|
#1
|
||||
|
||||
|
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๙
|
| สมาชิก 37 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ พิชวัฒน์ ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#2
|
||||
|
||||
|
วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๒๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ กระผม/อาตมภาพไปร่วมเจริญพระกรรมฐานและทำวัตรเช้า ร่วมกับคณะธุดงค์ธรรมยาตราเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เจริญพระชนมายุ ๗๕ พรรษา ที่ศาลาการเปรียญวัดทุ่งก้างย่าง บ้านทุ่งก้างย่าง ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งทุ่งก้างย่างนั้นอยู่บริเวณไทรโยคใหญ่ เพียงแต่ว่าก่อนหน้านี้ไทรโยคนั้นถือว่าเอาเขตไทรโยคใหญ่เป็นหลัก มาภายหลังความเจริญต่าง ๆ กลับไปตกอยู่ที่ไทรโยคน้อยมากกว่า เนื่องเพราะว่ามีสถานีรถไฟมาถึง และคงอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ไทรโยคใหญ่จึงลดความสำคัญลงไปมาก
ท่านอาจารย์จู๋ (พระอธิการสรรชัย ชยธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดทุ่งก้างย่าง ให้แม่ครัวมาทำข้าวต้มตั้งแต่ตี ๓ กว่า แต่ด้วยความประณีตของแม่ครัว กว่าข้าวปลาอาหารจะเสร็จเรียบร้อยก็ตี ๕ กว่าไปแล้ว เพียงแต่ว่าพระภิกษุของเรากลับช้ากว่า ไม่ทราบเหมือนกันว่าร่างกายล้าจากการเดินทางมาหลายวัน หรือว่าความเคยชินที่สภาพจิตยังโดนความง่วงเหงาหาวนอนครอบงำอยู่ จึงไม่สามารถที่จะลุกขึ้นมาให้ทันเวลาได้ ? เมื่อฉันเช้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็มีการถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก แล้วกระผม/อาตมภาพกับท่านอาจารย์จู๋ก็ทำการส่งคณะธุดงค์ออกจากวัด เดินทางไปยังจุดมุ่งหมายของวันนี้ ก็คือวัดใหม่ดงสัก ซึ่งเป็นวัดสุดท้ายของเขตอำเภอไทรโยค ก่อนที่จะเข้าอำเภอทองผาภูมิ เพียงแต่ว่าเราต้องไปแวะฉันเพลกันที่วัดท่าทุ่งนาฤทธาราม ซึ่งอยู่ห่างจากทางวัดทุ่งก้างย่างประมาณ ๑๐ กิโลเมตร สิ่งที่เป็นภาระใหญ่ของคณะธุดงค์ก็ยังคงเหมือนเดิม คือญาติโยมผู้ที่เห็นแล้วมีจิตศรัทธาก็เอาภัตตาหารบ้าง น้ำบ้าง มาถวาย แต่ถวายแบบอยากทำบุญ ไม่ได้สนใจว่าคนรับจะเอาไปอย่างไร อย่างเช่นว่าถวายน้ำคนละ ๑๒ ขวด..! ภาระหนักจึงไปตกอยู่ที่รถเสบียง ซึ่งตั้งแต่วันแรกเราตุนน้ำไป แล้วพระธุดงค์ของเราก็ใช้กันเป็นจำนวนมากทุกวัน แต่ไม่เคยลดน้อยลงเลย มีแต่เพิ่มมากขึ้น..! เรื่องของการทำบุญบางทีเราก็ต้องใช้ปัญญาด้วย กระผม/อาตมภาพเองเจอโยมใส่บาตรทุเรียน ๗ ลูกมาแล้ว..! ไม่ทราบว่าจะเอากลับอย่างไรเหมือนกัน ? คือคนทำบุญก็อยากจะทำ แต่ภาระหนักไปตกเป็นของพระภิกษุสามเณร จะทิ้งก็ไม่ได้ เพราะเป็นการทำลายศรัทธาญาติโยม แต่จะให้หอบกลับ ก็เกินภาระตนเองเหมือนกัน ท้ายสุดก็ต้องบอกให้โยมที่รู้จัก นำเอารถพ่วงสามล้อวิ่งไปส่งที่วัดให้..!
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 27-03-2026 เมื่อ 02:04 |
| สมาชิก 31 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#3
|
||||
|
||||
|
กระผม/อาตมภาพไปถึงวัดท่าทุ่งนาฤทธาราม พระครูใบฎีกาพงษ์พันธ์ คุณวุฑฺโฒ เจ้าอาวาส ท่านเป็นเจ้าคณะตำบลท่าเสาเขต ๑ และเพิ่งจะสอบพระอุปัชฌาย์ได้ ออกมาต้อนรับ
กระผม/อาตมภาพเองสอนหนังสือให้ท่าน มาตั้งแต่ระดับประกาศนียบัตรบริหารกิจการคณะสงฆ์ จึงรู้จักคุ้นเคยกันดี ปีนี้ท่านอายุ ๗๐ ปีแล้ว ก็ต้องบอกว่าเรียนหนังสือตอนแก่ แต่ก็มีความเพียรพยายามสูง แม้กระทั่งสอบพระอุปัชฌาย์ได้ คนก็ยังสงสัยอยู่ว่าสอบไหวด้วยหรือ ? โดยเฉพาะระยะหลัง มหาคณิสสรมีมติว่าถ้าผู้ใดอายุถึง ๗๐ ก็ให้เว้นจากการสอบพระอุปัชฌาย์ เนื่องเพราะว่าอาจจะสอบตกเป็นประการที่หนึ่ง ประการที่สองก็คือพระอุปัชฌาย์อายุมาก บางทีก็อาจจะผิดพลาดหลงลืม ทำให้สังฆกรรมเสียหายได้..! แต่ว่าหลวงพ่อพงษ์พันธ์ท่านไม่ได้มีปัญหาตรงนี้ สิ่งหนึ่งที่ท่านปรารภก็คือว่า "กว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ คนอื่นไม่รู้หรอกว่า ผมนั้นต้องลำบากและต่อสู้ฟันฝ่ามาขนาดไหน ?" ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องปกติ กระผม/อาตมภาพตอนสมัยหนุ่ม ๆ อ่านหนังสือครั้งเดียวจำได้หมด พอมาเรียนปริญญาเอกตอนอายุ ๕๐ กว่า อ่าน ๗ - ๘ ครั้งกว่าที่จะจำได้ ก็แปลว่าสมองของคนเราค่อย ๆ เสื่อมทรามลงไปตามอายุอยู่เหมือนกัน..! เมื่อรอจนกระทั่งคณะธุดงค์ส่วนหน้ามาถึงหลายรูปและแม่ครัวของวัดท่าขนุนไปเตรียมภัตตาหารแล้ว กระผม/อาตมภาพก็วิ่งไปยังวัดห้วยหวาย อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากวัดท่าทุ่งนาฤทธารามไปไม่มาก แค่ประมาณ ๑๕๗ กิโลเมตรเท่านั้น ขนาดคณะธุดงค์ได้ยินยังสะดุ้ง บอกว่า "ไกลขนาดนี้หลวงพ่อยังต้องไปอีกหรือ ?" ก็เรียนถวายพวกท่านไปว่า "ไปตามหน้าที่" เนื่องเพราะว่าวันนี้มีงานพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อดำ (พระครูสุทธิกาญจนาภรณ์) อดีตเจ้าอาวาสวัดห้วยหวาย ซึ่งจะว่าไปแล้ว ท่านก็เป็นสัทธิวิหาริกของหลวงพ่อธงชัย (พระครูกาญจนธรรมธัช) เจ้าคณะอำเภอหนองปรือนั่นเอง เพราะว่าหลวงพ่อธงชัยเป็นคู่สวดตอนบวชให้ท่าน แต่ลูกศิษย์อายุมากกว่าและมรณภาพก่อน..! กระผม/อาตมภาพฉันเพลกลางทาง ไปถึงวัดท่านเที่ยงตรงพอดี เขาเลยนิมนต์ให้เป็นประธานในการกราบขอขมาศพ และอัญเชิญศพขึ้นสู่เมรุชั่วคราว ครั้นส่งศพหลวงพ่อดำขึ้นเมรุเสร็จเรียบร้อย กระผม/อาตมภาพก็กราบลาหลวงพ่อธงชัย ขออนุญาตเดินทางกลับ เนื่องเพราะว่าทิ้งภาระเอาไว้ ให้กับ "พระครูบ่าว" (พระครูกาญจนปริยัติคุณ) เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ประชุมชนาราม (วัดท่ามะขาม) ให้ท่านทำหน้าที่ดูแลคณะธุดงค์ธรรมยาตราแทน
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 27-03-2026 เมื่อ 02:08 |
| สมาชิก 29 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#4
|
||||
|
||||
|
เมื่อวิ่งไปถึงวัดใหม่ดงสัก ปรากฏว่าพระธุดงค์ชุดสุดท้ายเพิ่งจะเดินเข้าประตูวัดไปไม่นาน ยังทันไปถวายน้ำและผ้าเย็นท่านกลางทาง เนื่องเพราะว่าจากซุ้มประตูเข้าไปถึงตัววัดก็เกือบจะถึง ๑ กิโลเมตร ไปฝากฝังท่านอาจารย์พระมหาเอกลักษณ์ ถิรปุญฺโญ เจ้าอาวาสวัดใหม่ดงสัก เจ้าคณะตำบลไทรโยค ซึ่งท่านเพิ่งจะสอบพระอุปัชฌาย์ได้พร้อมกับหลวงพ่อพงษ์พันธ์ในปีนี้เช่นกัน
เรียนฝากบรรดาคณะธุดงค์กับท่าน โดยเฉพาะกำชับกำชาในเรื่องของอย่าให้พระภิกษุสามเณรลงเล่นน้ำ เนื่องเพราะว่าแม่น้ำแควน้อยนั้น เห็นน้ำนิ่ง ๆ แต่ความจริงแล้วข้างล่างไหลเชี่ยวมาก กระผม/อาตมภาพเคยลงไป จ้วงจนสุดกำลัง อยู่กับที่ ไม่ขยับเลย แต่พอปล่อยมือเมื่อไรก็ไหลตามน้ำไปทันที จนต้องไปเล็งว่าจะขึ้นตรงไหนดี ? แล้วปล่อยลอยไปด้านหน้า บุคคลที่ไม่เข้าใจ พลาดพลั้งลงไปด้วยความตกใจ อาจจะตะเกียกตะกายจนหมดแรงแล้วจมน้ำตายได้..! หลังจากฝากงานท่านเสร็จก็เดินทางกลับวัด มาทำหนังสือเชิญบรรดาโรงเรียนต่าง ๆ ให้ส่งนักแสดงมาร่วมในโครงการ ๑ อำเภอ ๑ ลานสร้างสรรค์ ซึ่งทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ลงนามแต่งตั้งให้กระผม/อาตมภาพเป็นคณะกรรมการจัดงานในส่วนของอำเภอทองผาภูมิ ก็แปลว่ายังมีงานใหญ่เพิ่มขึ้นมาอีก แต่ขณะเดียวกันก็มีข่าวดีว่า กระผม/อาตมภาพได้รับรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์แก่กระทรวงศึกษาธิการประจำปี ๒๕๖๙ ซึ่งจะว่าไปแล้ว ระยะหลังหน่วยราชการต่าง ๆ ก็พยายามแจกรางวัลให้กระผม/อาตมภาพอยู่เรื่อย ๆ เนื่องเพราะว่าสิ่งที่ทำไปนั้นเกิดดอกออกผลเป็นที่ชัดเจน ไม่ต้องขอกับใครก็ได้มาเอง เพียงแต่ถ้าใครจะทำเพื่อให้ได้สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ อาจจะต้องลงทุนกันมากอยู่สักหน่อย..! อย่างที่กระผม/อาตมภาพมอบทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนทุกปีในวันวิสาขบูชา แต่ละปีก็ต้องจ่ายเป็นล้าน ๆ บาท หรือไม่ก็บรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน ซึ่งผู้ที่ผ่านโครงการก็จะได้รับทุนการศึกษาไปรูปละ ๒,๐๐๐ บาท ปีนี้คาดว่าอาจจะมีการบรรพชามากเป็นพิเศษ เนื่องเพราะว่าสถานการณ์ที่การทำมาหากินฝืดเคือง น้ำมันแพง บรรดาพ่อแม่ก็คงเอาลูกมาบวช เพราะถึงเวลาครบ ๑๐ วันถ้าผ่านหลักสูตรได้ ก็รับไปคนละ ๒,๐๐๐ บาท มีลูกสัก ๓ - ๔ คน ก็ "ลอยลำ" ไปทั้งเดือนแล้ว..!
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 27-03-2026 เมื่อ 02:11 |
| สมาชิก 28 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#5
|
||||
|
||||
|
แต่ด้วยความที่ทางวัดเราค่อนข้างจะเข้มงวด ไม่ให้สามเณรใช้โทรศัพท์มือถือ ปีที่แล้วบรรพชาไป ๑๒๑ รูป หนีสึกไปกลางคัน จนเหลือแค่ ๙๐ รูปถ้วน ..!
แต่ก็เป็นเรื่องที่จำเป็น เนื่องเพราะว่าโทรศัพท์มือถือทำให้สติสมาธิของคนปัจจุบัน ไม่ค่อยจะอยู่กับงานเฉพาะหน้า โดยเฉพาะสนใจอะไรไม่นาน ซึ่งก็คือ "คนสมาธิสั้น" ดี ๆ นี่เอง..! ไม่ชอบใจอะไรก็เขี่ยหรือว่าปัดหน้าจอผ่านไป กลายเป็นทำให้คนสมาธิสั้น สภาพจิตขาดความมั่นคง เสร็จแล้วเรื่องราวต่าง ๆ ในโซเชียลก็ไม่ได้มีแต่เรื่องดี โอกาสที่จะเสียหายก็มีมาก พวกเราก็คงจะจัดการได้เฉพาะตอนที่เขาทั้งหลายเหล่านั้นอยู่ในวัดวาเท่านั้น ทุกท่านก็เห็นแล้วว่า สามเณรมาอยู่กับพวกเรา ไม่เกิน ๓ วันก็เรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้ เนื่องเพราะว่า "แหกคอก" เมื่อไรก็โดนไม้เมื่อนั้น แต่พอครบโครงการ ๑๐ วัน กลับบ้านไป พ่อแม่กลับไม่ต่อยอด ปล่อยให้ลูกทำตัวเป็นพ่อแม่ หรือเจ้านายในบ้านต่อไป..! ถ้าอยู่ในลักษณะนี้ พวกเราก็ต้องปากเปียกปากแฉะ จ้ำจี้จ้ำไชกันอยู่ทุกปี ได้แต่หวังว่าถึงเวลาบุญพาวาสนาส่ง เขาทั้งหลายเหล่านั้นนึกถึงคำสอนเหล่านี้ได้ และเอาไปปรับใช้ในชีวิต ถึงจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่าง ๆ ช้าไปหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร. เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 27-03-2026 เมื่อ 02:13 |
| สมาชิก 35 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
![]() |
| ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน ) | |
|
|