|
#1
|
||||
|
||||
|
ธรรมบรรยายในงานปฏิบัติธรรมวันอาทิตย์ ณ วัดอุทยาน วันอาทิตย์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙
__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด (-/\-) (-/\-) (-/\-) |
| สมาชิก 19 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#2
|
||||
|
||||
|
ขอโอกาสพระเถรานุเถระ มีท่าน ผศ., ดร. พระครูวิโรจน์กาญจนเขต เจ้าอาวาสวัดอุทยาน เป็นต้นเป็นประธานเจริญพรญาติโยมผู้เข้าร่วมปฏิบัติธรรมวันอาทิตย์ของวัดอุทยานทุกท่าน ความจริงเมื่อครู่นี้กระผม/อาตมภาพยังคลานไม่ค่อยจะขึ้น..! ต้องอาศัยยาช่วยจึงพอมาได้ ในเรื่องของร่างกายคนเป็นปกติอยู่แล้ว อายุมากก็เจ็บไข้ได้ป่วยบ้าง ถ้าถามว่ามากเท่าไร ตอนนี้ก็ ๖๗ ปี อีกไม่กี่เดือนก็จะย่าง ๖๘ ปีแล้ว ต้องบอกว่าจวนจะย้ายบ้านไปหลัก ๗ แล้ว..!
ญาติโยมทั้งหลายที่เกิดมา ต้องบอกว่า "เราอยู่กันด้วยบุญ" เหตุที่กล่าวเช่นนั้นก็เพราะว่าเราท่านทั้งหลาย ถ้าไม่มีบุญ ไม่มีโอกาสได้เกิดเป็นมนุษย์ ถึงมีโอกาสได้เกิดเป็นมนุษย์ ก็ไม่รู้ว่าศีลธรรมคุณงามความดีคืออะไร ? จึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้คำว่า "พวกเราเกิดมามีบุญ" แต่คราวนี้เกิดมาแล้ว ทำอย่างไรที่เราจะไม่ใช้สอยบุญอย่างเดียว ? ก็คือต้องรู้จักหาเพิ่มเติมด้วย ในเรื่องของบุญก็เหมือนกับเงินทอง ใช้อย่างเดียว โอกาสที่จะหมดไปก็มีมาก ดังนั้น..ท่านที่ฉลาดและไม่ประมาท จึงได้วางแนวทางให้พวกเรามาตั้งแต่โบร่ำโบราณ อย่างเช่นการทำบุญใส่บาตร การสวดมนต์ไหว้พระ การเจริญสมาธิภาวนา เหล่านี้เป็นต้น โดยเฉพาะพระภิกษุสามเณรของเรา ถ้าไม่มีเรื่องทั้งหลายเหล่านี้คอยค้ำจุนเอาไว้ จะอยู่ในผ้าเหลืองได้ยากมาก..! เนื่องเพราะว่าแต่ละวัน เราท่านที่ยังกิเลสเต็มตัว ก็จะฟุ้งซ่านไปใน รัก โลภ โกรธ หลง ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ยิ่งฟุ้งซ่านมากเท่าไร ก็ยิ่งร้อนรนกระวนกระวาย ท้ายที่สุดก็ต้องสึกหาลาเพศไป จึงต้องมีในเรื่องของการสวดมนต์ ไหว้พระ เจริญภาวนาเข้ามาช่วย โดยเฉพาะการสวดมนต์ทำวัตรเช้าเย็น เนื่องเพราะว่าสภาพจิตของเราเหมือนกับเก้าอี้ที่นั่งได้คนเดียว ถ้าหากว่าความดีเข้าไปนั่งไว้ ความชั่วก็เข้าไม่ถึง แต่ถ้าความชั่วเข้าไปยึดเอาไว้ก่อน ความดีก็เข้าไม่ได้เช่นกัน ดังนั้น..ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมา ครูบาอาจารย์ของกระผม/อาตมภาพท่านบอกว่า ให้นึกถึงพระเอาไว้ก่อน เมื่อนึกถึงพระแล้ว ก็ต่อด้วยการนึกถึงลมหายใจเข้าออก เนื่องเพราะว่าลมหายใจเข้าออกเป็นตัวสร้างกำลัง ยิ่งกำลังสมาธิของเราดีเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสในการหักห้ามใจตนเอง จากสิ่งชั่วต่าง ๆ ได้มากเท่านั้น ในเมื่อเป็นเช่นนั้น บุคคลที่ฉลาดและรู้เท่าทัน จึงใช้วิธีการทำวัตร เจริญพระกรรมฐานกันแต่เช้ามืด อย่างที่วัดท่าขนุน ตีสามครึ่งทุกรูปต้องพร้อม เริ่มเจริญพระกรรมฐาน ต่อด้วยทำวัตรเช้า หลังจากนั้นก็บิณฑบาต ไม่เปิดโอกาสให้ฟุ้งซ่านได้ โดยเฉพาะตอนบิณฑบาต ต้องหมั่นสังเกตอารมณ์ใจตัวเองว่า ตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง เราสามารถรักษาใจไม่ให้ฟุ้งซ่านได้มากน้อยเท่าไร ?
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 02:09 |
| สมาชิก 16 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#3
|
||||
|
||||
|
วันแรกในชีวิตที่กระผม/อาตมภาพเดินบิณฑบาต ตั้งแต่ก้าวแรกจากประตูวัดจนกระทั่งกลับมาถึงหอฉัน เป็นระยะทางเกือบ ๕ กิโลเมตร สามารถรักษากำลังใจไม่ให้เคลื่อนคลายออกไปที่ไหนเลยตลอดเส้นทางไปกลับได้ รู้สึกว่ามีความสุขมาก เหมือนกับจะเหาะจะบินได้ เพราะว่าถ้าในลักษณะแบบนี้ก็คือ เรามีโอกาสที่จะชนะกิเลสได้แล้ว ไม่เช่นนั้นแล้วเราก็จะโดนกิเลสจูงไปอยู่ตลอดเวลา..!
โดยเฉพาะญาติโยมสมัยนี้เวลามาใส่บาตร ก็ไม่ได้เคร่งครัดเหมือนรุ่นของพ่อแม่ปู่ย่าตาทวด บางท่านก็ตามสบายลงมาด้วยชุดนอนสั้น ๆ ก็มี เรียกว่าเจอแล้วชวนให้พระเณรฟุ้งซ่านไปสารพัด จึงต้องรักษาใจให้อยู่กับลมหายใจเข้าออกในแต่ละวันให้มากที่สุด เนื่องเพราะว่าถ้าเราอยู่กับลมหายใจเข้าออกได้ ไฟใหญ่ ๔ กอง คือ รัก โลภ โกรธ หลง ที่เผาเราให้เดือดร้อนอยู่ตลอดเวลา จะโดนอำนาจของสมาธิกดให้ดับลงชั่วคราว ท่านที่โดนไฟเผาอยู่ตลอดเวลา ถึงเวลาไฟดับลง เราบอกไม่ถูกว่ามีความสุขขนาดไหน ? แต่ถ้าท่านเข้าถึงแค่ก้าวแรกของสมาธิภาวนานี้ ต่อให้เอาอะไรมาแลกท่านก็ไม่ยอมแลกอย่างแน่นอน..! กระผม/อาตมภาพขอยืนยัน เนื่องเพราะว่าความสุขจากใจที่สงบระงับจากกิเลสชั่วคราว จะเยือกเย็นจนเราบอกไม่ถูก ในเมื่อเป็นเช่นนั้น จึงเป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลายต้องขยัน พากเพียรทำในทุกโอกาส ด้วยความอดกลั้น อดทน เพราะทำแล้วได้ประโยชน์อย่างไร เราก็รู้ชัดเจนแล้ว ในส่วนอื่น ๆ ก็ถือว่าเป็นส่วนประกอบเท่านั้น เพราะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนเรา เพื่อ "ความสุขในปัจจุบัน" คือ สภาพจิตที่สงบระงับจากกิเลส มีความเยือกเย็นใจ ไม่ต้องดิ้นรนไปกับความเร่าร้อนของทางโลก ถ้าสามารถทรงสมาธิได้ชนิดมั่นคง ก็จะก่อให้เกิด "ความสุขในอนาคต" ก็คือชีวิตต่อ ๆ ไปในชาติอื่นของเรา จะต้องก้าวไปสู่ด้านของสุคติ คือด้านดีอย่างแน่นอน แล้วถ้าท่านทั้งหลายสร้างสมบุญญาบารมีมาพร้อมสมบูรณ์ อาจจะหลุดพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพาน ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดมาทุกข์ยากไม่รู้จบ ถ้าอย่างนั้นจึงเป็น "ประโยชน์สูงสุด" ในพระพุทธศาสนา
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 02:11 |
| สมาชิก 16 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#4
|
||||
|
||||
|
สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ต้องแลกมาด้วยความพากเพียร ความอดทน และความมีปัญญา ก็คือรู้ว่าอะไรดีเราก็ทำ รู้ว่าอะไรชั่วเราก็ละ โดยเฉพาะพระภิกษุสามเณรของเรา โอกาสที่จะบวชเข้ามารักษาศีลปฏิบัติธรรมนั้นมีน้อยลงไปทุกวัน เพราะว่าสังคมไม่ได้บังคับเหมือนแต่ก่อน เพียงแต่ท่านทั้งหลายต้องเข้าใจว่า การสวดมนต์ไหว้พระในชีวิตฆราวาส ท่านทำไปเป็น ๑๐๐ ปี ก็สู้ท่านทำตอนเป็นพระภิกษุสามเณรแค่พรรษาเดียวไม่ได้..!
เนื่องเพราะว่าความเป็นพระภิกษุสามเณร เรามีต้นทุนสูงกว่าฆราวาส ฆราวาสมีศีล ๕ หรือศีล ๘ แต่สามเณรมีศีล ๑๐ พระสงฆ์มีศีล ๒๒๗ ถ้าสมมติว่าเราลงทุนทำในกิจการเดียวกัน ฆราวาสลงทุนด้วยศีล ๕ ตีว่า ๕ ล้านบาท หรือลงทุนด้วยศีล ๘ ตีว่า ๘ ล้านบาท แต่สามเณรลงทุนด้วยศีล ๑๐ ก็คือ ๑๐ ล้านบาท พระภิกษุสงฆ์ลงทุนด้วยศีล ๒๒๗ ก็คือ ๒๒๗ ล้านบาท ถ้าได้กำไรแบบเดียวกัน ส่วนของพระภิกษุย่อมได้กำไรมากกว่าหลายเท่า ดังนั้น..สิ่งหนึ่งประการใดที่ท่านทั้งหลายทำในขณะที่เป็นพระภิกษุสงฆ์ จึงมีอานิสงส์มากกว่าการทำในตอนเป็นฆราวาสมากเป็นร้อย ๆ เท่า..! คราวนี้สิ่งที่ท่านทำสั่งสมเอาไว้ในตัว เป็นบุญบารมีเฉพาะตัว ถ้าหากว่าอยู่ต่อไปได้ก็จะเป็นกำลังใหญ่ของพระพุทธศาสนา ถ้าสึกหาลาเพศไป บุญกุศลนี้ก็จะช่วยให้ท่านดำเนินชีวิตได้สะดวกคล่องตัวกว่าคนอื่น เนื่องเพราะว่า"คนมีบุญก็เหมือนกับคนมีเงิน ทำอะไรก็สะดวกคล่องตัวไปหมด" โบราณของเรารู้ในจุดนี้ จึงมีค่านิยมในการบวชลูกชายอย่างน้อย ๑ พรรษา เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้มีโอกาสสั่งสมบุญกุศล แล้วในขณะเดียวกัน ถ้าท่านอดทนอดกลั้นต่อสิ่งกระทบต่าง ๆ ซึ่งในชีวิตฆราวาสไม่มีโอกาสได้พบ หรือว่าพบน้อย ถ้ากิเลส รัก โลภ โกรธ หลง เหมือนกับเสือตัวหนึ่ง ชีวิตฆราวาสก็เหมือนกับเสือตัวนั้นอยู่ในป่า แล้วเราไปเดินอยู่ บางทีทั้งปีไม่เจอเสือตัวนั้นเลย แต่พอเป็นพระภิกษุสงฆ์เข้ามา โดนตีกรอบด้วยศีล ๒๒๗ ข้อ ส่วนที่เคยทำได้ก็ทำไม่ได้ อึดอัดขัดข้องไปหมด เหมือนเขาเอาเสือตัวนั้นใส่ไว้ในกรงเดียวกับเรา ก็โดนกัดโดนฟัดอยู่ทุกวัน คนไหนทนไม่ได้ สึกแหกพรรษาไปกลางคันก็มาก..! เขาถึงได้บอกว่า ค่านิยมโบราณคือให้บวชก่อนเบียด ถ้าท่านสามารถอดกลั้นอดทนได้ตลอดพรรษา แปลว่ามีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะมีครอบครัวได้ เพราะว่าชีวิตครอบครัวฆราวาสก็ต้องมีการกระทบกระทั่งให้เราต้องอดทนอดกลั้นตลอดเวลา เรื่องพวกนี้ ยุคนี้สมัยนี้ไม่ค่อยจะทำกัน เราท่านทั้งหลายมีโอกาสถือว่าโชคดีแล้ว ได้ชาติกำเนิดเกิดเป็นมนุษย์ ยังมีโอกาสปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา ซึ่งหลักธรรมคำสอนยังครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งศีล สมาธิ และปัญญา ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านทั้งหลายย่อมมีโอกาสที่จะพ้นจากกองทุกข์ มากน้อยตามความขยันหมั่นเพียรและบุญวาสนาที่ตนเองสั่งสมมา
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 02:14 |
| สมาชิก 15 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#5
|
||||
|
||||
|
สิ่งที่ท่านทั้งหลายทำ กระผม/อาตมภาพยืนยันว่าไม่เป็นหมัน ทำไปเท่าไรท่านได้รับเท่านั้น เพียงแต่ว่าตอนนี้อาจจะมองเห็นไม่ชัด แต่ถ้าหากว่าสิ้นชีวิตลงไปเมื่อไร สิ่งหนึ่งที่ท่านทั้งหลายจะได้พบเห็นก็คือ บุญกุศลทั้งหมดที่มาช่วยเหลือ ประคับประคองเราให้ไปยังภพภูมิที่ดี
ขณะที่ผู้ขาดบุญขาดกุศล ต้องลงไปลำบากในทุคติ เป็นสัตว์นรกบ้าง เป็นเปรตบ้าง เป็นอสุรกายบ้าง เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง ถึงได้เกิดเป็นมนุษย์ ก็พิกลพิการ ลำบากยากจน ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เราท่านทั้งหลายประพฤติวัตรปฏิบัติธรรม ไม่ว่าจะด้วยความมุ่งหมายใดก็ตาม ขอให้เข้าใจว่า สิ่งที่เราทำนั้นจะได้รับประโยชน์สุขในปัจจุบัน ได้รับประโยชน์สุขในอนาคต และได้รับประโยชน์สูงสุด ก็คือหลุดพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพาน ท้ายสุดนี้ กระผม/อาตมภาพขอตั้งสัตยาธิษฐาน อ้างคุณพระศรีรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ ธัมมรัตนะ และสังฆรัตนะ มีบารมีของครูบาอาจารย์ คือ หลวงปู่เพิ่ม หลวงพ่อศรี อดีตเจ้าอาวาสวัดอุทยานนี้เป็นที่สุด ได้โปรดดลบันดาลให้ทุกท่านประสบแต่ความสุขความเจริญ แม้ว่าประสงค์จำนงหมายสิ่งหนึ่งประการใด ที่เป็นไปโดยชอบประกอบด้วยธรรมแล้ว ขอให้ความปรารถนาของทุกท่าน จงสำเร็จสัมฤทธิ์ผล ตามมโนรถทุกประการด้วยเทอญ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. ธรรมบรรยายในงานปฏิบัติธรรม วัดอุทยาน วันอาทิตย์ที่ ๑ กมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๘ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : เมื่อวานนี้ เมื่อ 10:26 |
| สมาชิก 15 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
![]() |
| ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 2 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 2 คน ) | |
| คำสั่งเพิ่มเติม | |
|
|