กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ปี ๒๕๖๔ > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๔

Notices

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๔ เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๔

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 18-11-2021, 20:24
ตัวเล็ก's Avatar
ตัวเล็ก ตัวเล็ก is offline
กรรมการเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Mar 2009
ข้อความ: 10,639
ได้ให้อนุโมทนา: 216,875
ได้รับอนุโมทนา 747,370 ครั้ง ใน 36,404 โพสต์
ตัวเล็ก is on a distinguished road
Default เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔


__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด
(-/\-) (-/\-) (-/\-)
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 44 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 19-11-2021, 00:30
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 30,647
ได้ให้อนุโมทนา: 151,944
ได้รับอนุโมทนา 4,415,742 ครั้ง ใน 34,237 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๔ งานใหญ่งานสำคัญของวัดท่าขนุน ก็คือการหล่อพระพุทธรูปปางห้ามสมุทรทรงเครื่อง ทั้งเนื้อเงินและเนื้อทองคำได้สำเร็จลงด้วยดี

ขณะเดียวกันหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้น ก็ต้องบอกว่าเป็นความเมตตาของพระ ของพรหม เทวดา และครูบาอาจารย์ที่ท่านสงเคราะห์ให้ แล้วก็เป็นครั้งแรกในชีวิตที่กระผม/อาตมภาพเห็นคนรังแกเทวดาได้..!

ก็อย่างที่บอกว่า ท้าวมหาราชพร้อมกับบริวารของท่าน มารักษาบริเวณมณฑลพิธีตั้งแต่วันก่อน โดยเฉพาะท่านท้าววิรุฬหกมหาราชยืนอยู่ตรงหน้าป้ายวัดท่าขนุน พวกท่านก็ตั้งเก้าอี้เพิ่มทีละ ๒ ตัว ๓ ตัว ท่านก็ต้องถอยไปเรื่อย ท้ายสุดไปอยู่หลังหลวงพ่อพระพุทธลีลา ๘๔ พรรษาธรรมิกราช (หลวงพ่อหินเขียว) มีบางคนอาจจะสงสัยว่าแล้วทำไมเป็นเทวดาไม่รู้จักขึ้นไปอยู่บนอากาศ ? ก็เพราะว่าถ้าขึ้นไปเมื่อไรก็จะอยู่สูงกว่าพระ เพราะฉะนั้น...ถ้าพวกเรามีมากกว่านั้น ท่านก็คงต้องถอยไกลออกไปอีก ยังดีที่ไม่ได้มากไปกว่านั้น

ส่วนหลายท่านที่ถ่ายรูปแล้ว ได้ภาพปาฏิหาริย์มา ให้เก็บเอาไว้เป็นกำลังใจของตน เพราะว่าเรื่องพวกนี้กระผม/อาตมภาพพูดไป ถ้าหากว่าไม่มีบุคคลที่ได้ทิพจักขุญาณช่วยยืนยัน ก็กลายเป็นว่าสักแต่พูดไปเปล่า ๆ แต่ว่าเครื่องมือเครื่องไม้สมัยนี้ดีขึ้นมาก และอาจจะเป็นไปได้ว่า เป็นเพราะพระ หรือพรหม หรือเทวดา ตลอดจนกระทั่งครูบาอาจารย์ท่านเมตตาสงเคราะห์ ก็เลยถ่ายติดมา

โดยเฉพาะฉัพพรรณรังสีที่คลุมมณฑลพิธีอยู่ จนกระทั่งพวกเราเก็บเสร็จแล้วถึงได้ถอนกลับไป กระผม/อาตมภาพได้เตือนทุกท่านตั้งแต่เช้ามืดว่า จะทำความสะอาดหรือจะทำอะไรบริเวณนั้น ก็อย่าได้เอะอะโวยวาย หรือทำอะไรโฉ่งฉ่าง ขาดความเคารพ เพราะว่าพระท่านเสด็จตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

จะว่าไปแล้วเรื่องพวกนี้ ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายตั้งใจฝึกปฏิบัติกันจริง ๆ กระผม/อาตมภาพเคยกล่าวไว้แล้วว่า เรื่องของทิพจักขุญาณนั้นเป็นแค่ของแถมในการปฏิบัติเท่านั้น และแถมมาแล้วก็มักจะจัดการไม่ถูก สร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก

ที่กระผม/อาตมภาพใช้คำว่า "ของแถมในการปฏิบัติ" ก็เพราะว่าบุคคลใดบุคคลหนึ่งก็ตาม ถ้าวิสัยเดิมมาทางด้านวิชชาสาม อภิญญาหก หรือปฏิสัมภิทาญาณสี่ ถ้าจิตสงบลงได้ระดับเมื่อไร ทิพจักขุญาณจะเกิดขึ้นเอง ไม่ต้องไปดิ้นไปรน ดังที่เคยเปรียบเทียบไว้ว่า ซื้อรถเมื่อไรก็ได้ล้อมาด้วย ไม่มีใครที่ซื้อรถแล้วต้องตะเกียกตะกายไปหาล้อเพิ่มขึ้น แต่ด้วยความที่ท่านทั้งหลายนั้น ต้องบอกว่าสติปัญญาน้อย จึงจัดการกับทิพจักขุญาณไม่ค่อยจะถูก

แม้กระทั่งลูกศิษย์รุ่นเก่า ๆ ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดท่าซุง เท่าที่กระผม/อาตมภาพสัมผัสมาด้วยตัวเอง ก็นำเอาทิพจักขุญาณไปใช้ผิดเกิน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดท่าซุง ท่านมั่นใจว่าลูกศิษย์ของท่านฉลาดพอ ท่านถึงได้สอนมโนมยิทธิให้ แต่ปรากฏว่าที่ฉลาดพอนั้นมีน้อยมาก ส่วนใหญ่ก็ออกทะเล กู่ไม่กลับ เพราะเมื่อเกิดทิพจักขุญาณขึ้นแล้ว ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ต่าง ๆ จะตามมาด้วย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 19-11-2021 เมื่อ 02:38
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 42 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 19-11-2021, 00:36
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 30,647
ได้ให้อนุโมทนา: 151,944
ได้รับอนุโมทนา 4,415,742 ครั้ง ใน 34,237 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ตัวกระผม/อาตมภาพเอง ก็เคยพลาดอยู่ถึง ๓ ปี กลายเป็น "ขี้ข้าชาวบ้าน" แม้ว่าตอนนั้นจะเป็นฆราวาส แต่ก็ถือว่าเป็นขี้ข้าชาวบ้านเขา เพราะว่าใครถามอะไรก็บอกเขาหมด แล้วพอได้รับคำชมเชยมาก็ "ตูดกระดก" ลอยทั้งตัว ก็เลยกลายเป็นขี้ข้าของชาวบ้านเขาด้วยความเต็มใจของตัวเอง เพราะว่าอยากได้คำชมอีก..!

จนกระทั่งได้สติขึ้นมา เพราะพินิจพิจารณาแล้วว่า การที่เราจะหลุดพ้นจากกองทุกข์นั้น ไม่ใช่เรื่องของอภิญญาสมาบัติ แต่เป็นเรื่องของปัญญาที่ต้องรู้แจ้งเห็นจริง และยอมรับสภาพความเป็นจริงของร่างกายของเรา และตลอดจนกระทั่งร่างกายคนอื่น วัตถุธาตุอื่น ๆ และยอมรับความจริงในโลกนี้ด้วย เมื่อเห็นจริงแล้วก็ปลดการยึดมั่นถือมั่นออก จึงสามารถที่จะหลุดพ้นไปได้

ไม่มีข้อไหนบอกว่าต้องได้ทิพจักขุญาณ ไม่มีข้อไหนบอกว่าต้องระลึกชาติได้ ไม่มีข้อไหนบอกว่าต้องรู้ว่าคนตายแล้วไปไหน ? คนและสัตว์ก่อนเกิดมาจากไหน ? ไม่จำเป็นต้องรู้อดีต รู้ปัจจุบัน รู้อนาคต มีอย่างเดียวก็คือปฏิบัติตามสายสุกขวิปัสสโก เพื่อเข้าถึงความสิ้นกิเลส

แต่เท่าที่พบมาก็คือจัดการกับทิพจักขุญาณไม่ถูก ได้มาแล้วก็ "เฟื่อง" คำว่า เฟื่อง ในที่นี้ ที่อาตมภาพเป็นก็คืออาการเดียวกัน "คะนอง" ใช้ทิพจักขุญาณในด้านที่ไม่ถูกต้อง ขาดปัญญา แยกแยะไม่ออกว่าปัจจุบันเราเป็นอะไร จึงไปเอาอดีตเป็นเครื่องยึด รู้แล้วแทนที่จะเข็ดว่า เราเกิดมาทุกข์ยากนับชาติไม่ถ้วน กลับรู้แล้วไปรื้อฟื้นความสัมพันธ์เก่า ๆ คนโน้นเป็นอย่างนั้นกับเรา คนนี้เป็นอย่างนี้กับเรา

บุคคลที่กำลังปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นจากทะเลทุกข์ แทนที่จะเร่งรีบ เพื่อที่ตัวเองจะได้ขึ้นสู่ฝั่ง พ้นจากภาระต่าง ๆ ไปเข้าสู่เขตแดนที่ปลอดภัย เรากลับไปกอดคอคนโน้นไว้ ฉุดรั้งคนนี้ไว้ด้วยความสัมพันธ์เก่า ๆ ท้ายที่สุดก็จมตายกันทั้งพรวน แล้วการที่เราใช้ทิพจักขุญาณผิด ไม่ได้มีความรู้ความสามารถที่แท้จริง ก็สร้างความเสียหายให้กับครูบาอาจารย์อย่างมาก จนกระทั่งกลายเป็นวลีที่กึ่งดูถูก กึ่งเยาะเย้ยว่า "อย่ามโน"..!

ดังนั้น...ที่กระผม/อาตมภาพว่าไป กล่าวไป ถ้าไม่มีหลักฐาน ก็คงได้แค่ "มโน" อย่างที่ทุกท่านว่า หรือคนอื่น ๆ ก็จะว่ากล่าวในลักษณะนี้ แต่ยังดีที่ว่าบางอย่างก็พอที่จะมีรูปถ่ายเป็นพยานหลักฐานได้ อย่างเช่นฉัพพรรณรังสีที่คลุมมณฑลพิธีอยู่ เป็นต้น
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 19-11-2021 เมื่อ 02:41
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 38 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 19-11-2021, 00:39
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 30,647
ได้ให้อนุโมทนา: 151,944
ได้รับอนุโมทนา 4,415,742 ครั้ง ใน 34,237 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เรื่องพวกนี้ท่านทั้งหลายจะเห็นว่า งานการทุกอย่างของวัดท่าขนุนทำเหมือนกับง่าย ๆ สำเร็จลงง่าย ๆ แต่ท่านทั้งหลายมาดูเอาผลตอนสุดท้ายแล้ว โดยที่ไม่ได้ดูว่าก่อนที่จะง่ายนั้น ตัวกระผม/อาตมภาพ ตลอดจนกระทั่งทุกคนที่ร่วมงานกันอยู่ ต้องใช้ความเพียรพยายามมากขนาดไหน

ถ้ายิ่งว่ากล่าวย้อนหลังไปยันอดีตชาติโน่น ก็คงจะออกอาการเดียวกับพระพาหิยะทารุจีริยะ ที่เป็นเอตทัคคะทางขิปปาภิญญา คือตรัสรู้เร็ว แค่พระพุทธเจ้าเทศน์ว่า "จงอย่าสนใจในร่างกาย" แค่นั้นก็บรรลุแล้ว เราไปดูเอาผลตอนที่ท่านบรรลุแล้ว โดยที่ไม่ได้ดูว่าชาติก่อนหน้านั้น ท่านปฏิบัติธรรมถึงขนาดอดตาย..! ก็แปลว่าก่อนที่จะง่ายนั้น ต้องผ่านความยากสาหัสชนิดเลือดตากระเด็นมาแล้วทุกคน..!

ดังที่ในหลวงรัชกาลที่ ๖ ได้มีพระราชนิพนธ์เอาไว้ว่า "หนทางแห่งเกียรติศักดิ์ จักโรยด้วยดอกไม้ หอมหวนยวนจิตไซร้ ฤๅมี" ก็คือกว่าที่จะประสบความสำเร็จนั้น ไม่ได้เดินมาบนทางที่ปูด้วยกลีบกุหลาบ แต่เป็นหนทางที่เต็มไปด้วยหนามกุหลาบ..! ต้องบาดเจ็บ ต้องเจ็บปวดสารพัด แต่นั่นจะเป็นบทเรียนที่ดีที่สุดให้เราได้เห็นว่า บุคคลอื่นที่มี ๑๐ นิ้วเท่ากัน ทำไมเขาถึงประสบความสำเร็จได้ ถ้าเราใช้ความเพียรพยายาม ใช้การปฏิบัติในศีล ในสมาธิ ในปัญญาได้เท่าเทียมกับท่าน เราก็ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับท่าน

ท่านทั้งหลายที่อยู่ต่อเพื่อที่จะปฏิบัติธรรมต่อตามหลักสูตร ช่วงนี้จะมีการเปลี่ยนแปลง ก็คือทางวัดท่าขนุนของเราจะให้ทุกท่านสมัครผ่านกูเกิ้ลฟอร์ม และดาวน์โหลดวุฒิบัตรของผู้ปฏิบัติธรรมผ่านอีเมล์ ซึ่งหลัก ๆ เลยควรที่จะเป็น gmail เพราะว่าสามารถไปกับกูเกิ้ลฟอร์มได้ดีที่สุด ถ้าหากว่าเป็น hotmail หรือ outlook อาจจะเกิดความผิดพลาดได้

ก็แปลว่าทุกท่านต้องเริ่มหัดทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ หรือว่าเล่นเฟซบุ๊ก เล่นสไกป์จนกระทั่งลืมไปว่ายังมีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์อยู่ เมื่อปฏิบัติจนถึงวันสุดท้าย ทางเจ้าหน้าที่เขาก็จะลงหมายเหตุยืนยันว่าท่านอยู่ครบ ถ้าอย่างนั้นเราถึงจะมีสิทธิ์เข้าไปดาวน์โหลดวุฒิบัตรได้ ไม่อย่างนั้นแล้วถ้าอยู่ไม่ครบ คิดว่าสมัครลงทะเบียนไปแล้ว อย่างไรก็ต้องได้วุฒิบัตร ขอบอกว่าท่านคิดผิด..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 19-11-2021 เมื่อ 02:44
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 40 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า 19-11-2021, 00:41
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 30,647
ได้ให้อนุโมทนา: 151,944
ได้รับอนุโมทนา 4,415,742 ครั้ง ใน 34,237 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ดังนั้น..ในส่วนที่ท่านทั้งหลายยังอยู่เพื่อปฏิบัติธรรมให้ครบเวลาตามหลักสูตร ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี น่าโมทนา เพราะว่าพวกท่านไม่ได้ไหลตามกระแสกิเลสไป มีระยะเวลาหยุดหลายวัน แทนที่จะไปท่องเที่ยวแบบคนอื่น ๆ ที่เก็บกดมานาน กลับมาฝึกฝนขัดเกลา กาย วาจา ใจของตนเอง เพื่อความก้าวหน้าในการปฏิบัติยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนกว่าจะเข้าถึงเป้าหมายสุดท้าย คือหลุดพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพาน เรื่องทั้งหลายเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความอดทน อดกลั้น เพียรพยายามเป็นอย่างสูง ถึงจะสามารถหักห้ามใจตนเองได้

แต่เมื่อกำลังของเราสูงพอแล้ว เราจะเห็นว่าการที่เรารักษาศีล ๕ หรือศีล ๘ ก็ไม่ใช่เรื่องหนักใจเลย สามารถทำได้แบบเป็นธรรมชาติมาก ในเรื่องของการทรงสมาธิ เราก็สามารถที่จะทรงได้ทุกเวลาที่ต้องการ ถ้ามาถึงระดับนี้แล้ว ก็เหลือเพียงการใช้ปัญญาพิจารณาเท่านั้น ว่าร่างกายของเราก็ดี ของคนอื่นก็ดี ของสัตว์อื่นก็ดี วัตถุธาตุทุกชนิดก็ตาม มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น แปรปรวนในท่ามกลาง และสลายไปในที่สุด ไม่มีอะไรเป็นสาระแก่นสารให้ยึดถือมั่นหมายได้

ยิ่งเห็นชัดมากเท่าไร สภาพจิตของเราก็ยิ่งถอนออกจากการยึดมั่นถือมั่นมากเท่านั้น ท้ายที่สุดถ้าสามารถถอนออกมาได้ทั้งหมด ท่านทั้งหลายก็จะหลุดพ้นจากกองทุกข์ เข้าสู่พระนิพพาน


วันนี้ที่บอกกล่าวแก่ท่านทั้งหลายให้ชัดเจน ก็เพราะว่าบางคนที่ได้ทิพจักขุญาณแล้ว มีสิทธิ์ที่จะหลงทาง ต้องรู้จักระมัดระวัง รู้อะไรไม่ใช่พูดได้ทั้งหมด บุคคลที่รู้จริงต้องรู้ว่าสิ่งที่เรารู้นั้น พูดได้เท่าไร บางเรื่องรู้มา ๑๐๐ พูดได้แค่ ๒ แค่ ๓ จะอกแตกตาย..! แต่ก็ต้องกัดฟันทนไว้ ไม่เช่นนั้นแล้วท่านอาจจะไปละเมิดกฎของกรรมโดยไม่รู้ตัว

จึงขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา ตลอดจนกระทั่งบอกกล่าวแก่ญาติโยมทั้งหลายแต่เพียงเท่านี้


พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๔
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 21-11-2021 เมื่อ 23:57
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 45 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 11:44



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว