กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ปี ๒๕๖๙ > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 12-02-2026, 18:09
ตัวเล็ก's Avatar
ตัวเล็ก ตัวเล็ก is offline
กรรมการเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Mar 2009
ข้อความ: 11,599
ได้ให้อนุโมทนา: 227,910
ได้รับอนุโมทนา 830,901 ครั้ง ใน 41,047 โพสต์
ตัวเล็ก is on a distinguished road
Default เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙


__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด
(-/\-) (-/\-) (-/\-)
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 36 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 13-02-2026, 00:54
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,912
ได้ให้อนุโมทนา: 161,233
ได้รับอนุโมทนา 4,532,571 ครั้ง ใน 37,528 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ก่อนอื่นขอแสดงความเสียใจ และขอยกย่องท่านผู้อำนวยการศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเสียชีวิตในการปกป้องเด็ก ๆ และคุณครู จากผู้ร้ายที่เข้าไปจับตัวประกัน ต้องบอกว่าข้าราชการที่ยอมเสียสละ โดยเฉพาะข้าราชการครู ซึ่งเห็นเด็กทุกคนเป็นลูกเป็นหลานของตนเองนั้น ในปัจจุบันหาได้ยากแล้ว วีรกรรมของท่าน ผอ. ศศิพัชร จักเป็นที่กล่าวขวัญถึงไปอีกนานแสนนาน

สำหรับวันนี้เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของคณะสงฆ์จังหวัดกาญจนบุรี เพราะว่าเป็นการเปิดสอบบาลีสนามหลวงประจำปี ๒๕๖๙ ที่สนามสอบวัดไชยชุมพลชนะสงคราม (พระอารามหลวง) หรือ วัดใต้ ตำบลบ้านใต้ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี กระผม/อาตมภาพในฐานะที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรีก็ดี ในฐานะเจ้าสำนักศาสนศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี วัดท่าขนุนก็ตาม ต้องไปให้การสนับสนุน และให้กำลังใจผู้เข้าสอบเป็นปกติอยู่แล้ว โดยที่งานนี้ได้สนับสนุนสนามสอบเป็นปัจจัยจำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท

หลังจากนั้นก็ฉันเพลร่วมกับบรรดาเจ้าคณะปกครองและพระเถรานุเถระทั้งหลาย ตลอดจนกระทั่งพระภิกษุสามเณรผู้เข้าสอบบาลีปีนี้ ซึ่งประกอบด้วยผู้เข้าสอบบาลีประโยค ๑ - ๒ - ๓ และ ๔ จำนวนทั้งสิ้น ๑๕๔ รูป และผู้เข้าสอบบาลีศึกษา ๑ คน รวมแล้วมีผู้เข้าสอบทั้งสิ้น ๑๕๕ รูป/คนด้วยกัน โดยมีพระเดชพระคุณพระเทพปริยัติโสภณ, ดร. (ปัญญา วิสุทฺธิปญฺโญ ป.ธ. ๙) เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรีเป็นประธานสนามสอบ พระมหาภพพล เตชพโล ป.ธ. ๙ วัดปรีดาราม จังหวัดนครปฐม เป็นผู้นำประโยค คำว่า "ผู้นำประโยค" ในที่นี้ก็คือผู้นำข้อสอบมาเปิดเพื่อให้พวกเราได้สอบกันนั่นเอง

โดยเฉพาะในส่วนของการสอบบาลีนั้น ไม่ได้พัฒนาไปเป็นข้อสอบออนไลน์เหมือนกับทางนักธรรม ทางด้านนักธรรมนั้น เมื่อถึงเวลาเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ สามารถที่จะโหลดข้อสอบออกมาได้ตามเลขรหัสที่ตนเองได้รับไว้

เรียกง่าย ๆ ว่าให้ความไว้วางใจว่าผู้เข้าสอบจะไม่มีการทุจริต เนื่องเพราะว่าให้เวลาโหลดข้อสอบก่อนแค่ ๒๐ - ๓๐ นาทีเท่านั้น และต้องพิมพ์ข้อสอบให้ทันแจกจ่ายกับบรรดาผู้เข้าสอบจำนวนมาก โอกาสที่จะทุจริตจึงเป็นไปโดยยาก

แต่ว่าทางแม่กองบาลีสนามหลวงนั้นยังใช้วิธีเก่า ก็คือพิมพ์ข้อสอบใส่ถุงปิดผนึกสองชั้น ถึงเวลาก็ต้องมีการเซ็นแล้วเปิดต่อหน้าคณะกรรมการทั้งหมดทีละชั้น เมื่อได้ข้อสอบมาแล้ว จึงจะส่งให้คณะกรรมการคุมห้องสอบ ทำการแจกจ่ายให้กับผู้เข้าสอบอีกทีหนึ่ง ซึ่งก็เป็นการป้องกันการทุจริตได้ดี
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 13-02-2026 เมื่อ 00:57
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 29 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 13-02-2026, 00:58
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,912
ได้ให้อนุโมทนา: 161,233
ได้รับอนุโมทนา 4,532,571 ครั้ง ใน 37,528 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

แต่ว่าเรื่องพวกนี้ต้องบอกว่า เนิ่นนานไป ถ้าหากว่ามีผู้เข้าสอบจำนวนมาก อาจจะไม่สามารถที่จะพิมพ์ข้อสอบจำนวนมาก ๆ เช่นนั้นได้ หรือไม่ก็ผู้ที่มารับตำแหน่งใหม่ พิจารณาการส่งข้อสอบเข้ารหัสผ่านระบบออนไลน์เหมือนกับแม่กองธรรม ก็น่าจะมีแนวโน้มว่าเป็นไปได้สูงมาก

เมื่ออยู่ร่วมพิธีเปิดและให้กำลังใจแก่ทุกคนในการเข้าสอบแล้ว กระผม/อาตมภาพก็เดินทางไปยังวัดเทวสังฆาราม (พระอารามหลวง) หรือว่า วัดเหนือ ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ต้องบอกว่าอยู่คนละมุมกับวัดใต้ เพื่อไปร่วมพิธีฌาปนกิจศพ จ.ส.อ.เดชา เสรีวัฒน์ อดีตประธานสมาคมผู้สื่อข่าวจังหวัดกาญจนบุรี อดีตรองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งความเกี่ยวเนื่องกับกระผม/อาตมภาพก็คือ ร่วมเป็นคณะกรรมการบริหารสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี มาด้วยกัน ๓ สมัยแล้ว

เมื่อไปถึง ปรากฏว่าทางด้านเจ้าภาพเลื่อนเวลาออกไปโดยไม่ได้บอกกล่าว เพราะจากตอนแรกแจ้งเอาไว้ในกำหนดการว่า สวดมาติกาตอนบ่าย ๒ โมง น่าจะมีการปรับเปลี่ยนเพื่อที่จะให้ง่ายต่อการปฏิบัติ หรือสะดวกต่อแขกทั้งหลายที่จะมาร่วมงาน จึงเลื่อนมาเป็นการสวดมาติกาตอนบ่าย ๓ โมงครึ่ง แล้วจึงเป็นการทอดผ้าบังสุกุล ซึ่งแขกทั้งหลายก็มีเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ล่าช้าไปเป็นชั่วโมง กว่าที่กระผม/อาตมภาพในฐานะรองประธานฝ่ายสงฆ์จะได้ขึ้นพิจารณาผ้าไตรบังสุกุล ก็เกือบจะ ๔ โมงครึ่งแล้ว เมื่อวางดอกไม้จันทน์เสร็จ จึงขออนุญาตเดินทางกลับที่พัก

ในส่วนนี้อยากจะบอกว่า บรรดาพิธีกรรมพิธีการต่าง ๆ สำหรับผู้วายชนม์นั้น ส่วนใหญ่ก็ทำอยู่ในลักษณะเพื่อหน้าตาของบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ ถ้าเป็นอย่างครอบครัวของกระผม/อาตมภาพนั้น ต้องบอกว่า "คนตายขายคนเป็น" เลยทีเดียว เนื่องเพราะว่าโยมพ่อของ
กระผม/อาตมภาพตายในปี ๒๕๑๘ ตอนนั้นทองคำบาทหนึ่งประมาณ ๒,๐๐๐ บาทเท่านั้น แต่ว่าเราต้องจัด "กงเต็ก" ให้กับโยมพ่อเป็นเวลา ๗ วัน ๆ ละ ๗,๐๐๐ บาท กระผม/อาตมภาพยังถามบรรดาพี่น้องญาติทั้งหลายว่า "ทำไมถึงต้องลำบากเดือดร้อนทำของแพงขนาดนี้ด้วย ?" ทุกคนบอกว่า "ถ้าไม่ทำก็ขายหน้าคนอื่นเขา..!"

จากครอบครัวที่พอมีอันจะกินในตอนนั้น บรรดาพี่ ๆ มีรถที่ใช้อยู่ ก็ต้องขายเพื่อที่จะเอามาจัดพิธีกงเต็ก แม้กระทั่งพี่ชายท่านหนึ่งซึ่งมีตึก ๓ ชั้นอยู่ที่บริเวณตลาดพลู กรุงเทพมหานคร ก็ต้องจำหน่ายตึกเพื่อที่จะเอาเงินมาลงที่ตรงนี้ สรุปว่าหลังงานศพโยมพ่อ ทุกคนต้องเริ่มต้นจากศูนย์ใหม่..! แต่ด้วยความที่ทุกคนสู้งาน ตามประสาที่ได้รับการเคี่ยวเข็ญจากโยมพ่อมาตั้งแต่เด็ก ใช้เวลาไม่กี่ปี ก็สามารถพลิกฟื้นมามีกิจการที่มั่นคงได้ทุกคน แต่ไม่ใช่ว่าทุกครอบครัวจะสู้งานสู้ชีวิตได้ขนาดนี้..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 13-02-2026 เมื่อ 01:11
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 31 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 13-02-2026, 01:01
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,912
ได้ให้อนุโมทนา: 161,233
ได้รับอนุโมทนา 4,532,571 ครั้ง ใน 37,528 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ดังนั้น..อะไรก็ตามที่อยู่ในลักษณะของ "คนตายขายคนเป็น" จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาให้ดี เนื่องเพราะว่าทางภาคอีสานนั้น มีลูกศิษย์บางท่าน ถึงเวลากว่าจะจัดงานศพเสร็จ ปรากฏว่าแค่ค่าอาหารเลี้ยงแขกอย่างเดียวหมดไปหลายแสนบาท..! เนื่องเพราะว่าแขกทุกคนมาถึง นอกจากเรียกร้องจะเอาหมู เอาวัว เอาไก่ในงานแล้ว ยังมีการหิ้วกลับบ้านแบบไม่เกรงใจเจ้าภาพอีกด้วย..! ทำเอาหลายต่อหลายคนแทบจะตัดญาติขาดมิตรกันไปเลย เพราะว่ามาถึงก็เรียกร้องว่าต้องมีอย่างนั้นต้องมีอย่างนี้ โดยที่เจ้าภาพเองมีเงินหรือไม่มีก็ไม่ได้คิดถึง อยู่ในลักษณะของการที่เรียกว่า พยายามที่จะ "เอาเนื้อหนูมาปะเนื้อช้าง" เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่สังคมต้องการ ซึ่งลักษณะแบบนี้แหละที่เรียกง่าย ๆ ว่า "คนตายขายคนเป็น"

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าสามารถจัดงานได้รวบรัดและประหยัดเท่าไร ก็ถือว่าดีเท่านั้น เพราะว่าอย่างน้อย ๆ ผู้ที่มีชีวิตอยู่ก็ไม่ต้องมาลำบากเดือดร้อน แต่เรื่องพวกนี้ต้องบอกว่ากระผม/อาตมภาพพูดไป ก็เหมือนกับคนขวางโลก เพราะว่าทางโลกยังต้องการหน้าตาแบบนั้น จึงเป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลายต้องพิจารณากันเองว่าไหวหรือไม่ไหว

ถ้าหากว่าสู้งาน ไม่หนีงานแบบครอบครัวของกระผม/อาตมภาพ ก็มีโอกาสที่จะพลิกฟื้นคืนมาภายในเวลาแค่ ๒ - ๓ ปี แต่ช่วงนั้นจำได้ว่าทำงานเหมือนกับคนบ้า ตื่นตี ๕ ทำไปยันตี ๒ ตี ๓ ทุกวัน มีเวลานอนอย่างเก่งก็ ๒ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น ยังดีที่ว่าอยู่ในช่วงวัยรุ่น ร่างกายแข็งแรง ไม่เช่นนั้นโหมงานขนาดนั้นเป็นปี ๆ ก็มีหวังได้ "ล้มหมอนนอนเสื่อ" เจ็บไข้ได้ป่วยอย่างแน่นอน

เราท่านทั้งหลายจึงควรที่จะพิจารณาให้ถ่องแท้ โดยเฉพาะการเห็นบุคคลที่เสียชีวิตนั้น อีกไม่นานเราก็จะเป็นเช่นนั้นบ้าง แต่มีใครคิดถึงตรงนี้กันบ้างหรือไม่ ? หรือว่าทุกคนก็แค่ไปตามประเพณี ไปเพื่อสังคม ไปเพราะเกรงใจเจ้าภาพ ไปในลักษณะต่างตอบแทน ก็คือก่อนหน้านี้งานของเราทางเจ้าภาพเขามา ตอนนี้งานของเขาเราก็ต้องไป

ถ้าอยู่ในลักษณะแบบนี้ ก็เป็นอันว่าท่านทั้งหลายได้กำไรน้อยมาก นอกจากได้สังคมได้เพื่อนฝูง แต่ถ้ารู้จักพิจารณาว่าเรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่อาจล่วงพ้นความตายไปได้ แล้วตั้งหน้าตั้งตาสั่งสมบุญกุศล ในศีล สมาธิ ปัญญา ให้มากเข้าไว้ อย่างน้อย ๆ ก็เพื่อความแน่นอนในคติของเรายามที่ตายลงไป ถ้าทำในลักษณะอย่างนี้ จึงจะสมกับเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 13-02-2026 เมื่อ 01:14
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 33 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 10:42



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว