|
#1
|
||||
|
||||
|
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙
__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด (-/\-) (-/\-) (-/\-) |
| สมาชิก 35 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#2
|
||||
|
||||
|
วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ช่วงนี้กระผม/อาตมภาพก็คงต้องรับการแสดงความยินดีจากคณะบุคคลและคณะสงฆ์ไปอีกหลายวัน แต่คราวนี้ด้วยความที่ญาติโยมส่วนหนึ่งไม่เข้าใจ ในเรื่องของตำแหน่งวิชาการหรือวิทยฐานะ กับสมณศักดิ์ของพระภิกษุสงฆ์ จึงสับสนกันไปหมด
สมณศักดิ์เป็นสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานให้ ถือว่าเป็นสิ่งที่สูงค่าที่สุด ตำแหน่งวิชาการเป็นสิ่งที่บอกถึงวิทยฐานะ จึงต้องเขียนต่อท้ายไว้ แต่โดยหลักการปฏิบัติแล้ว ถึงเวลาให้อ่านตำแหน่งวิชาการ แล้วต่อด้วยสมณศักดิ์ แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วก็มักจะอ่านตามที่เขียนไว้ จึงอ่านสมณศักดิ์และต่อด้วยวิทยฐานะหรือว่าตำแหน่งทางวิชาการ ซึ่งผิดจากหลักนิยม ดังนั้น..ของตัวกระผม/อาตมภาพ ถ้าหากว่าเขียนเต็ม ๆ แล้วตั้งใจจะอ่าน ก็ต้องอ่านเป็น รศ.ดร.พระครูวิลาศกาญจนธรรม ทั้ง ๆ ที่ รศ.ดร. ห้อยท้ายสมณศักดิ์อยู่ บุคคลที่ไม่ได้อยู่ในวงการจึงค่อนข้างที่จะสับสน แต่ด้วยความที่ว่าขอให้รู้ว่าเขาเรียกเราก็ใช้ได้แล้ว กระผม/อาตมภาพจึงไม่ได้ใส่ใจตรงนี้ แต่ถ้าหากว่าพวกเราเข้าใจและเรียกได้ถูกต้อง ก็ไม่ต้องไปขายหน้าบุคคลที่เขารู้จริง เรื่องบางอย่างเราต้องมีประสบการณ์ ถึงจะทราบว่าต้องทำอย่างไร ต้องเรียกอย่างไร โดยเฉพาะบุคคลผู้ทำหน้าที่โฆษกหรือว่าพิธีกร ซึ่งโอกาสที่จะพลาดนั้นไม่มี พลาดเมื่อไรแปลว่าเสียหายเมื่อนั้น แบบเดียวกับที่จังหวัดราชบุรี พิธีกรเขานิมนต์พระครูอินทเขมา (พระ-ครู-อิน-ทะ-ขะ-เหมา) เล่นเอาพวกหัวเราะกันลั่น ความจริงก็คือพระครูอินทเขมา (พระ-ครู-อิน-ทะ-เข-มา) ก็คือมีความเกษมรื่นเริงเหมือนดั่งพระอินทร์
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เผือกน้อย : 11-02-2026 เมื่อ 16:20 |
| สมาชิก 30 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#3
|
||||
|
||||
|
ความจริงจะว่าไปแล้ว โบราณาจารย์ท่านก็ได้กำหนดเอาไว้ ว่าแต่ละอย่างแต่ละคำนั้น ถ้าหากว่าพ้องรูปพ้องเสียงกัน จะต้องอ่านอย่างไร แต่เด็กรุ่นใหม่ ๆ ไม่ได้เรียนตรงนี้ แล้วปัจจุบันยิ่งใช้ AI อ่านเข้าไปก็หนักหนาสาหัส เพราะว่า AI อ่านได้ทุกคำ แต่อ่านตามที่ตนเองเข้าใจ เรื่องที่พูดต่อไปนี้น่าจะพอมีข้อมูลอยู่ในอินเตอร์เน็ตบ้าง ลองไปเสิร์ชหาดู
โบราณเขากล่าวไว้ว่า กระบวนหนึ่งตัวเขียนไม่เปลี่ยนแปลก แต่อ่านแยกสองความตามวิถี วัดเขมา (เข-มา) โกฐเขมา (ขะ-เหมา) เพลา (เพลา) ก็มี ที่นี้ไปถึงป่าเพลา (เพ-ลา) เย็น จะเป็นคำสองคำที่เหมือนกันทุกอย่าง แต่ว่าต้องอ่านแล้วดูว่าในบริบทนั้นคำนี้ควรจะอ่านว่าอย่างไร ประโยคสุดท้ายเขาบอกว่าผอบ (ผะ-อบ) กับผอบ (ผอบ) ทองเป็นสองแคว อ่านจงแลดูความตามทำนอง เด็กรุ่นใหม่ ๆ ของเราต้องบอกว่าอ่อนภาษาไทยมาก และโดยเฉพาะพูดเร็วมาก คนแก่ฟังแล้วปวดหัว เนื่องเพราะว่าประสาทของคนแก่เริ่มเสื่อม ฟังแล้วจับใจความไม่ทัน แต่ก็เป็นยุคสมัยของเขาที่เป็นอย่างนั้น ดังนั้น..ถ้าหากว่าใครแก่แล้วก็ต้องทำใจด้วยตนเอง เพียงแต่ว่าถ้าหากว่าทำถูก เขียนถูก อ่านถูก ก็เป็นอันว่าเรารอดตัวไป ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นคนไทย อย่างทุกวันนี้ กระผม/อาตมภาพพยายามที่จะให้พิธีกรสงฆ์อ่านคำว่าพระบรมราชินีนาถ (พระ-บอ-รม-มะ-รา-ชิ-นี-นาด) หรือว่าสมเด็จพระบรมราชินี (สม-เด็ด-พระ-บอ- รม-มะ-รา-ชิ-นี) แต่ทุกคนก็มักจะอ่านเป็นบรม (บะ-รม) กันหมด ถ้าเราดูคำนี้จะเห็นว่า บรม (บอ-รม) บวร (บอ-วอน) บพิตร (บอ-พิด) อ่านเหมือนกัน แล้วทำไมพอเป็นบรม (บอ-รม) ถึงไปอ่านว่า บะ - รม ก็เพราะว่าไม่เข้าใจหลักภาษาไทยก็เลยอ่านผิด โดยเฉพาะเสียงของตัว ฑ.นางมณโฑ ออกเสียง ด.เด็กครึ่งหนึ่ง เราจึงมีเสียงบัณฑิต (บัน-ดิด) มณฑป (มน-ดบ) เหล่านี้เป็นต้น
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 11-02-2026 เมื่อ 01:50 |
| สมาชิก 29 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#4
|
||||
|
||||
|
ต้องบอกว่าคนยุคเก่าเก่งกว่าเรามาก เพราะสามารถออกเสียง ญ.หญิง กับย.ยักษ์ให้ต่างกันได้ ออกเสียง น.หนูกับณ.เณรให้ต่างกันได้ แต่สมัยนี้ออกเสียงไม่ได้ จนกลายเป็นเสียงเดียวกันหมด บางทีฝรั่งฟังแล้วก็ยังงง ยิ่งนานไปสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็เสื่อมทรามลงไปเรื่อย แล้วรุ่นหลัง ๆ ที่รับเอาความผิดไปก็จะกลายเป็นถูก ภาษาของเราก็จะด้อยคุณค่าและหาคนรู้จริงยากขึ้นไปเรื่อย ๆ เราออกเสียง ศ.ศาลา ส.เสือ ษ.ฤๅษี ออกเป็นส.เสือหมด
แต่ถ้าหากว่าไปฟังคนอินเดียพูด เสียงศ.ศาลา เขาออกเสียงเหมือนกับช.ช้างครึ่งหนึ่ง อย่างเช่นว่าศิวะ (ชิ-วะ) บ้านเราออกเสียงว่า สิ-วะ ศิมลา (ชิม-ลา) บ้านเราออกเสียงว่า สิม-ลา ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เรื่องพวกนี้ต่อให้นานไป เป็นเจ้าของภาษาก็ไม่แน่ว่าจะออกเสียงได้ถูก จึงเป็นเรื่องที่เราทั้งหลายควรที่จะใส่ใจ และถ้าเป็นไปได้ก็ออกเสียงให้ถูกต้อง แต่ก็คงจะเป็นเรื่องยาก เนื่องเพราะว่าเด็กรุ่นใหม่ไม่ได้ใส่ใจตรงนี้ คุณค่าของภาษาไทยของเราซึ่งงดงาม ไม่ว่าจะเป็นไปตามหลักฉันทลักษณ์ หรือว่าตามเสียงอักษร ก็กลายเป็นลดคุณค่าลงไปมากต่อมากด้วยกัน สมัยก่อนบุคคลที่เรียนภาษาส่วนใหญ่ต้องเรียนภาษาบาลี ซึ่งเป็นแม่ของทุกภาษาก่อน คนรุ่นเก่าจึงเป็นบุคคลที่ร่ำรวยด้วยคำศัพท์ สามารถแต่งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอนได้ไพเราะเพราะพริ้งมาก มารุ่นหลัง ๆ หายากแล้ว เพราะว่าอับจนด้วยถ้อยคำ ไม่สามารถที่จะแต่งให้ได้อรรถรสเหมือนคนรุ่นเก่า ดังนั้น..ถ้าใครสนใจเรื่องพวกนี้ ต้องไปหาอ่าน "ลิลิตตะเลงพ่าย" "กาพย์ห่อโคลงเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง)" หรือ "สามัคคีเภทคำฉันท์" ของ "นายชิต บุรทัต" ต่อให้ไม่ชอบอ่านโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ก็ลองไปหาหนังสือของ "ยาขอบ" หรือ "โชติ แพร่พันธุ์" มาอ่าน โดยเฉพาะ "ผู้ชนะสิบทิศ" แล้วเราจะเห็นความงดงามของภาษาว่าต่างกับปัจจุบันอย่างไร
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 11-02-2026 เมื่อ 01:52 |
| สมาชิก 29 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#5
|
||||
|
||||
|
จะว่าไปแล้ว เรื่องพวกนี้ กระผม/อาตมภาพอาจจะยังบ้าอยู่คนเดียว ขณะที่คนอื่นเขาไม่ให้ความใส่ใจกันแล้ว แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายว่า ถ้าเราเป็นคนไทยแล้ว แม้กระทั่งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ของไทย อ่านถูกต้องอย่างไรยังอ่านไม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่น่าขายหน้าเป็นอย่างยิ่ง..!
กระผม/อาตมภาพเจอเด็กรุ่นใหม่ ๆ ถึงเวลาคุณครูให้แต่งฉันท์ ไม่ว่าจะเป็นอินทรวิเชียรฉันท์ หรือภุชงคประยาตฉันท์ก็ตาม มักจะไปไม่เป็น แล้วก็ต้องมาขอร้อง "หลวงพ่อ" "หลวงตา" ช่วยแต่งให้หน่อย เมื่อกระผม/อาตมภาพแต่งไปให้แล้ว ก็ยังบอกว่าท่องให้ขึ้นใจไว้ ไม่อย่างนั้นแล้วถึงเวลาคุณครูถาม เราไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ คุณครูจะรู้ทันทีว่าเราให้คนอื่นแต่งให้ เด็กรุ่นใหม่ ๆ แค่ให้เขียน "กลอนตลาด" หรือ "กลอนแปด" ก็ยากแล้ว พอไปเจอฉันท์เข้าก็ไปไม่เป็น ส่วนพวกเราที่เป็นพระภิกษุสามเณรยังดีที่ว่า ทั้งหลายเหล่านี้นั้น แทรกอยู่ในบทสวดมนต์ อย่างบทพาหุงฯ นั่นก็คือวสันตดิลกฉันท์ วสันตดิลก (เม็ดฝน) ถ้าหากว่าเราตั้งใจสวด จะรู้สึกว่าเหมือนเสียงฝนกำลังตกเปาะแปะ ๆ อยู่ตลอด อย่างเช่น "อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตังฯ" แต่คราวนี้ถ้าเราไม่เข้าใจก็สักแต่ว่าสวดไป ไม่รู้ที่มา ไม่รู้ภาพของฉันท์ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร พอถึงเวลาก็ว่าตาม ๆ กันไป บางทีก็ผิดออกนอกลู่นอกทางไปเสียมาก แต่ก็ยังดีที่ว่าเราจะเคยชินกับพวกนี้ โดยเฉพาะการสวดทำนองสรภัญญะ อย่างน้อย ๆ ก็เป็นการรักษาแนวของโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน เอาไว้ได้บ้าง ต่อให้ไม่รู้เรื่อง สามารถสวดถูกได้ก็ยังถือว่าดี โดยเฉพาะหลักการสวดแล้วหยุดตามสังโยค ก็คือจุดที่มีการซ้อนตัวอักษร ท่านที่เรียนบาลีก็จะรู้ว่าในสนธิกิริโยปกรณ์นั้น ถึงเวลาถ้ามีการซ้อนตัวอักษร ก็คือตัวหนึ่งสะกด ตัวหนึ่งเป็นตัวตาม หน้าตาเหมือนกันทั้งคู่ เขาให้หยุดวรรคตรงนั้นครึ่งวินาที อย่างเช่น "สัพพะโรคะวินิมุตโต สัพพะสันตาปะวัชชิโตฯ" พวกเราอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องเว้นหายใจ ก็เพราะว่า "สัพพะ" พ.พาน สะกด พ.พาน ตาม "มุตโต" ต.เต่า สะกด ต.เต่า ตาม ดังนั้น..ถ้าเราเข้าใจก็จะสามารถสวดได้ถูกต้อง พวกเราอาจจะสงสัยว่าพระทั้งประเทศไทย แต่พอถึงเวลาสวดมนต์ร่วมกันแล้ว ถ้าหากเข้าใจในหลักสังโยคเหล่านี้ จะสวดได้ถูกต้องทุกคน เพราะว่าเว้นในจุดที่ควรเว้น ถ้าไม่มีสังโยคให้เว้น เขาจะเว้นที่รัสสระ อย่างเช่นเสียงอุ เสียงอิบ เสียงอับ เหล่านี้เป็นต้น ค่อย ๆ ศึกษาดู เผื่อว่าจะทำได้ดีขึ้น ปัจจุบันนี้หลายท่านก็จะเห็นว่าวัดอื่น ๆ เขาไม่ได้หยุดในสังโยคแล้ว พอพวกเราไปหยุดกลายเป็นสวดแล้วขัดกับเขา แต่ว่าให้รักษาสิ่งที่ถูกต้องของเราเอาไว้ ไม่เช่นนั้นแล้วถึงเวลารุ่นหลัง ๆ ก็จะพากันผิดตามกันไปหมด สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร. เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 11-02-2026 เมื่อ 10:30 |
| สมาชิก 34 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
![]() |
| ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน ) | |
| คำสั่งเพิ่มเติม | |
|
|