กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ปี ๒๕๖๙ > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนมีนาคม ๒๕๖๙

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 23-03-2026, 19:42
ตัวเล็ก's Avatar
ตัวเล็ก ตัวเล็ก is offline
กรรมการเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Mar 2009
ข้อความ: 11,780
ได้ให้อนุโมทนา: 230,210
ได้รับอนุโมทนา 836,789 ครั้ง ใน 41,326 โพสต์
ตัวเล็ก is on a distinguished road
Default เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๙

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๙


__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด
(-/\-) (-/\-) (-/\-)
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 30 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า เมื่อวานนี้, 01:28
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 34,018
ได้ให้อนุโมทนา: 162,477
ได้รับอนุโมทนา 4,536,459 ครั้ง ใน 37,637 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๒๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ชีวิตกระผม/อาตมภาพก็คงจะต้องวุ่นวายอยู่กับคณะธุดงค์ธรรมยาตราเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เจริญพระชนมายุ ๗๕ พรรษาไปอีกหลายวัน โดยเฉพาะในส่วนของการประสานงานกับสถานที่ต่าง ๆ

เรื่องของการประสานงานนั้น นอกจากเราต้องบอกกล่าวให้ชัดเจนว่า ใคร ? ทำอะไร ? ที่ไหน ? เมื่อไร ? อย่างไร ? ทำไม ? แล้ว ยังต้องมีการตอกย้ำบ่อย ๆ เพื่อเพิ่มความกระตือรือร้นให้กับเจ้าของสถานที่อีกด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือ ไม่ใช่อยู่ในลักษณะของ "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" ที่โฉบมาแล้วก็หายไปเลย หากแต่ต้องยืนยันกับเขา และแจ้งความคืบหน้าด้วยว่า ตอนนี้ทำอะไร ? ถึงไหนแล้ว ? จะมาถึงท่านหรือว่าส่วนที่ท่านรับผิดชอบกันเมื่อไร ? ตอนไหน ?

โดยเฉพาะคณะธุดงค์ของเรา ต้องมีการเข้าพักยังสถานที่ต่าง ๆ และรบกวนอาหารมื้อเช้าของเขาด้วย จากที่กำหนดเอาไว้ว่า จะรับบิณฑบาตตอนประมาณ ๗ โมงเช้า ฉันเสร็จแล้วเริ่มเดินทาง ๘ โมงเช้า ปัจจุบันนี้กลายเป็นว่า รับบิณฑบาต ๐๕.๔๕ น. ฉันเสร็จแล้วเริ่มเดิน อย่างช้าที่สุดไม่เกิน ๖ โมงครึ่ง

เนื่องเพราะว่าถ้ายิ่งออกสายก็ยิ่งร้อนมาก แล้วถ้าหากว่าร้อนมาก ๆ บางคนร่างกายก็ไม่ไหว ถ้าหากว่าหลายท่านติดตามทางหน้าเว็บเพจ ก็จะเห็นว่า รถพยาบาลก็ดี รถส่งน้ำส่งอาหารก็ตาม กลายเป็นพาหนะพิเศษของพระภิกษุหลายรูปด้วยกัน ส่วนใหญ่แล้วก็เกิดจากการที่ท่านทั้งหลาย มีโรคประจำตัวบ้าง อายุมากจนเดินไม่ไหวบ้าง

เรื่องพวกนี้ก็ไม่ว่ากัน เพราะว่าพอที่จะอนุเคราะห์สงเคราะห์กันได้อยู่แล้ว แต่ส่วนหนึ่งที่อยากจะเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมทุกท่านก็คือ ญาติโยมทั้งหลายเมื่อเห็นคณะธุดงค์แล้ว หลายต่อหลายท่านก็ไปซื้อหาสิ่งของ แล้วก็ตีรถย้อนกลับมาขอใส่บาตร หลายท่านที่อยู่ในระหว่างทาง ก็นำน้ำ นำอาหาร มาดักรอใส่บาตรกัน

บางคนถึงขนาดปรารภว่า เห็นพระภิกษุสามเณรจำนวนนับร้อยรูปแล้วชื่นใจ ปีติมาก ถ้าเรานึกถึงในมังคลสูตรที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง การได้เห็นสมณะคือมงคลสูงสุดประการหนึ่ง เพราะว่า
ใจของเราจะผูกอยู่กับสังฆานุสติ เป็นการปฏิบัติกรรมฐานกองใหญ่ได้โดยไม่ยากเลย

แต่คราวนี้ในปัจจุบัน สภาพจิตของคนหยาบหนา นอกจากเห็นพระแล้วไม่รู้สึกว่าเป็นมงคลแก่ชีวิต ยังรู้สึกรังเกียจ ประมาณว่าเป็นกาลกิณีอีกต่างหาก เนื่องเพราะว่าในบ้านเราเมืองเรานั้น ส่วนใหญ่แล้ว "ข่าวร้ายลงให้ฟรี ถ้าข่าวดีต้องเสียเงิน" และ
นิสัยสันดานคนก็มักนิยมการไหลลงต่ำเป็นปกติ จึงมักจะไปเสพข่าวที่มีเนื้อหาในด้านร้าย แทนที่จะเสพข่าวที่มีเนื้อหาในด้านดี ก็แปลว่า ซ้ำเติมตนเองให้ตกต่ำลงไปทุกวันโดยไม่รู้ตัว..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 01:58
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า เมื่อวานนี้, 01:32
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 34,018
ได้ให้อนุโมทนา: 162,477
ได้รับอนุโมทนา 4,536,459 ครั้ง ใน 37,637 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เรื่องพวกนี้จะว่าไปแล้ว ถึงจะเป็นปกติของปุถุชนผู้หนาด้วยกิเลสก็จริง แต่มองแล้วบางทีก็สลดใจ เหมือนกับเห็นคนตกเหวหรือคนจมน้ำ แล้วไม่สามารถที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยได้ เนื่องเพราะว่ายื่นมือเข้าไป ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะโดนตีมือหรือเปล่า ?! จึงจำเป็นที่จะต้องเอาเฉพาะในส่วนของบุคคลที่เขามีศรัทธาเลื่อมใสดีกว่า ก็คือ ยังบุคคลที่เลื่อมใสอยู่แล้วให้เลื่อมใสยิ่งขึ้น ส่วนการที่ยังบุคคลผู้ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใสนั้น ในปัจจุบันนี้กลายเป็นของยากไปแล้ว

ทุกท่านจะเห็นว่าช่วงสองวันที่ผ่านมา ซึ่งมีข่าวพระครูหรือมหาวัด
ในกรุงเทพฯ บังคับเณรให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย แล้วถ่ายคลิปเอาไว้แบล็คเมล์อีกต่างหาก..! หรือไม่ก็ข่าวไฟไหม้ที่นครราชสีมา ปรากฏว่าพอดับไฟแล้ว ตำรวจเจอว่า ในกุฏิเจ้าอาวาสมีแต่หนังสือโป๊เป็นตั้ง ๆ แถมยังมีอวัยวะเพศผู้หญิงเทียมอีกต่างหาก..!

ทำให้เราท่านทั้งหลายมองเห็นอย่างชัดเจนว่า บุคคลที่บวชเข้ามาเพื่ออาศัยพระพุทธศาสนาหากินนั้นมีมาก แต่ในขณะเดียวกัน
เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ ปกติก็มีตั้งแต่โบร่ำโบราณมาจนถึงปัจจุบัน เพียงแต่ว่าในอดีตนั้น บุคคลละอายชั่วกลัวบาป จึงวางตนอยู่ในลักษณะ "ชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์" เนื่องเพราะว่าแตะต้องไป ถ้าถูกมุมก็มีคุณอนันต์ ถ้าผิดมุมก็มีโทษมหันต์ จึงวางตัวในลักษณะปลอดภัยไว้ก่อน ไม่ไปยุ่งเสียเลย หมดเรื่องหมดราวไป

แต่พอมาในปัจจุบัน บุคคลถือว่าศึกษาความรู้ทางโลกมามาก ก็เลยแบกกิเลสและความรู้เอาไว้มาก ทำให้กล้าวิพากษ์วิจารณ์ในทุกเรื่อง แต่ด้วยความที่ว่าสิ่งที่รู้นั้นเขาไม่ได้รู้จริง จึงกลายเป็นสร้างทุกข์สร้างโทษให้กับตัวเอง ดังนั้น..โครงการในครั้งนี้ ส่วนที่เห็นชัดที่สุดก็คือ ฟื้นความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนขึ้นมา

วันนี้กระผม/อาตมภาพติดต่อประสานงาน เพื่อหาสถานที่พักฉันเพลในระหว่างทาง มีส่วนหนึ่งซึ่งเป็นหน่วยงานของกองพลพัฒนา ก็คือบริเวณทุ่งเลี้ยงสัตว์ หรือว่าแหล่งท่องเที่ยวช่องเขาขาด ปรากฏว่าท่านผู้บังคับการตอบรับด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง และบอกว่า จะแจ้งให้กำลังพลมาร่วมทำบุญในวันนั้นด้วย

ทุกท่านจะเห็นว่า
บุคคลที่จิตใจเป็นบุญเป็นกุศล ก็มองอยู่ในเรื่องบุญเรื่องกุศล บุคคลที่จิตใจประกอบด้วยอกุศล ก็จะมองโลกในแง่ร้ายอยู่เสมอ กลายเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสในการที่เราท่านทั้งหลาย ซึ่งนอกจากต้องขัดเกลาอบรมตนเองแล้ว ยังต้องพยายามสร้างศรัทธาให้เกิดแก่บุคคลทั้งหลายเหล่านั้นอีกด้วย

อีกส่วนหนึ่งก็คือบรรดาพระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาสบ้าง เจ้าสำนักสงฆ์บ้าง ประธานที่พักสงฆ์บ้าง แวะเวียนกันมา อยู่ในลักษณะที่ว่า เชิญชวนให้เขาไปยังสถานที่ของท่านบ้าง เรื่องพวกนี้มองได้ทั้งสองทาง
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 17:54
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 24 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า เมื่อวานนี้, 01:43
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 34,018
ได้ให้อนุโมทนา: 162,477
ได้รับอนุโมทนา 4,536,459 ครั้ง ใน 37,637 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ทางแรกก็คือ ท่านมีศรัทธาอยากที่จะทำบุญจริง ๆ ทางที่สองนั้นก็คือ แฝงเอาไว้ด้วยผลประโยชน์ตรงที่ว่า พระวิปัสสนาจารย์ทั้งหลายมาจากทั่วประเทศไทย เมื่อคบหาสมาคมกันเอาไว้ อยู่ในลักษณะต่อสายสัมพันธ์ถึงกัน ถึงเวลามีอะไรก็สามารถที่จะขอร้องให้ช่วยเหลือกันได้ โดยที่กล่าวถึงเรื่องราวที่ท่านเคยช่วยพวกเราในตรงนั้น ในช่วงนี้ เป็นต้น

แต่ว่าจะอยู่ในลักษณะไหนก็ตาม การมีผู้ที่อาสาสมัคร เพื่อที่จะรับเป็นเจ้าของสถานที่ ในการอำนวยความสะดวกให้กับโครงการนั้น ก็ถือว่าดีกว่าไม่มี เพียงแต่ว่ากระผม/อาตมภาพต้องคัดกรอง ให้อยู่ในส่วนที่เหมาะสม อย่างเช่นว่าในช่วงเช้า อากาศยังไม่ร้อนมาก ร่างกายได้พักฟื้นมาแล้วคืนหนึ่ง ก็จะให้เดินมากหน่อย อย่างเช่นว่า ประมาณ ๑๐ - ๑๒ กิโลเมตร ส่วนช่วงบ่าย อากาศร้อนมาก ร่างกายเริ่มล้าจากช่วงเช้าแล้ว ก็ให้จะเหลือระยะทางประมาณ ๖ - ๘ กิโลเมตร

เพียงแต่ว่าบางช่วงนั้นค่อนข้างจะไกล อย่างเช่นพรุ่งนี้ ช่วงจากวัดไตรรัตนารามไปยังวัดพุตะเคียน เป็นระยะทาง ๒๔ กิโลเมตร ซึ่งต้องไปขอพักครึ่งฉันเพลที่วัดน้ำตก โดยที่กระผม/อาตมภาพก็ไปกราบเรียนหลวงพ่อแอ๋ม (พระครูนิโครธโยคาภิรักษ์) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๔ แล้ว ท่านยินดีต้อนรับ แต่ว่าระยะทางนั้นก็ตก ๑๔ กิโลเมตร เหลือในช่วงบ่ายให้ประมาณ ๑๐ กิโลเมตรเท่านั้น เรียกว่ายังพอทน

ส่วนอีกระยะหนึ่งที่ค่อนข้างไกล ก็คือจากวัดธารน้ำร้อนมาถึงวัดท่าขนุน จะเป็นระยะทาง ๒๒ กิโลเมตร ได้ไปขอใช้สถานที่จาก ผอ.เกศ (นางเกศฤทัย คำษร) ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านจันเดย์ ซึ่งแม้ว่าจะไม่อยู่ ให้ครูมาต้อนรับแทน แต่ก็ยินดีที่คณะของเราเข้าไปใช้สถานที่และห้องน้ำห้องท่า จากจุดนั้นช่วงบ่ายมาวัดท่าขนุนก็ยังเป็นระยะทางถึง ๑๐ กิโลเมตร

สำหรับบุคคลที่เดินคล่อง ๆ หรือว่ามีเรี่ยวแรงมากเหลือเฟือก็ไม่รู้สึกกระไรนัก แต่ท่านที่ไม่ไหวแล้ว บางทีแค่ ๑๐ - ๒๐ เมตรก็แทบจะต้องคลานกันแล้ว โดยเฉพาะอย่างกระผม/อาตมภาพ บางทีก็ต้องอาศัยเรี่ยวแรงของเทวดาเขาช่วย แต่พอท่านเลิกช่วยแล้ว บางทีระยะทางแค่ ๒๐๐ เมตร ในสายตาเทวดาก็คือไม่ถึงครึ่งก้าว แต่พอท่านคลายกำลังที่ช่วยลง สภาพสังขารที่แท้จริงก็บ่งบอกให้รู้ว่าไปไม่ไหว ระยะทางแค่ ๒๐๐ เมตร ต้องตะเกียกตะกายอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง..! ดังนั้น..ถ้าอยู่ในลักษณะอย่างนี้ บางทีก็ต้องยอมรับสภาพว่า ร่างกายนั้นไม่ไหวจริง ๆ แต่ก็ต้องสู้ทนฟันฝ่าไป อยู่ในลักษณะที่ว่า
ถึงตายก็ขอถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันจันทร์ที่ ๒๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 02:09
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 30 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 08:27



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว