กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ปี ๒๕๖๙ > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนมีนาคม ๒๕๖๙

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า เมื่อวานนี้, 19:56
ตัวเล็ก's Avatar
ตัวเล็ก ตัวเล็ก is offline
กรรมการเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Mar 2009
ข้อความ: 11,730
ได้ให้อนุโมทนา: 229,380
ได้รับอนุโมทนา 834,949 ครั้ง ใน 41,232 โพสต์
ตัวเล็ก is on a distinguished road
Default เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๙

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๙


__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด
(-/\-) (-/\-) (-/\-)
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 26 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า วันนี้, 01:15
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,979
ได้ให้อนุโมทนา: 162,340
ได้รับอนุโมทนา 4,534,987 ครั้ง ใน 37,597 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ แค่ไฟฟ้าดับจากพายุฤดูร้อนไม่นาน พวกเราบางคนก็ทำอะไรไม่ถูกแล้ว ทุกท่านต้องเข้าใจว่าในช่วง "หน้าศึกหน้าสงคราม" แบบนี้ ถ้าหากว่าสงครามประชิดติดบ้านเข้ามา สิ่งหนึ่งที่คู่ต่อสู้ของเราจะทำก็คือ ทำลายการสาธารณูปโภค..!

อย่างในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็มีการทิ้งระเบิดใส่โรงไฟฟ้าวัดเลียบ ทิ้งระเบิดใส่สถานีรถไฟหัวลำโพง หรือว่าสะพานพุทธฯ เพื่อตัดการขนส่ง ตลอดจนกระทั่งระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ จนกระทั่งคู่ต่อสู้ทำอะไรไม่ได้ แล้วต้องยอมแพ้ไปโดยปริยาย แม้กระทั่งช่วงสงครามไทยกับเขมร ๕ วันที่ผ่านมา เราก็มีการทิ้งระเบิดทำลายสะพานชัยชนะของเขมร เพื่อป้องกันอีกฝ่ายหนึ่งขนอาวุธและขนคนมาเพิ่มเติม

คราวนี้สงครามใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้น ต่อให้เราไม่ใช่คู่ศึกโดยตรง แต่ถ้าหากว่าขาดแคลนเชื้อเพลิง พวกแก๊ส พวกน้ำมัน ก็อาจจะทำให้ไฟฟ้าไม่พอใช้ หรือว่าจะต้องดับไปเลย แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น ก็มีโอกาสที่น้ำประปาจะหมดสภาพไปด้วย เพราะว่าต้องใช้ระบบไฟฟ้าในการกรองและในการส่งเข้าสู่ระบบ

เรื่องสาธารณูปโภคเหล่านี้ถือว่าเป็นหัวใจของคนรุ่นหลัง ๆ พวกเราส่วนใหญ่ได้รับความสะดวกสบายจนเคยชิน ทำอะไรลำบากไม่เป็นแล้ว แต่ถ้าเป็นกระผม/อาตมภาพเอง เรื่องพวกนี้ยังสร้างความกระทบกระเทือนอะไรให้ไม่ได้

เนื่องเพราะว่าตั้งแต่เด็กเกิดมาก็ไม่มีไฟฟ้า จนอายุ ๑๐ กว่าขวบ ซึ่งอายุ ๑๐ กว่าขวบที่ว่า ไม่ใช่ไฟฟ้าเข้าถึงบ้าน หากแต่ไปทำงานในกรุงเทพฯ ถึงได้รู้จักว่าเตาไฟฟ้า หม้อไฟฟ้า หน้าตาเป็นอย่างไร ? เพราะว่าปกติอยู่บ้านนอกก็ใช้เตาแกลบ ซึ่งเป็นเตา "ก่ออิฐ สอปูน" ไม่รู้จักภาษาโบราณก็พยายามไปค้นดูว่า ที่กระผม/อาตมภาพพูดแปลว่าอะไร ? ใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิง ต้องคอยเขี่ยกันบ่อย ๆ ไม่อย่างนั้นความร้อนก็ไม่พอใช้งาน

หลังจากนั้นก็เป็นการใช้เตาฟืน ซึ่งก็จะเป็นเตาดินเผา มารุ่นหลัง ๆ มีการล้อมสังกะสีเพื่อความแข็งแรงขึ้นมา โดยยุคแรก ๆ ก็มี "เชิงกราน" ก็คือส่วนที่ยื่นออกมาเพื่อรองรับไม้ฟืนที่เราสอดเข้าไป นอกจากจะเป็นเชื้อเพลิงแล้ว ยังป้องกันไม่ให้ไฟส่วนที่เหลือ ลุกลามพ้นออกมาแล้วไหม้พื้นบ้านได้ โดยด้านบนก็จะมี "รังผึ้ง" ซึ่งเป็นตัวกันไม่ให้ฟืนและถ่านร่วงหล่นลงไปข้างล่าง

ที่เขาเรียกว่า "รังผึ้ง" เพราะว่ามีรูให้ขี้เถ้าหล่นลงไปด้านล่าง ป้องกันไม่ให้อุดตันจนอากาศไม่ถ่ายเท การใช้เตาฟืนส่วนใหญ่ ก็ต้องหากะละมังก้นทะลุมาวางไว้ก่อน แล้วค่อยวางเตา หรือว่าวางกระทะหม้อไหลงไป ป้องกันไม่ให้ควันจากฟืนมาจับด้านข้างพวกภาชนะต่าง ๆ
จนดำดูไม่ได้..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:57
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 26 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า วันนี้, 01:17
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,979
ได้ให้อนุโมทนา: 162,340
ได้รับอนุโมทนา 4,534,987 ครั้ง ใน 37,597 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถัดจากนั้นมาถึงได้มีเตาถ่าน ซึ่งก็คือเตาแบบเดียวกับฟืน เพียงแต่ว่าเปลี่ยนมาใช้ถ่านเป็นเชื้อเพลิง การจุดเตาถ่านถือว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง คนที่ติดเตาถ่านไม่เป็นจะสิ้นเปลืองมาก แต่ถ้าคนที่ใช้เป็น ถ้าไม่ใช้กาบมะพร้าวแห้ง ซึ่งตัดมาสักชิ้นหนึ่ง วางซุกเข้าไปในกองถ่านแล้วจุดไฟที่กาบมะพร้าว ซึ่งจะค่อย ๆ ลุกติด เราต้องคอยพัดเร่งเพื่อให้ไปติดถ่าน

มาระยะหลังพอมี "ไต้" ซึ่งก็คือเครื่องมืออย่างหนึ่งในการให้แสงสว่างยามค่ำคืน ถ้านึกอะไรไม่ออก ก็นึกถึงเทียนต้นใหญ่ ยาวประมาณศอกหนึ่ง แต่ว่าไต้นั้นทำจากขี้เลื่อยผสมกับยางไม้ แล้วก็ห่อด้วยเปลือกสีเสียดบ้าง ใบจากบ้าง มัดเป็นปล้อง ๆ ภาษาอีสานเรียกว่า "กระบอง"

ทำเอาหนุ่มภาคกลางวิ่งหนีว่าที่พ่อตามาแล้ว ไปบ้านสาวเวลาใกล้ค่ำ พ่อตาก็ "อีหนู..มีผู้ชายมาหามึง เอากระบองให้พ่อหน่อย..!" เล่นเอาหนุ่มภาคกลางวิ่งกันตีนพลิก ก็ใช้ขี้ไต้ซึ่ง "บิ" ออกมาสักชิ้นหนึ่ง เพราะว่าเป็นส่วนของยางชันผสมกับยางไม้ จุดไฟแล้วก็ซุกเข้าไปใต้กองถ่าน

มาระยะหลังพอเริ่มเจริญขึ้นมาก็มีรองเท้า การใส่รองเท้าครั้งแรกโคตรจะทุกข์ทรมาน..! เพราะว่าไม่ว่ามุมไหนก็โดน "รองเท้ากัด" เด็กบ้านนอกจะเกลียดรองเท้ามาก แต่ที่โดนบังคับใส่เพราะว่าต้องไปโรงเรียน รองเท้าฟองน้ำหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "อีแตะ" ถึงเวลาขาดจนซ่อมไม่ได้แล้วเป็นเชื้อเพลิงที่ดีที่สุด "ฝาน" เป็นชิ้นบาง ๆ จุดไฟแล้วยัดเข้าไป จะเป็นฟืนเป็นถ่าน ก็ลุกไหม้ได้หมด..!

เมื่อมากรุงเทพฯ ถึงได้เจอเตาไฟฟ้า เตาไฟฟ้าเป็นเตาที่มีขดลวด ถึงเวลาเสียบปลั๊กแล้วก็ติดแดงโร่ เผลอเอามือไปโดนก็ไหม้เลย..! จะใช้ก็ต้องระมัดระวัง แล้วก็มาหม้อข้าวไฟฟ้า ซึ่งในยุคแรก ๆ "ลูกเล่น" ยังมีน้อย สามารถที่จะหุงข้าว แล้วตัดระบบเมื่อข้าวสุกได้ที่แล้วเท่านั้น มาระยะหลัง สามารถตั้งอุณหภูมิ สามารถตั้งอุ่นได้ บางทีก็สามารถสั่งให้หุงข้าวด้วยเสียงได้อีกต่างหาก..!

เพียงแต่ว่าเตาไมโครเวฟมาช้าเกินไป บวชไปหลายพรรษาแล้วถึงมา ก็เลยไม่เคยใช้ แล้วก็คงไม่มีโอกาสที่จะใช้ เนื่องเพราะว่า "พระเราห้ามหุงต้มอาหารด้วยตนเอง" ใครที่ลวกบะหมี่สำเร็จรูปน่าจะอยู่ในเกณฑ์นี้..! ยกเว้นว่าเอ็งจะลวกน้ำเปล่าเฉย ๆ ไม่ใส่เครื่องปรุง ซึ่งก็คงจะไม่กินอีกนั่นแหละ..! ในเมื่อเป็นเช่นนั้น กระผม/อาตมภาพจึงไม่สามารถที่จะใช้เตาไมโครเวฟเป็น

