กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เทศน์ในวาระสำคัญต่าง ๆ

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 10-01-2026, 01:16
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,692
ได้ให้อนุโมทนา: 160,529
ได้รับอนุโมทนา 4,526,019 ครั้ง ใน 37,308 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default ปกิณกธรรมช่วงบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรม ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๘-๔ มกราคม ๒๕๖๙

ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงเช้า วันพุธที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๘

การบวชปฏิบัติธรรมงวดนี้ เท่ากับเป็นรุ่นแรกของปี ๒๕๖๙ ซึ่งก็จะมีแนวปฏิบัติเหมือนกัน ก็คือบวชปฏิบัติธรรมส่งท้ายปีเก่า สร้างกุศลรับปีใหม่ ในระหว่างนั้นก็มีการสวดมนต์ข้ามปี ใส่บาตรสร้างกุศลร่วมกัน

สภาพจิตของคนเรามีปกติไหลลงต่ำเสมอ จึงต้องพยายามที่จะทำอย่างไรให้สภาพจิตของเราคงตัว หรือว่าก้าวขึ้นสู่ที่สูง ซึ่งเป็นเรื่องที่แต่ละคนจะต้องมีเทคนิค หรือวิธีการเฉพาะตน ในการประคับประคองรักษากำลังใจ ให้อยู่ในด้านดีมากกว่าด้านที่ชั่ว

สภาพจิตของเราเหมือนกับเก้าอี้ที่นั่งได้คนเดียว ถ้าความชั่วเข้าไปยึดไว้ก่อน ความดีก็เข้าไม่ได้ จึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องรีบนำความดีเข้าไปสู่ใจ เพื่อที่ความชั่วทั้งหลายจะได้มากล้ำกรายไม่ได้ และเป็นสิ่งที่เราท่านทั้งหลายจะต้องระมัดระวังรักษาอยู่ตลอดชีวิต ไม่ใช่มาทำเฉพาะช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ส่วนที่เหลือปล่อยไปแล้วแต่เวรแต่กรรม ถ้าอย่างนั้นโอกาสที่จะพลาดลงอบายภูมิมีสูงมาก..!

ต้องหมั่นฝึกฝนกำลังใจของตนเองให้เคยชินกับการสร้างความดี ไม่ว่าจะเป็นทาน เป็นศีล เป็นภาวนาก็ตาม เนื่องเพราะว่าถ้าจิตมีความเคยชินเราก็จะไม่รู้สึกว่างานนั้นหนัก แต่ถ้าเป็นการเริ่มต้นใหม่ ๆ สภาพจิตยังไม่เคยชิน เราจะรู้สึกว่างานนั้นหนักมาก

ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายเป็นอย่างอาตมภาพ ก็คงจะทำอะไรไม่ถูกกันพอดี อย่างเมื่อตีสามครึ่งก็ลงมาเริ่มนำทุกคนปฏิบัติธรรมช่วงเช้ามืด หลังจากที่ทำวัตรสวดมนต์กันเรียบร้อยแล้ว ก็ออกบิณฑบาต เสร็จจากบิณฑบาต ก็มานำพวกเราสมาทานพระกรรมฐานเพื่อเข้าสู่การปฏิบัติธรรมช่วงสาย เสร็จแล้วอาตมภาพต้องรีบวิ่งไปยังวัดห้วยเจริญ ซึ่งห่างจากที่นี่ ๓๐ - ๔๐ กว่ากิโลเมตร เพื่อไปร่วมพิธีเปิดงานปิดทองฝังลูกนิมิตอุโบสถใหม่ของวัดห้วยเจริญ

ใช้คำว่า อุโบสถใหม่ ไม่ได้แปลว่าเขามีของเก่า หากแต่แปลว่ามีแต่ของใหม่จริง ๆ และเป็นอุโบสถเจ้าปัญหาอยู่หลายปี เนื่องเพราะว่าผู้ถวายที่ให้สร้างวัดมีสองเจ้า เจ้าหนึ่งที่ดินเป็นโฉนด อีกเจ้าหนึ่งที่ดินเป็น ส.ป.ก. ซึ่งกฎเกณฑ์กติกาของ ส.ป.ก. ก็ระบุเอาไว้ชัดเจนแล้วว่าห้ามจำหน่ายจ่ายโอน ยกเว้นให้ทายาทของตน ปรากฏว่าเจ้าอาวาสไปรีบสร้างอุโบสถเสียก่อน ไม่ทราบเหมือนกันว่ากลัวเขาเอาที่คืนหรืออย่างไร ?
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 10-01-2026 เมื่อ 01:27
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 15 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 10-01-2026, 01:17
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,692
ได้ให้อนุโมทนา: 160,529
ได้รับอนุโมทนา 4,526,019 ครั้ง ใน 37,308 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ครั้นถึงเวลาขอวิสุงคามสีมา มีการตรวจสอบ พ่อเจ้าประคุณเถอะ..ดันไปสร้างคร่อมที่ดินไว้ทั้งสองผืน..! ก็คือทางด้านที่ไม่มีปัญหาคือที่ดินซึ่งเป็นโฉนด เพราะว่าจำหน่ายจ่ายโอนได้ตามปกติ แต่ด้านที่เป็น ส.ป.ก. มีปัญหา เพราะว่าที่ดิน ส.ป.ก. ไม่สามารถทำอะไรได้ แต่ไปสร้างโบสถ์คร่อมไว้บนที่ดินส่วนนั้นด้วย ก็เลยไม่สามารถขอพระราชทานวิสุงคามสีมาได้ ก็แปลว่าเป็นวัดที่ถูกต้องไม่ได้

เมื่อดิ้นรนอยู่หลายปี ไม่ว่ากำลังภายนอก กำลังภายใน ก็ไม่สามารถที่จะขอพระราชทานวิสุงคามสีมาได้ เพราะไม่มีใครอยากเอาคอไปขึ้นเขียง กระผม/อาตมภาพแนะนำไปตั้งแต่แรกแล้วว่า "ไปจ้างเขามาดีดโบสถ์กลับออกไปทางด้านที่เป็นโฉนด ก็หมดเรื่องไปแล้ว โบสถ์ครึ่งหลังยาวไม่ถึง ๒๐ เมตร ดีดพักเดียวก็เสร็จแล้ว"

เขาเสียดายค่าทำ บอกว่า "เขาคิดมาเจ็ดแสนบาท" ก็เลยมัวแต่ไปวิ่งเต้นทางด้านอื่น น่าจะหมดไปเกินเจ็ดแสนแล้ว ท้ายที่สุดก็ต้องกลับมาใช้วิธีเดิม ก็คือดีดโบสถ์ให้พ้นจากเขต ส.ป.ก. เท่านั้นเอง..!

ดั้งนั้น..เราท่านจะเห็นว่าในช่วงนี้ พอทำพิธีบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรมเรียบร้อยแล้ว อาตมภาพก็จะมอบหมายให้พระวิปัสนาจารย์นำพวกเราเข้าสู่การปฏิบัติธรรม ส่วนตัวเองก็ต้องวิ่งไปร่วมพิธีเปิดงานปิดทองฝังลูกนิมิต วัดห้วยเจริญศรัทธาราม ตำบลห้วยเขย่ง อำเภอทองผาภูมิ ฟังดี ๆ เนื่องเพราะว่าทองผาภูมิมีวัดหนองเจริญศรัทธาธรรมอีกหนึ่งแห่ง เจริญพอกันนั่นแหละ โดยที่อาตมภาพก็ร่วมเป็นเจ้าภาพลูกนิมิตและมีดตัดหวายไป น่าจะเป็นด้านทิศตะวันออกหนึ่งลูก หนึ่งแสนบาท ญาติโยมไม่ต้องกังวล ในขันข้างหน้าอาตมานี้น่าจะมีสักสามพันบาทแล้ว..!

เขาจะให้ไปตัดหวายวันที่ ๔ มกราคม ซึ่งอาตมภาพก็คงไม่อยู่ ปล่อยให้ไปตัดกันเอง ถ้าไม่ตัดก็ไม่ต้องฝัง..! ก็คือเจ้าอาวาสดูท่าว่าจะทำงานไม่เป็น ทั้ง ๆ ที่เป็นพระอุปัชฌาย์รุ่นเดียวกัน แนะนำอะไรไปทุกอย่างแล้ว แต่ส่วนที่ขาดคือขาดการประชาสัมพันธ์อย่างแรง ถ้าเทียบกับวัดประจำไม้ ที่อยู่ตำบลห้วยเขย่ง อำเภอทองผาภูมิเหมือนกัน ซึ่งจะยกฉัตรถวายพระประธาน เขาออกประชาสัมพันธ์ในไลน์ ในเฟซบุ๊กทุกวัน บางวันก็ ๒ - ๓ รอบ คนจะรู้กำหนดการที่แน่นอน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 10-01-2026 เมื่อ 01:29
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 15 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 10-01-2026, 01:19
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,692
ได้ให้อนุโมทนา: 160,529
ได้รับอนุโมทนา 4,526,019 ครั้ง ใน 37,308 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เมื่อวานกระผม/อาตมภาพทวงถามไปว่ามีกำหนดการอะไรบ้าง ? กว่าจะได้ต้องให้เลขานุการเจ้าคณะตำบลไปตาม ถึงจะรู้ว่าวันนี้ ๐๙.๐๙ น. เขาจะทำพิธีเปิดงาน เออ..เรื่องของมึง..! ไปทันก็แล้วไป ถ้าไปไม่ทันก็เรื่องของมึงเถอะ..! เพราะว่าเสร็จจากตรงนี้อย่างน้อยก็ ๐๘.๓๐ น. มีเวลา ๓๐ นาทีวิ่งไป ๔๐ กิโลเมตร คงจะต้องเหาะไปกระมัง..?!

เรื่องของการทำงานทางโลก ในส่วนของการประชาสัมพันธ์สำคัญที่สุด สมัยก่อนใช้คำว่า "ตีปี๊บ" ให้อีโล้งโช้งเช้งเข้าไว้ คนจะได้สนใจหันมาดู ไม่ใช่ทำอะไรไปมากมายมหาศาลแต่เงียบฉี่ ไม่มีใครรู้ว่าคุณทำอะไร ? หลายต่อหลายวัดถึงขนาดต้องจ้างโฆษก หรือพิธีกรมืออาชีพ มาคอยพูดล้วงกระเป๋าญาติโยมเขาทั้งวัน สมัยก่อนค่าตัววันละ ๗๐๐ บาท สมัยนี้ไม่ทราบขึ้นไปถึงไหนแล้ว ? คำว่าสมัยก่อนคือสมัยที่อาตมภาพยังหนุ่มอยู่ ตอนนี้แก่ได้ที่แล้ว

เดี๋ยวพวกเราทำพิธีบวชเนกขัมมะให้เรียบร้อย แล้วจะได้เข้าสู่การปฏิบัติธรรมกันต่อไป
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 10-01-2026 เมื่อ 01:30
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 15 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า เมื่อวานนี้, 02:14
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,692
ได้ให้อนุโมทนา: 160,529
ได้รับอนุโมทนา 4,526,019 ครั้ง ใน 37,308 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงบ่าย วันพุธที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๘


ใครทะลึ่งเอาอะไรมาพ่นไว้ตรงนี้ หายใจเข้าไปทีจามเลย..! บางทีเขาก็หวังดี แต่เขาไม่รู้ว่าอาตมาแพ้ของพวกนี้ สมัยวัยรุ่นไปไหนกับเพื่อนผู้หญิง ห้ามเพื่อนผู้หญิงแต่งหน้าเด็ดขาด อาตมาภาพแพ้กลิ่นเครื่องสำอาง ถึงเวลาได้กลิ่นแล้วจะจามน้ำมูกยืด สมัยนั้นเขาจะรู้กัน ถ้าใครแต่งหน้ามา ไปล้างหน้าเสียดี ๆ สรุปว่าที่เหมาะที่สุดที่จะอยู่ก็คือวัด เพราะไม่มีกลิ่นพวกนี้ หรือจะมีแม่ชีแต่งหน้าขึ้นมาอีก..!

ปฏิบัติธรรมช่วงเช้าเป็นอย่างไรบ้าง..? การปฏิบัติธรรมแต่ละครั้ง แต่ละรอบ หรือแต่ละวัน อย่าทำทิ้งเฉย ๆ ต้องรู้จักสังเกตด้วยว่าทำได้ดีกว่าเดิมหรือแย่กว่าเดิม เราจะได้แก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ ไม่ใช่วันนี้ทำเช้า เดี๋ยวบ่าย เดี๋ยวค่ำ ทั้งวันเป็นอย่างไร ไม่รู้เรื่อง แล้วจะทำไปให้เหนื่อยทำไม ?

เราต้องหวังความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม ถ้าหากว่ามัวแต่ทำอยู่โดยไม่รู้ฟ้ารู้ดิน เราก็ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไร ? เพื่ออะไร ? จะผิดจะถูกก็มั่วไปเรื่อย..! จะว่าไปแล้วก็น่าชื่นชมนะ ว่าอย่างน้อยก็ขยัน แต่ความขยันก็ควรจะขยันแบบมีหลักการ ขยันให้ถูกทาง ไม่ใช่ขยันไปเรื่อยเปื่อย แล้วก็ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไร เพื่ออะไร ได้อะไร

โดยเฉพาะถ้าอ่านตัวเองไม่ออก เราก็แก้ไขและพัฒนาตัวเองไม่ได้ ในจำนวนญาณคือเครื่องรู้แบบพิเศษทั้งแปดประเภท มีอยู่ตัวหนึ่งเรียกว่าเจโตปริยญาณ คือการรู้ใจบุคคลรอบข้าง "ปริ" ก็คือโดยรอบ คราวนี้ส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือต้องรู้ใจตัวเอง

ถ้าหากว่าฝึกมาในด้านทิพจักขุญาณ ก็ต้องพยายามดูว่าวันนี้สภาพจิตของเราเศร้าหมอง หรือว่าผ่องใส ดีกว่าเมื่อวานหรือเปล่า ?
ถ้าฝึกมาในด้านสมาธิสมาบัติโดยตรง ก็ต้องดูว่าวันนี้เราเข้าสมาธิได้เร็วขึ้น หรือว่าได้เท่าเดิม หรือว่าช้ากว่าเมื่อวาน ? เราจะได้ใช้ความพยายามให้ถูก ถ้าทำได้เร็วขึ้น ดีขึ้น ก็ต้องตั้งเป้าหมายไว้ว่า "พรุ่งนี้เราต้องทำให้ได้ดีกว่านี้" ไม่อย่างนั้นแล้วเราจะหาความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมได้ยากมาก เพราะว่าดูตัวเองไม่เป็น ก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขอะไรได้

อย่าให้การปฏิบัติธรรมของเราเป็นการทำแล้วทิ้งไปเฉย ๆ ต้องทำแล้วหวังผลด้วย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 04:08
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
กมลโกศลจิต​ (เมื่อวานนี้), กิติศักดิ์ (วันนี้), ญาณวิทย์ (เมื่อวานนี้), ต้นบุญ (เมื่อวานนี้), ทายก (เมื่อวานนี้), นาย ธีรัตน์ บุญศรี (เมื่อวานนี้), ปราโมทย์ (เมื่อวานนี้), พุทธภูมิ (เมื่อวานนี้), มารวย๙ (เมื่อวานนี้), สุธรรม (เมื่อวานนี้)
  #5  
เก่า เมื่อวานนี้, 02:19
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,692
ได้ให้อนุโมทนา: 160,529
ได้รับอนุโมทนา 4,526,019 ครั้ง ใน 37,308 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

สมัยก่อนพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ถึงเวลาท่านก็จะให้พระคาถาไปภาวนา บอกว่า "เอาบทนี้ไปลูก ภาวนาแล้วผลจะเกิดแบบนี้ ๆ ให้เวลาสามเดือนไปลองทำดูว่าจะเกิดผลหรือไม่ แต่อย่าลืมว่าต้องภาวนาอย่างน้อยครั้งละ ๓๐ นาที และต้องรักษาศีลห้าด้วย" ส่วนใหญ่ที่ไปลองทำดูก็คือ ไม่กี่นาทีก็ทำได้แล้ว..!

คราวนี้พวกเราถ้าหากว่าไม่มีเครื่องวัดตัวเอง ให้ดูกำลังใจเทียบกับนิวรณ์ ๕ อย่าง นิวรณ์ก็คือกิเลสหยาบที่กั้นกำลังใจเราไม่ให้ถึงคุณงามความดี ประกอบไปด้วย
๑. กามฉันทะ ความยินดีในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ
๒. พยาปาทะ ความนึกโกรธ เกลียด อาฆาตแค้นผู้อื่น
๓. ถีนมิทธะ ความง่วงหงาวหาวนอน ชวนขึ้เกียจ
๔. อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจ ทำไม่ได้ผลแล้วหงุดหงิด
๕. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในผลการปฏิบัติ ทำแล้วมันจะได้จริงหรือวะ..?

พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นลูกอีช่างตั้งคำถาม แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาทำให้เกิดผล ก็มัวมาแต่ตั้งคำถามว่าทำแล้วจะได้ผลจริงไหม ? ข้าวตั้งอยู่ตรงหน้า แทนที่จะตักใส่ปาก ก็ไปนั่งเขี่ยดูว่าหุงมาจากข้าวอะไร * หอมมะลิหรือเปล่า ? หรือว่าเสาไห้ หรือว่าเขี้ยวงู หรือแม้กระทั่งข้าวนกกระเหรี่ยง ? มีให้กินยังทะลึ่งไปนั่งเขี่ยดูว่าทำมาจากอะไร..?! หลายต่อหลายคนเป็นคนขยัน แต่ใช้ความขยันในทางที่ผิด แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรม ก็ไปตั้งหน้าตั้งตาสงสัย

ดังนั้น..ถ้าหากว่าไม่มีอะไรเป็นเครื่องวัดผลการปฏิบัติของตนเอง ให้ใช้กิเลสทั้ง ๕ อย่างที่พูดมาเมื่อครู่นี้ จำกันไม่ได้แล้วแหง ๆ ถึงมีเชือกแถวนี้ตูก็ผูกคอตายไม่ได้หรอก เพราะว่าขื่อสูงมาก ทนอยู่กับพวกโยมต่อไปก็แล้วกัน..!

วัดดูว่าใจของเราในแต่ละวันมีนิวรณ์ ๕ อย่างอยู่หรือเปล่า ? ถ้าหากว่ามีอยู่..ก็เร่งขับไล่ออกไป วิธีขับไล่ที่ดีที่สุดก็คืออยู่กับลมหายใจเข้าออก ถ้าหากว่าไม่มีนิวรณ์ แปลว่ากำลังใจของเราอยู่ในด้านดีมากกว่า ก็เร่งการปฏิบัติให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป จะว่าไปแล้วงานของเรามีอยู่นิดเดียวเท่านั้น
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 04:11
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
กมลโกศลจิต​ (เมื่อวานนี้), กิติศักดิ์ (วันนี้), ญาณวิทย์ (เมื่อวานนี้), ต้นบุญ (เมื่อวานนี้), ทายก (เมื่อวานนี้), นาย ธีรัตน์ บุญศรี (เมื่อวานนี้), ปราโมทย์ (เมื่อวานนี้), พุทธภูมิ (เมื่อวานนี้), มารวย๙ (เมื่อวานนี้), สุธรรม (เมื่อวานนี้)
  #6  
เก่า เมื่อวานนี้, 02:22
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,692
ได้ให้อนุโมทนา: 160,529
ได้รับอนุโมทนา 4,526,019 ครั้ง ใน 37,308 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ก็ดูว่าใจของเรามีความชั่วอยู่หรือเปล่า ? ถ้าความชั่วมีอยู่ก็เร่งขับไล่ออกไป

ใจของเรามีความดีอยู่หรือเปล่า ? ถ้ายังไม่มีก็เร่งสร้างความดีขึ้นมา ถ้ามีความดีอยู่แล้ว ก็เร่งทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป


สรุปแล้วที่เรียนมานั้นเยอะเกิน กลายเป็นประเภทเอื้อมมือเลยหัว เขาต้องการแค่หัวตัวเอง คลำเลยไปก็หยิบไม่ได้สักที ส่วนใหญ่แล้วพวกเราก็มักจะเปะปะไปหลายสำนัก ศึกษามามาก กลายเป็นความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด..!

หลักธรรมไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือทำให้เกิดผลก่อน พอเกิดผลแล้ว ซักซ้อมจนคล่องตัว และมั่นใจว่าต้องการเมื่อไรทำได้เมื่อนั้น แล้วค่อยขยับไปหาหัวข้อธรรมต่อไป ไม่ใช่ตีอวนจะเอาปลาทั้งทะเล การปฏิบัติธรรมเขาเน้นเอาปลาตัวเดียว ก็แปลว่าอย่างน้อย ๆ ก็คือใช้เบ็ดตกปลา และต้องเป็นเบ็ดตัวเดียว สมัยนี้มีเบ็ดพวง ถึงเวลาหย่อนลงไป ปลาหลาย ๆ ตัวกินพร้อมกัน ไอ้พวกโลภมาก กลัวจะบาปน้อย ฟังแล้วอนาถชีวิต..!

เมื่อเช้านี้วิ่งไปถึงวัดห้วยเจริญศรัทธาราม จากที่เขานัดไว้ ๐๙.๓๐ น. วิ่งไปถึง ๐๙.๐๙ น. เลขสวยมาก รอจน ๐๙.๕๙ น. เขาค่อยเริ่ม..! ลูกเจนนี่อยู่ไหม ? อย่าเที่ยวไปบ่นที่อื่นอีกนะว่า "ถ้าเป็นวัดหลวงพ่อหนู งานเสร็จไปนานแล้ว..!" เจ้าตัวเล็กก่อนหน้านั้นยังวัยรุ่นอยู่ งานเขารอดารามาเป็นประธาน แล้วงานใหญ่คนเป็นพัน ๆ มารอคนคนเดียว ยายหนูแกทนไม่ไหว รอไปครึ่งค่อนชั่วโมง เลยเวลาแล้วยังไม่ได้เริ่มงาน แกก็เลยบ่น "ถ้าเป็นวัดหลวงพ่อหนู ป่านนี้งานเสร็จไปนานแล้ว" เล่นเอาแม่ตะครุบปากแทบไม่ทัน..! เพราะฉะนั้น..เขาถึงบอกว่าวัดท่าขนุนตรงเวลาจนน่าเกลียด มีแต่ไปก่อน ไม่มีทีหลัง
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : เมื่อวานนี้ เมื่อ 20:07
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
กมลโกศลจิต​ (เมื่อวานนี้), กิติศักดิ์ (วันนี้), ญาณวิทย์ (เมื่อวานนี้), ทายก (เมื่อวานนี้), นาย ธีรัตน์ บุญศรี (เมื่อวานนี้), ปราโมทย์ (เมื่อวานนี้), พุทธภูมิ (เมื่อวานนี้), มารวย๙ (เมื่อวานนี้), สุธรรม (เมื่อวานนี้)
  #7  
เก่า เมื่อวานนี้, 02:24
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,692
ได้ให้อนุโมทนา: 160,529
ได้รับอนุโมทนา 4,526,019 ครั้ง ใน 37,308 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระเดชพระคุณพระราชวิสุทธาภรณ์ (ทองดำ อิฏฺฐาสโภ ป.ธ. ๖) เจ้าอาวาสวัดพระแท่นดงรัง วรวิหาร รองเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี เมตตาถามว่า "ท่าขนุนมานานหรือยัง ?" คือปกติจะไปก่อนงานเป็นชั่วโมง กราบเรียนท่านไปว่า "ติดบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ เพิ่งมาถึงก่อนหลวงพ่อไม่กี่นาทีครับ" รองเจ้าคณะจังหวัดยังไปตรงเวลาเลย แต่ขอโทษ..เจ้าภาพมาไม่ตรงเวลา..!

อาตมาเป็นหนึ่งในเจ้าภาพลูกนิมิตและมีดตัดหวาย เขาคิดหนึ่งแสนบาท มีทั้งหมดเก้าลูก เป็นเจ้าภาพให้เขาไปหนึ่งลูก วันนี้ไปทำพิธีเปิดให้คนปิดทอง ความจริงก็คือการตั้งใจปิดทองถวายเป็นพุทธบูชาอย่างหนึ่ง ร่วมอนุโมทนากับเจ้าภาพด้วย ก็คือถ้าไม่อนุโมทนาเราก็คงไม่ไปปิดทองกับเขา..ใช่ไหม ?

เมื่อเสร็จงานก็วิ่งกลับมา ถึงนี่ ๑๑.๓๐ น. ไปฉันเพลไม่ทันแล้ว เลิก ๆ เอาแค่นั้นพอ ปรากฎว่าหลังจากนั้นนั่งฟังเสียงตามสาย ฟังไปฟังมา..วูบ วัยรุ่นสมัยนี้ว่า "ภาพมันตัด" ลืมตาขึ้นมา อ้าว..เสียงหายไปไหนหว่า ? แต่อย่าคิดว่าไม่ได้ยินนะ อาตมภาพมีความสามารถพิเศษ ก็คือฟังไปได้เรื่อย ๆ ปกติเสียงเทศน์หลวงพ่อประมาณแค่ ๓๐ นาที หรือไม่ก็ขาดนิดหน่อย แต่คราวนี้น่าจะเป็นชั่วโมงแล้วกระมัง ? พอลืมตาขึ้นมา เสียงหายวับ..! ก็คือเสียงตามสายจริง ๆ จบไปนานแล้ว แล้วที่เราได้ยินอยู่จนถึงเมื่อครู่นี้คืออะไร ? เนื้อหาต่อเนื่องดีด้วยนะ ไม่มีขาด ไปลอง ๆ หัดดู เผื่อจะทำได้บ้างนะ

พวกเราสมาทานพระกรรมฐาน แล้วเข้าสู่การปฏิบัติรอบบ่ายของเรากัน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 04:16
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 12 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #8  
เก่า เมื่อวานนี้, 20:27
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,692
ได้ให้อนุโมทนา: 160,529
ได้รับอนุโมทนา 4,526,019 ครั้ง ใน 37,308 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ก่อนสวดมนต์ข้ามปี วันพุธที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๘


โดยปกติแล้วก่อนจะทำพิธีอะไรส่วนใหญ่พวกเราก็จะขอศีล แล้วพระก็ให้ศีลก่อน ซึ่งความจริงก็คือเป็นการเพิ่มอานิสงส์ ให้กับคนที่ตั้งใจจะสร้างบุญกุศลในโอกาสต่าง ๆ ให้อยู่ในลักษณะที่ว่า เป็นผู้บริสุทธิ์ในศีลทุกข้อ คือเพิ่งจะรับศีลไป ศีลไม่น่าจะบกพร่อง ประมาณนั้น

แต่คราวนี้เนื่องจากว่าส่วนใหญ่ของพวกเราก็คือผู้ปฏิบัติธรรม ซึ่งรักษาศีลแปดเป็นปกติอยู่แล้ว งานนี้ก็น่าจะงดในเรื่องของการขอศีลให้ศีลไปโดยปริยาย เหลืออยู่แค่ว่าเมื่อถึงเวลา พวกเราก็เริ่มเข้าสู่การสวดมนต์ข้ามปีไปเลย

โดยปกติแล้วถ้าเป็นการสวดมนต์ข้ามปี พวกเราก็มักจะงดการทำวัตรเช้าไปเลย แล้วก็ไปรอฉันเช้าที่โรงครัว แต่ด้วยความที่ว่ารับปากชาวบ้านเขาไว้ว่า ช่วงปีใหม่นี้จะออกไปบิณฑบาตทุกวัน ดังนั้น..ถึงจะงดทำวัตรเข้า แต่ว่าถึงเวลาแล้วก็ให้ตีระฆังออกบิณฑบาตตามปกติ กลับจากบิณฑบาตแล้วค่อยฉันเช้า จากนั้นก็เข้าสู่ตารางปกติของเรา

ปกติแต่โบราณมา บ้านเราใช้วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ จนกระทั่งปีพุทธศักราช ๒๔๘๓ ทางราชการจึงประกาศให้ใช้ปีใหม่ตามหลักสากล ก็คือมาขึ้นปีใหม่กันในวันที่ ๑ มกราคมอย่างปัจจุบันนี้

ใหม่ ๆ ก็สร้างความวุ่นวายให้กับคนรุ่นนั้นอยู่พอสมควร โดยเฉพาะในเรื่องของอายุ เพราะว่าจากที่นับเดือนเมษายน คือเดือนห้าเป็นปีใหม่ แล้วมานับเอาเดือนยี่เป็นปีใหม่ ก็จะเกิดผลสองประการด้วยกันก็คือ คนเกิดปี ๒๔๘๔ อายุจะหายไปสี่เดือน หรือว่าคนที่เกิดปี ๒๔๘๓ อายุก็จะเพิ่มขึ้นมาสี่เดือน ก็คือการนับอายุจะช้าลงไปหรือเร็วขึ้นมา แล้วแต่สภาพว่าการเกิดนั้นเป็นช่วงไหน

เพียงแต่หลักโหราศาสตร์ของเราก็ยังคงนับเดือนห้าเป็นปีใหม่เหมือนเดิม แม้กระทั่งการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ พวกเราก็ยังใช้ในช่วงฤดูร้อน ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่สรรพชีวิตทั้งหลายเจริญเติบโต เป็นเวลาในการตั้งราชวงศ์ หรือตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นมา

แล้วสิ่งที่เป็นความปรารถนาของมนุษย์ตั้งแต่โบราณเลยก็คือให้อยู่สุข อยู่เย็นปราศจากสงคราม จึงมีการตั้งชื่อเมืองว่า อโยธยา หรือ อยุธยา คือเมืองที่ไม่ต้องรบ แต่ว่าความปรารถนาเป็นเรื่องหนึ่ง กิเลสในใจคนที่ไม่รู้จักพอเพียงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่พระรัฐบาลเถระกล่าวธรรมุทเทศ ๔ ประการ ว่า โลกคือหมู่สัตว์ พร่องอยู่เป็นนิจ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นสัจธรรมที่หาใครคัดค้านไม่ได้
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:21
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
กิติศักดิ์ (วันนี้), นาย ธีรัตน์ บุญศรี (เมื่อวานนี้), พุทธภูมิ (เมื่อวานนี้), มารวย๙ (วันนี้), สุธรรม (วันนี้)
  #9  
เก่า เมื่อวานนี้, 20:28
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,692
ได้ให้อนุโมทนา: 160,529
ได้รับอนุโมทนา 4,526,019 ครั้ง ใน 37,308 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระรัฐบาลเถระเป็นผู้บวชด้วยศรัทธา ก็คือเมื่อตั้งใจบวชแล้ว แม้ว่าบิดามารดาคัดค้านท่านก็ไม่เปลี่ยนใจ ถึงขนาดยอมอดอาหารตาย จนกระทั่งบรรดาพรรคพวกเพื่อนฝูงต้องไปขอร้องพ่อแม่ว่า "รัฐบาลมาณพเป็นลูกคนรวย ตอนนี้อยากบวชก็ให้บวชไปก่อนเถอะ ไปทนลำบากแบบศากยบุตรพุทธชิโนรสไม่ไหวหรอก เดี๋ยวก็สึกมาเอง" ต้องบอกว่าเดาผิดด้วยประการทั้งปวง เพราะว่าท่านบวชแล้วก็ปฏิบัติจนกลายเป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าตั้งไว้เป็นผู้เลิศกว่าคนอื่นด้านบวชด้วยศรัทธา..!

ถ้าดูบรรดาบุคคลที่เข้ามาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ก็จะเห็นว่ามีกระทั่งพระมหากษัตริย์ อย่างเช่นพระเจ้าภัททิยะศากยราชา พระมหากัปปินะ เป็นต้น มีบรรดามหาเศรษฐี โดยเฉพาะมหาเศรษฐีที่รวยจนคนประมาณไม่ได้อย่างโชติกเศรษฐี ซึ่งมีกระทั่งปราสาทแก้วมณีที่จะปรากฏเฉพาะพระเจ้าจักรพรรดิเท่านั้น

มีบรรดาพราหมณาจารย์ต่าง ๆ รูปแรกเลยก็คือหลวงปู่โกณฑัญญะ ซึ่งกระผม/อาตมภาพเคยคำนวณอายุของท่านเล่น ๆ ว่า ถ้าท่านได้เข้าทำนายลักษณะของสิทธัตถราชกุมารตั้งแต่ท่านอายุ ๑๖ ปี พระพุทธเจ้าอยู่จนอายุ ๒๙ พรรษาถึงเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ก็แปลว่าท่านตามปฏิบัติพระพุทธเจ้าตอนอายุ ๔๕ ปีเป็นอย่างน้อย พระพุทธเจ้าทรงทรมานพระวรกายอยู่อีก ๖ ปีก่อนจะตรัสรู้ อย่างน้อยหลวงปู่เราก็จะต้องบวชตอนอายุ ๕๑ ปี แต่ปรากฎว่าไม่ใช่ ไปอินเดียงวดนี้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าหลวงปู่โกณฑัญญะบวชตอนอายุ ๑๐๗ ปี..! แล้วก็ไปมรณภาพตอนอายุ ๑๒๐ ปี

เดี๋ยวจะทำการบูชาพระ แล้วพวกเราก็จะได้เข้าสู่การสวดมนต์ข้ามปีต่อไป
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:23
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
กิติศักดิ์ (วันนี้), นาย ธีรัตน์ บุญศรี (เมื่อวานนี้), พุทธภูมิ (เมื่อวานนี้), มารวย๙ (วันนี้), สุธรรม (วันนี้)
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 09:04



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว