กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ปี ๒๕๖๙ > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนเมษายน ๒๕๖๙

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า เมื่อวานนี้, 20:09
ตัวเล็ก's Avatar
ตัวเล็ก ตัวเล็ก is offline
กรรมการเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Mar 2009
ข้อความ: 11,740
ได้ให้อนุโมทนา: 230,322
ได้รับอนุโมทนา 839,077 ครั้ง ใน 41,473 โพสต์
ตัวเล็ก is on a distinguished road
Default เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๕ เมษายน ๒๕๖๙

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๕ เมษายน ๒๕๖๙


__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด
(-/\-) (-/\-) (-/\-)
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน
กมลโกศลจิต​ (เมื่อวานนี้), กฤษฎากร (วันนี้), เด็กใต้ (เมื่อวานนี้), เถรี (วันนี้), พุทธภูมิ (เมื่อวานนี้), ยั่งยืน (วันนี้), ลุงยามธรรมดา (เมื่อวานนี้), ศรัณย์ (วันนี้), สุธรรม (เมื่อวานนี้), อ้นสองเจ็ด (วันนี้)
  #2  
เก่า วันนี้, 01:11
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 34,063
ได้ให้อนุโมทนา: 162,679
ได้รับอนุโมทนา 4,538,042 ครั้ง ใน 37,685 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ เมื่อวานนี้กระผม/อาตมภาพต้องรอจนทุ่มกว่า ถึงจะได้เริ่มการอธิษฐานจิตปลุกเสกวัตถุมงคล ในงานประจำปีของวัดไชยชุมพลชนะสงคราม (พระอารามหลวง) หรือว่า "วัดใต้" ในภาษาชาวบ้าน เนื่องเพราะว่าทุกปีในช่วงวันที่ ๔ - ๕ - ๖ เมษายน จะเป็นงานประจำปีปิดทองรูปหล่อหลวงปู่เปลี่ยน หรือท่านเจ้าคุณพระวิสุทธิรังษี สังฆปาโมกข์ (เปลี่ยน อินฺทสโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดไชยชุมพลชนะสงคราม (พระอารามหลวง) อดีตเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี

ด้วยความที่งานมาค่ำ มาลาเรียเริ่มจับ จึงต้องใช้วิธี "ทิ้งไปทั้งตัว" เลย เขาจะมีอะไรก็ปล่อยเขาไป พระท่านบอกว่าพอเมื่อไรแล้วค่อยว่ากันอีกที ซึ่งวิธีนี้ระยะหลังต้องใช้บ่อย เนื่องเพราะว่าญาติโยมบางทีก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมกระผม/อาตมภาพไม่ออกงานกลางคืนเลย ? เนื่องเพราะว่าเป็นเวลาที่มาลาเรียมักจะมาเยี่ยม ถ้าหากว่าเป็นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ ก็อาจจะมีรอบพิเศษอีกด้วย..! นี่ก็ว่าไปเรื่อยเปื่อย

สำหรับเมื่อเช้าก็ไปบวงสรวง เพื่อขออนุญาตบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมธุดงค์สถานหลวงปู่ปาน โสนันโท อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี สิ่งที่เห็นชัด ๆ คาตาก็คือพระบรมสารีริกธาตุเพิ่มจำนวนให้เห็นต่อหน้าต่อตา..! แต่ก็เป็นเรื่องที่เห็นจนเป็นปกติแล้ว จึงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรมาก

พระบรมสารีริกธาตุ จะว่าไปแล้วถือว่าเป็นวัตถุมงคลที่มีความใกล้ชิดกับพระวรกายพระพุทธเจ้ามากที่สุด เนื่องเพราะว่าก็คืออัฐิหรือกระดูกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่แปรสภาพแล้ว ซึ่งอัฐิหรือว่ากระดูกนี้ มีทั้งส่วนที่เป็นของแท้ ซึ่งแบ่งปันกันออกไป ๗ ทะนาน

เด็กรุ่นหลังไม่ทราบว่าทะนานหน้าตาเป็นอย่างไร ? สมัยกระผม/อาตมภาพเองยังใช้อยู่ ก็คือจะเป็นภาชนะที่ทำจากกะลาใบใหญ่ น่าจะมีความจุเกิน ๑ ลิตรนิดหน่อย ส่วนใหญ่ใช้ในการตวงข้าว แล้วสมัยนั้นส่วนมากก็ใช้ตวงข้าวเปลือก โดยที่จะมีมาตราในการตวงเป็น ทะนาน สัด ถัง บั้น เกวียน ไปศึกษาเอาว่าแต่ละอย่างมีเท่าไร

โดยเฉพาะทางภาคเหนือและภาคอีสาน บางทีก็มีมาตราในการตวงต่างจากของเรา อย่างเช่นว่าบางทีทางเหนือก็นับเป็น "จ๊อย" ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในการชั่งฝิ่น ๑ จ๊อยก็อยู่ที่ประมาณ ๖ ขีด หรือที่บ้านเราเรียกเป็นถัง แต่ทางเหนือเรียกเป็น "หมื่น" ๑ หมื่นของทางเหนือก็เกือบจะ ๑ ถังของเรา ก็คืออยู่ที่ราว ๆ ๑๒ กิโลกรัม

ดังนั้น.."ดอยสามหมื่น" ไม่ได้หมายความว่ามีภูเขา ๓๐,๐๐๐ ลูก แต่เป็นภูเขาใหญ่ที่ใครคิดจะข้าม ต้องแบกข้าวไปสามหมื่น ก็ประมาณเกือบจะ ๓ ถัง เดินทางไปหุงกินไป ข้าวหมดก็ข้ามพ้นพอดี เขาถึงได้เรียกว่าดอยสามหมื่น คนรุ่นหลังส่วนใหญ่ไม่รู้ที่มาที่ไป บางทีก็เดากันไปเรื่อยเปื่อย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:43
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 4 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
กมลโกศลจิต​ (วันนี้), พุทธภูมิ (วันนี้), ศรัณย์ (วันนี้), สุธรรม (วันนี้)
  #3  
เก่า วันนี้, 01:15
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 34,063
ได้ให้อนุโมทนา: 162,679
ได้รับอนุโมทนา 4,538,042 ครั้ง ใน 37,685 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

คราวนี้พระบรมสารีริกธาตุอีกส่วนหนึ่ง อยู่ในลักษณะของเทวดาสร้างขึ้น เพื่อที่จะเอาไว้กราบไหว้บูชา ระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง จะเรียกว่าพระธาตุเทวานิรมิตอะไรก็ว่าไป แต่ไม่ต้องมาจุติและเชื่อมจิต ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะยุ่งกันใหญ่..! อยู่ในลักษณะคล้าย ๆ กับที่พวกเราสร้างพระพุทธรูป หรือพระเครื่องขึ้นมาเป็นองค์แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ดังนั้น..ขอให้เราเข้าใจว่า เรื่องของพระบรมสารีริกธาตุ ไม่ว่าจะแท้หรือจะเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาก็ตาม ส่วนสำคัญที่สุดก็คือการระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพุทธานุสติ ก็แปลว่าให้ยกคำว่า "จริง" หรือ "ปลอม" ทิ้งไปได้เลย อะไรที่สามารถโยงจิตของเราให้ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้ ไม่มีคำว่าจริงหรือปลอม เนื่องเพราะว่าถ้านึกได้ก็เป็นของแท้ทั้งหมด ถ้านึกไม่ได้ ต่อให้ของแท้ก็เหมือนกับของปลอม..!

แต่ว่าส่วนนี้จะไม่ขอกล่าวถึง ส่วนที่อยากจะกล่าวถึงก็คือการเดินทาง รถบนท้องถนนหายไปเกินครึ่ง ขนาดมาถึงตรงบริเวณเส้นทางถนนสาย ๓๒๓ จะขึ้นไทรโยค เมื่อโผล่ขึ้นมาทั้ง ๒ ฝั่ง มีรถรวมแล้วตั้ง ๕ คัน..! ก็แปลว่าสภาวะของเศรษฐกิจและสงครามที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้คนรู้จักประหยัดขึ้นมาบ้าง

แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะตักเตือนพวกเรานั้นก็คือ "ให้ยึดหลักหัวใจเศรษฐี ไม่ใช่ให้ทำตัวเป็นเศรษฐี" สถานการณ์ยากลำบากแบบนี้ เราต้องรู้จักลดระดับตัวเองลงมา ภาษาต่างประเทศเขาว่า low profile ก็คือไม่จำเป็นที่จะต้องหรูหราหมาเห่าขนาดเดิม..! เอาแค่พออยู่รอดและผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ก่อน

คำว่าหัวใจเศรษฐีก็คือ "อุ อา กะ สะ"

"อุ" มาจาก "อุฏฐานสัมปทา" ถึงพร้อมด้วยความขยัน แต่คราวนี้ความขยันในปัจจุบันของเรานั้น ส่วนหนึ่งก็เพื่อรักษาหน้าที่การงานของเราเอาไว้ โดยเฉพาะบรรดามนุษย์เงินเดือน ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายไม่ขยัน โอกาสที่จะโดนคัดออกจะมีมาก เนื่องเพราะว่าเจ้าของกิจการไม่มีใครต้องการคนขี้เกียจ โดยเฉพาะในยุคที่บรรดาหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่มนุษย์มากขึ้นไปเรื่อย ๆ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:46
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 4 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
กมลโกศลจิต​ (วันนี้), พุทธภูมิ (วันนี้), ศรัณย์ (วันนี้), สุธรรม (วันนี้)
  #4  
เก่า วันนี้, 01:18
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 34,063
ได้ให้อนุโมทนา: 162,679
ได้รับอนุโมทนา 4,538,042 ครั้ง ใน 37,685 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ข้อที่ ๒ "อา" ก็คือ "อารักขสัมปทา" รู้จักรักษาทรัพย์สินของตน ของเก่าสูญหายให้รู้จักไขว่คว้าหาคืนมา ไม่ใช่หายแล้วหายเลย ของเก่าชำรุดต้องรู้จักซ่อมแซม ไม่ใช่ถึงเวลาก็ซื้อของใหม่ เราไม่มีโอกาสที่จะทำอย่างนั้นแล้ว เนื่องเพราะว่าทุกอย่างขาดแคลนไปทั้งโลก โดยเฉพาะเครื่องใช้เกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ

อย่างประเภทคอมพิวเตอร์ หรือว่าโทรศัพท์มือถือ เมื่อทุกอย่างหายาก ราคาก็จะแพงขึ้นไปเรื่อย ถ้าไม่ใช่ของเราที่เก่ามากจริง ๆ ให้ทนใช้ไปก่อน หรือถ้าใครมั่นใจว่าตนเองร่ำรวยพอ ภายใน ๕ ปีนี้ไม่กระทบกระเทือน ท่านจะซื้อของใหม่ก็ย่อมได้

ข้อต่อไปก็คือ "กัลยาณมิตตตา" รู้จักคบหาแต่เพื่อนดี ซึ่งคำว่า "เพื่อนดี" ในที่นี้ กระผม/อาตมภาพอยากให้นึกถึงสมัยก่อนที่ทุกคนมีศักดิ์ศรีของตนเอง ถึงขนาดมีคำกล่าวว่า "ชายชาติเสือไม่ขอเนื้อใครกิน" หรือที่มีการแต่งเป็นโคลงว่า

ถึงจนทนสู้กัด ... กินเกลือ อย่าเที่ยวแล่เนื้อเถือ ... พวกพ้อง อดอยากเยี่ยงอย่างเสือ ... สงวนศักดิ์ โซก็เสาะใส่ท้อง ... จับเนื้อกินเอง ฯ ก็คืออย่าได้เบียดเบียนคนอื่น เป็นหนี้เป็นสินก็พยายามที่จะใช้คืน

ข้อสุดท้ายก็คือ "สมชีวิตา" รู้จักดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง สิ่งสำคัญในชีวิตของเรามีแค่ปัจจัย ๔ คือ "อาหาร" ซึ่งต้องสิ้นเปลืองทุกวัน แต่ว่าถ้าข้าวของมันแพงขนาดนี้ เราก็ไม่จำเป็นต้องไปเข้าร้านหรูแพง ๆ ไม่จำเป็นจะต้องมีค่าอาหารวันละ ๑,๐๐๐ บาท แค่หาเงินให้ได้ ๑๐๐ บาท แล้วดำรงชีวิตผ่านไป ๑ วันก็ยากแล้ว
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:49
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 4 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
กมลโกศลจิต​ (วันนี้), พุทธภูมิ (วันนี้), ศรัณย์ (วันนี้), สุธรรม (วันนี้)
  #5  
เก่า วันนี้, 01:20
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 34,063
ได้ให้อนุโมทนา: 162,679
ได้รับอนุโมทนา 4,538,042 ครั้ง ใน 37,685 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

อย่างที่สองคือ "เครื่องนุ่งห่ม" ซึ่งกระผม/อาตมภาพมั่นใจว่าทุกคนมีเหลือเฟือ ขุดกรุเอาของเก่าออกมาหมุนเวียนใช้ได้แล้ว ไม่ใช่เดินห้างเมื่อไรก็ซื้อ แล้วก็มาเก็บไว้จนลืมว่าตัวเองซื้ออะไรไปบ้าง ?!

อย่างต่อไปก็คือ "ที่อยู่อาศัย" ใครที่เช่าบ้านอยู่ ค่าน้ำค่าไฟต้องขึ้น ค่าเช่าจะต้องขึ้น เตรียมขยับขยายหาทางหนีทีไล่ไว้ได้แล้ว ส่วนท่านที่ผ่อนบ้านอยู่ก็ต้องลำบาก เนื่องเพราะว่าผ่อนไปเท่าไรก็ตัดเงินต้นแค่นิดเดียว ที่เหลือส่วนใหญ่เป็นดอกเบี้ย แล้วถ้ายิ่งตกงานช่วงนี้ก็สวัสดี..!

อย่างสุดท้ายคือ "ยารักษาโรค" ความจริงในเรื่องของยาไม่มีการหมดอายุ ยกเว้นว่าสีสันเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งดูไม่ได้ ถ้าในลักษณะนั้นแล้วค่อยทิ้ง แต่ว่าที่ยามีการหมดอายุ เพราะว่าเป็นการปฏิบัติเชิงพาณิชย์ ก็คือถ้าไม่หมดอายุ กูก็ขายของใหม่ไม่ได้ จึงต้องกำหนดให้มีการหมดอายุไปเลย..!

กระผม/อาตมภาพเคยงัดยาเก่าที่หมดอายุหลายปีมาฉัน ก็ยังรู้สึกว่าเป็นปกติ รักษาโรคได้ ก็แปลว่าถ้าใครมีโรคประจำตัว ก็ควรตุนยาเอาไว้สักหน่อยหนึ่ง เผื่อว่าถ้าแพงเสียจนจับไม่ติด จดไม่ติด เราก็จะได้มีของใช้ไปสักระยะหนึ่ง

ส่วนอื่น ๆ ที่เหลือเป็นส่วนเกินในชีวิตทั้งสิ้น ประหยัดน้ำได้ต้องประหยัด ประหยัดไฟได้ต้องประหยัด ใครที่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศเย็นสุดขีดเหมือนมนุษย์หิมะ ก็ต้องพยายามปรับตัวเองให้ได้ เพราะว่าค่าน้ำค่าไฟทุกอย่างจะขึ้นไปหมด แล้วตอนนี้ที่ค่าน้ำมันขึ้นเอา ๆ ก็เพราะว่าสต๊อกที่เป็นของเก่า แล้วเขาเอามากอบโกยจากชาวบ้านเรานั้นเริ่มหมด กว่าของใหม่จะมาถึงและเข้าโรงกลั่นได้ อาจจะมีระยะเวลาที่ขาดแคลนน้ำมันอยู่บ้าง

ก็ขึ้นอยู่กับความโหดร้าย ขออภัย..! ก็ขึ้นอยู่กับน้ำใจของทางผู้ค้าว่า จะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนหรือเห็นแก่ประโยชน์ชาวบ้าน ถ้าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ก็อาจจะลากระยะขาดแคลนให้ยาวออกไปอีก เพื่อที่จะกำไรจากพวกเราให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้..!

ดังนั้น..ถ้าใครที่ยังทำตัวฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย จมไม่ลง ก็เตรียมตัวเดือดร้อนได้ เพราะว่าถึงเวลาต่อให้มีเงินมีทองขนาดไหน ถ้าหากว่าหาใส่ปากใส่ท้องไม่ได้ คุณก็เดือดร้อนแน่ กระผม/อาตมภาพเคยอยู่ชายแดนช่วงเขมรแตก ขนาดห่างจากปีที่เขมรแตกตั้งหลายปีแล้ว ก็ยังมีคนเขมรพยายามอพยพเข้ามาฝั่งไทย ส่วนที่น่าสงสารก็คือ พวกที่ติดทองคำแท่งมา โดยไม่มีชิ้นเล็กชิ้นน้อยเลย ถึงเวลาจะแลกอะไรก็ต้องแลกไปทั้งก้อนอย่างนั้น..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:53
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 4 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
กมลโกศลจิต​ (วันนี้), พุทธภูมิ (วันนี้), ศรัณย์ (วันนี้), สุธรรม (วันนี้)
  #6  
เก่า วันนี้, 01:25
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 34,063
ได้ให้อนุโมทนา: 162,679
ได้รับอนุโมทนา 4,538,042 ครั้ง ใน 37,685 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

รุ่นพี่ที่ลงจากแนวหน้าชายแดนเล่าให้ฟังว่า ช่วงที่เขมรแตกใหม่ ๆ ทุกคนอพยพมาฝั่งไทย พลอยดิบ ๑ กระป๋องแลกข้าวสารได้ ๑ กระป๋อง..! จะเอาหรือไม่เอาก็เรื่องของคุณ..!

เราจะเห็นว่า
มนุษย์เราสามารถหากินบนความเดือดร้อนของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันแบบโหดร้ายสุด ๆ พูดง่าย ๆ ว่าพลอยดิบ ๑ กระป๋อง คุณเอาไปเจียระไนก็ได้เงินอย่างน้อยหลายพันหลายหมื่นบาท จะให้ข้าวเขาไปสัก ๒ ถัง ๓ ถังก็ไม่น่าเกลียด แต่นี่พลอยดิบ ๑ กระป๋องนม แลกข้าวสารได้ ๑ กระป๋องนม ใครที่ติดทองคำเอาไว้ก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะว่าไม่มีการทอน ถึงเวลาแลกอะไรก็ต้องให้ไปทั้งหมดแบบนั้น ถ้าไม่แลกก็ไม่มีกิน หรือคุณจะกินทองแทนข้าวก็เชิญ..!

ส่วนนี้กระผม/อาตมภาพชื่นชมพี่น้องมอญพม่ามาก เขาเผชิญกับสถานการณ์ไม่แน่นอนแบบนี้มาหลายสิบปี ดังนั้น..พี่น้องมอญพม่าถึงเวลาทำงานได้เงินมา พอซื้อทองคำได้สลึงก็จะซื้อทองคำ พอซื้อทองคำได้ ๕๐ สตางค์ ก็จะซื้อทองคำ เมื่อสะสมได้ ๑๐ บาทไทย คราวนี้ก็รวยแล้ว กลับไปฝั่งพม่าแลกทองฝั่งโน้นได้ ๑๑ บาท เพราะว่าน้ำหนักทองไทยมากกว่าทองพม่า เขาก็จะใช้วิธีแลกเป็นทองพม่า แล้วให้ทางร้านรีดเป็นเส้นยาว ๆ กว้างประมาณครึ่งเซนติเมตร ม้วนเก็บเอาไว้เหมือนกับที่เราม้วนด้ายเก็บ ถึงเวลาจะขายก็ตัดออกมาใช้แค่เล็กน้อย ก็แปลว่าไม่เสียทั้งหมด

พวกเราคงเตรียมตัวแบบนั้นไม่ทัน แต่บอกให้รู้เอาไว้ว่า
ปัจจัย ๔ สำคัญที่สุด โดยเฉพาะอาหารและน้ำ ส่วนอื่นเราขาดได้ทั้งนั้น ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ใครจะคิดการทำอะไรเพื่อตนเองในด้านปัจจัย ๔ ก็ต้องเร่งรีบทำเสียตั้งแต่ตอนนี้ โดยเฉพาะสามเณรภาคฤดูร้อน ไปดูแปลงเกษตรวัดท่าขนุนแล้ว จะเห็นว่าความจริงทำไม่ยาก แต่เราไม่เคยทำเท่านั้น บอกพ่อบอกแม่ให้มาดูที่วัดท่าขนุนก็ได้ หรือถ้าหากว่าพ่อตกงาน แม่ตกงาน เข้าวัดมาบวชไปก่อนก็ได้ อย่างน้อย ๆ บิณฑบาตก็ยังพอมีกินอยู่..!

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันอาทิตย์ที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:56
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
กมลโกศลจิต​ (วันนี้), พุทธภูมิ (วันนี้), ศรัณย์ (วันนี้), สุธรรม (วันนี้), อ้นสองเจ็ด (วันนี้)
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 4 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 4 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 04:30



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว