#1
|
||||
|
||||
![]()
ทุกคนตั้งกายให้ตรง กำหนดสติไว้ที่ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้า...ให้ความรู้สึกทั้งหมดไหลตามลมหายใจเข้าไป หายใจออก...ให้ความรู้สึก...ไหลตามลมหายใจออกมา ใช้คำภาวนาอะไรก็ได้ที่เราถนัดมาแต่เดิม
วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๑๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ จะกล่าวถึงบรรดากองกรรมฐานต่าง ๆ ที่จำเป็นในการปฏิบัติของเรา อันดับแรกที่ทิ้งไม่ได้โดยเด็ดขาด คือ อานาปานสติ หรือการระลึกถึงลมหายใจเข้าออก เพราะถ้าไม่มีลมหายใจเข้าออก เราก็ไม่สามารถที่จะสร้างสมาธิให้เกิดได้ กองกรรมฐานอื่น ๆ ก็ไม่สามารถที่จะทรงตัวอยู่ได้ การที่ใช้อานาปานสตินั้นควรที่จะควบพุทธานุสติไปด้วยเพื่อเป็นกำไร ก็คือการใช้คำภาวนาว่า “พุทโธ” ก็ดี “สัมมาอรหัง” ก็ดี ซึ่งทำให้ระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เป็นปกติ หรือถ้าหากท่านใดถนัดในการจับภาพพระเป็นพุทธานุสติ นั่นก็เป็นส่วนของกสิณ ให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งที่เราถนัด ยกเว้นว่าเราทำกรรมฐานกองเหล่านั้นได้ทั้งหมดแล้ว จึงนำมาประยุกต์รวมกันได้ ครั้นเราใช้อานาปานสติกรรมฐานควบกับพุทธานุสติกรรมฐานแล้ว เมื่อภาวนาไปจนอารมณ์ใจทรงตัว ก็ให้แผ่เมตตาไปสู่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ทุกภพทุกภูมิ ทุกหมู่ทุกเหล่า ตั้งใจว่าเราไม่เป็นศัตรูกับใคร เรายินดีเป็นมิตรกับคนและสัตว์ทั่วโลก ตัวเมตตาพรหมวิหารจะช่วยให้กำลังใจของเราเยือกเย็น ชุ่มชื่น อิ่มเอิบ มีความไม่เบื่อไม่หน่ายในการปฏิบัติธรรม ไม่อย่างนั้นถ้าเราไม่มีการแผ่เมตตาเป็นปกติ ก็จะรู้สึกว่าแห้งแล้ง ติดขัด ไม่คล่องตัว เมื่อแผ่เมตตาไปแล้วจนกระทั่งกำลังใจทรงตัวดี ก็หันมาพิจารณาให้เห็นชัดว่า ร่างกายนี้ก้าวเข้าไปสู่ความตายอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็คือ มรณานุสติกรรมฐาน ชีวิตของเรามีอยู่แค่ชั่วลมหายใจเท่านั้น หายใจเข้าไม่หายใจออกก็ตาย หายใจออกไม่หายใจเข้าไปใหม่ก็ตายเช่นกัน ความตายมาถึงเราได้อยู่ทุกเวลา จึงไม่ควรประมาท ให้เร่งรัดการปฏิบัติให้มากเข้าไว้ เมื่อระลึกถึงความตายแล้ว ลำดับต่อไปก็ให้ทบทวนศีลทุกสิกขาบทของเราให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ นั่นคือ สีลานุสติกรรมฐาน ตั้งใจระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ว่ามีความดีอย่างไร จนกระทั่งจิตใจของเราปรากฏความเลื่อมใสแน่นแฟ้น ไม่ล่วงเกินทั้งต่อหน้าและลับหลัง ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ นั่นก็คือการระลึกถึง พุทธานุสติ ธัมมานุสติ และสังฆานุสติกรรมฐาน
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 27-01-2016 เมื่อ 11:48 |
สมาชิก 61 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
#2
|
||||
|
||||
![]()
หลังจากนั้นก็พิจารณาให้เห็นสภาพร่างกายของเรา ว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราอย่างไร อาจจะดูในลักษณะของกายคตานุสติกรรมฐาน คือแยกออกเป็นอาการ ๓๒ ให้เห็นชัดว่าร่างกายนี้ไม่ใช่แท่งทึบ เป็นเครื่องจักรกลที่ประกอบด้วยอวัยวะน้อยใหญ่ มีความสกปรกเป็นปกติ หรือเราจะพินิจพิจารณาในส่วนของจตุธาตุววัฏฐาน คือ แยกร่างกายเราเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม ให้เห็นชัดว่าประกอบขึ้นมาเป็นเรือนร่างให้เราอาศัยอยู่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ในที่สุดก็เสื่อมสลายตายพังไป ซึ่งก็คือในส่วนของมรณานุสติกรรมฐาน และถ้าพิจารณาเลยนั้นไปก็จะเป็นอสุภกรรมฐาน เป็นต้น
เมื่อเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย คลายกำหนัด สังเวชใจในสภาพร่างกายที่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรานี้แล้ว ก็เอาจิตสุดท้ายของเราเกาะพระนิพพาน คือ อุปสมานุสติกรรมฐาน แล้วกำหนดภาวนาของเราไป ตั้งใจว่าถ้าวันนี้เราต้องสิ้นชีวิตลงเพราะหมดอายุขัย หรือตายลงด้วยอุบัติเหตุอันตรายใด ๆ ก็ตาม เราขอไปอยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระนิพพานแห่งเดียวเท่านั้น นั่นคืออุปสมานุสติกรรมฐานนั่นเอง กรรมฐานทั้งหลายทั้งปวงที่ว่ามานี้ หลัก ๆ เลยก็คืออานาปานสติกรรมฐาน พุทธานุสติกรรมฐาน มรณานุสติกรรมฐาน พรหมวิหารสี่ ตลอดจนกระทั่งกายคตานุสติหรือว่าอสุภกรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เราจะต้องทำอย่างละเว้นเสียไม่ได้ เพื่อให้ท้ายสุดเราเข้าถึงอุปสมานุสติกรรมฐาน หรือมรรคผลพระนิพพานของเรา ลำดับต่อไปก็ให้ทุกท่านภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านวิริยบารมี วันอาทิตย์ที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๙ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย รัตนาวุธ)
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 27-01-2016 เมื่อ 20:08 |
สมาชิก 50 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
![]() |
ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน ) | |
|
|