กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ปี ๒๕๖๙ > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนมีนาคม ๒๕๖๙

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า เมื่อวานนี้, 19:50
ตัวเล็ก's Avatar
ตัวเล็ก ตัวเล็ก is offline
กรรมการเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Mar 2009
ข้อความ: 11,661
ได้ให้อนุโมทนา: 228,020
ได้รับอนุโมทนา 832,636 ครั้ง ใน 41,129 โพสต์
ตัวเล็ก is on a distinguished road
Default เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๙

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๙


__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด
(-/\-) (-/\-) (-/\-)
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 16 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า วันนี้, 00:24
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,949
ได้ให้อนุโมทนา: 161,383
ได้รับอนุโมทนา 4,533,766 ครั้ง ใน 37,567 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

วันนี้ตรงกับวันพุธที่ ๔ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณพระภิกษุสามเณรวัดท่าขนุนของเรา ที่ช่วยกันจัดเก็บสถานที่จนเรียบร้อย ต้องบอกว่าวัดท่าขนุนของเราถือว่าเป็นวัดลำดับต้น ๆ ที่ทำงานเร็ว จนบางทีคนคิดว่าวัดนี้ไม่เคยมีงานมาก่อน เนื่องเพราะว่ามาหลังงานแค่ประมาณชั่วโมงเดียว ทุกอย่างก็โดนเก็บเรียบไปแล้ว..!

ในระหว่างที่ท่านทั้งหลายเก็บกวาดสถานที่อยู่ กระผม/อาตมภาพก็สารพัดงานเหมือนเดิม อันดับแรกเลย ก็ต้องออกหนังสือเชิญประชุมคณะกรรมการสภาวัฒนธรรมอำเภอทองผาภูมิ ซึ่งจะประชุมกันในวันที่ ๑๒ มีนาคมนี้ ความจริงคุณครูรอยพิมพ์ สุทธิบานเย็น กระตุ้นให้ออกหนังสือมาหลายวันแล้ว แต่งานอื่นสำคัญและเร่งด่วนมากกว่า

อย่างที่กระผม/อาตมภาพเคยบอกพวกเราหลายต่อหลายครั้งแล้วว่า
ถ้าเราสามารถลำดับความก่อนหลังเร็วช้า และความสำคัญของงานได้ ตรงหน้าเราก็จะมีงานเดียวอยู่เสมอ ซึ่งจะไม่หนักเกินกำลังที่เราจะทำไหว แต่ถ้าเราลำดับงานไม่ได้ เอาหลาย ๆ งานมาหมกรวมกัน ก็จะกลายเป็นงานมาก แล้วก็ยุ่งวุ่นวายไปหมด ถ้าทุกท่านมีตำแหน่งหน้าที่การงาน ๓๐ - ๔๐ ตำแหน่งอย่าง กระผม/อาตมภาพแล้ว คาดว่าคงจะจัดการไม่ไหวเช่นกัน

แค่ช่วงที่อยู่วัดท่าซุงไม่กี่ปี เมื่อกระผม/อาตมภาพออกมาแล้ว ทางด้านหลวงพ่อเจ้าคุณอนันต์ (พระราชภาวนาโกศล วิ.) ตอนนั้นยังเป็นพระครูปลัดอนันต์ พทฺธญาโณอยู่ ต้องหาคนไปทำงานแทนถึง ๕ คน นี่ก็อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ว่า คนเราไม่สามารถที่จะแยกแยะความก่อนหลังเร็วช้า และความสำคัญของงานได้ เมื่อรับผิดชอบงานใดงานหนึ่ง ก็ไม่สามารถแบ่งความคิด แบ่งกำลังใจไปดูแลงานอีกส่วนหนึ่งได้

เรื่องพวกนี้กระผม/อาตมภาพเจอมาตั้งแต่ฆราวาสยันพระ สมัยรับราชการทหารอยู่ ลากลับบ้าน ๑๐ วัน กลับถึงหน่วยเมื่อไร ก็ต้องนั่งตูดด้านอยู่อย่างน้อยก็ ๒ - ๓ วัน เพื่อทำงานในช่วง ๑๐ วันที่ผ่านมา แต่พอเพื่อนฝูงลา กระผม/อาตมภาพทำแทนได้หมด ยังบ่นกับ "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) เลขานุการส่วนตัวว่า "สงสัยว่าเราจะเกิดมากเกินไป จนกระทั่งไม่มีอะไรที่ไม่เคยทำเลย..!" ดังนั้น..งานหลายอย่างแค่มองก็ทำเป็นแล้ว ขณะที่คนอื่นฝึกแล้วฝึกอีก แทบล้มประดาตายกว่าจะทำเป็น..!