แต่ถ้าหากว่าภาวะสงครามทำให้ทุกอย่างขาดแคลน คาดว่ากระผม/อาตมภาพน่าจะตายช้าหน่อย..! เนื่องเพราะว่าอยู่ป่าอยู่ดง หาอะไรกินก็ได้ รู้จักของกินมาก แล้วในขณะเดียวกัน ถ้าหมดท่าขึ้นมา แม้แต่เอาไม้ไผ่มาสีไฟก็ทำเป็น ซึ่งบุคคลที่สามารถสีไฟด้วยไม้ไผ่นั้น ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งนาทีไฟก็ติดแล้ว ซึ่งคนรุ่นใหม่ ๆ ไม่เข้าใจ ไปเอาไม้เนื้อแข็งมาสีกัน ชาติหน้าบ่าย ๆ โน่นคงจะติดให้หรอก..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:03
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า วันนี้, 01:21
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,979
ได้ให้อนุโมทนา: 162,340
ได้รับอนุโมทนา 4,534,987 ครั้ง ใน 37,597 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พวกเราจะเห็นว่า พอเราขาดเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ แล้ว ก็เหมือนอย่างกับว่าชีวิตขาดหายไป โดยเฉพาะส่วนที่น่ากลัวที่สุดก็คือ "ขาดสติ" พอพวกเราขาดสติก็มักจะละล้าละลัง ทำอะไรไม่ถูก คนที่มีสติ ถึงเวลาก็จะตั้งท่าแก้ไขเหตุการณ์ให้ดีที่สุด แต่คนขาดสติ บางทีก็เตลิดเปิดเปิง ทำอะไรไม่ถูก ไม่สมควรตายก็ไปตายได้..!

อย่างเพื่อนที่สมัยฝึกทหารอยู่ เขามีการฝึกทางยุทธวิถี ลอดวิถีกระสุน ซึ่งจะใช้ปืนกลเบา M60 ถ้านึกหน้าไม่ออกก็นึกถึง "ไอ้แรมโบ้" ที่ถือไปแล้วมีกระสุนเป็นสาย ๆ นั่นแหละ เขาจะยิงกราดกดเอาไว้ ให้พวกเราคลานลอดเข้าไป แล้วยังต้องไปลอดกระโจมลวดหนาม เพื่อบุกยึดฐานข้าศึกอีกต่างหาก..! ในระหว่างนั้นก็มีระเบิดที่เขาฝังไว้ แล้วก็กดระเบิดเป็นระยะ ๆ ไป..!

รุ่นของกระผม/อาตมภาพรอด เพราะว่าตัวเองเป็นหัวหน้า "ตอน" ทหาร คอยตะโกนเตือนสติเพื่อน แต่รุ่นน้องไม่รอด เพราะว่าพอเขากดระเบิดใกล้ตัว จริง ๆ แล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ความซวยก็คืองูดันพรวดออกจากรูมาเพราะเสียงระเบิด ไอ้เจ้านั่นตกใจงู ผวาขึ้นมาหน่อยเดียว ขาดสะพายแล่งอย่างกับขวานจามเลย..!

เพราะฉะนั้น..ถ้าหากว่าเราขาดสติ โอกาสที่เราจะแก้ไขเหตุการณ์จากร้ายให้เป็นดีก็ยาก ดังนั้น..ในสถานการณ์ "หน้าสิ่วหน้าขวาน" คือเรื่องฉุกเฉินเกิดขึ้นใกล้ตัว สิ่งสำคัญที่สุดก็คือทำอย่างไรจะตั้งสติได้ ก็แปลว่าต้องฝึกฝนขัดเกลาตัวเองกันอย่างหนัก ไม่เช่นนั้นแล้ว อาจจะทำให้เราเสียชีวิตในสถานการณ์ที่ไม่สมควรอย่างที่เล่ามา

คราวนี้ถ้าหากว่าทุกคนมีการเตรียมตัว อย่างที่กระผม/อาตมภาพบอกใบ้มาเป็นระยะที่ค่อนข้างจะยาวนาน ป่านนี้ก็คงจะพร้อมรับทุกสภาวะแล้ว แต่ถ้าหากว่าฟังเป็นเสียงลมผ่านหู เป็นเรื่องห่างตัว มาเตรียมตัวตอนนี้ก็ราคาแพงหน่อย..! แล้วยิ่งภาวะสงครามถ้าลากไปยาว ๆ ก็ยิ่งแพงหนักขึ้นไปอีก แต่ก็จะได้เป็นบทเรียนให้รู้ไว้ว่า บางสิ่งบางอย่างถ้าเราเตรียมพร้อมเอาไว้ ถึงเวลาต่อให้ไม่ได้ใช้ก็ยังอุ่นใจ แต่ถ้าหากว่าไม่ได้เตรียมพร้อมเอาไว้เลย ถึงเวลามาเตรียม นอกจากจะไม่ทันการแล้ว อาจจะต้องใช้งบประมาณมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า..!

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:07
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 27 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 7 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 7 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 19:47



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว