กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ปี ๒๕๖๙ > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 09-02-2026, 19:34
ตัวเล็ก's Avatar
ตัวเล็ก ตัวเล็ก is offline
กรรมการเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Mar 2009
ข้อความ: 11,613
ได้ให้อนุโมทนา: 227,913
ได้รับอนุโมทนา 831,075 ครั้ง ใน 41,056 โพสต์
ตัวเล็ก is on a distinguished road
Default เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙


__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด
(-/\-) (-/\-) (-/\-)
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 34 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 09-02-2026, 23:48
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,912
ได้ให้อนุโมทนา: 161,233
ได้รับอนุโมทนา 4,532,641 ครั้ง ใน 37,528 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ พวกเราก็มีกิจกรรมกันทั้งวัน จะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ว่าการทำงานนั้น สิ่งหนึ่งที่พวกเราจะลืมไม่ได้อย่างเด็ดขาด ก็คือ การรักษากำลังใจของตนเอง ทำอย่างไรที่เราอยู่ในอิริยาบถใดก็ตาม ต้องสามารถภาวนาหรือว่ากำหนดลมหายใจเข้าออกได้ ถ้าเป็นการฝึกฝนในระยะแรก ก็ถือว่าเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าใช้ความเพียรพยายามเข้าจริง ๆ แค่ไม่กี่วันก็ทำได้กันแล้ว

เนื่องเพราะว่าสภาพจิตที่ทรงฌานแล้ว การภาวนาทุกอย่างจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ เราแค่เอาสติเข้าไปคอยระมัดระวังเอาไว้ก็พอ เนื่องเพราะว่าถ้าขาดสติที่คอยกำกับอยู่ เดี๋ยวก็เผลอไผลปล่อยให้กิเลสเข้ามากินใจของเรา แล้วสมาธิที่จะพึงได้ก็พังทลายไปหมด..!

คราวนี้เราท่านทั้งหลายที่ปฏิบัติธรรมมา ไม่ว่าจะพระภิกษุ สามเณร หรือว่าฆราวาส หลายท่านก็ใช้เวลานับสิบปีแล้วไม่เกิดผลอะไร ก็เพราะว่า
สิ่งที่เราทำกับสิ่งที่เราใช้นั้นไม่ควรค่าแก่กัน อย่างเช่นว่าเราภาวนา ๓๐ นาที แต่เราไปส่องเฟซฯ ไปเขี่ยไลน์เสียอย่างละชั่วโมง สิ่งที่เราทำได้ ซึ่งจะสั่งสมเป็นกำลังเพื่อให้เราสามารถก้าวข้ามอุปสรรคในการปฏิบัติธรรมต่าง ๆ ได้ ก็กลายเป็นว่า "หกเรี่ยเสียราด" โดนใช้สอยทิ้งขว้างหมดทุกวัน จึงเป็นเหตุให้เราท่านทั้งหลายทำเท่าไรก็หาความก้าวหน้าไม่ได้

โดยเฉพาะการสนใจสิ่งต่าง ๆ ภายนอก ยิ่งสนใจมากเท่าไร โอกาสที่จะรักษากำลังใจของเราได้ก็น้อยลงไปมากเท่านั้น เนื่องเพราะว่าสติสัมปชัญญะของเรายังไม่สมบูรณ์ เมื่อถึงเวลาก็มักจะโดน รัก โลภ โกรธ หลง ชักนำไปไกล เตลิดเปิดเปิง กู่ไม่กลับ..!

เพียงแต่ว่าเรื่องพวกนี้ก็เป็นเรื่องแปลกตรงที่ว่า รู้ทั้งรู้ว่าสาเหตุเกิดขึ้นจากอะไร แต่พวกเราก็มักจะไม่รีบเร่งรัดแก้ไข ทำตัวเหมือนกับคนมีเวลามาก ประมาณว่าอย่างไรเสียเราก็ยังไม่ตาย..! โอกาสแก้ไขมีถมไป ถ้าเป็นแบบนี้ เราก็อยู่ในลักษณะของผู้ประมาทในชีวิตเป็นอย่างมาก เนื่องเพราะว่าชีวิตของเราอยู่แค่ลมหายใจเข้าออกเท่านั้น หายใจเข้าไม่หายใจออก เราก็ตายแล้ว หายใจออกไม่หายใจเข้า เราก็ตายอีกเช่นกัน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 10-02-2026 เมื่อ 01:40
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 30 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 09-02-2026, 23:55
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,912
ได้ให้อนุโมทนา: 161,233
ได้รับอนุโมทนา 4,532,641 ครั้ง ใน 37,528 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าเรายังมัวประมาทอยู่ ถ้าหากว่าสิ้นชีวิตลงไปก็อาจจะขาดทุนย่อยยับ เนื่องเพราะว่าถ้าพลาดตกลงสู่อบายภูมิ กว่าที่จะตะเกียกตะกายขึ้นมาได้ บางทีก็ผ่านไปหลายกัป เนื่องเพราะว่าเราไม่ได้ทำความชั่วประการเดียว หากแต่ตลอดระยะเวลาทั้งชาติก่อนและชาตินี้ เราท่านทั้งหลายกระทำในสิ่งที่ละเมิดศีลละเมิดธรรมมามากต่อมากด้วยกัน

เพียงแต่ว่าหลายท่านอาจจะถือว่าดวงดี ก่อนตายสามารถทรงอารมณ์ภาวนาได้ เมื่อมาเกิดอยู่ในภพภูมิที่ดีกลับประมาท แทนที่จะเร่งทำความดีต่อ กลับทอดทิ้งโอกาสนั้นเสีย กลายเป็นบุคคลที่ประมาททั้งในโลกนี้และโลกหน้า ก็คือโลกนี้ไม่สร้างคุณงามความดีใส่ตัว โอกาสที่จะเจริญก้าวหน้าก็ยากมาก ส่วนโลกหน้านั้น ถ้ากำลังบุญของเราไม่เพียงพอ ก็ไม่ต้องหวังว่าจะได้ไปสู่สุคติหรือสถานที่ดี เนื่องเพราะว่ามีแต่จะโดนกำลังของบาปดึงลงสู่อบายภูมิ..!

เราท่านทั้งหลายจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตระหนักว่า ชีวิตนี้เป็นของน้อย จะสิ้นลงไปเมื่อไรก็ไม่แน่ ดังนั้น..ทุกเวลา ทุกนาที ทุกวินาทีของเรา จึงต้องอยู่ที่การเร่งรัดขัดเกลา กาย วาจา ใจ ของตน เพื่อที่จะสร้างเสริมความดีความงามให้เกิดแก่ตนให้มากที่สุด เมื่อถึงเวลาเสียชีวิตลงไป ก็ขอให้ไปได้ไกลที่สุด ไม่เช่นนั้นแล้ว ถ้าพลาดลงอบายภูมิ โอกาสที่เราจะได้เกิดมาในภพภูมิที่ดีก็เป็นเรื่องยาก เพราะว่ามักจะโดนลงโทษทบต้นทบดอก บวกของเก่าของใหม่เข้าไปทุกรายการ..!

บางท่านถึงขนาดต้องผ่านนรกทุกขุม ผ่านความเป็นเปรตทุกจำพวก ผ่านความเป็นอสุรกายทุกจำพวก ผ่านความเป็นสัตว์เดรัจฉานตามจำนวนชีวิตที่ได้เคยเข่นฆ่าเอาไว้ ถ้าเกิดมาเป็นคน เศษกรรมก็ยังทำให้ต้องลำบากยากจน หรือว่าพิกลพิการเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่เสมอ ทำให้ไม่มีกำลังใจในการสร้างเสริมความดีใหม่ ๆ โอกาสที่เราจะก้าวขึ้นสู่ภพภูมิที่ดีจึงกลายเป็นของที่ยากมาก
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 10-02-2026 เมื่อ 01:42
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 30 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 10-02-2026, 00:00
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,912
ได้ให้อนุโมทนา: 161,233
ได้รับอนุโมทนา 4,532,641 ครั้ง ใน 37,528 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถ้าหากว่าหลุดลงไปข้างล่าง แล้วโดนเขาคิดทบต้นทบดอกตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โอกาสที่เราจะเกิดมาพบพระพุทธเจ้าอีกก็แทบจะสูญไปเลย เนื่องเพราะว่าโลกในแต่ละยุคไม่ใช่ว่ามีพระพุทธเจ้าตลอดไป ยังมีกัปที่ว่างจากพระพุทธเจ้าจำนวนมากมายมหาศาล อย่างเช่นว่าในสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระนามว่า"โกณทัญญะ" เมื่อพระองค์ท่านเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว โลกว่างจากพระพุทธเจ้าไปถึง ๑ อสงไขยกัป กว่าที่พระพุทธเจ้ามีนามว่า "มังคละ" จะอุบัติขึ้น..!

จึงเป็นเรื่องที่พวกเราทั้งหลายต้องตระหนักว่า
เราโชคดีเพียงไหนแล้วที่เกิดมาในโลกยุคนี้ ซึ่งหลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังสมบูรณ์บริบูรณ์อยู่ ผู้ใดตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง มีโอกาสที่จะได้รับผลอย่างเต็มที่

แต่ขณะเดียวกัน ต่อให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง แต่สิ่งที่มากระตุ้นเร้าให้เราปฏิบัติชั่วก็ละเอียดขึ้น ประณีตขึ้น สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ครอบงำเราอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นจนหลับ กลายเป็นว่ายิ่งอยู่นานไป เครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่มีขึ้นมา ก็ทำให้สมรรถนะทั้งร่างกายและจิตใจของผู้คนอ่อนแอลงไปเรื่อย ๆ

เนื่องเพราะว่าพึ่งพาอาศัยเครื่องไม้เครื่องมือและเทคโนโลยีต่าง ๆ มากเกินไป วันก่อนมีคนส่งคลิปมาให้ ที่เมืองฉงชิ่งประเทศจีน แค่จะขึ้นสะพานลอยก็มีลิฟท์ให้แล้ว ก็แปลว่าแทนที่เราจะได้ออกกำลังกายขึ้นบันได้สัก ๒๐ - ๓๐ ขั้น ก็กลายเป็นว่าแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะว่ามีเครื่องไม้เครื่องมือช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา ถ้าในลักษณะนี้ สมรรถภาพร่างกายของเราก็จะทรุดโทรมลงไปเรื่อย

ในเรื่องของจิตใจก็เช่นเดียวกัน เมื่อสิ่งเร้าต่าง ๆ มีมากขึ้น ตาดู หูฟัง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายสัมผัส ทุกอย่างล้วนแล้วแต่มุ่งเข้าไปสู่ใจ ชอบพอก็ไขว่คว้าหามา ไม่ชอบก็ผลักไสไล่ส่ง ก่อให้เกิดกิเลสทั้งคู่ เพราะว่ารักชอบก็คือราคะ ไม่ชอบก็คือโทสะ แปลว่าเราขยับไปทางไหนก็ขาดทุนทั้งสิ้น..! ยกเว้นท่านที่มีปัญญาเพียงพอ มองเห็นช่องว่างตรงกลาง สามารถที่จะเล็ดลอดผ่านไปได้ ซึ่งก็น้อยคนนัก
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 10-02-2026 เมื่อ 01:44
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 30 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า 10-02-2026, 00:02
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,912
ได้ให้อนุโมทนา: 161,233
ได้รับอนุโมทนา 4,532,641 ครั้ง ใน 37,528 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เราท่านทุกคนจึงต้องตระหนักถึงหน้าที่สำคัญ คือ การขัดเกลา กาย วาจา ใจ ของตน ตามหลักไตรสิกขา ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา มีแต่ต้องเร่งทำให้มากเข้าไว้ แต่ว่าหลายคนทั้งที่รู้วิธีการหมดแล้ว จัดอยู่ในประเภท "ดีชั่วรู้หมด แต่อดไม่ได้" ก็ยังคงกระทำความชั่วอยู่เสมอ

ขอให้นึกถึงพุทธภาษิตที่ตรัสเอาไว้ว่า "ยามเมื่อกรรมชั่วยังไม่ส่งผล คนพาลก็เห็นเป็นของหอมหวาน" แต่ถ้ากรรมชั่วนั้นส่งผลเมื่อไร คิดจะแก้ไขก็ไม่ทันเสียแล้ว..!

เรื่องทั้งหลายเหล่านี้เป็นเรื่องที่ใครทำใครได้ ไม่สามารถที่จะทำแทนกันได้ พวกเราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งรัดการปฏิบัติให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นแล้วกระแสโลกซึ่งนำเอากิเลสที่ละเอียดหรือว่าถูกใจของเรามากขึ้นเรื่อย ๆ มาให้เรายึดติด หรือว่ามาหลอกล่อให้เราติดบ่วง โอกาสที่จะหลุดพ้นก็จะน้อยลงไปเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาที่ผ่านไป

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันจันทร์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 10-02-2026 เมื่อ 01:46
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 30 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 18:43



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว