กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ปี ๒๕๖๔ > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๔

Notices

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๔ เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๔

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 19-11-2021, 22:27
ตัวเล็ก's Avatar
ตัวเล็ก ตัวเล็ก is offline
กรรมการเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Mar 2009
ข้อความ: 9,940
ได้ให้อนุโมทนา: 203,380
ได้รับอนุโมทนา 649,968 ครั้ง ใน 30,790 โพสต์
ตัวเล็ก is on a distinguished road
Default เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๔


__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด
(-/\-) (-/\-) (-/\-)
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 43 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 20-11-2021, 00:13
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 28,348
ได้ให้อนุโมทนา: 136,131
ได้รับอนุโมทนา 4,319,754 ครั้ง ใน 31,930 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๔ เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ภาษาชาวบ้านทั่วไปก็คือ วันลอยกระทง ซึ่งวันลอยกระทงนั้น ถ้าหากว่ากันตามประเพณีไทยโบราณ ก็จะมีการลอยกระทงเพื่อเป็นพุทธบูชา โดยที่เชื่อกันว่าลอยไปเพื่อบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมแม่น้ำนัมมทานที

อีกกระแสหนึ่ง เป็นความเชื่อตามแบบโบราณที่ว่า ลอยกระทงเพื่อขอขมาพระแม่คงคา เนื่องจากว่าคนสมัยก่อนนั้นใช้น้ำมากมายมหาศาลกว่าพวกเราสมัยนี้ เพราะว่ารุ่นโน้นยังไม่มีน้ำประปา กระผม/อาตมภาพเอง สมัยก่อนก็ต้องอาบน้ำท่าเหมือนกัน คำว่าท่า ก็คือสถานที่ขึ้นลงริมน้ำ

ดังนั้น...การที่ใช้ท่า
น้ำสมัยก่อน สิ่งหนึ่งที่เด็ก ๆ กลัวมากเลยคือปลาปักเป้า ปลาปักเป้าปากคมมาก กัดทีเนื้อแหว่งเป็นวงเลย..! หลวงปู่หลวงพ่อสมัยก่อนจึงต้องทำตะกรุดบ้าง สายคาดเอวบ้าง ให้เด็ก ๆ ใส่ ป้องกันปักเป้ากัด ซึ่งคนรุ่นอาตมานี่รู้กันทั่วเลยว่า ถ้าจะแกล้งเจ้าของบ้านที่เราไม่ชอบขี้หน้า ให้หาปลาปักเป้าตัดหางแล้วก็ทิ้งไว้แถวท่าน้ำของบ้านนั้นปลาปักเป้าโดนตัดหางแล้วไปไหนไกลไม่ได้ จะอยู่แถวนั้นแหละ เจ้าของบ้านหรือไม่ก็ครอบครัวลงไปอาบน้ำเมื่อไร ก็ต้องโดนสักวันหนึ่ง ยังดีว่ารุ่นของพวกเรานี่ไม่มีแล้ว..ใช่ไหม ?

คราวนี้การที่หลวงปู่หลวงพ่อสมัยนั้นทำวัตถุมงคลกันปลาปักเป้ากัด ก็เลยพลอยกันหมากัดไปในตัวด้วย รุ่นหลัง ๆ อย่างพวกเราที่เลี้ยงหมา หาหมาดุไม่ได้ รุ่นกระผม/อาตมภาพเด็ก ๆ นี่ ใครจะเข้าบ้าน โน่น...ตะโกนมาตั้งแต่หน้าบ้านเป็นกิโล "ดูหมาด้วย" หมาดุมาก..ใครที่มีฐานะหน่อยขี่มอเตอร์ไซค์มา หมากระโดดกัดยันหัวเลย..! ทั้ง ๆ ที่นั่งอยู่บนมอเตอร์ไซค์ เพราะฉะนั้น...คนรุ่นเก่า ๆ ถ้าไม่ใช่ "หนังดี" จริง ๆ ก็จะกลัวหมากัด

ในส่วนที่คนรุ่นเก่า ๆ เขาใช้น้ำ ก็มีทั้งอาบ ทั้งดื่ม ตอนอาบบ้าง ล้างหน้าแปรงฟันบ้าง ก็มีการบ้วนน้ำลาย หรือไม่ก็บางคนก็ถ่ายอุจจาระปัสสาวะลงในแม่น้ำไปเลย ซึ่งจะว่าไปแล้วก็อยู่ไม่นาน เพราะว่าทันทีที่ถ่ายลงน้ำไป ปลาก็แย่งกันกินหมดแล้ว โดยเฉพาะปลาแขยงกับปลาสังกะวาด ไม่รู้จักอีกใช่ไหม ? เครียด..! เล่าเรื่องไปแล้วเด็กสมัยนี้ฟังไม่รู้เรื่อง รู้สึกเครียด พูดง่าย ๆ คือถ่ายลงน้ำป๋อมเดียว ปลาแย่งกันกระจายเลย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 20-11-2021 เมื่อ 02:05
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 40 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 20-11-2021, 00:17
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 28,348
ได้ให้อนุโมทนา: 136,131
ได้รับอนุโมทนา 4,319,754 ครั้ง ใน 31,930 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

สมัยก่อนในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ถามว่ามีขนาดไหน ? เคยเห็นวังมัจฉาหน้าวัดท่าซุงไหม ? แบบเดียวกันนั่นแหละ เยอะขนาดนั้น สมัยเด็ก ๆ อยู่บ้านป้า กระผม/อาตมภาพเอาแหไปซ้อมเหวี่ยง เหวี่ยงลงไปแล้วลากไม่ขึ้น นึกเอาก็แล้วกันว่าปลาเยอะขนาดไหน ต้องเอาแหไปผูกไว้กับต้นไม้ชายน้ำ แล้วไปเรียกผู้ใหญ่มาช่วยดึงขึ้นให้


แล้วถ้าหากว่าเป็นหน้าน้ำหลาก ก็จะมีช่วง "ปลาออ" มากันแน่นทั้งแม่น้ำเลย ชาวบ้านเขาจะรอปลาสร้อย ถ้าปลาสร้อยขึ้นแล้วจะแย่งกันตัก ใช้เข่งนี่แหละ ว่ายมาทีแน่นไปทั้งแม่น้ำ จ้วงลงไปเถอะ ได้เป็นเข่ง เอามาหมักน้ำปลา สมัยนี้หมักน้ำปลากันเป็นเหรือเปล่า ? เด็กรุ่นใหม่ ๆ ไม่เป็นก็ไม่เป็นไรนะ..กินเป็นก็แล้วกัน..!

พวกปลาออที่ขึ้นมา เกิดจากว่าจะไปวางไข่ หลังจากนั้นหลายสิบปี เมื่อมาสร้างเกาะพระฤๅษี กระผม/อาตมภาพเจออยู่ครั้งเดียว บรรดาปลากระสูบว่ายขึ้นมาวางไข่ เสียงดังมาก ได้ยินแล้วคุ้นหู ก็เลยออกไปส่องไฟดู อ้าว..ยังมีอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ไม่ได้มากเหมือนสมัยก่อน ประเภทมากันที ๒๐ - ๓๐ ตัวแค่นั้น สมัยก่อนมากันทีเป็นหมื่นตัว บ้านไหนจะทำน้ำปลาก็เตรียมตะกร้าไว้ตักปลาสร้อยได้เลย

ในยุคโน้นในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ความเป็นอยู่ก็อาศัย "แม่ทั้ง ๕" รู้จักไหม ? แม่ธรณีก็คือดิน แม่คงคาคือน้ำ แม่พระเพลิงคือไฟ แม่พระพายคือลม ตามมาด้วยแม่สุดท้าย แม่โพสพ เป็นอาหาร เป็นสิ่งที่ร่างกายของเราขาดไม่ได้ ขาดแม่ทั้ง ๕ นี่ตายแน่นอน ดังนั้น...ถ้าหากว่าถึงวาระ ถึงเทศกาลที่สำคัญ ก็จะมีการขอขมา การขอขมาแม่คงคาก็อาศัยช่วงลอยกระทงนี่แหละ

คราวนี้ในการที่คนโบราณมีความเชื่อแบบนี้ ทำให้มีความเคารพในธรรมชาติ อยู่ร่วมกับธรรมชาติโดยสร้างความเสียหายให้ธรรมชาติน้อยที่สุด เข้าป่าก็เคารพรุกขเทวดา แม้กระทั่งจะถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะก็ต้องยกมือไหว้ ขออนุญาตเจ้าที่ก่อน จะตัดต้นไม้ใหญ่ จะทำอะไร ก็ต้องมีพิธีบัดพลีบวงสรวง ขอฤกษ์ขอยาม ขอนิมิตว่าตัดได้หรือไม่ ? ก็เลยทำให้สมัยก่อนที่เราเห็นว่า "คนโบราณโง่" นั้น คนโบราณอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างมีความสุข อยู่ร่วมกันแบบต่างฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยกัน

ถ้าหากว่าเป็นโคลงโลกนิติ ก็ประมาณ "เสือพีเพราะป่าปก ป่ารกเพราะเสือยัง ดินเย็นเพราะหญ้าบัง หญ้ายังเพราะดินดี"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 20-11-2021 เมื่อ 02:10
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 41 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 20-11-2021, 00:23
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 28,348
ได้ให้อนุโมทนา: 136,131
ได้รับอนุโมทนา 4,319,754 ครั้ง ใน 31,930 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ความเชื่อทั้งหลายเหล่านี้ จะว่าไปแล้วก็คือการปรับตัวเข้ากับธรรมชาติ รักษาธรรมชาติเอาไว้ ปัจจุบันนี้ก็ยังมีพวกชอง รู้จักไหม ? เคยได้ยินชื่อไม้ชองระอาไหม ? ชอง ซาไก เป็นคนพื้นเมือง ตัวเล็ก ๆ หัวหยิก ๆ พุงป่อง ๆ ยังคงอยู่ร่วมกับธรรมชาติ แล้วก็ทางด้านริมทะเลก็มีพวกมอแกน มอแกนนี่เป็นพวกเราเรียก ตัวเขาเรียก "อุรักลาโว้ย" อยู่ร่วมกับธรรมชาติ แล้วก็มีพวกตองเหลือง ที่เราเรียกว่า "ผีตองเหลือง" เขาเรียกตัวเองว่า "มาลาบรี"

ถามว่าอยู่กับธรรมชาติอย่างไร ? อย่างเช่นว่าไปขุดมันเพื่อที่จะเอาไปเป็นอาหาร เขาขุดชอนจากข้างล่างขึ้นไป แล้วก็เด็ดเอาเฉพาะหัวมัน ปล่อยต้นให้อยู่เหมือนเดิม พอกลบดินกลับเข้าไป อีกไม่นานต้นก็แตกหัวใหม่ เพราะว่าเถายังอยู่ ไม่ได้รับการกระทบกระเทือน นั่นคือลักษณะของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

คราวนี้นักปฏิบัติธรรมของเรา การที่เราอยู่ร่วมกับธรรมชาติมีอยู่ส่วนหนึ่งที่พูดไปแล้ว พวกเราจะเข้าใจหรือเปล่าก็ไม่รู้ ? ก็คือรอบตัวเรามีดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นปกติ ถ้าหากว่าจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติโดยเบียดเบียนให้น้อยที่สุด ก็คืออยู่ด้วยธรรมปีติ ถึงเวลาก็ล็อกกำลังใจของเราเอาไว้แค่ระดับปีติ ก็จะรู้สึกอิ่มเอิบอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้สึกหิว

เคยกราบเรียนถามหลวงปู่บุดดาว่า "ไม่หิวก็จริง แต่ร่างกายต้องใช้พลังงานนี่ครับหลวงปู่ ?" ท่านบอกว่า "มันหากินเอง" ถามว่า "หากินอย่างไรครับ ?" ท่านบอกว่า "ร่างกายก็ดึงสารอาหารในอากาศเอาเอง ดินกินดิน น้ำกินน้ำ ลมกินลม ไฟกินไฟ" ท่านอธิบายมาฟังแล้วก็มึนตึ๊บ จนกระทั่งตอนหลังถึงมีความเข้าใจว่า ร่างกายที่เราเห็นเป็นแท่งทึบนั้น จริง ๆ แล้วไม่ได้ทึบเลย

ถ้าในสายตาที่ละเอียดระดับทิพจักขุญาณนี่ ร่างกายเราพรุนไปหมด ทุกส่วนของร่างกายสามารถดึงเอาธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม เข้าไปใช้งานได้ ก็ไม่ต้องเบียดเบียนธรรมชาติอื่น แต่ถ้าหากมีคนสามารถทำได้มาก ๆ แล้วอยู่รวมกัน ก็ต้องย้ายไปที่อื่นเป็นระยะ เพราะว่าตรงนั้นจะโดนดึงไปจนกระทั่งบกพร่องไปเลย ลักษณะถ้าเหมือนกับปลูกพืช ก็คือพืชดึงเอาสารอาหารจากดินไปหมด ต้องรอเวลาให้ฟื้นตัว คราวนี้ในส่วนของร่างกายเป็นแบบนั้น บรรดาวัตถุธาตุต่าง ๆ ก็เป็นเหมือนกัน ก็คือเป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม ประกอบกันขึ้นมา
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 20-11-2021 เมื่อ 02:14
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 39 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า 20-11-2021, 00:27
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 28,348
ได้ให้อนุโมทนา: 136,131
ได้รับอนุโมทนา 4,319,754 ครั้ง ใน 31,930 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ตอนที่กระผม/อาตมภาพฝึกหัดอยู่ ตอนแรกก็สงสัย "เอ๊ะ...ทำไมเราทะลุออกหลังคาได้ ทะลุออกข้างฝาได้" พอไปตั้งใจดูเข้าจริง ๆ ปรากฏว่าไอ้ตึกที่เราเห็นทึบ ๆ นั้น มีรูใหญ่ยิ่งกว่า ประเภทเรียกว่าท่อเทศบาลกระมัง ? ไอ้ท่อที่กว้างประมาณเมตรยี่สิบ เมตรห้าสิบนั่น เพราะฉะนั้น...ถ้าหากว่าเราทำสภาพร่างกายของเราให้ละเอียดได้ ก็สามารถผ่านไปได้ง่าย ๆ

สมัยที่ฝึกซ้อมอยู่ ก็โดนโยมศุภาพร ปุษยะนาวิน อดีตภรรยาเจ้าคุณหลวงตา หลวงตาวัชรชัยท่านเอาครอบครัวไปอยู่วัดด้วย
กระผม/อาตมภาพอยู่ตึกกองทุน ป้าศุอยู่ตึกเป๊ปซี่ ซึ่งติดกัน แล้วแกก็ดันตาดีเสียด้วย ถึงเวลาจะไปทำวัตร เดินผ่านตึกเป๊ปซี่ ป้าศุก็แซวว่า "ระวังนะหลวงพี่ ถ้ากำลังใจคลายตัวตอนออกไปครึ่ง ๆ แล้ว ก็ติดอยู่ตรงนั้นแหละ..!" แหม..มีการหลอกกันอีก

ลองนึกดูว่า เราทำกายให้ละเอียดเพื่อที่จะลอดผ่านข้างฝาไป แล้วอยู่ ๆ กำลังใจคลายตัวแล้วร่างกายหยาบขึ้นมา ก็คาอยู่ข้างนอกครึ่งหนึ่ง อยู่ข้างในครึ่งหนึ่ง..ใช่ไหม ? อันนั้นป้าศุแกหลอกเอานะ หลอกเด็ก..! ไอ้ที่ว่าหลอกเด็กก็เพราะว่า ถ้าคนทำได้ถึงขนาดนั้นแล้ว ก็ผ่านไปแล้วค่อยคลายกำลังใจ ใครจะไปคลายออกมากลางคันเล่า ?

ถ้าหากว่าอยู่ในลักษณะอย่างนั้น ก็จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ดีมาก เพราะว่าไม่ต้องไปเบียดเบียนด้วยประการทั้งปวง แต่คราวนี้การที่เราอยู่ร่วมกับธรรมชาติโดยทั่ว ๆ ไปเราก็ทำได้ อย่างเช่นว่าเดินให้เบาลงหน่อยหนึ่ง อย่าตะโกน พวกประเภทเกิดอะไรขึ้นแล้วก็กรี๊ด ร้องกรี๊ดอยู่ตรงนี้ โน่น...เกิดพายุไปถล่มประเทศอเมริกาโน่น เพราะว่าสิ่งที่เราทำเป็นคลื่นที่สั่นสะเทือนออกไป พอไปรวมกันมาก
เข้าจนได้ระดับ ก็ทำให้เกิดภัยธรรมชาติขึ้นมาได้..!

ทันทีที่เห็นอเมริกาทิ้งระเบิดตูมตามโครมครามที่อัฟกานิสถาน
กระผม/อาตมภาพคิดว่า "มึงซวยแน่..!" แล้วก็จริง ๆ หลังจากนั้น ๒ ปี บรรดาทอร์นาโดถล่มอเมริกาเละเทะหมดเลย เขาทำตัวเขาเอง เพราะว่าเวลาระเบิดแตกระเบิดออก ก็ดันอากาศออกไป...ระเบิดออกก็ดันอากาศออกไป พอแรงดันรวมกันมากเข้า เคลื่อนที่ไปเรื่อย...เคลื่อนที่ไปเรื่อย พลังงานก็สูงขึ้น ๆ ท้ายสุดก็กลายเป็น "พายุสลาตัน" ตามภาษาโบราณ ซึ่งก็เกิดขึ้นในซีกโลกไหนก็เรียกกันไปคนละอย่าง เรียกทอร์นาโดบ้าง ไซโคลนบ้าง เฮอร์ริเคนบ้าง

แม้กระทั่งการสวดมนต์ของเรา การที่เราสวดมนต์ ถ้าหากว่าทอดเสียงถูกจังหวะ จะเกิดคลื่นแห่งความสงบ ซึ่งต้องบอกว่าคนและสัตว์ล้วนแล้วแต่ต้องการ แต่ถ้าเราสวดมนต์ไม่เป็น ไปเสียงดังแล้วกระแทกจังหวะเข้า บางคนทนฟังไม่ได้เลย รู้สึกเหมือนอย่างกับมีอะไรมาทุบอก บางคนต้องเดินหนีเลย สมัยก่อนท่านอาจารย์สมพงษ์สวดมนต์นี่
กระผม/อาตมภาพแทบจะวิ่งหนีเลย เสียงดังมาก..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 21-11-2021 เมื่อ 23:58
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 38 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #6  
เก่า 20-11-2021, 00:31
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 28,348
ได้ให้อนุโมทนา: 136,131
ได้รับอนุโมทนา 4,319,754 ครั้ง ใน 31,930 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ที่พูดตรงนี้ เผื่อหวังว่าพวกเราจะเข้าใจสักคนหนึ่งว่า การที่เราจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ลักษณะเหมือนเราเดินลงน้ำแล้วให้น้ำสะเทือนน้อยที่สุด จะคิด จะพูด จะทำอะไร ก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้อื่นให้น้อยที่สุด ระมัดระวังกาย วาจา ใจของเราไว้ อย่าให้เป็นทุกข์เป็นโทษกับคนอื่น

แค่ไฟฟ้าก็ทำให้ผีจำนวนมหาศาลปรากฏกายไม่ได้แล้ว ดังนั้น...ถ้าใครกลัวผีแล้วนอนเปิดไฟ เป็นวิธีแก้ที่ถูกต้อง แต่แก้ได้เฉพาะพวกผีเด็ก ๆ ถ้าผีระดับปริญญาโท ปริญญาเอกนี่แก้ไม่ได้หรอก เพราะว่าเขาเก่งกว่า

เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า ถึงเวลาผีจะปรากฏตัว เขาจะใช้กำลังของเขาดึงเอาธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม ในอากาศมารวมตัวกัน เพื่อให้เกิดกายหยาบขึ้นมาให้เราเห็น แต่หลอดไฟกระพริบแแว่บ ๆ ๆ ๆ อยู่ตลอดเวลา ประมาณ ๕๐ รอบต่อวินาที เท่ากับกระแทกอยู่ตลอดเวลา

คราวนี้พอ ดิน น้ำ ไฟ ลม จะมารวมกัน ก็โดนไอ้นี่กระแทกกระจายหมด รวมตัวกันไม่ได้ ฉะนั้น...ถ้าหากว่าใครมีประสบการณ์โดนผีหลอก ทำไมอยู่ ๆ เวลาผีมาแล้วเราหนาวขนลุกเกรียว ๆ ก็เพราะว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ ตรงโน้นโดนผีดึงเอาไปสร้างกายหยาบ โดยเฉพาะธาตุไฟ ในเมื่อดึงไฟไป อากาศก็หนาว ถือว่าเป็นปกติ ยิ่งพูดก็ยิ่งฟุ้งซ่านนะ..!

แต่ว่าวัตถุประสงค์จริง ๆ ก็คือว่า วันลอยกระทงเรามีการขอขมาแม่คงคา ให้นึกถึงว่าโบราณอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างมีความสุข แต่รุ่นของพวกเรานี่ทำลายธรรมชาติกันอย่างไม่บันยะบันยัง ขณะเดียวกันทำอย่างไรที่เราจะอยู่รวมกับธรรมชาติ โดยให้กระทบกระเทือนน้อยที่สุด ให้กาย ให้วาจา ให้ใจ ของเราเป็นทุกข์เป็นโทษกับผู้อื่นให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พูดเผื่อว่า
จะมีใครเข้าใจได้บ้าง

จึงขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมทั้งหลายแต่เพียงเท่านี้


พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันศุกร์ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๔
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 20-11-2021 เมื่อ 02:23
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 46 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 19:39



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว