|
#1
|
||||
|
||||
|
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๙
__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด (-/\-) (-/\-) (-/\-) |
| สมาชิก 31 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#2
|
||||
|
||||
|
วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๒๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ชีวิตกระผม/อาตมภาพก็คงจะต้องวุ่นวายอยู่กับคณะธุดงค์ธรรมยาตราเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เจริญพระชนมายุ ๗๕ พรรษาไปอีกหลายวัน โดยเฉพาะในส่วนของการประสานงานกับสถานที่ต่าง ๆ
เรื่องของการประสานงานนั้น นอกจากเราต้องบอกกล่าวให้ชัดเจนว่า ใคร ? ทำอะไร ? ที่ไหน ? เมื่อไร ? อย่างไร ? ทำไม ? แล้ว ยังต้องมีการตอกย้ำบ่อย ๆ เพื่อเพิ่มความกระตือรือร้นให้กับเจ้าของสถานที่อีกด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือ ไม่ใช่อยู่ในลักษณะของ "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" ที่โฉบมาแล้วก็หายไปเลย หากแต่ต้องยืนยันกับเขา และแจ้งความคืบหน้าด้วยว่า ตอนนี้ทำอะไร ? ถึงไหนแล้ว ? จะมาถึงท่านหรือว่าส่วนที่ท่านรับผิดชอบกันเมื่อไร ? ตอนไหน ? โดยเฉพาะคณะธุดงค์ของเรา ต้องมีการเข้าพักยังสถานที่ต่าง ๆ และรบกวนอาหารมื้อเช้าของเขาด้วย จากที่กำหนดเอาไว้ว่า จะรับบิณฑบาตตอนประมาณ ๗ โมงเช้า ฉันเสร็จแล้วเริ่มเดินทาง ๘ โมงเช้า ปัจจุบันนี้กลายเป็นว่า รับบิณฑบาต ๐๕.๔๕ น. ฉันเสร็จแล้วเริ่มเดิน อย่างช้าที่สุดไม่เกิน ๖ โมงครึ่ง เนื่องเพราะว่าถ้ายิ่งออกสายก็ยิ่งร้อนมาก แล้วถ้าหากว่าร้อนมาก ๆ บางคนร่างกายก็ไม่ไหว ถ้าหากว่าหลายท่านติดตามทางหน้าเว็บเพจ ก็จะเห็นว่า รถพยาบาลก็ดี รถส่งน้ำส่งอาหารก็ตาม กลายเป็นพาหนะพิเศษของพระภิกษุหลายรูปด้วยกัน ส่วนใหญ่แล้วก็เกิดจากการที่ท่านทั้งหลาย มีโรคประจำตัวบ้าง อายุมากจนเดินไม่ไหวบ้าง เรื่องพวกนี้ก็ไม่ว่ากัน เพราะว่าพอที่จะอนุเคราะห์สงเคราะห์กันได้อยู่แล้ว แต่ส่วนหนึ่งที่อยากจะเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมทุกท่านก็คือ ญาติโยมทั้งหลายเมื่อเห็นคณะธุดงค์แล้ว หลายต่อหลายท่านก็ไปซื้อหาสิ่งของ แล้วก็ตีรถย้อนกลับมาขอใส่บาตร หลายท่านที่อยู่ในระหว่างทาง ก็นำน้ำ นำอาหาร มาดักรอใส่บาตรกัน บางคนถึงขนาดปรารภว่า เห็นพระภิกษุสามเณรจำนวนนับร้อยรูปแล้วชื่นใจ ปีติมาก ถ้าเรานึกถึงในมังคลสูตรที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง การได้เห็นสมณะคือมงคลสูงสุดประการหนึ่ง เพราะว่าใจของเราจะผูกอยู่กับสังฆานุสติ เป็นการปฏิบัติกรรมฐานกองใหญ่ได้โดยไม่ยากเลย แต่คราวนี้ในปัจจุบัน สภาพจิตของคนหยาบหนา นอกจากเห็นพระแล้วไม่รู้สึกว่าเป็นมงคลแก่ชีวิต ยังรู้สึกรังเกียจ ประมาณว่าเป็นกาลกิณีอีกต่างหาก เนื่องเพราะว่าในบ้านเราเมืองเรานั้น ส่วนใหญ่แล้ว "ข่าวร้ายลงให้ฟรี ถ้าข่าวดีต้องเสียเงิน" และนิสัยสันดานคนก็มักนิยมการไหลลงต่ำเป็นปกติ จึงมักจะไปเสพข่าวที่มีเนื้อหาในด้านร้าย แทนที่จะเสพข่าวที่มีเนื้อหาในด้านดี ก็แปลว่า ซ้ำเติมตนเองให้ตกต่ำลงไปทุกวันโดยไม่รู้ตัว..!
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 01:58 |
| สมาชิก 26 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#3
|
||||
|
||||
|
เรื่องพวกนี้จะว่าไปแล้ว ถึงจะเป็นปกติของปุถุชนผู้หนาด้วยกิเลสก็จริง แต่มองแล้วบางทีก็สลดใจ เหมือนกับเห็นคนตกเหวหรือคนจมน้ำ แล้วไม่สามารถที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยได้ เนื่องเพราะว่ายื่นมือเข้าไป ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะโดนตีมือหรือเปล่า ?! จึงจำเป็นที่จะต้องเอาเฉพาะในส่วนของบุคคลที่เขามีศรัทธาเลื่อมใสดีกว่า ก็คือ ยังบุคคลที่เลื่อมใสอยู่แล้วให้เลื่อมใสยิ่งขึ้น ส่วนการที่ยังบุคคลผู้ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใสนั้น ในปัจจุบันนี้กลายเป็นของยากไปแล้ว
ทุกท่านจะเห็นว่าช่วงสองวันที่ผ่านมา ซึ่งมีข่าวพระครูหรือมหาวัดในกรุงเทพฯ บังคับเณรให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย แล้วถ่ายคลิปเอาไว้แบล็คเมล์อีกต่างหาก..! หรือไม่ก็ข่าวไฟไหม้ที่นครราชสีมา ปรากฏว่าพอดับไฟแล้ว ตำรวจเจอว่า ในกุฏิเจ้าอาวาสมีแต่หนังสือโป๊เป็นตั้ง ๆ แถมยังมีอวัยวะเพศผู้หญิงเทียมอีกต่างหาก..! ทำให้เราท่านทั้งหลายมองเห็นอย่างชัดเจนว่า บุคคลที่บวชเข้ามาเพื่ออาศัยพระพุทธศาสนาหากินนั้นมีมาก แต่ในขณะเดียวกัน เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ ปกติก็มีตั้งแต่โบร่ำโบราณมาจนถึงปัจจุบัน เพียงแต่ว่าในอดีตนั้น บุคคลละอายชั่วกลัวบาป จึงวางตนอยู่ในลักษณะ "ชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์" เนื่องเพราะว่าแตะต้องไป ถ้าถูกมุมก็มีคุณอนันต์ ถ้าผิดมุมก็มีโทษมหันต์ จึงวางตัวในลักษณะปลอดภัยไว้ก่อน ไม่ไปยุ่งเสียเลย หมดเรื่องหมดราวไป แต่พอมาในปัจจุบัน บุคคลถือว่าศึกษาความรู้ทางโลกมามาก ก็เลยแบกกิเลสและความรู้เอาไว้มาก ทำให้กล้าวิพากษ์วิจารณ์ในทุกเรื่อง แต่ด้วยความที่ว่าสิ่งที่รู้นั้นเขาไม่ได้รู้จริง จึงกลายเป็นสร้างทุกข์สร้างโทษให้กับตัวเอง ดังนั้น..โครงการในครั้งนี้ ส่วนที่เห็นชัดที่สุดก็คือ ฟื้นความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนขึ้นมา วันนี้กระผม/อาตมภาพติดต่อประสานงาน เพื่อหาสถานที่พักฉันเพลในระหว่างทาง มีส่วนหนึ่งซึ่งเป็นหน่วยงานของกองพลพัฒนา ก็คือบริเวณทุ่งเลี้ยงสัตว์ หรือว่าแหล่งท่องเที่ยวช่องเขาขาด ปรากฏว่าท่านผู้บังคับการตอบรับด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง และบอกว่า จะแจ้งให้กำลังพลมาร่วมทำบุญในวันนั้นด้วย ทุกท่านจะเห็นว่า บุคคลที่จิตใจเป็นบุญเป็นกุศล ก็มองอยู่ในเรื่องบุญเรื่องกุศล บุคคลที่จิตใจประกอบด้วยอกุศล ก็จะมองโลกในแง่ร้ายอยู่เสมอ กลายเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสในการที่เราท่านทั้งหลาย ซึ่งนอกจากต้องขัดเกลาอบรมตนเองแล้ว ยังต้องพยายามสร้างศรัทธาให้เกิดแก่บุคคลทั้งหลายเหล่านั้นอีกด้วย อีกส่วนหนึ่งก็คือบรรดาพระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาสบ้าง เจ้าสำนักสงฆ์บ้าง ประธานที่พักสงฆ์บ้าง แวะเวียนกันมา อยู่ในลักษณะที่ว่า เชิญชวนให้เขาไปยังสถานที่ของท่านบ้าง เรื่องพวกนี้มองได้ทั้งสองทาง
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 17:54 |
| สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#4
|
||||
|
||||
|
ทางแรกก็คือ ท่านมีศรัทธาอยากที่จะทำบุญจริง ๆ ทางที่สองนั้นก็คือ แฝงเอาไว้ด้วยผลประโยชน์ตรงที่ว่า พระวิปัสสนาจารย์ทั้งหลายมาจากทั่วประเทศไทย เมื่อคบหาสมาคมกันเอาไว้ อยู่ในลักษณะต่อสายสัมพันธ์ถึงกัน ถึงเวลามีอะไรก็สามารถที่จะขอร้องให้ช่วยเหลือกันได้ โดยที่กล่าวถึงเรื่องราวที่ท่านเคยช่วยพวกเราในตรงนั้น ในช่วงนี้ เป็นต้น
แต่ว่าจะอยู่ในลักษณะไหนก็ตาม การมีผู้ที่อาสาสมัคร เพื่อที่จะรับเป็นเจ้าของสถานที่ ในการอำนวยความสะดวกให้กับโครงการนั้น ก็ถือว่าดีกว่าไม่มี เพียงแต่ว่ากระผม/อาตมภาพต้องคัดกรอง ให้อยู่ในส่วนที่เหมาะสม อย่างเช่นว่าในช่วงเช้า อากาศยังไม่ร้อนมาก ร่างกายได้พักฟื้นมาแล้วคืนหนึ่ง ก็จะให้เดินมากหน่อย อย่างเช่นว่า ประมาณ ๑๐ - ๑๒ กิโลเมตร ส่วนช่วงบ่าย อากาศร้อนมาก ร่างกายเริ่มล้าจากช่วงเช้าแล้ว ก็ให้จะเหลือระยะทางประมาณ ๖ - ๘ กิโลเมตร เพียงแต่ว่าบางช่วงนั้นค่อนข้างจะไกล อย่างเช่นพรุ่งนี้ ช่วงจากวัดไตรรัตนารามไปยังวัดพุตะเคียน เป็นระยะทาง ๒๔ กิโลเมตร ซึ่งต้องไปขอพักครึ่งฉันเพลที่วัดน้ำตก โดยที่กระผม/อาตมภาพก็ไปกราบเรียนหลวงพ่อแอ๋ม (พระครูนิโครธโยคาภิรักษ์) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๔ แล้ว ท่านยินดีต้อนรับ แต่ว่าระยะทางนั้นก็ตก ๑๔ กิโลเมตร เหลือในช่วงบ่ายให้ประมาณ ๑๐ กิโลเมตรเท่านั้น เรียกว่ายังพอทน ส่วนอีกระยะหนึ่งที่ค่อนข้างไกล ก็คือจากวัดธารน้ำร้อนมาถึงวัดท่าขนุน จะเป็นระยะทาง ๒๒ กิโลเมตร ได้ไปขอใช้สถานที่จาก ผอ.เกศ (นางเกศฤทัย คำษร) ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านจันเดย์ ซึ่งแม้ว่าจะไม่อยู่ ให้ครูมาต้อนรับแทน แต่ก็ยินดีที่คณะของเราเข้าไปใช้สถานที่และห้องน้ำห้องท่า จากจุดนั้นช่วงบ่ายมาวัดท่าขนุนก็ยังเป็นระยะทางถึง ๑๐ กิโลเมตร สำหรับบุคคลที่เดินคล่อง ๆ หรือว่ามีเรี่ยวแรงมากเหลือเฟือก็ไม่รู้สึกกระไรนัก แต่ท่านที่ไม่ไหวแล้ว บางทีแค่ ๑๐ - ๒๐ เมตรก็แทบจะต้องคลานกันแล้ว โดยเฉพาะอย่างกระผม/อาตมภาพ บางทีก็ต้องอาศัยเรี่ยวแรงของเทวดาเขาช่วย แต่พอท่านเลิกช่วยแล้ว บางทีระยะทางแค่ ๒๐๐ เมตร ในสายตาเทวดาก็คือไม่ถึงครึ่งก้าว แต่พอท่านคลายกำลังที่ช่วยลง สภาพสังขารที่แท้จริงก็บ่งบอกให้รู้ว่าไปไม่ไหว ระยะทางแค่ ๒๐๐ เมตร ต้องตะเกียกตะกายอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง..! ดังนั้น..ถ้าอยู่ในลักษณะอย่างนี้ บางทีก็ต้องยอมรับสภาพว่า ร่างกายนั้นไม่ไหวจริง ๆ แต่ก็ต้องสู้ทนฟันฝ่าไป อยู่ในลักษณะที่ว่า ถึงตายก็ขอถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร. เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๒๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 02:09 |
| สมาชิก 31 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
![]() |
| ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน ) | |
| คำสั่งเพิ่มเติม | |
|
|