|
#1
|
||||
|
||||
|
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๙
__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด (-/\-) (-/\-) (-/\-) |
| สมาชิก 27 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#2
|
||||
|
||||
|
วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ งานปิดทองรอยพระพุทธบาทวัดท่าขนุน และทำบุญอุทิศอดีต ๗ เจ้าเมืองหน้าด่านจังหวัดกาญจนบุรี ยังคงเป็นไปตามปกติ
กระผม/อาตมภาพเมื่อเจริญพระกรรมฐานและทำวัตรเช้าแล้ว ก็นำพระภิกษุสงฆ์ออกบิณฑบาตเหมือนกับทุกวัน แต่ว่าวันนี้ต้องแจ้งให้ญาติโยมที่ใส่บาตรทุกท่านได้ทราบว่า พรุ่งนี้จะงดบิณฑบาต ๑ วัน เนื่องเพราะว่าวันมาฆบูชานั้นจะมีการทำบุญใหญ่ที่วัดท่าขนุนอยู่แล้ว ดังนั้น..ผู้ใดที่ตั้งใจจะทำบุญใส่บาตร ก็ไปใส่บาตรที่วัดท่าขนุนเลยทีเดียว ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ในวันมาฆบูชานั้น ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญใส่บาตร แสดงพระธรรมเทศนา เจริญพระพุทธมนต์ รับถวายภัตตาหารสังฆทาน ก็ยังคงมีตามปกติ แต่ว่าในวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา และวันขึ้น ๘ ค่ำก่อนเข้าพรรษา ตลอดจนกระทั่งวันลอยกระทง จะมีการอุปสมบทหมู่ฟรีปีละ ๔ ครั้งของทางวัดท่าขนุน ซึ่งปีนี้ภายในวันมาฆบูชานั้น มีผู้ที่ผ่านการฝึกซ้อมมาเพื่อบวชได้ ๒ รูปเท่านั้น ซึ่งทำการโกนหัวภายในวันนี้ และมีการเทศน์สอนนาคหลังจากการทำวัตรค่ำคืนนี้แล้ว หลังจากที่อุปสมบทหมู่แล้ว ในวันมาฆบูชานั้นก็จะมีการลงพระปาฏิโมกข์ ซึ่งก็คือการทบทวนศีลพระทั้ง ๒๒๗ ข้อนั่นเอง ถ้าหากท่านใดพบว่าศีลข้อใดข้อหนึ่งไม่บริสุทธิ์ ก็ให้แจ้งต่อคณะสงฆ์ ถ้าเป็นอาบัติเบา สามารถที่จะทำคืนได้ ก็ให้แสดงคืนอาบัติเสียเดี๋ยวนั้น ก่อนที่จะทบทวนพระปาฏิโมกข์กันต่อไป แต่ถ้าหากว่าเป็นอาบัติหนัก อย่างเช่นว่าปาราชิก หรือสังฆาทิเสส ก็ต้องให้ออกจากสังฆกรรมไป อาบัติปาราชิกเท่ากับขาดความเป็นพระไปเลย ต่อให้ห่มผ้าเหลืองอยู่ก็ไม่ใช่พระ บวชใหม่ก็ไม่สำเร็จเป็นพระ โบราณาจารย์ท่านเปรียบเอาไว้ว่า "เหมือนกับตาลยอดด้วน" หรือว่า "กระเบื้อง (ถ้วยชาม) ซึ่งแตกที่ปากบ่อ" ไม่สามารถที่จะเจริญงอกงามหรือใช้การต่อไปได้อีก ส่วนอาบัติอีกอย่างหนึ่งก็คืออาบัติสังฆาทิเสสนั้น ถึงแม้จะเป็นอาบัติหนัก แต่ก็มี "วุฏฐานวิธี" คือการออกจากอาบัติ ด้วยการโดนกักบริเวณที่เรียกว่า "อยู่ปริวาส" เมื่อทำจนครบถ้วนตามกติกาแล้ว ก็ต้องให้พระภิกษุสงฆ์อย่างน้อย ๒๐ รูป ทำการ "สวดอัพภาน" คืนความเป็นสงฆ์ให้ จึงสามารถกลับมามีศีลเสมอกันได้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ทบทวนพระปาฏิโมกข์แล้วก็จะมีการวางผางประทีป ซึ่งทุกปีนั้นได้รับการออกแบบโดยพระวินัยธรจิตศิลป์ เหมรํสี, ดร. ซึ่งปัจจุบันเป็นธรรมทูตอยู่ต่างประเทศ แต่ว่าได้ส่งแบบมาให้เรียบร้อยแล้ว และแบบที่ส่งมานั้นก็คือหลวงพ่อโตคามากุระ วัดโคโตกุอิน จังหวัดคานากาวะ ประเทศญี่ปุ่น เนื่องเพราะว่ากระผม/อาตมภาพเพิ่งจะไปกราบสักการะท่านไม่นาน ซึ่งวัดหลวงพ่อโตคามากุระนี้ ในส่วนที่ประทับใจที่สุด นอกจากองค์หลวงพ่อโตที่งามสง่า ตั้งอยู่กลางแจ้งอย่างเด่นชัดแล้ว ยังมีสายสัมพันธ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยมาตั้งแต่ต้น ก็คือมีต้นไม้ทรงปลูกของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ซึ่งภายหลังเมื่อได้ล้มตายลงไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้ทรงสั่งให้ท่านทูตซึ่งอยู่ประจำประเทศญี่ปุ่นทำการปลูกทดแทนลงไป
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:37 |
| สมาชิก 13 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#3
|
||||
|
||||
|
หลังจากนั้นก็ยังมีต้นไม้ทรงปลูกของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ ตลอดจนกระทั่งต้นไม้ทรงปลูกของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ในสมัยที่ยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารอยู่ด้วย
เมื่อวาระสำคัญคือวันมาฆบูชามาถึง การที่ได้ออกแบบการวางผางประทีปเป็นรูปหลวงพ่อโตคามากุระก็ถือว่าสมควรอยู่ แต่ว่าในส่วนนี้เรายังต้องระลึกถึงความสัมพันธ์อันดีงามของพระพุทธศาสนาระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ตลอดจนกระทั่งความสัมพันธ์ทางสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็คือสมเด็จพระจักรพรรดิของประเทศญี่ปุ่น ตลอดจนกระทั่งสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งยืนยงคงยาวมานับร้อยปีแล้ว โดยเฉพาะช่วงที่กระผม/อาตมภาพอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ ซึ่งทำให้ทุกสถานที่ที่เราไปนั้น มีคนญี่ปุ่นไปท่องเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก เนื่องเพราะว่าเป็นวันหยุดยาว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระจักรพรรดินั่นเอง หลังจากที่ทำการวางผางประทีปและตามประทีปถวายเป็นพุทธบูชาแล้ว ส่วนใหญ่ในวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา และวันลอยกระทงนั้น ทางวัดท่าขนุนจะลดการทำวัตรค่ำเหลือแค่รอบเดียวตอน ๑๙.๐๐ น. หรือว่า ๑ ทุ่มเท่านั้น แต่ว่าปีนี้กระผม/อาตมภาพคงไม่ได้ทำวัตรค่ำด้วย เนื่องเพราะว่าต้องออกไปดูการแสดงและให้รางวัลกับเด็ก ๆ จากโรงเรียนต่าง ๆ ที่มาแสดงในงานประจำปีปิดทองรอยพระพุทธบาทวัดท่าขนุน และทำบุญอุทิศอดีต ๗ เจ้าเมืองหน้าด่านจังหวัดกาญจนบุรี ถ้าหากว่ากลับเข้ามาทันก็จะมาร่วมเวียนเทียนกับบรรดาญาติโยมทั้งหลาย แต่ถ้าหากว่าไม่ทัน พระภิกษุสงฆ์วัดท่าขนุน ซึ่งน่าจะกลับจากการอบรมบาลีเพื่อมาร่วมงานของทางวัด ก็จะนำญาติโยมทั้งหลายเวียนเทียนกันเอง โดยเฉพาะทุกปี ถ้าหากว่าวัดท่าขนุนมีการหล่อพระ "ต้นชัยพฤกษ์" ซึ่งอยู่ที่บริเวณทางเดินข้างอุโบสถวัดท่าขนุน หรือว่าข้างลานธรรมนั้น ก็จะออกดอกสีชมพูสะพรั่ง ถ้าหากว่าปีไหนไม่มีหล่อพระก็จะออกดอกในวันมาฆบูชา ซึ่งเป็นเรื่องอัศจรรย์อย่างหนึ่งว่า ต้นไม้ใบหญ้ารู้ได้อย่างไรว่าจะมีงานสำคัญในพระพุทธศาสนาช่วงนั้น หรือว่าจะมีงานสำคัญคือการหล่อพระพุทธรูป เนื่องเพราะว่าการหล่อพระพุทธรูปนั้น กระผม/อาตมภาพก็ไม่ได้กำหนดว่าเป็นวันมาฆบูชาเสียด้วย ถือว่าเป็นเรื่องที่บรรดาเทวดาทั้งหลายต้องการที่จะถวายดอกไม้เป็นพุทธบูชา หรือว่าต้องการจะร่วมอนุโมทนาด้วยก็แล้วกัน ท่านใดซึ่งมาร่วมการตามประทีป ๑๐,๐๐๐ ดวงเป็นพุทธบูชา ถ้ารู้จักสังเกตดูก็จะเห็นว่า ในช่วงวันมาฆบูชาก็ดี หรือว่าในช่วงงานหล่อพระของวัดท่าขนุนก็ตาม จะมีต้นชัยพฤกษ์เหล่านี้ออกดอกสะพรั่งอยู่เสมอ ขอยืนยันว่าเป็นต้นชัยพฤกษ์ เนื่องเพราะว่า "ต้นราชพฤกษ์" หรือว่า "ต้นคูน" หรือว่า "ลมแล้ง" นั้น ออกดอกสีเหลืองเป็นช่อยาว แต่ว่าชัยพฤกษ์นั้นมักจะแตกดอกตามกิ่งก้าน ถึงจะแตกดอกรวมกันดูมาก ๆ เหมือนกับเป็นช่อ แต่ว่าไม่ได้เป็นช่อยาวแบบต้นราชพฤกษ์ ซึ่งในส่วนนี้ก็ปล่อยให้เขาถกเถียงกันต่อไป เพราะว่าปัจจุบันนี้ก็มี "ต้นราชพฤกษ์สีขาว" เพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:41 |
| สมาชิก 13 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#4
|
||||
|
||||
|
ต้องบอกว่าความเจริญในวงการไม้ดอกไม้ประดับของเรา ทำให้บรรดาต้นไม้ใบหญ้าหลายต่อหลายต้น ซึ่งในสมัยเด็ก ๆ นั้น กระผม/อาตมภาพไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ว่าในปัจจุบันนี้กลับปรากฏว่ามีอยู่เกือบจะทั่วประเทศไทย อย่างเช่นว่าต้นสาละลังกา ต้นเหลืองปรีดิยาธร หรือว่าต้นธรรมบูชา ที่เรียกจากชื่อเดิมว่า "ตาเบบูย่า" เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่ไม้ในประเทศของเรา แต่ว่ามาเจริญงอกงามจนกระทั่งคนที่ไม่รู้ก็คิดว่าเป็นไม้ประจำถิ่นไปเสียแล้ว..!
สำหรับวันนี้ มีการแข่งขันการทำอาหารด้วยวัสดุพื้นบ้าน ซึ่งทางคณะกรรมการกำหนดเอาไว้ว่าเป็น "แกงป่าปลาคัง" อย่างหนึ่ง เป็น "ต้มยำปลาคัง" อย่างหนึ่ง จะว่าไปแล้ว ปลาคังก็เป็นปลาตระกูลปลากด ซึ่งถ้าหากว่าเป็นภาษาอังกฤษก็เรียกว่า Catfish ก็คือปลาตระกูลเดียวกับปลาดุก ซึ่งมีหนวดสำหรับไว้คลำหาอาหารนั่นเอง แต่เขาว่ารสชาติดีมาก และโดยเฉพาะมีมากในบริเวณลำน้ำแควน้อยหลังวัดท่าขนุนนี่เอง ซึ่งปัจจุบันการที่มีมากนั้นไม่ได้มีมากตามธรรมชาติ แต่ว่ามีมากเพราะบรรดาลูกศิษย์วัดท่าขนุนไปซื้อมาปล่อยต่างหาก..! ทางด้านทองผาภูมิของเรามีเขื่อนวชิราลงกรณ ทำให้กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำชั้นดี ในเมื่อเป็นเช่นนั้น อาหารที่ประกอบจากวัสดุพื้นบ้านหลายอย่างจึงมีชื่อเสียงมาก อย่างเช่นว่าผัดผักกูดไฟแดง หรือว่ากบทอดกระเทียมพริกไทย แกงป่าปลาคัง หรือว่าต้มยำปลาคัง เหล่านี้เป็นต้น ในเมื่อเป็นเช่นนั้น จึงมีการแข่งขันกันว่าฝีมือของชุมชนไหนจะดีกว่า ปรากฏว่าปีนี้ทางชุมชนคุณธรรมต้นแบบพัฒนาทองผาภูมิ ซึ่งนำโดยท่านประธานจีจี้ (นางมณี เทพวงศ์) คว้าเอารางวัลชนะเลิศไปทั้งสองรายการ และทีมของชุมชนคุณธรรมริมฝั่งแควน้อยได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ แก๊งนางฟ้าทองผาภูมิของเราได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ ซึ่งจะไปรับรางวัลกันในวันพรุ่งนี้เวลา ๖ โมงครึ่ง ก่อนช่วงเวลาการแสดงของเด็ก ๆ เรื่องพวกนี้ ถ้าหากว่ามีประกาศนียบัตรรับรอง บรรดาท่านทั้งหลายที่ทำอาชีพในเรื่องของร้านอาหาร ก็สามารถที่จะนำเอาประกาศนียบัตรไปแสดงให้ลูกค้าชมได้ว่า ตนเองเคยชนะเลิศในการแข่งขันประกวดภายใต้สภาวัฒนธรรมอำเภอทองผาภูมิมาแล้ว อย่างเช่นร้านค้าผ้าพื้นถิ่นหลายแห่ง ซึ่งเคยชนะเลิศในการแข่งขันทอผ้าในงานนี้ ก็นำเอาประกาศนียบัตรที่กระผม/อาตมภาพออกให้นั้น ไปติดโชว์เอาไว้ที่หน้าร้าน เป็นการประกันผลงานของตนเองเช่นกัน สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ถือว่าเป็นการสนับสนุนวัฒนธรรมพื้นบ้าน โดยเฉพาะปีนี้มาสนับสนุนวัฒนธรรมด้านอาหารการกิน ซึ่งท่านทั้งหลายถ้าหากว่ามาเยือนทองผาภูมิแล้ว ก็ต้องลองเมนูทั้งหลายเหล่านี้ เพื่อที่จะได้ชื่อว่ามาถึงทองผาภูมิอย่างแท้จริงนั่นเอง สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร. เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:44 |
| สมาชิก 15 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
![]() |
| ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 4 คน ( เป็นสมาชิก 1 คน และ บุคคลทั่วไป 3 คน ) | |
| ประยงค์ |
| คำสั่งเพิ่มเติม | |
|
|