จะบอกว่าเป็นความภาคภูมิใจก็ใช่ที่ แต่น่ารำคาญเสียมากกว่า คือบางทีก็เผลอไปเกิดความรู้สึกว่า "ทำไมมันถึงได้โง่ขนาดนี้วะ..!?" พอคิดขึ้นมาได้ก็ต้องรีบวางความคิดนั้นลง เพราะว่านั่นก็คือสักกายทิฏฐิ กำลังเอามาเปรียบกับตัวเอง
ในเมื่อคนเราสร้างบารมีมาไม่เหมือนกัน สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือต้องเร่งรัดฝึกฝน ไม่ใช่วันแล้ววันเล่าก็ทำตัวเป็นปลาตาย ลอยตามน้ำ ไม่คิดจะขยับเขยื้อนอะไรเลย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:40
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
กมลโกศลจิต​ (วันนี้), นาย ธีรัตน์ บุญศรี (วันนี้), พุทธภูมิ (วันนี้), มารวย๙ (วันนี้), สุธรรม (วันนี้)
  #3  
เก่า วันนี้, 00:30
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,949
ได้ให้อนุโมทนา: 161,383
ได้รับอนุโมทนา 4,533,766 ครั้ง ใน 37,567 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

โดยเฉพาะในช่วงที่เราเป็นพระ ถือว่ามีเวลาฝึกฝนขัดเกลากาย วาจา ใจ ของตัวเองมากที่สุด ไม่ว่าเราจะบวชมาด้วยวัตถุประสงค์อะไรก็ตาม ถ้าอยากจะอยู่สุขอยู่เย็น ไม่ฟุ้งซ่านมาก อย่างน้อย ๆ กรรมฐานเราก็ทิ้งไม่ได้ ตอนที่ "อดีตใบฎีกาโม" (พระใบฎีกาอมรชัย เมตฺติโก)ของเรายังอยู่ เหมาเข้าเวรอย่างเดียวตลอด ๒ ปีกว่า..! กระผม/อาตมภาพก็ยังด่าไปหลายรอบว่า "ถ้าทำอย่างนี้ไม่รอดหรอก..เดี๋ยวก็สึก..!" เนื่องเพราะว่าไม่คิดที่จะสร้างคุณงามความดีอะไร ที่อยู่ในลักษณะช่วยคุ้มครองใจของตนเองเลย คิดว่าเข้าเวรอย่างเดียวก็อยู่ได้ แล้วท้ายสุดก็สึกไปจริง ๆ..!

ถ้าหากว่ากำลังใจของเราไม่เอาการภาวนา หรือว่าภาวนาแล้วฟุ้งซ่านมาก รำคาญมาก ก็ต้องหางานทำ ไม่อย่างนั้นแล้วเราก็จะยิ่งฟุ้งหนักเข้าไปอีก หลักการง่าย ๆ ก็คือ "เวลาทำงานเอาใจจดจ่ออยู่กับงาน เวลาเลิกงานเอาใจจดจ่ออยู่กับการภาวนา" ใครทำได้แค่นี้ก็อยู่สุขอยู่เย็นในพระพุทธศาสนาแล้ว ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่ส่วนใหญ่แล้ว พวกเราทั้งหลายทำไม่ได้แบบนี้ มักจะฟุ้งซ่านล่วงหน้าไปไกล

