กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ปี ๒๕๖๙ > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 24-02-2026, 15:46
พิชวัฒน์'s Avatar
พิชวัฒน์ พิชวัฒน์ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Aug 2014
ข้อความ: 651
ได้ให้อนุโมทนา: 3,308
ได้รับอนุโมทนา 30,319 ครั้ง ใน 1,139 โพสต์
พิชวัฒน์ is on a distinguished road
Default เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙


ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 29 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ พิชวัฒน์ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 25-02-2026, 00:53
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,932
ได้ให้อนุโมทนา: 161,282
ได้รับอนุโมทนา 4,533,169 ครั้ง ใน 37,548 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศยามเช้าที่โรงแรม Courtyard by Marriott จังหวัดกิฟุ อยู่ที่ ๒ องศาเซลเซียส พวกเราลงไปรอที่หน้าห้องอาหารตั้งแต่ ๖ โมงเช้า ส่งบัตรอาหารให้เชาแล้ว ก็ไปตักข้าวปลาอาหารตามแต่ตนเองชอบใจ มานั่งฉันบ้างกินบ้างตามแต่สถานภาพของตน พร้อมกับชมวิวนอกหน้าต่างไปด้วย กระผม/อาตมภาพเพิ่งจะสังเกตว่า เจ้าเนื้อไก่ที่ตักมานั้นเขาทำเป็นรูปไดโนเสาร์เสียด้วย..!

เมื่อฉันอิ่มแล้ว คราวนี้สายตาเริ่มซุกซน ถึงได้เห็นรูปไดโนเสาร์ตกแต่งอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของเคาน์เตอร์บ้าง ทางด้านหลังตู้บ้าง เยอะแยะมากมายไปหมด เมื่อได้เวลาก็ลงไปยังชั้น ๓ เพื่อทำการคืนห้อง ปรากฏว่าโต๊ะของรีเซฟชั่นก็มีรูปไดโนเสาร์ต่าง ๆ วางอยู่ ๔ - ๕ ตัว..!

สักครู่หนึ่ง น้องเล็ก (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) ก็โทรศัพท์ผ่านไลน์ลงมาแจ้งว่า เราต้องกลับไปคืนห้องที่ชั้น ๑๖ แล้วค่อยลงไปที่ชั้น ๓ ฟังดูแล้วยุ่งยากดีเหมือนกัน แต่ตอนนี้พวกเราทราบแล้วว่า สามารถนำรถขึ้นมาเพื่อรับคนถึงชั้น ๓ ได้เลย ถือว่าเป็นเรื่องที่สะดวก พอที่จะทดแทนกับเรื่องไม่มีที่จอดรถด้านหน้าโรงแรมได้

เมื่อพร้อมแล้ว พวกเราก็ออกเดินทาง มุ่งตรงไปยัง "จังหวัดกิฟุ" ซึ่งจะใช้เวลาในการเดินทางเกือบ ๒ ชั่วโมงเต็ม มีการแวะพักที่จุดพักรถหรือว่าลานจอดรถต่าง ๆ ซึ่งจุดมุ่งหมายหลักของผู้ร่วมคณะก็คือการช็อปปิ้ง ส่วนการเข้าห้องน้ำเป็นแค่ของแถมเท่านั้น..!

เมื่อเสร็จจากการเข้าห้องน้ำแล้ว พวกเราก็วิ่งต่อไป เข้าถึงตัวเมืองกิฟุ ตรงไปยัง "วัดหลวงพ่อโตเมืองกิฟุ" เพื่อที่จะเข้าไปกราบหลวงพ่อโตประจำเมืองนี้ วัดนี้มีชื่อว่า "วัดโชโบจิ" แต่ชาวบ้านมักจะเรียกว่า "กิฟุไดบุตสึ" ก็คือวัดของหลวงพ่อโตแห่งจังหวัดกิฟุ ลานจอดรถของวัดเล็กมาก ๆ จอดได้แค่ ๖ คันเท่านั้น..! ยังโชคดีว่าเรามาถึงกันเช้ามาก จึงมีรถจอดอยู่แค่ ๒ คันเท่านั้น
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 25-02-2026 เมื่อ 18:11
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 25-02-2026, 00:56
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,932
ได้ให้อนุโมทนา: 161,282
ได้รับอนุโมทนา 4,533,169 ครั้ง ใน 37,548 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เมื่อพวกเราซื้อตั๋วเข้าไปด้านในแล้ว ก็ได้กราบสักการะและทำบุญกับหลวงพ่อโตซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังมาก เพราะว่าสร้างจากไม้ไผ่สานแล้วพอกดินเหนียว จากนั้นก็ทำการปั้นขึ้นมา ลงรักปิดทองจนงามสง่าในปางประทานพรอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ ความสูงขององค์พระนั่งอยู่ที่ ๑๗ เมตร

กระผม/อาตมภาพก็ยังสงสัยอยู่ว่าทำไมญี่ปุ่นถึงใช้เลข ๑๗ เนื่องเพราะว่าถ้าเป็นเมืองไทยก็จะใช้เลข ๑๘ ที่เรียกว่าอัฏฐารส หรือบาลีอ่านว่า อัด-ถา-ระ-สะ ก็คือ ๑๘ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นความสูงขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้
ภายในมหาวิหารหลวงพ่อโตเมืองกิฟุนั้น เยือกเย็นไปด้วยพลังงานแห่งพุทธานุภาพ พวกเราอยู่ภายในแล้ว เหมือนอย่างกับอยู่ในตู้เย็นก็ไม่ปาน เย็นชื่นใจเป็นที่สุด..!

เมื่อวนดูสิ่งสำคัญต่าง ๆ จนรอบวัดเล็ก ๆ แห่งนี้ ซึ่งมีชื่อเสียงใหญ่โตมโหฬารแล้ว พวกเราก็ออกจากวัดแล้วเดินทางกันต่อไป เป้าหมายก็คือเข้าชม "ปราสาทโนบุนากะ" ของ "ท่านโชกุนโอดะ โนบุนากะ"

พวกเราต้องซื้อตั๋วเพื่อขึ้นรถกระเช้า ซึ่งสามารถขึ้นพร้อมกันได้ ๒๐ คน ตรงขึ้นไปยังยอดเขาด้านบน แล้วก็เดินเท้าต่อไป จุดแรกที่เราพักก็คือจุดชมวิว ซึ่งสามารถเห็นทั่วทั้งตัวจังหวัดกิฟุในลักษณะ ๓๖๐ องศา ทางด้านล่างจุดชมวิวนั้นเป็นร้านอาหารและห้องน้ำห้องส้วม นับว่ารอบคอบเลยทีเดียว เนื่องเพราะว่ามีบุคคลจำนวนมาก ที่ไม่ยอมเสียค่ากระเช้า ๑,๓๐๐ เยน หากแต่ใช้วิธี "เทร็คกิ้ง" ก็คือเดินทางภูเขาขึ้นมาจากข้างล่างเลย

พวกเราเมื่อลงจากจุดชมวิวแล้ว ก็เดินขึ้นเขาต่อไปยังด้านใน ผ่านเส้นทางที่มาสมทบจากพวกที่เดินจากเชิงเขาขึ้นมาด้วย เมื่อถึงด้านหน้าปราสาทของท่านโชกุนโอดะ โนบุนากะ ก็รอพรรคพวกของเราทั้งหมดอยู่ตรงนี้ โดยเฉพาะ "คุณนายปุ๊ก" (นางสาวพิกุลฉัตร พิจารณ์จิตร) ซึ่งเคยไปหกล้มหัวเข่าพังมาแล้ว..! ตอนนี้ก็เลยต้องเดินแบบระมัดระวังและทะนุถนอมตัวอยู่สักหน่อย

เมื่อมากันครบครันและถ่ายรูปหมู่แล้ว พวกเราก็ซื้อตั๋วเข้าไปชมภายในตัวปราสาท ซึ่งมีประวัติว่าน่าจะเป็นคนจีนคนแรกที่เป็นเจ้าเมืองที่นี่ ร่วมกันสร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นมา แล้วได้รับการต่อเติมสร้างเสริมจนสวยงามสง่าในสมัยของท่านโชกุนโอดะ โนบุนากะนี้เอง

ภายในนั้นจะมีประวัติ เครื่องแต่งกาย ชุดเกราะ ตลอดจนกระทั่งตราประทับเจ้าเมือง เหล่านี้เป็นต้น ให้พวกเราค่อย ๆ วนดูขึ้นไปทีละชั้น ๆ พร้อมกับลักษณะแบบแปลนของปราสาท ซึ่งสามารถถอดแบบไปสร้างเป็นหลังใหม่ได้เลย จนกระทั่งไปถึงด้านบนสุด

พวกเราวนดูวิวเมืองกิฟุจนรอบ จากนั้นก็ชักชวนกันเดินย้อนกลับลงมา เข้าห้องน้ำกันแล้วก็มาขึ้นกระเช้าลงมาทางด้านล่าง ซึ่งเส้นทางนั้นบังคับให้ผ่านร้านขายของที่ระลึกก่อน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 25-02-2026 เมื่อ 18:16
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 25-02-2026, 00:59
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,932
ได้ให้อนุโมทนา: 161,282
ได้รับอนุโมทนา 4,533,169 ครั้ง ใน 37,548 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

กระผม/อาตมภาพไม่ทราบเหมือนกันว่า บริเวณนี้มีกระรอกเป็นจำนวนมากหรือเปล่า ? เพราะมีชื่อว่า "Squirrel Village" ก็คือ "หมู่บ้านกระรอก" จึงมีการขายสินค้าเป็นรูปกระรอกมากมายนหลายแบบ กระผม/อาตมภาพหยิบขึ้นมาตัวหนึ่ง ตั้งใจซื้อไปฝาก "ลูกอ้วน" (นางสาวภัทรวรรณ จะหวะ) ซึ่งทำงานอยู่ที่วัดท่าขนุน ดูราคาแล้ว ๑,๔๐๐ กว่าเยน คิดเป็นเงินไทยก็แพงเอาการอยู่ทีเดียว แต่ก็มีบุคคลในคณะแย่งกันจ่าย ไม่ว่าจะเป็น "เถ้าแก่ตี๋" (นายชวาลภพ วิทูรสุนทร) ก็ดี หรือว่า "เสี่ยกัง" (นายนิพนธ์ แซ่กัง) ก็ตาม ท้ายสุดไม่ทราบเหมือนกันว่าใครเป็นคนจ่ายกันแน่ ?!

พวกเราเดินกลับมาขึ้นรถ ตรงไปยังร้านอาหาร ซึ่งต้องบอกว่ากล้ามากที่เข้าร้านอาหาร เนื่องเพราะว่าจะได้รับอาหารค่อนข้างช้า กระผม/อาตมภาพส่งงานทางไลน์จนเกือบจะเสร็จ จึงได้ข้าวสวย พร้อมด้วยเนื้อย่าง ปลาซาบะ และซุปหอยกาบ พร้อมทั้งมิโซะ ซึ่งเป็นอาหารประจำชาติญี่ปุ่นไปแล้ว มาถึงก็จัดการฉันเป็นการใหญ่

"ตากล้องเอ๋" (นายสุรชาติ บุญเจริญ) ส่งห่อกระดาษมาให้ บอกว่าเป็น "ฮื่อก้วย" กระผม/อาตมภาพก็งง ๆ อยู่ว่าคืออะไรกันแน่ ? เมื่อเปิดออกมาถึงได้เห็นว่าน่าจะเป็นแท่งปลาอัด จึงจัดการฉีกออกมาส่วนหนึ่ง ที่เหลือส่งคืนเจ้าของเขาไป กินกันจนอิ่มล้นถึงคอหอยทุกมื้อแบบนี้ แทนที่จะผอมลง ดูท่าว่าจะอ้วนขึ้นมากกว่า..!

เมื่ออิ่มแล้ว พวกเราก็วิ่งตรงไปยังวัดอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งก็คือ "วัดนิตไตจิ" คำว่า "นิตไตจิ" นั้น คำว่า "นิต" ก็คือ "นิฮอน" หรือญี่ปุ่น "ไต" ก็คือ "ไทย" "จิ" ก็คือ "วัด" รวมแล้วก็คือ "วัดญี่ปุ่น - ไทย" เป็นวัดที่สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับพระบรมสารีริกธาตุ ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปิยมหาราชของเรา ได้รับการถวายจากรัฐบาลอินเดียในปี ๒๔๔๑ แล้วแบ่งพระราชทานมาให้เป็นขวัญกำลังใจของชาวพุทธญี่ปุ่น

ดังนั้น..ทางชาวพุทธญี่ปุ่น จึงร่วมใจกันสร้างวัดนิตไตจิแห่งนี้ขึ้นมา แล้วก็ไม่มีการสังกัดนิกายใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นวัดประหลาดอยู่วัดเดียวภายในญี่ปุ่น ก็คือบรรดานิกายหลัก ๆ ทั้ง ๑๙ นิกายของประเทศญี่ปุ่น จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน ส่งบุคคลของนิกายตนเองมาเป็นเจ้าอาวาสที่นี่
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 25-02-2026 เมื่อ 18:22
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า 25-02-2026, 01:02
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,932
ได้ให้อนุโมทนา: 161,282
ได้รับอนุโมทนา 4,533,169 ครั้ง ใน 37,548 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พวกเราเข้าไปถึงทางด้านขวามือก็จะเป็นระฆัง ซึ่งสลักภาษาไทยว่า "พระพุทธศากยมุนี" ลำดับถัดมาก็เป็นพระเจดีย์ ๕ ชั้น ที่ดูเด่นสง่า เมื่อเข้ามาทางหน้าวิหารหลักเบื้องหน้า ก็จะมีกระถางธูปสำหรับจุดธูปอธิษฐาน ทางด้านซ้ายมือเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งอยู่ข้างต้นสนแคระต้นหนึ่ง ดูงดงามสง่ามาก ๆ เป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ที่หล่อขึ้นมาจากโลหะสำริดเขียว

พวกเราเข้าไปในวิหารหลัก สิ่งที่สะดุดตาเลยก็คือช้างซึ่งเป็นลวดลายแบบช้างทรงเชียงใหม่ ซึ่งน่าจะเป็นของขวัญจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้แก่วัดนี้คู่หนึ่ง

เมื่อกราบสักการะพระพุทธศากยมุนีและทำบุญแล้ว "คุณนายปุ๊ก"กับ "เถ้าแก่จิ๊บ" (นายอรรถสิทธิ์ พึ่งอุตสาหะ) ก็ไปขอกับพระเจ้าหน้าที่ว่า ขออนุญาตให้กระผม/อาตมภาพเข้าไปภายใน เพื่อถวายพวงมาลัยแก้วแก่หลวงพ่อพระพุทธศากยมุนีได้หรือ ?ไม่ เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่เคยอนุญาตให้ใครเข้าไปเลย กระผม/อาตมภาพจึงตัดสินใจให้ท่านนำเข้าไปถวายแทน

พระเจ้าหน้าที่ท่านก็ดีเหลือใจ เดินเข้าไปถึงเบื้องหน้าหลวงพ่อพระพุทธศากยมุนีแล้ว ก็ขนเอาเครื่องบูชาอื่นลงมาทั้งหมด ยกเอาพานแก้วที่มีพวงมาลัยแก้ว ซึ่งสร้างสรรค์โดย "คุณนายโย" (นางสาวทัศน์วรรณ พิพัฒน์รังสรรค์) ที่ตอนเดินทางมานั้น แม่เจ้าประคุณก็คำนวณว่าจะต้องเข้าวัดกี่วัด นำเอาพวงมาลัยแก้วและพานแก้วมาเท่ากับจำนวนวัดเลยทีเดียว มิน่าว่า..กระเป๋าถึงได้หนักขนาดนั้น..!

เมื่อดูพระท่านถวายเครื่องสักการะแทนพวกเราจนชื่นใจแล้ว ก็ขึ้นรถวนออกมาทางด้านนอก เมื่อถึงลานจอดรถ กระผม/อาตมภาพตอนแรกก็ต้องร้อง "โอ้โฮเว้ย..!" เพราะว่าบรรดาท่านผู้ไม่เห็นตัวมากันมืดฟ้ามัวดิน ถ้าไม่ถึง ๑ หมื่นก็น่าจะ ๘ - ๙ พันเป็นอย่างต่ำ..! ด้วยความที่อุทานออกมา ทำให้ทุกคนรู้กันหมด จึงได้ทำท่าขนพองสยองเกล้าไปตาม ๆ กัน..!

ตอนแรกทุกคนก็สงสัยว่าทำไมกระผม/อาตมภาพต้องร้องขนาดนั้น ? เมื่อพวกเราวนรถเพื่อไปยังพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ปรากฏว่าสองข้างทางยาวเป็นกิโลเมตร เป็นสุสานที่มีแต่ป้ายชื่อผู้ตายเต็มแน่นไปหมด..! ก็อย่างที่บอกว่า ถ้าไม่ถึง ๑ หมื่นก็น่าจะได้ ๘ - ๙ พัน มิน่า..ถึงได้ว่ามากันมากมายขนาดนี้ เรียกกระผม/อาตมภาพว่า "เซ็นเซ..เซ็นเซ" ซึ่งน่าจะแปลว่า "ท่านอาจารย์" จึงได้อุทิศส่วนกุศลให้เขาทั้งหลายเหล่านั้นไปด้วย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 25-02-2026 เมื่อ 18:26
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #6  
เก่า 25-02-2026, 01:06
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,932
ได้ให้อนุโมทนา: 161,282
ได้รับอนุโมทนา 4,533,169 ครั้ง ใน 37,548 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เมื่อไปถึงพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ปรากฏว่าเขาเอาโต๊ะสเตนเลสตัวหนึ่ง มาวางขวางไว้หน้าประตูรั้ว เพื่อให้วางเครื่องสักการะทั้งหลายตรงนี้ แปลว่าไม่อนุญาตให้เข้าไปด้านใน พวกเราจึงทำการกราบสักการะทางด้านนอก จากนั้นก็ได้เดินทางต่อไปยังวัดอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งใจกันแล้วว่าจะต้องมาถึงให้ได้ ก็คือวัดที่ชื่อว่า "โคโชจิ" เป็นวัดที่มีพระเจดีย์ ๕ ชั้นเก่าแก่มาก ๆ

ทางด้านซ้ายมือที่พวกเราเดินเข้าไป ไม่ทราบว่ามีต้นอะไรหน้าตาคล้ายกับดอกกุหลาบ แต่ต้นใหญ่มาก ๆ ออกดอกแดงสะพรั่งไปทั้งแถบ พวกเราเข้าไปทางด้านใน เห็นทางขวามือมีพระพุทธรูปหล่อโลหะอยู่องค์หนึ่ง ปกติแล้วพระพุทธรูปในประเทศญี่ปุ่นจะเป็นสนิมเขียวทั้งสิ้น แต่ว่าองค์นี้กลับเป็นสนิมแดง พวกเรากราบพระ ทำบุญ และถ่ายรูปหมู่กันแล้ว มองขึ้นไปเห็นอาคารลักษณะคล้ายกับหอพระบนเขา ตอนแรกจะชวนกันเดินขึ้นบันได กระผม/อาตมภาพปฏิเสธ พลางเดินออกด้านข้างมา แล้วเจอบันไดเลื่อนที่ให้พวกเราขึ้นไปง่าย ๆ ทำเอาหลายคนหัวเราะกันกลิ้งว่า "มิน่า..ทำไมหลวงพ่องวดนี้ไม่ยอมเดินขึ้นบันได ที่แท้มีทางลัดนี่เอง..!"

เมื่อพวกเราถ่ายรูปหมู่กันทางด้านบนอีกรอบหนึ่งแล้ว ก็เดินดูวัดของเขาจนทั่ว สิ่งที่วัดญี่ปุ่นทุกแห่งมีอยู่ก็คือ ความสงบร่มเย็น และสะอาดสะอ้านมาก เป็นเรื่องที่เราทั้งหลายจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลียนแบบและทำตาม

เมื่อพวกเรากลับขึ้นรถแล้ว "คุณนายปุ๊ก"แจ้งว่าให้ไปเข้าโรงแรมตอนนี้ เนื่องเพราะว่าเขาเริ่มเปิดเช็คอินตั้งแต่เวลาบ่าย ๓ โมง จึงเดินทางตรงไปยังโรงแรมกัน สิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็คือเป็นโรงแรมที่อยู่ในเขตสนามบิน..! เมื่อไปถึงพวกเราไปเช็คอินกันที่ชั้น ๓ แต่ว่าห้องพักอยู่ชั้น ๘ ที่เลิศเลอเพอร์เฟ็คกว่านั้นก็คือ มีอ่างให้แช่น้ำร้อนได้ด้วย..! รู้สึกว่าสวรรค์เป็นของเราเลยทีเดียว จึงได้ทำการแช่น้ำและส่งงานจนเสร็จ แล้วก็มาบันทึกเสียงธรรมสำหรับทุกท่านอยู่ในขณะนี้

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันอังคารที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 25-02-2026 เมื่อ 18:30
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 28 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 02:12



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว