กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เทศน์ในวาระสำคัญต่าง ๆ

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 01-02-2026, 22:25
ตัวเล็ก's Avatar
ตัวเล็ก ตัวเล็ก is offline
กรรมการเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Mar 2009
ข้อความ: 11,487
ได้ให้อนุโมทนา: 227,699
ได้รับอนุโมทนา 827,436 ครั้ง ใน 40,878 โพสต์
ตัวเล็ก is on a distinguished road
Default ธรรมบรรยายในงานปฏิบัติธรรมวันอาทิตย์ วัดอุทยาน วันอาทิตย์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙




ธรรมบรรยายในงานปฏิบัติธรรมวันอาทิตย์ ณ วัดอุทยาน
วันอาทิตย์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙
__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด
(-/\-) (-/\-) (-/\-)
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 19 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า เมื่อวานนี้, 01:28
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,829
ได้ให้อนุโมทนา: 160,991
ได้รับอนุโมทนา 4,529,952 ครั้ง ใน 37,445 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ขอโอกาสพระเถรานุเถระ มีท่าน ผศ., ดร. พระครูวิโรจน์กาญจนเขต เจ้าอาวาสวัดอุทยาน เป็นต้นเป็นประธานเจริญพรญาติโยมผู้เข้าร่วมปฏิบัติธรรมวันอาทิตย์ของวัดอุทยานทุกท่าน ความจริงเมื่อครู่นี้กระผม/อาตมภาพยังคลานไม่ค่อยจะขึ้น..! ต้องอาศัยยาช่วยจึงพอมาได้ ในเรื่องของร่างกายคนเป็นปกติอยู่แล้ว อายุมากก็เจ็บไข้ได้ป่วยบ้าง ถ้าถามว่ามากเท่าไร ตอนนี้ก็ ๖๗ ปี อีกไม่กี่เดือนก็จะย่าง ๖๘ ปีแล้ว ต้องบอกว่าจวนจะย้ายบ้านไปหลัก ๗ แล้ว..!

ญาติโยมทั้งหลายที่เกิดมา ต้องบอกว่า "เราอยู่กันด้วยบุญ" เหตุที่กล่าวเช่นนั้นก็เพราะว่าเราท่านทั้งหลาย ถ้าไม่มีบุญ ไม่มีโอกาสได้เกิดเป็นมนุษย์ ถึงมีโอกาสได้เกิดเป็นมนุษย์ ก็ไม่รู้ว่าศีลธรรมคุณงามความดีคืออะไร ? จึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้คำว่า "พวกเราเกิดมามีบุญ"

แต่คราวนี้เกิดมาแล้ว ทำอย่างไรที่เราจะไม่ใช้สอยบุญอย่างเดียว ? ก็คือต้องรู้จักหาเพิ่มเติมด้วย ในเรื่องของบุญก็เหมือนกับเงินทอง ใช้อย่างเดียว โอกาสที่จะหมดไปก็มีมาก ดังนั้น..ท่านที่ฉลาดและไม่ประมาท จึงได้วางแนวทางให้พวกเรามาตั้งแต่โบร่ำโบราณ อย่างเช่นการทำบุญใส่บาตร การสวดมนต์ไหว้พระ การเจริญสมาธิภาวนา เหล่านี้เป็นต้น

โดยเฉพาะพระภิกษุสามเณรของเรา ถ้าไม่มีเรื่องทั้งหลายเหล่านี้คอยค้ำจุนเอาไว้ จะอยู่ในผ้าเหลืองได้ยากมาก..! เนื่องเพราะว่าแต่ละวัน เราท่านที่ยังกิเลสเต็มตัว ก็จะฟุ้งซ่านไปใน รัก โลภ โกรธ หลง ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ยิ่งฟุ้งซ่านมากเท่าไร ก็ยิ่งร้อนรนกระวนกระวาย ท้ายที่สุดก็ต้องสึกหาลาเพศไป จึงต้องมีในเรื่องของการสวดมนต์ ไหว้พระ เจริญภาวนาเข้ามาช่วย