มีหลายรายถามมาในกลุ่มไลน์ว่า "ภาวะสงครามจะทำให้ลำบากเดือดร้อนมากน้อยแค่ไหน ?" กระผม/อาตมภาพตอบง่าย ๆ ว่า "รอดู..เดี๋ยวก็เห็นเอง" รู้ล่วงหน้าไปแล้วมีประโยชน์อะไร ? รู้ไปแล้วก็วางกำลังใจไม่เป็น ฟุ้งซ่านเสียเปล่า ๆ..! ฝรั่งเขาก็บอกว่า "Whatever will be, will be"
อะไรจะเกิดก็ช่างหัวมัน..! หน้าที่ของเราก็คือรักษาใจให้มั่นคงที่สุด อะไรที่สมควรบอก กระผม/อาตมภาพบอกไปหมดแล้ว ถ้าหากว่าไม่ทำก็ถือว่าเป็นวาระกรรมที่เขาจะต้องพบ จะต้องเจอ จะต้องผจญกันไป ไม่ใช่ภาระหน้าที่ที่กระผม/อาตมภาพจะต้องไปแบกคนทั้งประเทศ..!

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น สิ่งที่เราจำเป็นที่สุดก็คือรักษากำลังใจของเราให้มั่นคง อย่าไหลไปตามกระแสข่าวต่าง ๆ เนื่องเพราะว่าไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม ล้วนแล้วแต่ออกข่าวเฉพาะด้านที่ให้ประโยชน์ต่อตนเองเท่านั้น ด้านที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อตนเองก็ทำเป็นลืม..ไม่ต้องพูดถึง ในเมื่ออยู่ในลักษณะนี้ เรื่องที่เราอยากรู้จะไม่ได้รู้ เขาให้เรารู้เฉพาะเรื่องที่เขาอยากให้เรารู้เท่านั้น..!

ดังนั้น..ในปัจจุบันนี้ แม้ว่าเรื่องราวข่าวคราวต่าง ๆ ไปถึงกันได้เร็วมาก แต่ความเป็นจริงมีน้อยมาก ถ้าปัญญาไม่พอก็โดนเขาแหกตาอีกต่างหาก..! อย่างเช่นตอนนี้ สถานีบริการน้ำมันหรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า "ปั๊ม" บางแห่งก็โลภมาก ประกาศว่าน้ำมันหมด ก็คือรอให้ขึ้นมากกว่านี้แล้วค่อยขาย บุคคลประเภทนี้มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย ด่าไปก็เสียกำลังใจเราเองเปล่า ๆ..!

สมัยกระผม/อาตมภาพเด็ก ๆ บรรดาผู้ใหญ่เขาเล่าให้ฟังในเรื่องสมัยสงครามโลกว่ามีการ "เซ็งลี้" ซึ่งคำนี้เป็นภาษาจีน ถ้าแปลไทยง่าย ๆ ก็คือ "ทำธุรกิจ" กับสงคราม ซึ่งตอนนั้น บรรดาพวกโลหะและข้าวของเครื่องใช้เครื่องอุปโภคบริโภคต่าง ๆ ราคาแพงสาหัส ใครมีอยู่สามารถขายได้ราคามากกว่าปกติหลายเท่า แล้วที่เขาทำ "เซ็งลี้" กันก็คือ สมมติคนที่ ๑ ว่าขายให้คนที่ ๒ ราคา ๑๐ บาท คนที่ ๒ ไปขายให้คนที่ ๓ ราคา ๑๒ บาท คนที่ ๓ ไปขายให้คนที่ ๔ ราคา ๑๕ บาท

ไล่ไปเรื่อย ท้ายที่สุดบางทีข้าวของยังไม่ทันจะขนออกจากบ้านหรือจากโกดังเลย โดนขายต่อไป ๒๐ - ๓๐ มือแล้ว พอไปถึงมือท้าย ๆ ของทุกอย่างก็แพงหูดับตับไหม้ พูดง่าย ๆ ว่าที่เดือดร้อนก็คือคนจน ยังโชคดีที่ว่ายุคสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั้น บ้านเราเมืองเรายังอุดมสมบูรณ์มาก ไม่ว่าจะผักหญ้าข้าวปลาอะไร พอที่จะหาได้จากทุ่ง จากท่า จากป่า จากเขา คนทั่วไปตาดำ ๆ จึงไม่เดือดร้อนมากนัก
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:46
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
กมลโกศลจิต​ (วันนี้), นาย ธีรัตน์ บุญศรี (วันนี้), พุทธภูมิ (วันนี้), มารวย๙ (วันนี้), สุธรรม (วันนี้)
  #4  
เก่า วันนี้, 00:37
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,949
ได้ให้อนุโมทนา: 161,383
ได้รับอนุโมทนา 4,533,766 ครั้ง ใน 37,567 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ปี ๒๕๒๔ กระผม/อาตมภาพไปแนวหน้าพร้อมกับหน่วยงาน รับหน้าที่ดูแลพื้นที่ทางด้านชายแดนเขมร ตอนนั้นบุหรี่ถ้าจำไม่ผิดจะมีอยู่สองยี่ห้อก็คือ "กรุงทอง ๘๕" กับ "กรองทิพย์" ซองละ ๖ บาท แต่ราคาที่ชายแดนตอนนั้น บุหรี่สองยี่ห้อนี้ซองละ ๑๒๐ บาท..! "ซิปวีนัส" ตัวยาวประมาณคืบหนึ่ง น่าจะอยู่ประมาณ ๗ - ๘ นิ้ว ตัวละ ๖๐ บาท..! ไม่ต้องไปพูดถึงข้าวของอื่นเลย และเหตุการณ์ที่นั่นแหละ ที่ทำให้กระผม/อาตมภาพมาบวชอยู่ตรงนี้..! ก็เพราะว่าทำหน้าที่ในการขนของเถื่อน ซึ่งยึดมากจากพวกพ่อค้าเอาไปส่งคลังกองพล

ด้วยความที่ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา รับมากี่ชิ้น ลงบัญชีไว้หมด ส่งไปกี่ชิ้น ต้องตรวจนับเรียบร้อยแล้วเซ็นรับด้วย จากที่ปกติมักจะหายกันเกินครึ่งกลับเข้าไปในตลาดมืด ก็ไม่มีใครทำอะไรได้อีก กลายเป็นว่าเราไม่กินคนเดียว เขาเดือดร้อนกันหมดทั้งขบวนการ จึงมีการฟ้องร้องผู้บังคับบัญชาว่า กระผม/อาตมภาพยักยอกสินค้าเถื่อนไปขาย เอาเงินเข้ากระเป๋า พรรคพวกที่เป็น "จ่ากองพัน" แอบมาถามว่า "มึงไปทำอะไรวะ ? เจ้านายเขาตรวจสอบมึงฉิบหายวายป่วงหมด ธนาคารกี่ธนาคารเขาก็ไปถาม แม้กระทั่งไปรษณีย์ก็ไปถามว่า มีส่งธนาณัติ มีส่งตั๋วแลกเงินกลับบ้านหรือเปล่า ?!"

ตอนแรกกระผม/อาตมภาพก็ยังไม่ได้คิดอะไร แต่พอมีหนังสือเรียกตัวไปเพื่อสอบสวนที่กองพล ก็รู้ทันทีว่าโดนเล่นงานแล้ว..! เพราะว่าเราไม่กินคนเดียว พาคนอื่นเขาอดกันหมด ก็เลยคิดว่า "ในเมื่อผู้บังคับบัญชาไม่ไว้วางใจเรา กูก็ไม่ควรที่จะอยู่รับใช้มันอีก..!" จึงพิมพ์ใบลาออกจากราชการใส่ซองยัดอกเสื้อไปด้วย พอถึงเวลาเขาประกาศผลการสอบสวนว่าเราบริสุทธิ์ กระผม/อาตมภาพก็วางใบลาปังลงบนโต๊ะเลย "ผมลาออกตั้งแต่วินาทีนี้..!" ทำเอาเจ้านายตกใจกันหมด..!

บางคนถึงขนาดออกปากว่า "มึงอย่าออกเลย ทำงานให้กูก็ได้" เนื่องเพราะว่าหลักการทำงานของกระผม/อาตมภาพก็คือ
"ทุกอย่างจะไม่ให้เดือดร้อนไปถึงเจ้านาย จะต้องจบลงตรงเรานี่เอง" พูดง่าย ๆ ก็คือถ้ามีเราอยู่เขาจะสบาย แต่กระผม/อาตมภาพเป็นคนพูดอะไรแล้วทำจริง สะบัดตูดได้ก็ไปเลย..! แม้กระทั่งเงินเดือนงวดสุดท้าย ๘,๐๐๐ บาทก็ไม่ได้เบิกมา..!

สรุปตรงนี้ว่า
"เพื่อนรู้จักเรามากกว่าเรารู้จักเพื่อน" คือเขารู้ว่าถ้าเราโดนแบบนี้เราไม่อยู่แน่ แล้วพวกเขาก็จะเสียบแทน หลังจากนั้นก็ได้กินกันทั้งขบวนการต่อไป ส่วนเราไม่รู้จักเพื่อน ก็คือไม่คิดว่าจะแทงข้างหลังกันแบบนี้ "มึงบอกดี ๆ กูก็ลาออกให้ มึงอยากจะทำหน้าที่ตรงนี้ก็ทำไป แต่ให้กูโกงกูไม่ทำ..!" ก็ถือว่าโชคดีที่ไม่ต้องไปปวดหัวกับพวกนี้อีก พอมาบวชก็ปวดหัวกับเรื่องของพระต่อไป..!

เมื่อครู่นี้กระผม/อาตมภาพก็เพิ่งโวยวายสำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดไป ทำรายงานการปฏิบัติงานของสำนักปฏิบัติธรรมวัดท่าขนุนส่งไป เขาตอบกลับมาว่า "ขอแบบใหม่" ซึ่งไอ้แบบใหม่ของเขาก็คือแบบเก่าที่หลายปีก่อนเราเคยทำ แต่พอเปลี่ยนตัวผู้บังคับบัญชา ก็ออกแบบใหม่มาให้ทำรายงานว่าต้องแบบนี้ถึงจะได้ พอทำแบบนี้ไป มาปีนี้บอกว่าขอแบบใหม่ ก็คือย้อนกลับไปแบบเดิมอีก..!

สรุปก็คือต้องมาทำงานใหม่อีกรอบหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่กระผม/อาตมภาพเองไม่เคยส่งงานช้า ก็เลยด่ากลับไปว่า "ถ้าอยากได้แบบอื่นอีก เจอหน้าจะฆ่าแม่..เลย..! ปีนี้จะเอาแบบนั้น ปีนั้นจะเอาแบบนี้ ใครจะไปสนองความต้องการของมึงไหว อยากได้ก็ทำเองสิวะ..!"

เรื่องพวกนี้จะว่าไปแล้วก็คือ แต่ละคนมาก็ต้องการแสดงศักดานุภาพของตนเอง ว่ากูจะเอาแบบนี้..! เพราะฉะนั้น..ช่วงที่ผ่านมาทุกคนจะเห็นว่า กระผม/อาตมภาพไม่เคยของบประมาณส่วนราชการเลย เพราะว่าเข็ดจากที่เขาให้มา ๒,๕๐๐ บาท แล้วเราต้องทำรายงาน ๔ ไตรมาสส่งไป แค่ค่าพิมพ์และกระดาษ ๒,๕๐๐ บาทก็ไม่พอแล้ว..! ยังจะเอางานอื่นอะไรอีก..!?

ทุกวันนี้ไอ้ที่เขามาแปะอยู่กับวัดท่าขนุน เพราะว่ามาแล้วได้งานแน่นอน เนื่องจากว่าเขาให้งบประมาณหรือไม่ให้ เราก็ทำอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าลำบากที่ท่านทั้งหลาย จะต้องมาเหนื่อยกับกระผม/อาตมภาพเท่านั้นเอง เพราะว่าทุกวันนี้เริ่มแก่ชราทำเองไม่ค่อยไหว ได้แต่อาศัยเรี่ยวแรงของพวกท่านแทน แล้วงานก็มีแต่มากขึ้น ๆ รู้สึกจะบ่นมากจนเกินเวลาแล้ว..!

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันพฤหัสบดีที่ ๔ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:56
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 6 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
กมลโกศลจิต​ (วันนี้), นาย ธีรัตน์ บุญศรี (วันนี้), พุทธภูมิ (วันนี้), มารวย (วันนี้), มารวย๙ (วันนี้), สุธรรม (วันนี้)
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 2 คน ( เป็นสมาชิก 1 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
หยกเขียว
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 05:15



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว