|
#1
|
||||
|
||||
|
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๙
__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด (-/\-) (-/\-) (-/\-) |
| สมาชิก 32 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#2
|
||||
|
||||
|
วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ ช่วงเช้าหลังจากบิณฑบาตและฉันเช้าแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ไปตรวจติดตามการก่อสร้างหอพักและห้องน้ำสำหรับนักเรียนหญิงบ้านไกล ที่โรงเรียนทองผาภูมิวิทยา แล้วหลังจากนั้นก็ได้ร่วมงานสงกรานต์ของทางโรงเรียนทองผาภูมิวิทยา ซึ่งเชิญคณะกรรมการสถานศึกษามา เพื่อรดน้ำขอพรช่วงสงกรานต์
กระผม/อาตมภาพได้ให้ข้อคิดแก่บรรดาผู้บริหารและครูอาจารย์ของโรงเรียนทองผาภูมิวิทยา ถึงความผิดเพี้ยนของประเพณีสงกรานต์ ซึ่งตั้งแต่เปลี่ยนจากการรดน้ำขอพร มาเป็นการท่องเที่ยว การหลุดกรอบไปจึงมีเยอะมาก การรดน้ำดำหัวในช่วงสงกรานต์นั้น สมัยก่อนมีวัตถุประสงค์สำคัญหลายอย่างด้วยกัน ประการที่ ๑ การอยู่ร่วมกันอาจจะมีการล่วงเกินกันด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ เมื่อถึงวาระสำคัญจึงมีการรดน้ำขอขมา ดังนั้น..เราจะเห็นว่าโบราณเขาจะมีน้ำขมิ้น ส้มป่อย ถ้าไปหาผู้ใหญ่ ก็จะใช้วิธียกน้ำขมิ้น ส้มป่อย และอาจจะมีผ้าใหม่ด้วย ให้กับผู้ใหญ่ ซึ่งท่านก็จะเอามือจุ่มน้ำ พรมใส่ศีรษะตัวเองและลูบเนื้อลูบตัวบ้าง อยู่ในลักษณะที่ว่ารับการขอขมาจากเรา ความจริงการขอขมากรรมต่อกันนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่าในกรรมทั้งหมด ๓ หมวด ๑๒ ประเภทนั้น มีส่วนหนึ่งที่ชื่อว่า "อโหสิกรรม" เป็นสิ่งที่โจทก์และจำเลยต้องมาอยู่ต่อหน้ากัน ฝ่ายหนึ่งกล่าวขออภัย ขออโหสิกรรม อีกฝ่ายหนึ่งก็ออกปากให้อภัยและอโหสิกรรม ถ้าลักษณะอย่างนั้นกรรมทั้งหมดก็จะสิ้นลง ก็คือเฉพาะอดีตถึงปัจจุบัน ถ้าอนาคตไปทำใหม่ ก็ก่อกรรมทำเข็ญ ผูกกรรมกันต่อไป..!
