|
#1
|
||||
|
||||
|
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙
__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด (-/\-) (-/\-) (-/\-) |
| สมาชิก 36 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#2
|
||||
|
||||
|
วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ก่อนอื่นขอแสดงความเสียใจ และขอยกย่องท่านผู้อำนวยการศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเสียชีวิตในการปกป้องเด็ก ๆ และคุณครู จากผู้ร้ายที่เข้าไปจับตัวประกัน ต้องบอกว่าข้าราชการที่ยอมเสียสละ โดยเฉพาะข้าราชการครู ซึ่งเห็นเด็กทุกคนเป็นลูกเป็นหลานของตนเองนั้น ในปัจจุบันหาได้ยากแล้ว วีรกรรมของท่าน ผอ. ศศิพัชร จักเป็นที่กล่าวขวัญถึงไปอีกนานแสนนาน
สำหรับวันนี้เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของคณะสงฆ์จังหวัดกาญจนบุรี เพราะว่าเป็นการเปิดสอบบาลีสนามหลวงประจำปี ๒๕๖๙ ที่สนามสอบวัดไชยชุมพลชนะสงคราม (พระอารามหลวง) หรือ วัดใต้ ตำบลบ้านใต้ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี กระผม/อาตมภาพในฐานะที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรีก็ดี ในฐานะเจ้าสำนักศาสนศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี วัดท่าขนุนก็ตาม ต้องไปให้การสนับสนุน และให้กำลังใจผู้เข้าสอบเป็นปกติอยู่แล้ว โดยที่งานนี้ได้สนับสนุนสนามสอบเป็นปัจจัยจำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท หลังจากนั้นก็ฉันเพลร่วมกับบรรดาเจ้าคณะปกครองและพระเถรานุเถระทั้งหลาย ตลอดจนกระทั่งพระภิกษุสามเณรผู้เข้าสอบบาลีปีนี้ ซึ่งประกอบด้วยผู้เข้าสอบบาลีประโยค ๑ - ๒ - ๓ และ ๔ จำนวนทั้งสิ้น ๑๕๔ รูป และผู้เข้าสอบบาลีศึกษา ๑ คน รวมแล้วมีผู้เข้าสอบทั้งสิ้น ๑๕๕ รูป/คนด้วยกัน โดยมีพระเดชพระคุณพระเทพปริยัติโสภณ, ดร. (ปัญญา วิสุทฺธิปญฺโญ ป.ธ. ๙) เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรีเป็นประธานสนามสอบ พระมหาภพพล เตชพโล ป.ธ. ๙ วัดปรีดาราม จังหวัดนครปฐม เป็นผู้นำประโยค คำว่า "ผู้นำประโยค" ในที่นี้ก็คือผู้นำข้อสอบมาเปิดเพื่อให้พวกเราได้สอบกันนั่นเอง โดยเฉพาะในส่วนของการสอบบาลีนั้น ไม่ได้พัฒนาไปเป็นข้อสอบออนไลน์เหมือนกับทางนักธรรม ทางด้านนักธรรมนั้น เมื่อถึงเวลาเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ สามารถที่จะโหลดข้อสอบออกมาได้ตามเลขรหัสที่ตนเองได้รับไว้ เรียกง่าย ๆ ว่าให้ความไว้วางใจว่าผู้เข้าสอบจะไม่มีการทุจริต เนื่องเพราะว่าให้เวลาโหลดข้อสอบก่อนแค่ ๒๐ - ๓๐ นาทีเท่านั้น และต้องพิมพ์ข้อสอบให้ทันแจกจ่ายกับบรรดาผู้เข้าสอบจำนวนมาก โอกาสที่จะทุจริตจึงเป็นไปโดยยาก แต่ว่าทางแม่กองบาลีสนามหลวงนั้นยังใช้วิธีเก่า ก็คือพิมพ์ข้อสอบใส่ถุงปิดผนึกสองชั้น ถึงเวลาก็ต้องมีการเซ็นแล้วเปิดต่อหน้าคณะกรรมการทั้งหมดทีละชั้น เมื่อได้ข้อสอบมาแล้ว จึงจะส่งให้คณะกรรมการคุมห้องสอบ ทำการแจกจ่ายให้กับผู้เข้าสอบอีกทีหนึ่ง ซึ่งก็เป็นการป้องกันการทุจริตได้ดี
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 13-02-2026 เมื่อ 00:57 |
| สมาชิก 29 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#3
|
||||
|
||||
|
แต่ว่าเรื่องพวกนี้ต้องบอกว่า เนิ่นนานไป ถ้าหากว่ามีผู้เข้าสอบจำนวนมาก อาจจะไม่สามารถที่จะพิมพ์ข้อสอบจำนวนมาก ๆ เช่นนั้นได้ หรือไม่ก็ผู้ที่มารับตำแหน่งใหม่ พิจารณาการส่งข้อสอบเข้ารหัสผ่านระบบออนไลน์เหมือนกับแม่กองธรรม ก็น่าจะมีแนวโน้มว่าเป็นไปได้สูงมาก
เมื่ออยู่ร่วมพิธีเปิดและให้กำลังใจแก่ทุกคนในการเข้าสอบแล้ว กระผม/อาตมภาพก็เดินทางไปยังวัดเทวสังฆาราม (พระอารามหลวง) หรือว่า วัดเหนือ ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ต้องบอกว่าอยู่คนละมุมกับวัดใต้ เพื่อไปร่วมพิธีฌาปนกิจศพ จ.ส.อ.เดชา เสรีวัฒน์ อดีตประธานสมาคมผู้สื่อข่าวจังหวัดกาญจนบุรี อดีตรองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งความเกี่ยวเนื่องกับกระผม/อาตมภาพก็คือ ร่วมเป็นคณะกรรมการบริหารสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี มาด้วยกัน ๓ สมัยแล้ว เมื่อไปถึง ปรากฏว่าทางด้านเจ้าภาพเลื่อนเวลาออกไปโดยไม่ได้บอกกล่าว เพราะจากตอนแรกแจ้งเอาไว้ในกำหนดการว่า สวดมาติกาตอนบ่าย ๒ โมง น่าจะมีการปรับเปลี่ยนเพื่อที่จะให้ง่ายต่อการปฏิบัติ หรือสะดวกต่อแขกทั้งหลายที่จะมาร่วมงาน จึงเลื่อนมาเป็นการสวดมาติกาตอนบ่าย ๓ โมงครึ่ง แล้วจึงเป็นการทอดผ้าบังสุกุล ซึ่งแขกทั้งหลายก็มีเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ล่าช้าไปเป็นชั่วโมง กว่าที่กระผม/อาตมภาพในฐานะรองประธานฝ่ายสงฆ์จะได้ขึ้นพิจารณาผ้าไตรบังสุกุล ก็เกือบจะ ๔ โมงครึ่งแล้ว เมื่อวางดอกไม้จันทน์เสร็จ จึงขออนุญาตเดินทางกลับที่พัก ในส่วนนี้อยากจะบอกว่า บรรดาพิธีกรรมพิธีการต่าง ๆ สำหรับผู้วายชนม์นั้น ส่วนใหญ่ก็ทำอยู่ในลักษณะเพื่อหน้าตาของบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ ถ้าเป็นอย่างครอบครัวของกระผม/อาตมภาพนั้น ต้องบอกว่า "คนตายขายคนเป็น" เลยทีเดียว เนื่องเพราะว่าโยมพ่อของกระผม/อาตมภาพตายในปี ๒๕๑๘ ตอนนั้นทองคำบาทหนึ่งประมาณ ๒,๐๐๐ บาทเท่านั้น แต่ว่าเราต้องจัด "กงเต็ก" ให้กับโยมพ่อเป็นเวลา ๗ วัน ๆ ละ ๗,๐๐๐ บาท กระผม/อาตมภาพยังถามบรรดาพี่น้องญาติทั้งหลายว่า "ทำไมถึงต้องลำบากเดือดร้อนทำของแพงขนาดนี้ด้วย ?" ทุกคนบอกว่า "ถ้าไม่ทำก็ขายหน้าคนอื่นเขา..!" จากครอบครัวที่พอมีอันจะกินในตอนนั้น บรรดาพี่ ๆ มีรถที่ใช้อยู่ ก็ต้องขายเพื่อที่จะเอามาจัดพิธีกงเต็ก แม้กระทั่งพี่ชายท่านหนึ่งซึ่งมีตึก ๓ ชั้นอยู่ที่บริเวณตลาดพลู กรุงเทพมหานคร ก็ต้องจำหน่ายตึกเพื่อที่จะเอาเงินมาลงที่ตรงนี้ สรุปว่าหลังงานศพโยมพ่อ ทุกคนต้องเริ่มต้นจากศูนย์ใหม่..! แต่ด้วยความที่ทุกคนสู้งาน ตามประสาที่ได้รับการเคี่ยวเข็ญจากโยมพ่อมาตั้งแต่เด็ก ใช้เวลาไม่กี่ปี ก็สามารถพลิกฟื้นมามีกิจการที่มั่นคงได้ทุกคน แต่ไม่ใช่ว่าทุกครอบครัวจะสู้งานสู้ชีวิตได้ขนาดนี้..!
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 13-02-2026 เมื่อ 01:11 |
| สมาชิก 31 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#4
|
||||
|
||||
|
ดังนั้น..อะไรก็ตามที่อยู่ในลักษณะของ "คนตายขายคนเป็น" จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาให้ดี เนื่องเพราะว่าทางภาคอีสานนั้น มีลูกศิษย์บางท่าน ถึงเวลากว่าจะจัดงานศพเสร็จ ปรากฏว่าแค่ค่าอาหารเลี้ยงแขกอย่างเดียวหมดไปหลายแสนบาท..! เนื่องเพราะว่าแขกทุกคนมาถึง นอกจากเรียกร้องจะเอาหมู เอาวัว เอาไก่ในงานแล้ว ยังมีการหิ้วกลับบ้านแบบไม่เกรงใจเจ้าภาพอีกด้วย..! ทำเอาหลายต่อหลายคนแทบจะตัดญาติขาดมิตรกันไปเลย เพราะว่ามาถึงก็เรียกร้องว่าต้องมีอย่างนั้นต้องมีอย่างนี้ โดยที่เจ้าภาพเองมีเงินหรือไม่มีก็ไม่ได้คิดถึง อยู่ในลักษณะของการที่เรียกว่า พยายามที่จะ "เอาเนื้อหนูมาปะเนื้อช้าง" เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่สังคมต้องการ ซึ่งลักษณะแบบนี้แหละที่เรียกง่าย ๆ ว่า "คนตายขายคนเป็น"
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าสามารถจัดงานได้รวบรัดและประหยัดเท่าไร ก็ถือว่าดีเท่านั้น เพราะว่าอย่างน้อย ๆ ผู้ที่มีชีวิตอยู่ก็ไม่ต้องมาลำบากเดือดร้อน แต่เรื่องพวกนี้ต้องบอกว่ากระผม/อาตมภาพพูดไป ก็เหมือนกับคนขวางโลก เพราะว่าทางโลกยังต้องการหน้าตาแบบนั้น จึงเป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลายต้องพิจารณากันเองว่าไหวหรือไม่ไหว ถ้าหากว่าสู้งาน ไม่หนีงานแบบครอบครัวของกระผม/อาตมภาพ ก็มีโอกาสที่จะพลิกฟื้นคืนมาภายในเวลาแค่ ๒ - ๓ ปี แต่ช่วงนั้นจำได้ว่าทำงานเหมือนกับคนบ้า ตื่นตี ๕ ทำไปยันตี ๒ ตี ๓ ทุกวัน มีเวลานอนอย่างเก่งก็ ๒ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น ยังดีที่ว่าอยู่ในช่วงวัยรุ่น ร่างกายแข็งแรง ไม่เช่นนั้นโหมงานขนาดนั้นเป็นปี ๆ ก็มีหวังได้ "ล้มหมอนนอนเสื่อ" เจ็บไข้ได้ป่วยอย่างแน่นอน เราท่านทั้งหลายจึงควรที่จะพิจารณาให้ถ่องแท้ โดยเฉพาะการเห็นบุคคลที่เสียชีวิตนั้น อีกไม่นานเราก็จะเป็นเช่นนั้นบ้าง แต่มีใครคิดถึงตรงนี้กันบ้างหรือไม่ ? หรือว่าทุกคนก็แค่ไปตามประเพณี ไปเพื่อสังคม ไปเพราะเกรงใจเจ้าภาพ ไปในลักษณะต่างตอบแทน ก็คือก่อนหน้านี้งานของเราทางเจ้าภาพเขามา ตอนนี้งานของเขาเราก็ต้องไป ถ้าอยู่ในลักษณะแบบนี้ ก็เป็นอันว่าท่านทั้งหลายได้กำไรน้อยมาก นอกจากได้สังคมได้เพื่อนฝูง แต่ถ้ารู้จักพิจารณาว่าเรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่อาจล่วงพ้นความตายไปได้ แล้วตั้งหน้าตั้งตาสั่งสมบุญกุศล ในศีล สมาธิ ปัญญา ให้มากเข้าไว้ อย่างน้อย ๆ ก็เพื่อความแน่นอนในคติของเรายามที่ตายลงไป ถ้าทำในลักษณะอย่างนี้ จึงจะสมกับเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร. เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 13-02-2026 เมื่อ 01:14 |
| สมาชิก 33 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
![]() |
| ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน ) | |
|
|