|
#1
|
||||
|
||||
|
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙
|
| สมาชิก 18 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ พิชวัฒน์ ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#2
|
||||
|
||||
|
วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ช่วงนี้ของเราก็ต้องวุ่นวายกันหน่อย ในการเตรียมงานประจำปีปิดทองรอยพระพุทธบาท และทำบุญอุทิศอดีต ๗ เจ้าเมืองหน้าด่านของจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งกระผม/อาตมภาพเองเพิ่งจะกลับมาจากญี่ปุ่น เมื่อมาถึงเฉพาะเอกสารที่จะต้องออก ก็ทำกันจนดึกดื่นเที่ยงคืน สรุปว่าเมื่อคืนนอนน้อยไปหน่อย วันนี้ตั้งใจจะรีบเดินทางกลับมา ก็ยังต้องเสียเวลาไปซักผ้าก่อนแล้วถึงจะกลับ..!
ในส่วนของวัดวาอาราม ระบบที่กระผม/อาตมภาพวางไว้ให้ เราจะสามารถไปได้ทั้ง ๆ ที่เจ้าอาวาสไม่อยู่ หรือว่าไม่มีเจ้าอาวาส..! แต่ว่าถ้าเรามีงานอะไรที่จำเป็นต้องเบิกงบประมาณ จะต้องรีบแจ้งล่วงหน้าไว้ก่อน เพราะว่าบางครั้งเงินทองก็ไม่มีติดวัด เพราะว่าระยะหลังนี้ เขาต้องการให้รายงานยอดเงินในบัญชีธนาคารอยู่ทุกวัน อย่างพี่มุกดา (นางสาวมุกดา เพชรชื่นสกุล) ไปผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา ขอเบิกเงิน ๓๘,๐๐๐ บาท กระผม/อาตมภาพแจ้งว่ารอให้กลับจากญี่ปุ่นก่อน พี่เขาบอกว่าจะผ่าวันนี้ ในลักษณะอย่างนี้ถ้าไม่มีเงินติดวัด มึงก็ผ่าไปเถอะ..! จะทำอะไรกำหนดการเขามีแน่นอนอยู่แล้ว ควรที่จะแจ้งล่วงหน้าก่อน ไม่ใช่ต้องการวันนี้แล้วต้องได้วันนี้..! บางสิ่งบางอย่างพวกเราก็มักจะไว้วางใจจนเกินไป ทำอย่างกันว่ากระผม/อาตมภาพ "เงินช็อต" ไม่เป็น ก็อย่างที่บอกไว้ว่าด้วยความที่ทำคาถาเงินล้านขึ้น แต่ว่าเป็นคนใช้เงินไม่คิด เพราะฉะนั้น..บางวันเหลือเงินติดตัว ๒๐ บาทก็เก่งมากแล้ว ถ้าจะมาเบิกกันทีประเภท ๑๘,๐๐๐ - ๒๐,๐๐๐ บาทหรืออะไรแบบนี้ ก็อาจจะหาให้ไม่ทัน..! คราวนี้การไปญี่ปุ่นที่ผ่านมานั้น เป็นการเดินทางที่ถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ เพราะว่าไปญี่ปุ่นครั้งแรก โยมเช่ารถพร้อมกับคนขับ เฉพาะค่าเช่าอย่างเดียว ๕ วันช่วงนั้นโดนไป ๑ แสนบาทไทย..! พอไปครั้งที่ ๒ โยมพาขึ้นรถไฟ ขึ้นรถเมล์ หรือเดินเท้ากันสนุกสนานกัน ถึงแม้ว่าจะประหยัดไปได้มาก แต่รายจ่ายก็เฉลี่ยตกคนละ ๔ หมื่นกว่าบาท..! มาครั้งนี้คณะญาติโยมเช่ารถตู้ ๒ คัน ขับกันเอง เฉลี่ยแล้วทั้งค่ารถ ค่าน้ำมัน ค่ากิน ค่าอยู่ คนละ ๓๖,๐๐๐ บาท นี่เป็นยอดเงินที่ไม่ได้รวมค่าตั๋วเครื่องบิน เนื่องเพราะว่าค่าตั๋วเครื่องบินมีทั้งชั้นประหยัด มีทั้งชั้นธุรกิจ ก็จะต่างกันอยู่ที่ต้องบวกเข้าไปประมาณ ๒ หมื่นบาทกับ ๗ หมื่นบาท แต่ว่าญาติโยมด้วยความที่เป็นลูกค้าชั้นดี ดังนั้น..ชั้นธุรกิจเมื่อขอขยับขึ้นไปก็จะอยู่ที่ประมาณ ๔ หมื่นบาทเศษ ก็แปลว่าไปกัน ๘ วัน ค่าใช้จ่ายก็ตกอยู่ราว ๆ ๘ หมื่นบาท เพียงแต่ว่ากินหรูอยู่สบายจนเกินไป แต่ละมื้อแทบจะจุกตาย เพิ่งจะสังเกตว่าคนญี่ปุ่นกินอาหารชามใหญ่มาก ยกเว้นคราวที่แล้ว ซึ่งโดนเขาแหกตามา ก็คือชามใหญ่ก็จริง แต่เขาเอาไม้ไผ่สานใส่ไว้ครึ่งชาม ก็เลยมีอาหารอยู่ด้านบนแค่หน่อยเดียวเท่านั้น..!
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:00 |
| สมาชิก 7 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
กล้วยน้ำว้า (วันนี้), นาย ธีรัตน์ บุญศรี (วันนี้), พุทธภูมิ (วันนี้), มารวย๙ (วันนี้), ยั่งยืน (วันนี้), ศรัณย์ (วันนี้), สุธรรม (วันนี้)
| ||
|
#3
|
||||
|
||||
|
คราวนี้ในส่วนที่ไปตามวัดต่าง ๆ นั้น วัดที่ต้องบอกว่าสร้างได้ยิ่งใหญ่และประทับใจที่สุด ก็คือวัดหลวงพ่อโตไวโรจนะ (วัดเอจิเซ็น) จังหวัดฟุกูอิ เฉพาะต้นเสาอย่างเดียวที่เป็นไม้น่าจะโตถึง ๓ โอบ..! สมัยก่อนกระผม/อาตมภาพก็ยังสงสัยอยู่ว่าเขาหาเสาไม้ใหญ่ ๆ อย่างนั้นได้อย่างไร ? แต่ว่ามาระยะหลัง ๆ ไปเจอป่าสนอายุหลายร้อยถึงพันปีของเขา ทำให้เข้าใจว่ายังสามารถที่จะหาไม้ได้ แต่ก็คงต้องขออนุญาตทางการกัน กว่าจะตัดได้น่าจะลำบากอยู่ทีเดียว..!
ที่วัดเอจิเซ็นนั้น นอกจากหลวงพ่อพระไวโรจนะ ยังมีพระอัครสาวกและพระโพธิสัตว์อีก แล้วส่วนที่ด้านข้างผนังมหาวิหาร ก็ยังมีรูปพระพุทธเจ้าหรือว่าพระโพธิสัตว์ หน้าตักประมาณ ๓๐ นิ้วเรียงรายไปยันหลังคา ไม่ถึง ๑ พันองค์ ก็น่าจะ ๘๐๐ - ๙๐๐ องค์..! นอกจากในเรื่องของวัดแล้ว ในส่วนที่ประทับใจก็คือพิพิธภัณฑ์เมืองทากายามะ หรือถ้าเป็นชื่อโบราณก็คือเมืองฮิดะ เพราะว่าเขาย่อส่วนพระตำหนักของโชกุนโทกุกาวะ อิเอยาสุ ที่เมืองนิกโกะ มาประมาณ ๑:๓๐ สามารถที่จะสร้างใหม่ตามนั้นได้เลย แล้วก็เพิ่งไปรู้ความเกี่ยวเนื่องกัน ก็คือบรรดาช่างที่ไปสร้างพระตำหนักให้โชกุนนั้น เป็นคนของเมืองทากายามะนี่เอง ตอนที่ไปดูพระตำหนักของจริง ไม่เห็นความยิ่งใหญ่ชัดเจน เนื่องเพราะว่าอาคารแต่ละหลังใหญ่โต ทำให้เก็บรายละเอียดได้ไม่หมด แต่พอไปดูที่ย่อส่วน เห็นรายละเอียดได้หมด ถึงได้เห็นความยิ่งใหญ่ของเขา และที่น่าอนุโมทนาที่สุดก็คือ การยกสถานที่ให้เป็นวัดและศาลเจ้าในปัจจุบัน ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ทำให้มีการบริหารจัดการและดูแลกันมาโดยต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อได้รับการยกขึ้นเป็นมรดกโลก แต่ว่าในส่วนของหมู่บ้านหิมะที่ตั้งใจไป คราวที่แล้วท่านทั้งหลายก็เห็นว่า กระผม/อาตมภาพตั้งใจจะไปดูดอกซากุระบาน ไปเจอแต่กิ่งกับตาตูม ๆ เท่านั้น..! ทั้ง ๆ ที่ได้เวลาบานแล้ว มาครั้งนี้ไม่ได้ตั้งใจไป ปรากฏว่าเดินกันขาลาก เนื่องเพราะว่าซากุระบานสะพรั่งยาวเป็นกิโลเมตรเลย ปีนี้ตั้งใจที่จะไปหมู่บ้านหิมะชิราคาวาโกะ ดันฝนตกหนัก นอกจากหิมะจะไม่มีแล้ว ยังไปละลายของเก่าลงมาอีกต่างหาก..! คราวนี้ส่วนหนึ่งที่สถานที่ของญี่ปุ่นเขาเหมือนกันหมดก็คือความสะอาด ที่กระผม/อาตมภาพเคยย้ำเสมอว่าเป็นหน้าเป็นตาของวัด ดังนั้น..พวกเราอย่าได้ทิ้งเรื่องของความสะอาดอย่างเด็ดขาด เพราะวัดท่าขนุนของเราต้นไม้เยอะ จำเป็นก็จะต้องทำการกวาดทำความสะอาดนอกเวลา ไม่ใช่ไปรอจนได้เวลาถึงจะมาทำกัน
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:04 |
| สมาชิก 7 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
กล้วยน้ำว้า (วันนี้), นาย ธีรัตน์ บุญศรี (วันนี้), พุทธภูมิ (วันนี้), มารวย๙ (วันนี้), ยั่งยืน (วันนี้), ศรัณย์ (วันนี้), สุธรรม (วันนี้)
| ||
|
#4
|
||||
|
||||
|
อีกส่วนหนึ่งที่มองเห็นในครั้งนี้ ก็คือความเอาจริงเอาจังของคนญี่ปุ่น และความเป็นสังคมผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่ก็มีแต่คุณลุง คุณป้า คุณตา คุณยาย ออกมาทำงานกันทั้งนั้น แล้วแต่ละคนก็ทุ่มเทอย่างสุด ๆ ถึงขนาดกระผม/อาตมภาพบ่นกับคณะที่ไปด้วยกันว่า "อยากจะให้รางวัล แต่ไม่สามารถจะทำได้" เนื่องเพราะว่าการให้ "ทิป" สำหรับคนญี่ปุ่นนั้นถือว่าเป็นการดูถูก ทุกคนทุ่มเทกับการทำงานอยู่แล้ว เขาตั้งใจทำหน้าที่ของเขาให้ดีที่สุด ไม่ใช่ตั้งใจทำหน้าที่เพื่อรอรับรางวัลจากเรา
เพียงแต่ว่าส่วนที่น่าสงสาร กลับกลายเป็นในส่วนที่เรามองไม่เห็น ก็คือบรรดาเจ้าที่เจ้าทางต่าง ๆ คนญี่ปุ่นทำบุญมากก็จริง แต่อุทิศส่วนกุศลไม่เป็น ในเมื่อเป็นเช่นนั้น บางที่เทวดาเขาทำตัวให้ดู ผอมกะหร่องมาเชียว..! ประมาณว่าแทบจะไม่ได้รับอะไรจากญาติโยมของเขาเลย ลักษณะอย่างนั้น ถ้าไม่ใช่ญาติไม่ใช่โยม ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันมาก่อน หรือว่าไม่บอกไม่กล่าว เขาก็ไม่สามารถที่จะอนุโมทนาบุญที่เห็นตำตาตัวเองได้ แล้วคนญี่ปุ่นเวลาทำบุญก็นิยมหยอดเหรียญ ส่วนใหญ่ก็เป็นเหรียญ ๑๐๐ เยน กระผม/อาตมภาพใส่ธนบัตรใบละ ๑,๐๐๐ เยน กลายเป็นว่าผิดระเบียบเขา ก็คือหยอดตู้แล้วไม่ดัง เป็นอะไรที่ดูแล้วตลกดีเหมือนกัน..! เพียงแต่ว่าญี่ปุ่นเริ่มใช้ระบบอัตโนมัติต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ แม้กระทั่งการเข้าออกประเทศ ก็เป็นการสแกนพาสปอร์ตอัตโนมัติ แล้วเป็นประเทศแรกที่สแกนพาสปอร์ตของกระผม/อาตมภาพแล้วไม่มีปัญหา ส่วนใหญ่ไปที่อื่นสแกนแล้วมีปัญหา เพราะว่าสมณศักดิ์ของพระ นอกจากจะยาวมากแล้ว ยังไม่มีเว้นวรรคนามสกุลอีก แต่ระบบของญี่ปุ่นไม่มีปัญหาผ่านได้สบาย เมื่อไรประเทศอื่นจะทำได้อย่างนั้นก็ไม่รู้ ? อีกส่วนหนึ่งที่มองเห็นก็คือถ้าเป็นหน้าหนาวแล้ว ประเทศญี่ปุ่นหาของกินค่อนข้างยาก โดยเฉพาะพวกผักผลไม้ พวกเราที่ไปซื้อกันก็เลยกลายเป็นซื้อของแพง แล้วซื้อมากระผม/อาตมภาพก็ฉันไม่ได้ เนื่องเพราะว่าตอนช่วงเช้าเขามักจะเอามาถวาย แล้วอากาศตอนนั้นติดลบ ผลไม้ที่เอามาถวายเย็นขนาดไหนก็นึกเอาเอง ขืนฉันเข้าไปก็ไข้จับตายพอดี..! ที่สามารถรอดจากการเจ็บไข้ได้ป่วยมา นอกจากทำตามสิ่งที่มองไม่เห็นท่านบอกแล้ว อีกอย่างหนึ่งก็คือระวังตัวเองด้วย ในเมื่อรู้ว่าฉันเข้าไปแล้วจะเป็นไข้ ก็ต้องหลีกเลี่ยง..! แต่ที่ชอบใจก็คือร้านอาหารทุกแห่งมีน้ำชาร้อนให้เติมได้ไม่อั้น ปกติครั้งก่อน ๆ ที่ไปต้องไปหยอดตู้ซื้อน้ำชาเขา ขวดหนึ่ง ๑๓๐ เยน มาปีนี้เป็นขวดละ ๑๔๐ เยน แต่ไปครั้งนี้แทบไม่ต้องเสียเงินซื้อเลย เพราะว่าเติมเอาจากร้านอาหารได้ แล้วร้านอาหารของเขาส่วนใหญ่ก็อยู่ตามจุดพักรถ บ้านเรามีห้องน้ำอยู่ตามปั๊มน้ำมัน แต่ที่ญี่ปุ่นอยู่ในจุดพักรถ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกอยู่ที่เดียวกันหมด แต่ส่วนใหญ่เป็นของกระจุกกระจิกที่มีชื่อเสียงของบ้านเขาตรงนั้น อย่างถ้ามาทองผาภูมิ ของเราก็ต้องมาซื้อของที่ระลึกรูปปูราชินี ของเขาเองก็มีของที่ระลึกตามสถานที่ แต่ละอย่างจึงมองแล้วไม่ซ้ำกัน ในเมื่อเห็นเขาทำอย่างนั้น ก็มานึกถึงชุมชนคุณธรรมต้นแบบวัดท่าขนุน ลองไปคิดทำหมอนรูปขนุนออกมาดูบ้างก็จะดี คราวก่อนให้คิดทำเรื่องของปูราชินี คราวนี้ควรที่จะเพิ่มรูปขนุนขึ้นมาบ้าง ถ้าไม่สามารถจะทำเป็นชิ้นใหญ่ เพราะว่าอาจจะราคาสูง ให้ทำเป็นพวงกุญแจเล็ก ๆ ก็ได้ สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร. เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:08 |
| สมาชิก 7 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
กล้วยน้ำว้า (วันนี้), นาย ธีรัตน์ บุญศรี (วันนี้), พุทธภูมิ (วันนี้), มารวย๙ (วันนี้), ยั่งยืน (วันนี้), ศรัณย์ (วันนี้), สุธรรม (วันนี้)
| ||
![]() |
| ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 3 คน ( เป็นสมาชิก 1 คน และ บุคคลทั่วไป 2 คน ) | |
| สุธรรม |
| คำสั่งเพิ่มเติม | |
|
|