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 04-04-2026 เมื่อ 01:14 |
| สมาชิก 27 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#3
|
||||
|
||||
|
ประการที่ ๒ เพื่อที่ไปแสดงตนให้ผู้ใหญ่เห็นในวาระสำคัญ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าโผล่หน้าไปให้ท่านเห็น จะได้เป็นที่จดจำได้บ้าง ถึงเวลาถ้ามีอะไร ท่านเรียกใช้ ความก้าวหน้าในชีวิตของเราก็จะมีขึ้น
ประการต่อไปก็คือเป็นการรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีของเราเอาไว้ เนื่องเพราะว่าสิ่งดี ๆ ทั้งหลายที่เกิดขึ้น คนเราถ้าทำผิดแล้วรู้จักขอโทษขออภัย ผู้ใหญ่ก็จะรักใคร่เมตตา แต่ในปัจจุบันนี้ที่ผิดเพี้ยนไปมากก็คือข้อสุดท้าย แทนที่จะไปรดน้ำขอพร ดันไปรดน้ำอวยพร ซึ่งบุคคลที่ด้อยกว่าด้วยวัยวุฒิคืออายุ ด้วยคุณวุฒิคือความรู้หรือประสบการณ์ ตลอดจนกระทั่งคุณงามความดีที่สั่งสมมา จะเอาอะไรไปอวยพรให้กับผู้ใหญ่ ? ใครทำก็เท่ากับว่ามันทะลึ่ง ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง..! แม้กระทั่งกระผม/อาตมภาพเองเป็นพระ ไอ้เด็กเมื่อวานซืนน่าจะไม่เกิน ๑๐ ขวบ ยังมารดน้ำอวยพร ขอให้หลวงพ่อแข็งแรง ๆ ฟังแล้วกูจะบ้า..! ผู้ใหญ่สมัยก่อนท่านอยู่ในศีลกินในธรรม สั่งสมบุญญาบารมีเอาไว้ ถึงเวลาเอ่ยปากด้วยความหวังดีปรารถนาดี ให้ลูกหลานมีความเจริญก้าวหน้า นอกจากจะเป็นกำลังใจให้ลูกหลานรู้สึกว่าดี ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่แล้ว ส่วนที่สำคัญก็คือเทวดารักษาตัวของผู้ใหญ่ ซึ่งถ้าหากเห็นว่าสิ่งที่บุคคลนั้น ๆ ขอจากผู้ใหญ่ ไม่เกินวิสัย ก็จะบันดาลให้เป็นไปตามนั้นได้ แต่ปัจจุบันที่ผิดเพี้ยนไปมากนั้น อันดับแรกเลยก็คือ เด็ก ๆ ไม่เคยศึกษาเกี่ยวกับเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีที่ถูกต้อง ประการต่อไปก็คือไม่รู้ที่ต่ำที่สูง แม้แต่การสรงน้ำพระพุทธรูป ก็ราดจากเศียรพระลงไปเลย..! พระพุทธรูปที่คนไทยนับถือศาสนาพุทธกราบไหว้บูชา แม้แต่องค์ประมุขของชาติก็กราบไหว้บูชา เรากลับเอาน้ำไปรดเศียร ต่อให้ใช้หัวแม่เท้าข้างไหนตรองดูก็รู้ว่าไม่สมควร..!
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 04-04-2026 เมื่อ 01:16 |
| สมาชิก 29 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#4
|
||||
|
||||
|
อีกส่วนหนึ่งก็คือเอาพวงมาลัยไปคล้องคอพระ อยากจะบอกว่าพระพุทธเจ้าไม่ใช่นักร้อง วางพวงมาลัยถวายบูชาเอาไว้ด้านหน้าก็พอ แต่ส่วนใหญ่เห็นเอาพวงมาลัยไปคล้องคอพระยังไม่พอ ยังเอาน้ำสรงราดเศียรพระเข้าไปอีก แทนที่จะสร้างบุญสร้างกุศล ก็กลายเป็นสร้างบาปเสียเปล่า ๆ..!
เนื่องเพราะสภาพจิตที่หยาบมาก ไม่รู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นเป็นการปรามาสพระรัตนตรัย เรื่องพวกนี้ต้องบอกว่าส่วนใหญ่แล้ว คนรุ่นใหม่ ๆ ไม่ได้ถือสา เพราะไม่มีผู้ใหญ่คอยอบรมสั่งสอน พอผ่านไปหลายรุ่น แม้กระทั่งครูบาอาจารย์ก็ไม่รู้ว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร เราจะเห็นว่าแม้แต่ผู้ใหญ่เมื่อถึงเวลารับไหว้ ถ้าคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับกระผม/อาตมภาพ หรือน้อยกว่าเล็กน้อย ก็จะได้ยินท่านตอบรับว่า "ไหว้พระเถอะลูก" ก็คือไม่ใช่ไหว้ท่าน แต่ไหว้โดยที่นึกถึงสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนเกี่ยวกับทิศทั้ง ๖ ก็คือการปฏิบัติต่อพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และญาติผู้ใหญ่ ก็คือให้ระลึกถึงเลยไปถึงหลักธรรม ตลอดจนกระทั่งคำสอนของพระพุทธเจ้า เวลาจะอวยชัยให้พรเรา ท่านก็ยังอ้างคุณพระศรีรัตนตรัย แล้วเราเองเป็นใคร ถึงไปรดน้ำอวยพรให้ผู้ใหญ่อย่างในปัจจุบันนี้ ? ดังนั้น..การที่ไปร่วมงานในวันนี้ก็เท่ากับปรับทัศนคติ ของผู้บริหารและครูบาอาจารย์ ในโรงเรียนที่ถือว่าใหญ่ที่สุดของทองผาภูมิ ให้ทุกคนรู้ว่า ในงานประเพณีสำคัญอย่างเช่นสงกรานต์นั้น จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องอย่างไร ถึงจะเป็นบุญเป็นกุศล
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 04-04-2026 เมื่อ 01:17 |
| สมาชิก 28 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#5
|
||||
|
||||
|
แม้กระทั่งสมัยก่อนการเล่นน้ำสงกรานต์ ก็มักจะเล่นกันโดยสุภาพเรียบร้อย มีการกล่าวขอโทษขอโพยแล้วก็รดน้ำอีกฝ่ายหนึ่ง โดยที่ราดจากหัวไหล่บ้าง ราดที่มือบ้าง ตามแต่อาวุโสมากน้อย
สมัยนี้เห็นสาดกันโครม ๆ ทีหนึ่งเป็นถัง บางคนหนักกว่านั้นอีก เอาน้ำใส่ถุงพลาสติก ผูกปากถุงอย่างดีแล้วขว้างใส่..! ลักษณะอย่างนั้นบาดเจ็บได้เลย บางคนไม่ได้เอาน้ำใส่ถุงพลาสติก แต่เอาน้ำแข็งใส่ มีหวังหัวร้างคางแตกกันบ้าง..! พูดง่าย ๆ ว่าเล่นโดยที่ไม่ได้ดูกาลเทศะ ไม่ได้ดูความเหมาะสม เอาแต่ความสนุกอย่างเดียว โดยเฉพาะการประแป้ง ถ้าเป็นผู้ชายผู้หญิงก็มีการล่วงละเมิดกันอย่างชนิดไม่ต้องเกรงใจลูกเขาเมียใคร มีการตีกันหัวร้างคางแตก หรือถึงตายกันอยู่ทุกปี..! ดังนั้น..ต่อให้ประเพณีนี้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวขนาดไหนก็ตาม ก็ควรที่จะมีขอบเขตบ้าง อย่างที่ประเทศพม่า ถ้าใครจะสาดน้ำ เขาจะจัดเวทีให้ขึ้นไปสาดกันบนนั้น คนที่อยู่ข้างล่างเป็นที่รู้กันว่าไม่ต้องการเปียก แต่บ้านเรานี่ไม่ได้สนใจ บางทีขี่รถจักรยานยนต์มา ก็สาดไปเต็ม ๆ ทั้งถัง ล้มคว่ำล้มหงายบาดเจ็บมาเท่าไรแล้วก็ไม่รู้ !? จึงฉวยโอกาสนี้ได้ชี้แจงให้พวกเราทุกคนได้รู้ด้วย ว่าสิ่งที่ถูกที่ควรนั้นจะทำอย่างไร แล้วใครจะไป "ห้าว" ไล่สาดเขาต่อจนกระทั่งต้องตีกัน ก็เลือกสรรกันเอาเองตามอัธยาศัย..! สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร. เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 04-04-2026 เมื่อ 01:19 |
| สมาชิก 32 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
![]() |
| ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน ) | |
| คำสั่งเพิ่มเติม | |
|
|