โดยเฉพาะการสวดมนต์ทำวัตรเช้าเย็น เนื่องเพราะว่าสภาพจิตของเราเหมือนกับเก้าอี้ที่นั่งได้คนเดียว ถ้าหากว่าความดีเข้าไปนั่งไว้ ความชั่วก็เข้าไม่ถึง แต่ถ้าความชั่วเข้าไปยึดเอาไว้ก่อน ความดีก็เข้าไม่ได้เช่นกัน ดังนั้น..ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมา ครูบาอาจารย์ของกระผม/อาตมภาพท่านบอกว่า ให้นึกถึงพระเอาไว้ก่อน เมื่อนึกถึงพระแล้ว ก็ต่อด้วยการนึกถึงลมหายใจเข้าออก เนื่องเพราะว่าลมหายใจเข้าออกเป็นตัวสร้างกำลัง ยิ่งกำลังสมาธิของเราดีเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสในการหักห้ามใจตนเอง จากสิ่งชั่วต่าง ๆ ได้มากเท่านั้น

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น บุคคลที่ฉลาดและรู้เท่าทัน จึงใช้วิธีการทำวัตร เจริญพระกรรมฐานกันแต่เช้ามืด อย่างที่วัดท่าขนุน ตีสามครึ่งทุกรูปต้องพร้อม เริ่มเจริญพระกรรมฐาน ต่อด้วยทำวัตรเช้า หลังจากนั้นก็บิณฑบาต ไม่เปิดโอกาสให้ฟุ้งซ่านได้ โดยเฉพาะตอนบิณฑบาต ต้องหมั่นสังเกตอารมณ์ใจตัวเองว่า
ตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง เราสามารถรักษาใจไม่ให้ฟุ้งซ่านได้มากน้อยเท่าไร ?
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 02:09
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 16 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า เมื่อวานนี้, 01:31
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,829
ได้ให้อนุโมทนา: 160,991
ได้รับอนุโมทนา 4,529,952 ครั้ง ใน 37,445 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

วันแรกในชีวิตที่กระผม/อาตมภาพเดินบิณฑบาต ตั้งแต่ก้าวแรกจากประตูวัดจนกระทั่งกลับมาถึงหอฉัน เป็นระยะทางเกือบ ๕ กิโลเมตร สามารถรักษากำลังใจไม่ให้เคลื่อนคลายออกไปที่ไหนเลยตลอดเส้นทางไปกลับได้ รู้สึกว่ามีความสุขมาก เหมือนกับจะเหาะจะบินได้ เพราะว่าถ้าในลักษณะแบบนี้ก็คือ เรามีโอกาสที่จะชนะกิเลสได้แล้ว ไม่เช่นนั้นแล้วเราก็จะโดนกิเลสจูงไปอยู่ตลอดเวลา..!

โดยเฉพาะญาติโยมสมัยนี้เวลามาใส่บาตร ก็ไม่ได้เคร่งครัดเหมือนรุ่นของพ่อแม่ปู่ย่าตาทวด บางท่านก็ตามสบายลงมาด้วยชุดนอนสั้น ๆ ก็มี เรียกว่าเจอแล้วชวนให้พระเณรฟุ้งซ่านไปสารพัด
จึงต้องรักษาใจให้อยู่กับลมหายใจเข้าออกในแต่ละวันให้มากที่สุด

เนื่องเพราะว่าถ้าเราอยู่กับลมหายใจเข้าออกได้ ไฟใหญ่ ๔ กอง คือ รัก โลภ โกรธ หลง ที่เผาเราให้เดือดร้อนอยู่ตลอดเวลา จะโดนอำนาจของสมาธิกดให้ดับลงชั่วคราว ท่านที่โดนไฟเผาอยู่ตลอดเวลา ถึงเวลาไฟดับลง เราบอกไม่ถูกว่ามีความสุขขนาดไหน ? แต่ถ้าท่านเข้าถึงแค่ก้าวแรกของสมาธิภาวนานี้ ต่อให้เอาอะไรมาแลกท่านก็ไม่ยอมแลกอย่างแน่นอน..!

กระผม/อาตมภาพขอยืนยัน เนื่องเพราะว่าความสุขจากใจที่สงบระงับจากกิเลสชั่วคราว จะเยือกเย็นจนเราบอกไม่ถูก ในเมื่อเป็นเช่นนั้น จึงเป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลายต้องขยัน พากเพียรทำในทุกโอกาส ด้วยความอดกลั้น อดทน เพราะทำแล้วได้ประโยชน์อย่างไร เราก็รู้ชัดเจนแล้ว

ในส่วนอื่น ๆ ก็ถือว่าเป็นส่วนประกอบเท่านั้น เพราะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนเรา เพื่อ "ความสุขในปัจจุบัน" คือ สภาพจิตที่สงบระงับจากกิเลส มีความเยือกเย็นใจ ไม่ต้องดิ้นรนไปกับความเร่าร้อนของทางโลก

ถ้าสามารถทรงสมาธิได้ชนิดมั่นคง ก็จะก่อให้เกิด "ความสุขในอนาคต" ก็คือชีวิตต่อ ๆ ไปในชาติอื่นของเรา จะต้องก้าวไปสู่ด้านของสุคติ คือด้านดีอย่างแน่นอน

แล้วถ้าท่านทั้งหลายสร้างสมบุญญาบารมีมาพร้อมสมบูรณ์ อาจจะหลุดพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพาน ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดมาทุกข์ยากไม่รู้จบ ถ้าอย่างนั้นจึงเป็น "ประโยชน์สูงสุด" ในพระพุทธศาสนา
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 02:11
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 16 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า เมื่อวานนี้, 01:33
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,829
ได้ให้อนุโมทนา: 160,991
ได้รับอนุโมทนา 4,529,952 ครั้ง ใน 37,445 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ต้องแลกมาด้วยความพากเพียร ความอดทน และความมีปัญญา ก็คือรู้ว่าอะไรดีเราก็ทำ รู้ว่าอะไรชั่วเราก็ละ โดยเฉพาะพระภิกษุสามเณรของเรา โอกาสที่จะบวชเข้ามารักษาศีลปฏิบัติธรรมนั้นมีน้อยลงไปทุกวัน เพราะว่าสังคมไม่ได้บังคับเหมือนแต่ก่อน เพียงแต่ท่านทั้งหลายต้องเข้าใจว่า การสวดมนต์ไหว้พระในชีวิตฆราวาส ท่านทำไปเป็น ๑๐๐ ปี ก็สู้ท่านทำตอนเป็นพระภิกษุสามเณรแค่พรรษาเดียวไม่ได้..!

เนื่องเพราะว่าความเป็นพระภิกษุสามเณร เรามีต้นทุนสูงกว่าฆราวาส ฆราวาสมีศีล ๕ หรือศีล ๘ แต่สามเณรมีศีล ๑๐ พระสงฆ์มีศีล ๒๒๗ ถ้าสมมติว่าเราลงทุนทำในกิจการเดียวกัน ฆราวาสลงทุนด้วยศีล ๕ ตีว่า ๕ ล้านบาท หรือลงทุนด้วยศีล ๘ ตีว่า ๘ ล้านบาท แต่สามเณรลงทุนด้วยศีล ๑๐ ก็คือ ๑๐ ล้านบาท พระภิกษุสงฆ์ลงทุนด้วยศีล ๒๒๗ ก็คือ ๒๒๗ ล้านบาท ถ้าได้กำไรแบบเดียวกัน ส่วนของพระภิกษุย่อมได้กำไรมากกว่าหลายเท่า ดังนั้น..สิ่งหนึ่งประการใดที่ท่านทั้งหลายทำในขณะที่เป็นพระภิกษุสงฆ์ จึงมีอานิสงส์มากกว่าการทำในตอนเป็นฆราวาสมากเป็นร้อย ๆ เท่า..!

คราวนี้สิ่งที่ท่านทำสั่งสมเอาไว้ในตัว เป็นบุญบารมีเฉพาะตัว ถ้าหากว่าอยู่ต่อไปได้ก็จะเป็นกำลังใหญ่ของพระพุทธศาสนา ถ้าสึกหาลาเพศไป บุญกุศลนี้ก็จะช่วยให้ท่านดำเนินชีวิตได้สะดวกคล่องตัวกว่าคนอื่น เนื่องเพราะว่า"คนมีบุญก็เหมือนกับคนมีเงิน ทำอะไรก็สะดวกคล่องตัวไปหมด" โบราณของเรารู้ในจุดนี้ จึงมีค่านิยมในการบวชลูกชายอย่างน้อย ๑ พรรษา เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้มีโอกาสสั่งสมบุญกุศล

แล้วในขณะเดียวกัน ถ้าท่านอดทนอดกลั้นต่อสิ่งกระทบต่าง ๆ ซึ่งในชีวิตฆราวาสไม่มีโอกาสได้พบ หรือว่าพบน้อย ถ้ากิเลส รัก โลภ โกรธ หลง เหมือนกับเสือตัวหนึ่ง ชีวิตฆราวาสก็เหมือนกับเสือตัวนั้นอยู่ในป่า แล้วเราไปเดินอยู่ บางทีทั้งปีไม่เจอเสือตัวนั้นเลย แต่พอเป็นพระภิกษุสงฆ์เข้ามา โดนตีกรอบด้วยศีล ๒๒๗ ข้อ ส่วนที่เคยทำได้ก็ทำไม่ได้ อึดอัดขัดข้องไปหมด

เหมือนเขาเอาเสือตัวนั้นใส่ไว้ในกรงเดียวกับเรา ก็โดนกัดโดนฟัดอยู่ทุกวัน คนไหนทนไม่ได้ สึกแหกพรรษาไปกลางคันก็มาก..! เขาถึงได้บอกว่า ค่านิยมโบราณคือให้บวชก่อนเบียด ถ้าท่านสามารถอดกลั้นอดทนได้ตลอดพรรษา แปลว่ามีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะมีครอบครัวได้ เพราะว่าชีวิตครอบครัวฆราวาสก็ต้องมีการกระทบกระทั่งให้เราต้องอดทนอดกลั้นตลอดเวลา

เรื่องพวกนี้ ยุคนี้สมัยนี้ไม่ค่อยจะทำกัน
เราท่านทั้งหลายมีโอกาสถือว่าโชคดีแล้ว ได้ชาติกำเนิดเกิดเป็นมนุษย์ ยังมีโอกาสปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา ซึ่งหลักธรรมคำสอนยังครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งศีล สมาธิ และปัญญา ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านทั้งหลายย่อมมีโอกาสที่จะพ้นจากกองทุกข์ มากน้อยตามความขยันหมั่นเพียรและบุญวาสนาที่ตนเองสั่งสมมา
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 02:14
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 15 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า เมื่อวานนี้, 01:37
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,829
ได้ให้อนุโมทนา: 160,991
ได้รับอนุโมทนา 4,529,952 ครั้ง ใน 37,445 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

สิ่งที่ท่านทั้งหลายทำ กระผม/อาตมภาพยืนยันว่าไม่เป็นหมัน ทำไปเท่าไรท่านได้รับเท่านั้น เพียงแต่ว่าตอนนี้อาจจะมองเห็นไม่ชัด แต่ถ้าหากว่าสิ้นชีวิตลงไปเมื่อไร สิ่งหนึ่งที่ท่านทั้งหลายจะได้พบเห็นก็คือ บุญกุศลทั้งหมดที่มาช่วยเหลือ ประคับประคองเราให้ไปยังภพภูมิที่ดี

ขณะที่ผู้ขาดบุญขาดกุศล ต้องลงไปลำบากในทุคติ เป็นสัตว์นรกบ้าง เป็นเปรตบ้าง เป็นอสุรกายบ้าง เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง ถึงได้เกิดเป็นมนุษย์ ก็พิกลพิการ ลำบากยากจน ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เราท่านทั้งหลายประพฤติวัตรปฏิบัติธรรม ไม่ว่าจะด้วยความมุ่งหมายใดก็ตาม ขอให้เข้าใจว่า สิ่งที่เราทำนั้นจะได้รับประโยชน์สุขในปัจจุบัน ได้รับประโยชน์สุขในอนาคต และได้รับประโยชน์สูงสุด ก็คือหลุดพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพาน

ท้ายสุดนี้ กระผม/อาตมภาพขอตั้งสัตยาธิษฐาน อ้างคุณพระศรีรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ ธัมมรัตนะ และสังฆรัตนะ มีบารมีของครูบาอาจารย์ คือ หลวงปู่เพิ่ม หลวงพ่อศรี อดีตเจ้าอาวาสวัดอุทยานนี้เป็นที่สุด ได้โปรดดลบันดาลให้ทุกท่านประสบแต่ความสุขความเจริญ แม้ว่าประสงค์จำนงหมายสิ่งหนึ่งประการใด ที่เป็นไปโดยชอบประกอบด้วยธรรมแล้ว ขอให้ความปรารถนาของทุกท่าน จงสำเร็จสัมฤทธิ์ผล ตามมโนรถทุกประการด้วยเทอญ

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
ธรรมบรรยายในงานปฏิบัติธรรม วัดอุทยาน
วันอาทิตย์ที่ ๑ กมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๘
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)

__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : เมื่อวานนี้ เมื่อ 10:26
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 15 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 2 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 2 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 09:24



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว