจอยู่กับตัว ไม่ไปไหน ก็เลยไม่ตกใจกับใครเขา

ตอนนั้นไปที่บึงลับแล ตั้งใจว่าไปอยู่กันหลายวัน ก็เลยทำแคร่นอน สำหรับแคร่นอนก็ทำง่าย ๆ ไปตัดไม้ไผ่มาทำเสา วางเสาสี่เสา เอาไม้พาดแล้วก็ตีฟากปูนอน ก็พออยู่ได้ คราวนี้ตอนกลางคืนนอนภาวนาไปกำลังเพลิน ๆ ปรากฏว่าแคร่พังโครม..! พังลงทางด้านหัว ตอนนั้นใจของอาตมานิ่งมากเลย จะพังหรือไม่พังไม่สนใจ เอาแต่การภาวนาของตน พอแคร่พังหัวก็ทิ่มลง ตัวก็เลยไหลลงมาเรื่อย ๆ อาตมาก็ภาวนาไป ในที่สุดก็ไหลลงไปจนหัวค้ำพื้น น้ำหนักตัวทั้งหมดกดลงไปตรงนั้น ทีนี้ก็เริ่มรู้สึกว่าเจ็บ ก็เลยลุกขึ้น ตั้งใจว่าจะซ่อมแคร่

ปรากฏว่าพอลุกขึ้นมาแล้ว เจอพระรูปหนึ่ง ท่านยืนเหมือนกับพิงก้อนหินอยู่ ตรงที่ตั้งแคร่มีหินใหญ่อยู่ก้อนหนึ่งสูงท่วมหัว ก็สงสัยว่าพระธุดงค์ท่านมาตั้งแต่เมื่อไร เดี๋ยวจะถามท่านสักหน่อยว่ามาจากไหน กำลังคิดว่าถ้าซ่อมแคร่เสร็จแล้วจะถามท่าน ปรากฏว่าทิดกอล์ฟตอนนั้นยังบวชอยู่ ได้ยินเสียงแคร่พังโครมไปตั้งนานแล้ว อาจารย์ยังเงียบอยู่ เขาก็เลยส่องไฟดู ตอนส่องไฟเขาก็เขย่าไฟฉาย ตอนที่เขาเขย่าไฟฉาย อาตมาก็เห็นพระธุดงค์รูปนั้นเต้นระบำได้ จึงคิดว่า เออหนอ...ผีหลอกกูซึ่ง ๆ หน้าเลย แต่ด้วยความที่ใจนิ่ง ก็เลยไม่ได้ใส่ใจ ไม่ได้กลัวอะไร ตะโกนบอกทิดกอล์ฟไปว่า ไม่มีอะไรหรอก แคร่พัง เดี๋ยวจะนั่งกรรมฐานต่อ เขาก็ปิดไฟฉายนั่งกรรมฐานต่อ จะเห็นได้ว่าใจนิ่งในลักษณะนั้น และตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา จึงกลายเป็นคนตกใจไม่เป็น

สองเรื่องติดกัน เรื่องแรกก็คือแคร่พังในขณะที่นอนภาวนาแล้วใจของตนเฉยมาก ไม่รู้สึกหวั่นไหวหรือตื่นเต้นอะไรกับใคร เรื่องที่สองเจอผีหลอกซึ่ง ๆ หน้า ก็เฉยเหมือนกัน เฉยชนิดที่ไม่รับรู้อะไรเลย อยากหลอกก็หลอกไป และหลังจากนั้นมาก็กลายเป็นคนตายด้าน อะไรเกิดขึ้นมาฉุกเฉินขนาดไหน อย่างเมื่อครู่ โยมเขาถวายสังฆทานแล้วพระพุทธรูปกำลังจะหล่นลง หลายคนก็ตกใจ ส่วนอาตมาก็ให้พรไปเรื่อย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 02-01-2014 เมื่อ 13:03
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 77 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 19-11-2009, 12:20
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 25,782
ได้ให้อนุโมทนา: 107,377
ได้รับอนุโมทนา 4,204,291 ครั้ง ใน 29,326 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ที่เล่าให้ฟังก็เพื่อที่จะบอกว่า พัฒนาการของการปฏิบัติจะมีการก้าวขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าเราทำจริงจังและสม่ำเสมอ เพียงแต่ว่าจุดที่ผ่านแล้วเราเห็นชัดเจนที่สุด เราจึงจะได้รู้ว่าตอนนี้เราก้าวหน้าแล้ว ส่วนจุดที่ยังไม่ชัดเจน ถ้าเราไม่ใช่คนช่างสังเกตจริง ๆ ก็จะไม่เห็น

เหมือนอย่างพวกเราที่คิดว่าทำมาจนป่านนี้ยังไม่ได้อะไรเลย ไม่จริงหรอก...ได้ทุกคน ให้ลองมองย้อนกลับไปว่า ก่อนหน้านี้เรามีศีลสักกี่ข้อ ? แล้วปัจจุบันนี้เรารักษาได้ตั้งเท่าไรแล้ว ? ก่อนหน้านี้เราทำสมาธิได้ครั้งละ ๕ นาที ๑๐ นาทีได้ไหม ? เดี๋ยวนี้ครึ่งชั่วโมงเราก็นั่งได้อยู่ ถ้ารู้จักสังเกตก็จะเห็นความก้าวหน้าพัฒนามาขึ้นเรื่อย ๆ แต่ว่าต้องจริงจังและสม่ำเสมอนะ ทำ ๆ ทิ้ง ๆ ผลจะไม่เกิด ถ้าหากทำ ๆ ทิ้ง ๆ จะเห็นความก้าวหน้าของกิเลส คือเวลากิเลสตีกลับ มักจะเล่นงานเราหนักกว่าเดิมทุกทีเลย

ฉะนั้น..ทำจริงและทำให้ต่อเนื่อง แล้วทุกคนก็จะสามารถทำได้แบบนี้ พอถึงเวลาเกิดอะไรขึ้นก็เฉย อย่างรถชนตูม อาตมาเปิดประตูลงไป ไม่ได้ดูว่ารถจะเสียหายอย่างไร ก็ไปถามคนอีกฝ่ายหนึ่งก่อนว่ามีใครเจ็บไหม ? รถมีประกันไหม ? ดูแลเขาเรียบร้อยแล้วค่อยมาดูว่ารถของเราพังแค่ไหน ไม่ได้ตื่นตกใจจนทำอะไรไม่ถูก


พระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เทศน์ช่วงบ่าย ณ บ้านอนุสาวรีย์
วันเสาร์ที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 02-01-2014 เมื่อ 13:05
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 77 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 16:44



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว