|
#1
|
||||
|
||||
|
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๕ มีนาคม ๒๕๖๙
|
| สมาชิก 35 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ พิชวัฒน์ ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#2
|
||||
|
||||
|
วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ แต่เช้ากระผม/อาตมภาพก็ทำการโอนเงิน เพื่อร่วมเป็นเจ้าภาพงานศพคุณแม่ของน้องพิมพ์ (นางสาวชนกนาฏ ไทรสังขโกมล) บุคลากรของวิทยาลัยสงฆ์กาญจนบุรี ศรีไพบูลย์ และฝากเงินพร้อมกับผ้าไตรไปร่วมงานศพคุณแม่ของเถ้าแก่ชู (นายบุญชู ถาแก้ว) ซึ่งรู้จักมักคุ้นกันมานาน
โบราณเขาบอกว่า คนเราจะคิดถึงกันก็ต่อเมื่อ ยามเจ็บ ยามจน และยามจาก ดังนั้น..ถ้าหากว่าในเวลาที่เจ็บ ที่จน หรือว่ามีการพลัดพรากจากคนรัก แล้วมีคนแสดงน้ำใจด้วย จะเป็นสิ่งที่จดจำไปอีกนานแสนนาน เรื่องพวกนี้โบราณเขาสรุปลงมาเป็นภูมิปัญญาที่ตกผลึกแล้ว ดังนั้น..กระผม/อาตมภาพเอง ถ้าหากว่าว่างอยู่ก็ไปร่วมเป็นเจ้าภาพงานศพของบุคคลที่คุ้นเคยทุกครั้ง ถ้าหากว่าไปเองไม่ได้ ก็ใช้วิธีโอนเงินหรือว่ามอบสิ่งของให้ผู้อื่นนำไปแทน ถือเป็นหลักที่ประพฤติปฏิบัติของตนเองมาโดยตลอด วันนี้หลังจากเจริญพระกรรมฐานและทำวัตรเช้าแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ไม่ได้ออกบิณฑบาต หากแต่ว่านำหนังสือ ตลอดจนกระทั่งกำหนดการของโครงการธุดงค์ธรรมยาตราเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเจริญพระชนมายุ ๗๕ พรรษา โดยกองการวิปัสสนาธุระแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์ ซึ่งกระผม/อาตมภาพเป็นประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาอยู่ นำไปมอบให้กับวัดต่าง ๆ ซึ่งขออนุญาตบอกกล่าวเขาแล้วล่วงหน้าว่า ขอให้คณะธุดงค์ซึ่งเดินทางจากอำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ไปสิ้นสุดที่อำเภอทองผาภูมิ เป็นระยะทางประมาณ ๑๔๐ กิโลเมตร ได้แวะพักในระหว่างทางเป็นระยะไป วัดแรกก็คือวัดธารน้ำร้อน ตำบลหินดาด อำเภอทองผาภูมิ ซึ่งเจ้าอาวาสก็คือ พระครูสิริวรรณโสภิต ป.ธ. ๕, ดร. เจ้าคณะตำบลท่าขนุน เขต ๒ นั่นเอง หลังจากนั้นแล้วก็วิ่งต่อไปเป็นระยะทางอีก ๑๖ กิโลเมตร เพื่อที่จะเข้าไปยังวัดใหม่ดงสัก ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค ของท่านอาจารย์พระมหาเอกลักษณ์ ถิรปุญฺโญ เพื่อที่จะนำหนังสือไปมอบให้อย่างเป็นทางการ เพราะว่าส่วนใหญ่ก็ประสานกันด้วยวาจาแล้ว ออกจากวัดดงสักก็วิ่งลงเมืองไปอีก ๑๘ กิโลเมตร เพื่อแวะไปนำหนังสือมอบให้กับทางวัดทุ่งก้างย่าง ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค ซึ่งระยะทางทั้งหลายเหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วก็จะอยู่ในระยะที่เดินถึงภายในไม่กี่ชั่วโมง ถ้าเป็นกระผม/อาตมภาพประมาณ ๓ ชั่วโมงเดินถึงอย่างแน่นอน แต่ว่าท่านอื่นอาจจะใช้เวลามากกว่านี้สักเล็กน้อย
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เผือกน้อย : 06-03-2026 เมื่อ 19:31 |
| สมาชิก 31 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#3
|
||||
|
||||
|
เมื่อออกจากวัดทุ่งก้างย่าง ก็มุ่งลงไปจนถึงวัดพุตะเคียน ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค ของท่านพระครูสุทธิสารโสภิต, ดร. เจ้าอาวาสวัดพุตะเคียน รองเจ้าคณะอำเภอไทรโยค
เมื่อมอบถวายท่านและกำชับกำชาเรื่องการต้อนรับคณะธุดงค์แล้ว ก็วิ่งต่อไปอีก ๒๔ กิโลเมตร มาถึงวัดไตรรัตนาราม ตำบลลุ่มสุ่ม อำเภอไทรโยค ของพระมหาชูศักดิ์ กิจฺจกาโร ป.ธ. ๘ เพื่อนร่วมรุ่นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งได้ติดต่อท่านทางกลุ่มไลน์แล้ว ตอนนี้นำหนังสือมามอบให้อย่างเป็นทางการอีกทีหนึ่ง จากวัดไตรรัตนารามก็วิ่งลงมา ๒๒ กิโลเมตร เพื่อที่จะเข้าไปยังวัดหนองสามพราน ตำบลวังด้ง อำเภอเมือง ได้ติดต่อท่านอาจารย์ทุนเอ ธนสีโล เจ้าอาวาสวัดหนองสามพรานเอาไว้ล่วงหน้า ท่านยืนยันว่าถ้ามาถึง มีทั้งที่พัก หรือว่าจะกางกลดก็มีสถานที่ให้ โดยที่จะติดต่อบอกกล่าวให้ญาติโยมทั้งหลายเตรียมที่จะมาเลี้ยงคณะธุดงค์ธรรมยาตราด้วย ต้องขอบพระคุณท่านอาจารย์ทุนเอเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นก็วิ่งต่อมาอีก ๒๑ กิโลเมตร เพื่อมายังวัดราษฎร์ประชุมชนาราม (วัดท่ามะขาม) ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง มอบหนังสืออย่างเป็นทางการให้ท่านพระครูบ่าว (พระครูกาญจนปริยัติคุณ) เจ้าอาวาสวัดท่ามะขาม ขอให้คณะธุดงค์ธรรมยาตราเฉลิมพระเกียรติได้พักปฏิบัติธรรมอยู่ที่นี่เป็นเวลา ๓ วัน ทางด้านพระครูบ่าวแจ้งว่า ได้ติดต่อทางด้านผู้ใหญ่บ้านทั้ง ๓ หมู่ใกล้วัด ของตำบลท่ามะขามแล้ว เพื่อให้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเลี้ยงทางคณะธุดงค์ เมื่อเสร็จจากภารกิจตรงนั้น กระผม/อาตมภาพก็วิ่งตรงไปยังวัดอุทยาน ตำบลบางขุนกอง ซึ่งทางด้านพระครูวิโรจน์กาญจนเขต เจ้าอาวาสวัดอุทยานนั้น ท่านเพิ่งจะรับตราตั้งเป็นรองศาสตราจารย์ และรับตราตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลบางขนุน มาพักอยู่ที่นี่ ฉันเพลแล้วก็รอจนได้เวลาสมควร แล้วนำเอาปัจจัยไทยธรรมวิ่งต่อไปยังวัดกู้ ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เนื่องเพราะว่าพรรคพวกก็คือหลวงพ่อพระครูสมพงษ์ (พระครูวิมลสุวรรณกร, ผศ.ดร.) ท่านรับตราตั้งเจ้าคณะอำเภอปากเกร็ดในวันพรุ่งนี้ แต่ด้วยเหตุที่ว่าในวันพรุ่งนี้นั้น กระผม/อาตมภาพรับฎีกานิมนต์เอาไว้แล้ว จึงต้องมารบกวนท่านก่อนเวลา ไปถึงก็เห็นเจ้าหน้าที่กำลังจัดสถานที่ในอุโบสถกันอยู่ง่วนไปหมด
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-03-2026 เมื่อ 02:35 |
| สมาชิก 31 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#4
|
||||
|
||||
|
เมื่อไปหาท่านถึงกุฏิเจ้าอาวาส ท่านก็ชวนมาดูการจัดสถานที่ในโบสถ์ด้วย พูดคุยกันจนหายคิดถึงแล้ว ก็ได้ถวายปัจจัยไทยธรรมมุทิตาสักการะในโอกาสอันดียิ่งนี้ ท่านเองยังปรารภว่า ท่านอยากเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดแบบกระผม/อาตมภาพมากกว่า เพราะว่าลอยตัว เป็นอิสระ ข้อผูกพันทางด้านกฎหมายต่าง ๆ ไม่มี นอกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสตำแหน่งเดียว
กระผม/อาตมภาพเรียนท่านไปว่า "ตำแหน่งตกงานแบบนี้ ปกติคนอื่นเขาไม่ต้องการนะครับ นอกจากคนประเภทพวกเรา" พูดคุยกันและมอบปัจจัยไทยธรรมถวายมุทิตาสักการะแล้ว กระผม/อาตมภาพก็เดินทางกลับที่พัก ในเรื่องของการแสดงความยินดีในโอกาสที่ท่านต่าง ๆ ได้รับตำแหน่ง ได้รับตราตั้งนั้น เป็นอะไรที่บุคคลทั่วไปส่วนใหญ่ ก็จะกระทำกันเป็นปกติ แต่ท่านทั้งหลายต้องคิดว่า ในเรื่องที่ควรยินดีนั้น เราก็ยินดี แต่ว่าบางเรื่องอย่างเช่นว่าเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย หรือว่าเวลาที่มีผู้เสียชีวิต นั่นก็เป็นสิ่งที่เราควรจะไปเยี่ยมเยือนให้กำลังใจกันเช่นกัน ตัวกระผม/อาตมภาพเองนั้น โดยตำแหน่งก็คือประธานคณะกรรมการฝ่ายการสาธารณสงเคราะห์คณะสงฆ์อำเภอทองผาภูมิ มีข้อตกลงกันอยู่ที่ว่า หากว่าเป็นงานศพของเจ้าคณะพระสังฆาธิการในอำเภอทองผาภูมิแล้ว ถ้าเงินช่วยเหลือของคณะสงฆ์ได้ไม่ถึง ๓๐,๐๐๐ บาท กระผม/อาตมภาพต้องเติมให้ครบ ๓๐,๐๐๐ บาท นี่เป็นเรื่องของเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นราคาทองบาทหนึ่งเพิ่งจะ ๔,๐๐๐ กว่าบาทเท่านั้น..! และรับหน้าที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จนมาถึงในตำแหน่งที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี ก็ขยายงานออกไปถึงทุกอำเภอในจังหวัดนั้น ๆ แต่ว่าไม่ได้ขยายงานในเรื่องช่วยเหลือเป็นเจ้าภาพงานศพ หากแต่ขยายงานออกไปว่า ถ้ามีพระสังฆาธิการเจ็บไข้ได้ป่วย ก็ไปเยี่ยมยามถามไถ่ ช่วยค่ารักษาพยาบาล ถ้าหากว่ามีพระสังฆาธิการมรณภาพ ก็เดินทางไปร่วมงานศพ มอบปัจจัยไทยธรรมร่วมเป็นเจ้าภาพ แล้วขณะเดียวกัน ถ้าหากว่ามีการพระราชทานเพลิงศพที่กระผม/อาตมภาพไม่ติดงาน ก็ไปเป็นเกียรติให้แก่เจ้าภาพในการพิจารณาผ้าไตรบังสุกุลด้วย จะว่าไปแล้ว สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นมารยาทในสังคมอย่างหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันก็แสดงออกซึ่งน้ำใจของเราด้วย ส่วนหนึ่งของเพื่อนพระสังฆาธิการนั้น ถ้าหากว่ามีโอกาสรับก็จะรีบรับ แต่ถ้าหากว่าต้องจ่ายมักจะไม่ค่อยจ่าย ดังนั้น..การไปเยี่ยมยามบุคคลที่เจ็บไข้ได้ป่วย และช่วยค่ารักษาพยาบาล เขาจึงไม่ค่อยนิยมกระทำกัน..! ส่วนกระผม/อาตมภาพนั้น ตั้งกองทุนรักษาพยาบาลพระภิกษุสามเณรวัดท่าขนุนเอาไว้ ซึ่งถ้าหากว่าเจ็บไข้ได้ป่วยแล้วไม่ได้เข้าโรงพยาบาลเอกชน ก็คือเข้าโรงพยาลบาลรัฐ สามารถเบิกได้ทุกบาททุกสตางค์ มีอยู่ครั้งเดียวเท่านั้น ที่มหาหนึ่ง (พระมหานันทวัฒน์ อคฺคธมฺโม ป.ธ. ๔) วัดท่าขนุน อยู่ ๆ ก็ป่วยเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ เนื่องเพราะว่าเคร่งเครียดอยู่กับการเรียนภาษาบาลี พรรคพวกกลัวว่าจะช่วยชีวิตไม่ทัน จึงเอาเข้าโรงพยาบาลสินแพทย์นครปฐม ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชน กระผม/อาตมภาพพิจารณาเหตุผลแล้วว่าเป็นเรื่องที่สมควร จึงได้จ่ายค่ารักษาไป ๘๗,๐๐๐ กว่าบาท
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-03-2026 เมื่อ 02:38 |
| สมาชิก 31 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#5
|
||||
|
||||
|
เรื่องพวกนี้จะว่าไปแล้ว ก็เป็นปัจจัยที่ญาติโยมทั้งหลายร่วมตั้งกองทุนรักษาพยาบาลมาก็ดี หรือว่าร่วมเป็นเจ้าภาพโดยการโอนเข้ามาร่วมกับกองทุนของกระผม/อาตมภาพก็ตาม
ในปัจจุบันนี้ก็กลายเป็นที่อิจฉาของบรรดาพระสังฆาธิการและพระลูกวัดอื่น ๆ เนื่องเพราะว่าของเขาเจ็บไข้ได้ป่วยก็ต้องรับผิดชอบตนเอง แม้ว่าพระภิกษุสงฆ์ของเราเข้าโรงพยาบาลรัฐ หรือว่าโรงพยาบาลสงฆ์ ส่วนใหญ่ก็จะเข้าฟรี แต่ถ้าหากว่าเจ็บป่วยหนัก จนต้องพักอยู่กับโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัว หรือว่ามียานอกบัญชีที่ไม่สามารถจะให้ฟรีได้ ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายห้องพิเศษ มีค่าใช้จ่ายยานอกบัญชี ทำเอาบางท่านก็รู้สึกดีใจที่กระผม/อาตมภาพไปเยี่ยม เพราะว่าอย่างน้อย ๆ ก็ถวายค่ารักษาพยาบาลให้ท่านรูปละ ๕,๐๐๐ บาท..! ในส่วนนี้ต้องเจริญพรขอบพระคุณบรรดาท่านเจ้าของกองทุนรักษาพยาบาลทั้งหลาย ตลอดจนกระทั่งท่านที่โอนเงินมาร่วมรักษาพยาบาลพระภิกษุสามเณร โดยเฉพาะล่าสุด ทางเว็บเพจพระกริ่งจินดามณีมนต์พระกาฬ ได้ถวายปัจจัยเป็นเงินสดมาร่วมกองทุน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งกองทุนนี้นั้น ปัจจุบันเป็นที่เลียนแบบของบรรดาวัดอื่น ๆ โดยเฉพาะทางคณะสงฆ์จังหวัดกาญจนบุรี ท่านอาจารย์พระมหาวิสูตร วิสุทฺธิปญฺโญ ป.ธ. ๙, ดร. รองเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี ที่ดูแลทางด้านนี้อยู่ ปรารภกับกระผม/อาตมภาพว่า การประชุมพระสังฆาธิการระดับจังหวัดครั้งต่อไป จะเสนอในเรื่องการตั้งกองทุนช่วยเหลือรักษาพยาบาลพระภิกษุสามเณรของจังหวัดกาญจนบุรี ขอให้กระผม/อาตมภาพสนับสนุนตรงนี้ด้วย ซึ่งได้ยืนยันท่านไปแล้วว่าจะสนับสนุน ทั้งในลักษณะสนับสนุนด้วยการออกเสียงยกมือ และสนับสนุนด้วยการร่วมตั้งกองทุนให้กับท่านด้วย เนื่องเพราะว่าท่านมีศูนย์สุขภาพพระสงฆ์อยู่ที่ตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี รับพระภิกษุสงฆ์ที่เจ็บไข้ได้ป่วยเข้าไปฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย ในเมื่อทำหน้าที่อย่างนี้อยู่แล้ว ก็อยากจะทำหน้าที่ให้ดียิ่งขึ้นไป จึงได้มาปรึกษาหารือและชักชวนให้ร่วมใจกัน ดังนั้น..ในงานต่อไปของการประชุมคณะสงฆ์จังหวัดกาญจนบุรี ก็อาจจะมีการตั้งกองทุนนี้ขึ้นมา ได้แต่หวังว่าจะได้รับความร่วมมือกัน เนื่องเพราะว่าเป็นประโยชน์ต่อพระภิกษุสงฆ์สามเณรทั้งหมดของจังหวัดกาญจนบุรี สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร. เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-03-2026 เมื่อ 02:41 |
| สมาชิก 32 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
![]() |
| ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน ) | |
| คำสั่งเพิ่มเติม | |
|
|